มัทธิว บทเรียนที่ 32 “วันที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์”

โยเซฟอาริมาเธีย

มัทธิว บทเรียนที่ 32 “วันที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์” (มัทธิว 27:32-61)

คำนำ316

32เมื่อ​ออก​ไป​แล้ว​ก็​พบ​ชาว​ไซ‌รีน​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ซี‌โมนจึง​เกณฑ์​ให้​เขา​แบก​กาง‌เขน​ของ​พระ‍องค์​ไป 33เมื่อ​มา​ถึง​ที่​หนึ่ง​ซึ่ง​เรียก​ว่า​กล‌โก‌ธาแปล​ว่า​ที่​กะ‌โหลก‍ศีรษะ 34เขา‍ทั้ง‍หลาย​เอา​เหล้า‍องุ่น​ผสม​กับ​ของ​ขม​มา​ถวาย​พระ‍องค์เมื่อ​พระ‍องค์​ทรง​ชิม​แล้ว​ก็​ไม่​เสวย 35เมื่อ​ตรึง​พระ‍องค์​ที่​กาง‌เขน​แล้วพวก‍เขา​ก็​เอา​ฉลอง​พระ‍องค์​มา​จับ‍ฉลาก​แบ่ง​กัน 36แล้ว​ก็​นั่ง​เฝ้า​พระ‍องค์​อยู่​ที่​นั่น 37และ​พวก‍เขา​เอา​ข้อ‍ความ​ที่​เป็น​ข้อ‍หา​ลง‍โทษ​พระ‍องค์​ไป​ติด​ไว้​เหนือ​พระ‍เศียรซึ่ง​อ่าน​ว่า “คน​นี้​คือ​เยซู กษัตริย์​ของ​ชน‍ชาติ​ยิว” 38เวลา‍นั้นเขา​เอา​โจร​สอง​คน​ตรึง​ไว้​พร้อม​กับ​พระ‍องค์ข้าง‍ขวา​คน​หนึ่ง​ข้าง‍ซ้าย​คน​หนึ่ง 39คน‍ทั้ง‍หลาย​ที่​เดิน​ผ่าน​ไป​มาพูด​หมิ่น‍ประ‌มาท​พระ‍องค์สั่น​ศีรษะ​เยาะ‍เย้ย 40ว่า “เจ้า​เป็น​คน​ที่​จะ​ทำ‍ลาย​พระ‍วิหาร​แล้ว​สร้าง​ขึ้น​ภาย‍ใน​สาม​วัน​นี่​นาจง​ช่วย​ตัว​เอง​ให้​รอด ถ้า​เจ้า​เป็น​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้าจง​ลง‍มา​จาก​กาง‌เขน​เถิด” 41พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​กับ​พวก​ธรร‌มา‌จารย์​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ก็​เยาะ‍เย้ย​พระ‍องค์​เหมือน‍กัน​ว่า 42“เขา​ช่วย​คน​อื่น​ให้​รอด​ได้แต่​ช่วย​ตัว​เอง​ไม่‍ได้เขา​เป็น​กษัตริย์​ของ​ชน‍ชาติ​อิสรา‌เอลให้​เขา​ลง‍มา​จาก​กาง‌เขน​เดี๋ยว‍นี้​เถิดเรา​จะ​ได้​เชื่อ​บ้าง 43เขา​วาง‍ใจ​พระ‍เจ้าถ้า​พระ‍องค์​พอ‍พระ‍ทัย​ตัว​เขา​ก็​ขอ​ให้​ทรง​ช่วย​เขา​เดี๋ยว‍นี้​เถิดเพราะ​เขา​กล่าว​ว่า​เขา​เป็น​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า” 44แม้​แต่​โจร​สอง​คน​ที่​ถูก​ตรึง​พร้อม​กับ​พระ‍องค์​ก็​ด่า‍ว่า​พระ‍องค์​ด้วย

45แล้ว​ก็​เกิด​ความ​มืด‍มัว​ทั่ว​แผ่น‍ดิน ตั้ง‍แต่​เวลา​เที่ยง​วัน​จน‍ถึง​บ่าย​สาม​โมง 46พอ​เวลา​ประ‌มาณ​บ่าย​สาม​โมง พระ‍เยซู​ทรง​ร้อง​เสียง‍ดัง​ว่า “เอลี เอลี ลา‌มา สะ‌บัก‌ธา‌นี” แปล​ว่า “พระ‍เจ้า​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ พระ‍เจ้า​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ ทำไม​พระ‍องค์​ทรง​ทอด‍ทิ้ง​ข้า‍พระ‍องค์​เสีย?” 47บาง‍คน​ที่​ยืน​อยู่​ที่​นั่น เมื่อ​ได้‍ยิน​ก็​พูด​ว่า “คน​นี้​เรียก​เอ‌ลี‌ยาห์” 48ทัน‍ใด​นั้น​คน​หนึ่ง​ใน​พวก‍เขา​ก็​วิ่ง​ไป​เอา​ฟอง‍น้ำ​ชุบ​เหล้า‍องุ่น​เปรี้ยว​เสียบ​ปลาย​ไม้‍อ้อ ส่ง​ให้​พระ‍องค์​เสวย 49แต่​พวก​ที่​เหลือ​ร้อง​ว่า “อย่า​เพิ่ง​เลย ให้​เรา​คอย‍ดู​ซิ​ว่า​เอ‌ลี‌ยาห์​จะ​มา​ช่วย​เขา​หรือ​ไม่” 50และ​พระ‍เยซู​ทรง​ร้อง​เสียง‍ดัง​อีก‍ครั้ง‍หนึ่ง แล้ว​สิ้น‍พระ‍ชนม์51และ​นี่‍แน่ะม่าน​ใน​พระ‍วิหาร​ก็​ฉีก‍ขาด​ออก​เป็น​สอง​ท่อน​ตั้ง‍แต่​บน​ตลอด​ล่างแผ่น‍ดิน​ก็​ไหวศิลา​ก็​แตก​ออก​จาก​กัน 52อุโมงค์​ฝัง‍ศพ​ต่างๆก็​เปิด​ออกศพ​ของ​ธรร‌มิก‌ชน​หลาย​คน​ที่​ล่วง‍หลับ​ไป​แล้ว​ก็​เป็น​ขึ้น​มา 53และ​เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง​เป็น​ขึ้น​มา​แล้วพวก‍เขา​ก็​ออก​จาก​อุโมงค์พา​กัน​เข้า​ไป​ใน​นคร​บริ‌สุทธิ์​ปรา‌กฏ​กับ​คน​จำ‌นวน​มาก 54แต่​นาย‍ร้อย​และ​พวก​ทหาร​ที่​เฝ้า​พระ‍เยซู​อยู่​ด้วย‍กันเมื่อ​เห็น​แผ่น‍ดิน‍ไหว​และ​สิ่ง​ต่างๆที่​เกิด‍ขึ้น​นั้นก็​กลัว​อย่าง‍ยิ่งจึง​พูด​กัน​ว่า “ท่าน​ผู้‍นี้​เป็น​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​จริงๆ”

55ที่​นั่น​มี​ผู้‍หญิง​หลาย​คน​ที่​ติด‍ตาม​พระ‍องค์​จาก​กา‌ลิ‌ลี​เพื่อ​จะ​ปรน‌นิ‌บัติ​พระ‍องค์มอง‍ดู​อยู่​แต่​ไกล 56ใน​พวก​นั้น​มี​มา‌รีย์​ชาว​มัก‌ดา‌ลามา‌รีย์​มารดา​ของ​ยา‌กอบ​และ​โย‌เซฟและ​มารดา​ของ​บุตร​ทั้ง‍สอง​ของ​เศ‌เบ‌ดี

57เมื่อ‍ถึง‍เวลา​พลบ‍ค่ำ​มี​เศรษฐี​คน​หนึ่ง​มา​จาก​อา‌ริ‌มา‌เธีย​ชื่อ​โย‌เซฟเป็น​สาวก​ของ​พระ‍เยซู 58เข้า​ไป​หา​ปี‌ลาต​ขอ​พระ‍ศพ​พระ‍เยซูปี‌ลาต​จึง​สั่ง​ให้​มอบ​แก่​เขา 59โย‌เซฟ​ก็​เชิญ​พระ‍ศพ​ลง​และ​เอา​ผ้า‍ป่าน​ที่​สะอาด​พัน​หุ้ม​ไว้ 60แล้ว​เชิญ​พระ‍ศพ​ไป​วาง​ไว้​ใน​อุโมงค์​ใหม่​ของ​ตน​ที่​สกัด​ไว้​ใน​ศิลาและ​กลิ้ง​หิน​ใหญ่​ปิด​ปาก​อุโมงค์​ไว้​แล้ว​ก็​ไป 61มา‌รีย์​ชาว​มัก‌ดา‌ลา​กับ​มา‌รีย์​อีก‍คน‍หนึ่ง​ก็​นั่ง​อยู่​ที่​นั่น​ตรง‍หน้า​อุโมงค์317

สำหรับหลายคนในเยรูซาเล็ม วันนี้ก็เหมือนวันอื่นๆ ซีโมนชาวไซรีนกำลังเดินทางจากบ้านนอกเข้าเมือง (มาระโก 15:21) ไม่รู้สักนิดว่าพระเยซูถูกจับ ถูกไต่สวนในตอนกลางคืนและเช้าตรู่ และกำลังถูกส่งไปตรึงกางเขนตามคำตัดสิน เรียกได้ว่าไปรับแทนบารับบัส นายร้อยและพวกทหารที่รับหน้าที่ไปประหารชายสามคน พวกเขาคงทำหน้าที่นี้มาหลายครั้งและภารกิจวันนี้ก็คงไม่มีอะไรแปลกใหม่

แต่เป็นวันที่ไม่ปกติของนักโทษอีกสองคน สองคนนี้ถูกกำหนดให้รับโทษประหารในวันเดียวกัน เราไม่รู้ว่าทั้งสองคนนี้รู้เรื่องพระเยซูหรือไม่ ถึงรู้ก็คงน้อยนิด เนื่องจากพระองค์เพิ่งโดนตัดสินประหารในเวลาอันสั้น และเพิ่มจำนวนผู้ถูกประหารไปพร้อมกับสองคนนี้ พวกเขาต้องแบกกางเขนของตนเองไปที่กลโกธา และแน่นอนหลังจากตรึงพระเยซูและนักโทษอีกสองคนแล้ว พวกทหารก็คงจะทำตามธรรมเนียมที่พวกเขารู้ดีและทำมาตลอด พวกเขาไม่รู้สักนิดว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น วันนี้จะเป็นวันที่ไม่มีใครลืม “วันที่พระคริสต์สิ้นพระชนม์”

ลำดับที่ 1: พระเยซูทรงทนทุกข์ทรมานรับโทษทัณฑ์ของมนุษย์

มัทธิว 27:32-44

32เมื่อ​ออก​ไป​แล้ว​ก็​พบ​ชาว​ไซ‌รีน​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ซี‌โมนจึง​เกณฑ์​ให้​เขา​แบก​กาง‌เขน​ของ​พระ‍องค์​ไป 33เมื่อ​มา​ถึง​ที่​หนึ่ง​ซึ่ง​เรียก​ว่า​กล‌โก‌ธาแปล​ว่า​ที่​กะ‌โหลก‍ศีรษะ 34เขา‍ทั้ง‍หลาย​เอา​เหล้า‍องุ่น​ผสม​กับ​ของ​ขม​มา​ถวาย​พระ‍องค์เมื่อ​พระ‍องค์​ทรง​ชิม​แล้ว​ก็​ไม่​เสวย 35เมื่อ​ตรึง​พระ‍องค์​ที่​กาง‌เขน​แล้วพวก‍เขา​ก็​เอา​ฉลอง​พระ‍องค์​มา​จับ‍ฉลาก​แบ่ง​กัน 36แล้ว​ก็​นั่ง​เฝ้า​พระ‍องค์​อยู่​ที่​นั่น 37และ​พวก‍เขา​เอา​ข้อ‍ความ​ที่​เป็น​ข้อ‍หา​ลง‍โทษ​พระ‍องค์​ไป​ติด​ไว้​เหนือ​พระ‍เศียรซึ่ง​อ่าน​ว่า “คน​นี้​คือ​เยซู กษัตริย์​ของ​ชน‍ชาติ​ยิว” 38เวลา‍นั้นเขา​เอา​โจร​สอง​คน​ตรึง​ไว้​พร้อม​กับ​พระ‍องค์ข้าง‍ขวา​คน​หนึ่ง​ข้าง‍ซ้าย​คน​หนึ่ง 39คน‍ทั้ง‍หลาย​ที่​เดิน​ผ่าน​ไป​มาพูด​หมิ่น‍ประ‌มาท​พระ‍องค์สั่น​ศีรษะ​เยาะ‍เย้ย 40ว่า “เจ้า​เป็น​คน​ที่​จะ​ทำ‍ลาย​พระ‍วิหาร​แล้ว​สร้าง​ขึ้น​ภาย‍ใน​สาม​วัน​นี่​นาจง​ช่วย​ตัว​เอง​ให้​รอด ถ้า​เจ้า​เป็น​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้าจง​ลง‍มา​จาก​กาง‌เขน​เถิด” 41พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​กับ​พวก​ธรร‌มา‌จารย์​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ก็​เยาะ‍เย้ย​พระ‍องค์​เหมือน‍กัน​ว่า 42“เขา​ช่วย​คน​อื่น​ให้​รอด​ได้แต่​ช่วย​ตัว​เอง​ไม่‍ได้เขา​เป็น​กษัตริย์​ของ​ชน‍ชาติ​อิสรา‌เอลให้​เขา​ลง‍มา​จาก​กาง‌เขน​เดี๋ยว‍นี้​เถิดเรา​จะ​ได้​เชื่อ​บ้าง 43เขา​วาง‍ใจ​พระ‍เจ้าถ้า​พระ‍องค์​พอ‍พระ‍ทัย​ตัว​เขา​ก็​ขอ​ให้​ทรง​ช่วย​เขา​เดี๋ยว‍นี้​เถิดเพราะ​เขา​กล่าว​ว่า​เขา​เป็น​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า” 44แม้​แต่​โจร​สอง​คน​ที่​ถูก​ตรึง​พร้อม​กับ​พระ‍องค์​ก็​ด่า‍ว่า​พระ‍องค์​ด้วย

ปิลาตรู้ดีว่าพระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เขาหาทางช่วยพระองค์ไม่ได้ ในที่สุดก็ยอมแพ้ต่อความต้องการของฝูงชนที่เรียกร้องให้ปล่อยบารับบัส และนำพระเยซูไปตรึงกางเขนแทน ปกติคนที่รับโทษต้องแบกกางเขนของตนเองไป318 แต่ดูเหมือนพระเยซูถูกทำร้ายทำทารุณกรรมจนไม่มีแรงเหลือจะแบกกางเขน ชายชื่อซีโมน มาจากไซรีน เมืองทางเหนือของอัฟริกาในลิเบีย เดินทางผ่านมาพอดี ฝูงชนกำลังตามพระเยซูไป โดยเฉพาะพวกผู้หญิง (ลูกา 23:27) ซีโมนไม่ได้เดินตามพระเยซู แต่กำลังเดินทางมาจากบ้านนอกเพื่อเข้าเยรูซาเล็ม (ลูกา 23:26) บางทีเขาอาจกำลังเดินผ่านเมื่อพระเยซูล้มลงเพราะความหนักของไม้กางเขน ซีโมนจึงถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยแบกกางเขนตามพระองค์ไป เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ไม่คาดคิด ผมเชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

ทำไมชายคนนี้ถูกเอ่ยชื่อในพระกิตติคุณพ้องทั้งสามเล่ม (มัทธิว มาระโก และลูกา)?  ทำไมถึงเอ่ยชื่อเมืองที่เขามาด้วย? มาระโกเพิ่มข้อมูลให้ว่าเขาเป็น​บิดา​ของ​อ‌เล็ก‌ซาน‌เดอร์​และ​รู‌ฟัส319 (มาระโก 15:21)  ผมเชื่อว่ามาระโกอยากให้ผู้อ่านจำผู้ชายคนนี้และลูกๆของเขา ผมเห็นว่าก่อนถึงวันนี้วันที่กำหนดไว้ ซีโมน 320ไม่ได้เป็นผู้เชื่อ แต่สิ่งที่เขาจะได้เห็นในวันนี้ วันที่พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ จะเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล นำเขาเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า

ในที่สุดก็ถึงกลโกธา ที่ๆทั้งสามจะถูกตรึงกางเขน พวกเขาเอา “เหล้าองุ่นและของขม” มาถวายพระเยซู แต่เมื่อพระองค์ทราบว่าคืออะไร ก็ทรงปฏิเสธไม่เสวย สิ่งที่เขานำมาให้นักโทษประหารคงเป็นยากล่อมประสาท หรือยาช่วยบรรเทาอาการปวด พระเยซูปฏิเสธสิ่งใดที่จะลดความทรมานลง เพราะพระองค์ต้องเสวยถ้วยแห่งพระอาชญาของพระเจ้าเพื่อคนบาปจนหยดสุดท้าย

จะสังเกตุเห็นว่ามัทธิว (และผู้เขียนพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ) จะผ่านไปโดยไม่ลงรายละเอียดการตรึงกางเขน ไม่มีการบันทึกขั้นตอนการตอกตรึงที่น่าสยดสยอง แม้เราจะพอรู้ (ดูยอห์น 20:25, 27) ทั้งมัทธิวและผู้เขียนพระกิตติคุณเล่มอื่นๆไม่ได้จดจ่ออยู่กับความทรมานทางพระกายของพระเยซู แม้มีเรื่องให้เขียนได้มากมาย มัทธิวหันความสนใจของเราไปที่พวกทหาร ที่จับฉลากแบ่งฉลองพระองค์ของพระเยซู ยอห์นได้ให้รายละเอียดตรงนี้ไว้ (ยอห์น 19:23-24) ท่านเจาะจงให้ผู้อ่านรู้ว่านี่เกิดขึ้นเป็นจริงตามคำพยากรณ์:

23เมื่อ​พวก​ทหาร​ตรึง​พระ‍เยซู​ไว้​ที่​กาง‌เขน​แล้วพวก‍เขา​ก็​เอา​เสื้อ​ของ​พระ‍องค์​มา​แบ่ง​ออก​เป็น​สี่​ส่วนให้​ทหาร​คน​ละ​ส่วน เว้น‍แต่​เสื้อ​ใน เสื้อ​ใน​นั้น​ไม่‍มี​ตะ‌เข็บทอ​เป็น​ผืน​เดียว​ตลอด 24เพราะ‍ฉะนั้น​พวก‍เขา​จึง​ปรึก‌ษา​กัน​ว่า “เรา​อย่า​ฉีก​แบ่ง​กัน​เลย แต่​ให้​เรา​จับ​ฉลาก​กันจะ​ได้​รู้​ว่า​ใคร​จะ​ได้​เป็น​เจ้า‍ของ” ทั้ง‍นี้​เพื่อ​ให้​เป็น​จริง​ตาม​ข้อ​พระ‍คัมภีร์​ที่​ว่า“เสื้อ‍ผ้า​ของ​ข้า‍พระ‍องค์เขา​แบ่ง​กัน และ​เสื้อ​ของ​ข้า‍พระ‍องค์​เขา​จับ‍ฉลาก​กัน”พวก​ทหาร​ทำ​กัน​อย่าง‍นี้ (ยอห์น 19:23-24)

เป็นข้อพระคัมภีร์จากสดุดี 22 (ข้อ 18) พระวจนะในสดุดีเกิดขึ้นเป็นจริงหลายครั้งในการตรึงกางเขนของพระเยซู

สิ่งที่ผมต้องการชี้ให้เห็นคือพวกทหารเหล่านี้ไม่ได้สนใจว่าพระเยซูคือใคร หรือพระองค์ได้ทำสิ่งใด เป็นแค่วันทำงานอีกวันของพวกเขา หลังจากจับฉลาก พวกเขาก็รอคอยเวลาอย่างที่เคย – ชั่วโมงแห่งความทุกข์ทรมานของผู้ที่ถูกตรึง พวกเขาปิดหูไม่สนใจจะได้ยิน เหตุการณ์ต่อจากนั้นจะทำให้พวกเขาตกตะลึงในสิ่งที่จะเกิดขึ้นวันนั้น วันที่พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์

ป้ายที่ติดไว้ด้านบนกางเขนเหนือพระเศียรของพระเยซู : “คน​นี้​คือ​เยซู กษัตริย์​ของ​ชนชาติ​ยิว” (มัทธิว 27:37) พระกิตติคุณยอห์นบันทึกรายละเอียดเรื่องป้ายเอาไว้ เพราะชาวยิวไม่ชอบถ้อยคำบนป้าย พวกเขาอยากให้บนป้ายเขียนว่านี่คือคำอ้างของพระเยซูเท่านั้น ปิลาตดูจะพอใจในความไม่พอใจของพวกยิว จึงใช้ป้ายที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ และนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง พระเยซูเสด็จลงมาและประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชาวยิว แต่ชาวยิวกลับไม่ยอมรับ

สิ่งที่ย้ำอยู่ในพระวจนะตอนนี้ มัทธิว 27:32-34 คือเรื่องที่ผู้คนที่เฝ้ามองการตรึงกางเขนของพระเยซูและกล่าวคำดูหมิ่นเยาะเย้ย ให้เรามาพิจารณาคำดูหมิ่นและเยาะเย้ยของพวกเขา

ประการแรก การพูดดูหมิ่นและเยาะเย้ยนี้พวกเขาพร้อมใจกันทำ ทุกคนที่นั่น 321ต่างก็มีส่วนในการดูหมิ่นเยาะเย้ยพระองค์ พระวจนะของเราในตอนนี้ มัทธิวระบุว่าเป็น “คนทั้งหลาย​ที่​เดิน​ผ่าน​ไป​มา” (มัทธิว 27:39) พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์ และพวกผู้ใหญ่ (27:41-43) แม้แต่โจรทั้งสองที่ถูกตรึงอยู่ข้างๆพระองค์ก็ด่าว่าพระองค์ด้วย (มัทธิว 27:44) ลูกายังรวมถึงพวกทหาร (ลูกา 23:36-37) ทำให้เราเห็นภาพพระเยซูทรงเป็นศูนย์กลางของบรรดาคนที่มาดูหมิ่นเยาะเย้ยพระองค์ ทรงแบกรับโทษบาปที่มนุษย์สมควรได้รับจากพระเจ้า โดยพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น

ประการที่สองการดูหมิ่นเยาะเย้ยนี้เต็มไปด้วยโทสะรุนแรง และความโกรธแค้น  มีความเกลียดชังและความโกรธแค้นที่ฝังรากลึกจากคำเยาะเย้ยที่พวกเขาพูดออกมา ถ้าพระเยซูเป็นฆาตกรเหมือนบารับบัส คงเข้าใจได้ในคำพูดที่โกรธจัดและเกลียดชัง ที่พูดถึงและพูดกับพระองค์ ทำให้ผมนึกถึงชื่อบทสุดท้ายในหนังสือ “ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า” ของ อาร์ ซี สโพรว 322“พระเจ้าในเงื้อมมือของคนบาปที่โกรธแค้น” นี่คือสิ่งที่เรากำลังเห็น พระอาชญาที่มีสำหรับมนุษย์กำลังถูกเทลงบนพระผู้ช่วยให้รอดที่ปราศจากบาป

ประการที่สาม คำดูหมิ่นเยาะเย้ยนี้เป็นการต่อต้านสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และคำสอนต่างๆที่พระองค์เคยสั่งสอนมา ในขณะที่พวกสาวกยังมึนงง ทำอะไรไม่ถูก จำคำสอนของพระองค์แทบไม่ได้ ฝูงชนพูดในสิ่งที่ใกล้เคียงความจริง พวกเขาไม่ได้เยาะพระเยซูว่าคิดก่อการกบฎ หรือสอนว่าไม่ให้จ่ายภาษี พวกเขาดูหมิ่นเยาะเย้ยเพราะพระองค์ประกาศว่าทรงเป็น “กษัตริย์ของชนชาติยิว” (มัทธิว 27:37) และ “กษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล” (มัทธิว 27:42)  ทรงเป็น“พระบุตรของพระเจ้า” (มัทธิว 27:40, 43) หรือเป็น “ผู้ช่วยคนอื่นให้รอดได้” (มัทธิว 27:42) และทรงเป็น “ผู้วางใจในพระเจ้า”(มัทธิว 27:43) สิ่งเดียวที่พวกเขาแปลความหมายบิดเบือนไปคือพระดำรัสที่ตรัสว่าพระองค์ทรงเป็น “คนที่จะทำลายพระวิหารแล้วสร้างขึ้นภายในสามวัน” (มัทธิว 27:40)

ประการที่สี่ การดูหมิ่นเยาะเย้ยนี้เป็นความกล้าบ้าบิ่น เหมือนนำเหตุการณ์มารผจญพระเยซูในถิ่นทุรกันดารย้อนกลับมาอีกครั้ง ซาตานท้าทายว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า…” (มัทธิว 4:3, 6) กำลังสะท้อนก้องในบรรยากาศที่ฝูงชนพูดว่า  “ถ้า​เจ้า​เป็น​พระบุตร​ของ​พระเจ้าจง​ลงมา​จาก​กางเขน​เถิด”(มัทธิว 27:40ข)  ในทั้งสองกรณี การทดลองคือล่อลวงให้พระเยซูทำตามที่มนุษย์คาดหวัง ตามที่มนุษย์จะทำ ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้าจริง พูดอีกแบบคือ เป็นการล่อลวงให้พระองค์ใช้ฤทธิอำนาจของพระองค์เองเพื่อไม่ต้องทนทรมาน เจ็บปวด และผ่านไปได้ พวกเขาไม่เคยซึมซับว่าพระเยซูทรงมีฤทธิอำนาจช่วยพระองค์เองได้ พวกเขาไม่ซึมซับว่าที่พระเจ้าทรงทนทุกข์อยู่ก็เพราะมือของมนุษย์คนบาปทั้งหลาย

ประการที่ห้า คำพูดดูหมิ่นเยาะเย้ยของคนที่เฝ้าดูและผ่านมาเห็นพระคริสต์ถูกตรึงอยู่บนกางเขน คือการท้าทายให้พระองค์ทำในสิ่งที่ทำลายพระราชกิจแห่งการช่วยกู้ของพระองค์ ถ้ามนุษย์ได้ตามที่ตนต้องการ และพระเจ้าของเราเลือกที่จะช่วยพระองค์เองให้รอดจากความทรมานนี้ และเลือกออกไปจากแผนการที่พระเจ้าพระบิดาทรงกำหนดเพื่อช่วยมนุษย์คนบาปทั้งหลายให้รอด มนุษย์ก็ไม่ได้ทำในสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้อย่างดีที่สุด และไม่ได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับตนเองด้วย

ในลำดับต้นนี้ มนุษย์ดูจะเป็นต่อ พระเยซูทรงเป็นเหมือนเหยื่อที่ช่วยตัวเองไม่ได้ มนุษย์เทพระอาชญาที่มีสำหรับตนลงบนพระเยซูคริสต์เพราะพระองค์ไม่ได้ทำตามที่พวกเขาต้องการ ไม่ทำตามที่พวกเขาเรียกร้อง พวกทหารต่างก็จับฉลากแบ่งฉลองของพระองค์กัน แล้วก็รอทุกอย่างให้จบลงเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด ทุกสิ่งเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงเมื่อเข้าสู่ลำดับที่สองที่เรากำลังจะเรียนต่อไป

ลำดับที่ 2: พระเยซูคริสต์ทรงแบกรับพระอาชญาจากพระเจ้า

มัทธิว 27:45-56

45แล้ว​ก็​เกิด​ความ​มืด‍มัว​ทั่ว​แผ่น‍ดินตั้ง‍แต่​เวลา​เที่ยง​วัน​จน‍ถึง​บ่าย​สาม​โมง 46พอ​เวลา​ประ‌มาณ​บ่าย​สาม​โมงพระ‍เยซู​ทรง​ร้อง​เสียง‍ดัง​ว่า“เอลี เอลี ลา‌มาสะ‌บัก‌ธา‌นี” แปล​ว่า “พระ‍เจ้า​ของ​ข้า‍พระ‍องค์พระ‍เจ้า​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ทำไม​พระ‍องค์​ทรง​ทอด‍ทิ้ง​ข้า‍พระ‍องค์​เสีย?” 47บาง‍คน​ที่​ยืน​อยู่​ที่​นั่นเมื่อ​ได้‍ยิน​ก็​พูด​ว่า“คน​นี้​เรียก​เอ‌ลี‌ยาห์” 48ทัน‍ใด​นั้น​คน​หนึ่ง​ใน​พวก‍เขา​ก็​วิ่ง​ไป​เอา​ฟอง‍น้ำ​ชุบ​เหล้า‍องุ่น​เปรี้ยว​เสียบ​ปลาย​ไม้‍อ้อส่ง​ให้​พระ‍องค์​เสวย 49แต่​พวก​ที่​เหลือ​ร้อง​ว่า “อย่า​เพิ่ง​เลย ให้​เรา​คอย‍ดู​ซิ​ว่า​เอ‌ลี‌ยาห์​จะ​มา​ช่วย​เขา​หรือ​ไม่” 50และ​พระ‍เยซู​ทรง​ร้อง​เสียง‍ดัง​อีก‍ครั้ง‍หนึ่งแล้ว​สิ้น‍พระ‍ชนม์51และ​นี่‍แน่ะม่าน​ใน​พระ‍วิหาร​ก็​ฉีก‍ขาด​ออก​เป็น​สอง​ท่อน​ตั้ง‍แต่​บน​ตลอด​ล่างแผ่น‍ดิน​ก็​ไหวศิลา​ก็​แตก​ออก​จาก​กัน 52อุโมงค์​ฝัง‍ศพ​ต่างๆก็​เปิด​ออกศพ​ของ​ธรร‌มิก‌ชน​หลาย​คน​ที่​ล่วง‍หลับ​ไป​แล้ว​ก็​เป็น​ขึ้น​มา 53และ​เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง​เป็น​ขึ้น​มา​แล้วพวก‍เขา​ก็​ออก​จาก​อุโมงค์พา​กัน​เข้า​ไป​ใน​นคร​บริ‌สุทธิ์​ปรา‌กฏ​กับ​คน​จำ‌นวน​มาก 54แต่​นาย‍ร้อย​และ​พวก​ทหาร​ที่​เฝ้า​พระ‍เยซู​อยู่​ด้วย‍กันเมื่อ​เห็น​แผ่น‍ดิน‍ไหว​และ​สิ่ง​ต่างๆที่​เกิด‍ขึ้น​นั้นก็​กลัว​อย่าง‍ยิ่งจึง​พูด​กัน​ว่า “ท่าน​ผู้‍นี้​เป็น​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​จริงๆ”55ที่​นั่น​มี​ผู้‍หญิง​หลาย​คน​ที่​ติด‍ตาม​พระ‍องค์​จาก​กา‌ลิ‌ลี​เพื่อ​จะ​ปรน‌นิ‌บัติ​พระ‍องค์มอง‍ดู​อยู่​แต่​ไกล 56ใน​พวก​นั้น​มี​มา‌รีย์​ชาว​มัก‌ดา‌ลามา‌รีย์​มารดา​ของ​ยา‌กอบ​และ​โย‌เซฟและ​มารดา​ของ​บุตร​ทั้ง‍สอง​ของ​เศ‌เบ‌ดี (มัทธิว 27:45-56)

เป็นความแตกต่างของสามชั่วโมงที่ใหญ่ยิ่ง เป็นเวลาเที่ยงวันเท่านั้น แต่เกิดความมืดมัวทั่วแผ่นดิน ความมืดมัวที่ปกคลุมอยู่ถึงสามชั่วโมง มัทธิว มาระโก และลูกาบันทึกเรื่องความมืดนี้ไว้ แต่ไม่มีใครให้คำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่อาจหาคำอธิบายใดๆได้ ไม่มีใครพูดว่าเป็นพายุทะเลทราย เป็นวันที่เมฆหมอกจัด หรือมีสุริยุปราคา นี่เป็นความมืดที่เกิดขึ้นในทันทีและอยู่เป็นเวลาสามชั่วโมง มีตัวอย่างความมืดนี้ที่เคยเกิดขึ้นในหนังสืออพยพ เมื่อพระเจ้าบันดาลให้เกิดความมืดปกคลุมทั่วอียิปต์ :

21พระ‍ยาห์‌เวห์​ตรัส​กับ​โม‌เสส​ว่า “จง​ชู​มือ​ของ​เจ้า​ขึ้น​สู่​ท้อง‍ฟ้าเพื่อ​ให้​มี​ความ​มืด​ทั่ว​แผ่น‍ดิน​อียิปต์เป็น​ความ​มืด​จน​สัมผัส​ได้” 22โม‌เสส​จึง​ชู​มือ​ขึ้น​สู่​ท้อง‍ฟ้าแล้ว​ความ​มืด‍ทึบ​ก็​เกิด‍ขึ้น​ทั่ว​แผ่น‍ดิน​อียิปต์​สาม​วัน 23พวก‍เขา​มอง​กัน​ไม่​เห็นไม่‍มี​ใคร​ลุก​ไป​จาก​ที่​อยู่​ของ​ตน​สาม​วันแต่​มี​แสง‍สว่าง​อยู่​ใน​ที่​อาศัย​ของ​ชน‍ชาติ​อิสรา‌เอล​ทั้ง‍หมด (อพยพ 10:21-23)

ผมเชื่อว่าความมืดที่ปกคลุมอยู่เหนือแผ่นดินอิสราเอลระหว่างที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน เป็นความมืดที่ตึงเครียดและกดดัน แบบเดียวกับที่เราอ่านในหนังสืออพยพ คิดว่าคงมีแต่ความเงียบกริบในฝูงชน ที่ได้ยินอาจเป็นเสียงกลั้นหายใจ หรือเสียงความกลัว ความหวาดหวั่นที่หลุดรอดออกมา เราคงจำกันได้เมื่อเปาโลต้องหยุดลงที่บนถนนมุ่งสู่ดามัสกัสตาของท่านมืดมัวไปสามวัน ไม่ได้กินและดื่มอะไรเลย เป็นเวลาที่ท่านได้ใคร่ครวญในสิ่งที่ประสบมา

ผมเชื่อว่าเหตุผลสำคัญของความมืดที่ปกคลุมอยู่ทั่วอิสราเอลเป็นเหมือนม่านที่ลงมาปกคลุมความทรมานของพระเยซูคริสต์ ที่ต้องรับพระอาชญาจากพระหัตถ์ของพระบิดา พระเยซูทรงแบกรับความทรมานของพระอาชญานิรันดร์ที่สมควรตกอยู่กับมนุษย์คนบาป  ในภาพยนตร์ของเมล กิ๊บสัน The Passion of the Christ อาจมีฉากตอกตะปู และฉากทรมานอื่นๆ (ที่พระคัมภีร์ไม่มีบันทึกไว้) เพราะไม่มีทางที่มนุษย์คนใดจะสามารถพรรณนาถึงความวิปโยคที่พระองค์ต้องเผชิญเมื่อถูกตัดขาดจากพระบิดาได้ พระองค์ทรงรับความทุกข์นี้ไว้เพียงลำพัง และถูกปกคลุมให้พ้นจากสายตาของมนุษย์ที่เฝ้าดูและเยาะเย้ยพระองค์

ผมขอเพิ่มว่าขณะที่พวกเราจินตนาการภาพความทุกข์ทรมานของพระเยซู ขอให้เราอย่าลืมว่าสิ่งนี้มีความหมายเพียงใดสำหรับพระบิดา เราที่มีลูกต่างก็รู้ซึ้งกันดีว่ามันเจ็บปวดขนาดไหนที่ต้องเห็นลูกทนทุกข์ทรมาน และความจริงที่ความทุกข์ของพระบุตรนี้เป็นแผนการและพระประสงค์ของพระบิดา คุณนึกภาพออกหรือไม่ สำหรับคนที่เป็นพ่อและยอมให้เอาลูกของตนไปตรึงบนกางเขน และยังได้ยินคำท้าทายสบประมาทถ้าแน่จริงให้ช่วยลูกออกมาสิ? เป็นราคาที่ไม่อาจประเมินค่าได้ที่พระบิดาและพระบุตร323ต้องจ่ายเพื่อช่วยคนบาปอย่างเราที่ไม่สมควรสักนิดที่จะได้รับ

ในตอนท้ายของสามชั่วโมงที่มืดมิด พระเยซูทรง​ร้อง​เสียง‍ดัง​ว่า“เอลี เอลี ลามาสะบักธานี(มัทธิว 27:46) มัทธิวแปลให้เราแล้วว่า “พระเจ้า​ของ​ข้าพระองค์พระเจ้า​ของ​ข้าพระองค์ทำไม​พระองค์​ทรง​ทอดทิ้ง​ข้าพระองค์​เสีย?” (มัทธิว 27:46) เรารู้ว่าพระเยซูทรงร้องถ้อยคำแรกจากสดุดี 22 เป็นบทสดุดีที่พยากรณ์ถึงการทนทุกข์ของพระเมสซิยาห์ที่บนเนินหัวกระโหลก มีคำพยากรณ์หลายที่ในสดุดีที่เกิดขึ้นเป็นจริงเมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ที่บนกางเขน พระเยซูทรงมอบพระองค์เองเป็นข้ารับใช้ที่ยอมทนทุกข์ทรมาน พระเมสซิยาห์ที่การสิ้นพระชนม์ของพระองค์นำมาซึ่งความรอดแก่คนบาปหลงหาย

ผมว่าน่าประหลาดเป็นที่สุด บรรดาคนที่ยืนเฝ้าดูอยู่ หลายคนไม่เข้าใจว่าพระเยซูทรงร้องว่าอะไร พวกเขาไม่รู้ว่าพระองค์ทรงนำมาจากสดุดี 22:1 กลับได้ยินไปว่าพระองค์ร้องเรียกให้เอลียาห์ช่วย324 แต่ผมไม่แปลกใจ บางคนที่ยืนอยู่แถวนั้นไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่พระเยซูร้องออกมา ที่ผมสงสัยคือผู้นำศาสนายิวคิดว่าพระเยซูทรงร้องว่าอะไร พวกเขาจำไม่ได้เชียวหรือว่านี่มาจากข้อแรกของสดุดี 22? ถ้าจำได้ พวกเขาคิดกันอย่างไร? ไม่มีการบันทึกไว้ มีแต่บอกว่าคนหนึ่งในพวกเขา​เอา​ฟอง‍น้ำ​ชุบ​เหล้า‍องุ่น​เปรี้ยว​เสียบ​ปลาย​ไม้‍อ้อส่ง​ให้​พระ‍องค์​เสวย บางคนบอกให้รอก่อน ดูซิว่าเอลียาห์จะมาช่วยหรือไม่ น่าจะเป็นการพูดเหยียดหยามประชดประชัน แต่อาจเป็นได้ว่าบางคนมั่นใจว่าพระเยซูคงถูกทิ้งให้ทรมานอยู่บนกางเขน บางคนอาจสงสัยว่าพระเจ้าจะมาช่วยพระเยซูจริงๆหรือ

จะเห็นว่าตอนนี้พระเยซูทรงเสวยเหล้าองุ่นเปรี้ยวบ้าง ถ้าเหล้าองุ่นนี้มียากล่อมประสาทหรือช่วยลดความเจ็บปวด ก็คงจะไม่ทันการ เพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ทันทีหลังจากที่เสวยเหล้าองุ่น ตามความคิดของผม พระเยซูทรงรับเหล้าองุ่นเพราะลำพระศอคงแห้งผาก เพื่อว่าจะทรงร้องเสียงดังให้ทุกคนได้ยินชัดเจนอีกครั้ง เมื่อนำเรื่องราวพระกิตติคุณมารวมกัน  ผมคิดว่าแรกเลยพระเยซูทรงร้องว่า “สำเร็จแล้ว” (ยอห์น 19:30) ตามด้วย  “ข้าแต่​พระบิดาข้าพระองค์​ขอ​ฝาก​จิตวิญญาณ​ของ​ข้าพระองค์​ไว้​ใน​พระหัตถ์​ของ​พระองค์” (ลูกา 23:46) ถ้อยคำหลังนี้น่าจะเป็นถ้อยคำสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะมอบวิญญาณจิตของพระองค์ เพื่อให้เห็นชัดว่าทรงสละชีวิตของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ถูกพรากชีวิตไป แต่ทรงสมัครพระทัยสละด้วยเต็มพระทัย:

17เพราะ‍เหตุ‍นี้​พระ‍บิดา​จึง​ทรง​รัก​เราเพราะ​เรา​สละ​ชีวิต​ของ​เรา​เพื่อ​จะ​รับ​ชีวิต​นั้น​คืน​มา​อีก 18ไม่‍มี​ใคร​ชิง​ชีวิต​ไป​จาก​เรา​ได้แต่​เรา​สละ​ชีวิต​ตาม​ที่​เรา​ตั้ง‍ใจ​เองเรา​มี​สิทธิ‍อำนาจ​ที่​จะ​สละ​ชีวิต​นั้น​และ​มี​สิทธิ‍อำนาจ​ที่​จะ​รับ​คืน​มา​อีกคำ‍กำ‍ชับ​นี้​เรา​ได้​รับ​มา​จาก​พระ‍บิดา​ของ​เรา” (ยอห์น 10:17-18)

การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเกิดขึ้นในทันทีที่ร้องถ้อยคำสุดท้าย แต่การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ติดตามมาด้วยเหตุการณ์อัศจรรย์ต่อเนื่องกันอย่างมากมาย มัทธิวเป็นพระกิตติคุณเล่มเดียวที่เน้นเรื่องปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์:

50และ​พระ‍เยซู​ทรง​ร้อง​เสียง‍ดัง​อีก‍ครั้ง‍หนึ่ง แล้ว​สิ้น‍พระ‍ชนม์51และ​นี่‍แน่ะม่าน​ใน​พระ‍วิหาร​ก็​ฉีก‍ขาด​ออก​เป็น​สอง​ท่อน​ตั้ง‍แต่​บน​ตลอด​ล่างแผ่น‍ดิน​ก็​ไหวศิลา​ก็​แตก​ออก​จาก​กัน 52อุโมงค์​ฝัง‍ศพ​ต่างๆก็​เปิด​ออกศพ​ของ​ธรร‌มิก‌ชน​หลาย​คน​ที่​ล่วง‍หลับ​ไป​แล้ว​ก็​เป็น​ขึ้น​มา 53และ​เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง​เป็น​ขึ้น​มา​แล้วพวก‍เขา​ก็​ออก​จาก​อุโมงค์ พา​กัน​เข้า​ไป​ใน​นคร​บริ‌สุทธิ์​ปรา‌กฏ​กับ​คน​จำ‌นวน​มาก (มัทธิว 27:50-53)

พระกิตติคุณพ้องทั้งสามเล่มต่างก็บันทึกเหตุการณ์ที่ม่านในพระวิหารฉีกขาดในทันทีที่พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ มีแต่ยอห์นที่ละเรื่องนี้ไว้ นัยของเหตุการณ์ที่เป็นหมายสำคัญนี้ยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่มีการลงรายละเอียดไว้ จะนำมาพูดถึงทีหลังในพระคัมภีร์ใหม่ สรุปสั้นๆคือ การที่ม่านในพระวิหารฉีกขาดลงหมายถึงการจบลงของพันธสัญญาเดิม ที่แยกมนุษย์ให้อยู่ห่างไกลจากพระเจ้า และเป็นการเริ่มต้นพันธสัญญาใหม่ ที่มนุษย์ทั้งหญิงและชายสามารถเข้าไปเฝ้าพระเจ้าได้อย่างใกล้ชิด โดยการหลั่งพระโลหิตของพระเยซู (ดูฮีบรู 9, 10:19-24)

ต่อไปเราจะเข้าสู่บางสิ่งที่เหนือธรรมชาติตามที่มัทธิวบันทึกไว้ :  แผ่นดินไหวจนทำให้ศิลาแตกออกจากกัน อุโมงค์ฝังศพเปิดออก ศพ​ของ​ธรร‌มิก‌ชน​หลาย​คน​ที่​ล่วง‍หลับ​ไป​แล้ว​ก็​เป็น​ขึ้น​มา เป็นสิ่งอัศจรรย์เกินบรรยายที่พระเจ้าทรงให้เกิดขึ้นเมื่อพระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์! พระเยซูทรงร้องเสียงดังประกาศถึงความมีชัย งานของพระองค์สำเร็จแล้ว และทรงมอบวิญญาณจิตของพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา ด้วยลมหายใจสุดท้าย ทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์ ทันทีที่สิ้นพระชนม์ ม่านในพระวิหารฉีกขาดตลอดบนลงล่าง แผ่นดินไหวครั้งใหญ่จนศิลาแยกออกจากกัน อุโมงค์ฝังศพเปิดออก ทุกสิ่งนี้เกิดขึ้นในทันทีที่ความมืดปกคลุมสามชั่วโมง

เรารู้กันว่าคนตายจะไม่ฟื้นคืนกลับมาจนกว่าพระเยซูทรงเป็นขึ้นมา (มัทธิว 27:53) แล้วทำไมถึงบันทึกว่าอุโมงค์ฝังศพเปิดออก? ทำไมไม่รอจนพระเยซูทรงเป็นขึ้นมา? สิ่งหนึ่ง ผมเชื่อว่ามัทธิวต้องการให้เราเห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่เหนือเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ อีกเหตุผลหนึ่ง ผมเชื่อว่าอุโมงค์ฝังศพเปิดออกเพื่อเตรียมสำหรับการเป็นขึ้นมาของบรรดาธรรมิกชนในเยรูซาเล็มที่สอดคล้องกับการคืนพระชนม์ของพระเยซู แผ่นดินไหวเป็นการเตรียมทางให้ธรรมิกชนที่ถูกฝังไว้ในเยรูซาเล็มเป็นขึ้นมา สาเหตุที่สาม ผมเชื่อว่าสิ่งนี้เพื่อให้เราเห็นการเชื่อมโยงระหว่างการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู และการเป็นขึ้นมาของพระองค์ การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ และปรากฏการณ์น่าตื่นเต้นที่ติดตามมาเพื่อย้ำถึงความจริง สำหรับมัทธิว (และอัครสาวกคนอื่นๆ – ดูกิจการ 2:22-36) การเป็นขึ้นมาของพระเยซูคริสต์เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเกิดตามมาหลังจากการตรึงกางเขน และทรงปรารถนาให้เราจดจำไว้

และ​เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง​เป็น​ขึ้น​มา​แล้ว พวก‍เขา​ก็​ออก​จาก​อุโมงค์ พา​กัน​เข้า​ไป​ใน​นคร​บริสุทธิ์​ปรา‌กฏ​กับ​คน​จำ‌นวน​มาก (มัทธิว 27:53) เรื่องนี้น่าทึ่งมาก เราคงต้องจินตนาการผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวเยรูซาเล็ม ช่างเป็นเหตุการณ์ที่เน้นให้เห็นการเป็นขึ้นมาของพระเยซู ไม่เพียงแต่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาเท่านั้น แต่บรรดาธรรมิกชนก็ถูกชุบให้เป็นขึ้นมาในเวลาเดียวกันด้วย เราจึงควรนำเรื่องนี้มาพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้น:

33แต่​ว่า​เรา​จำ‍เป็น​จะ​ต้อง​เดิน​ต่อ‍ไป​ใน​วัน‍นี้ วัน‍พรุ่ง‍นี้ และ​วัน​มะรืน​นี้ เพราะ​ว่า​เป็น​ไป​ไม่‍ได้​ที่​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​จะ​ถูก​ฆ่า​นอก‍กรุง‍เย‌รู‌ซา‌เล็ม 34โอ เย‌รู‌ซา‌เล็มๆ เมือง​ที่​ฆ่า​บรร‌ดา​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​และ​เอา​หิน​ขว้าง​พวก​ที่​ทรง​ใช้​มา‍หา​ถึง​ตาย บ่อย​ครั้ง​เรา​ปรารถ‌นา​จะ​รวบ‍รวม​ลูกๆ ของ​เจ้า​ไว้ เหมือน​แม่‍ไก่​ที่​กก​ลูก​อยู่​ใต้​ปีก​ของ​มัน แต่​พวก‍เจ้า​ไม่​ยอม (ลูกา 13:33-34 และดู มัทธิว 23:37 ด้วย)

เยรูซาเล็มเป็นเมืองที่ผู้เผยพระวจนะถูกฆ่าและถูกฝังไว้ :

29“วิบัติ​แก่​เจ้า พวก​ธรร‌มา‌จารย์​และ​พวก​ฟาริสี คน​หน้า‍ซื่อ‍ใจ‍คด เพราะ​พวก‍เจ้า​ก่อ​สร้าง​อุโมงค์​ฝัง‍ศพ​ของ​บรร‌ดา​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ และ​ตก‍แต่ง​อุโมงค์​ฝัง‍ศพ​ของ​คน​ชอบ‍ธรรม​ทั้ง‍หลาย 30แล้ว​กล่าว​ว่า ‘ถ้า​เรา​อยู่​ใน​สมัย​ของ​บรรพ‌บุรุษ เรา​จะ​ไม่‍มี​ส่วน​ร่วม​กับ​พวก‍เขา ใน​การ​ทำ​ให้​โลหิต​ของ​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​ทั้ง‍หลาย​ตก’ (มัทธิว 23:29-30)

ผมคิดว่าเรามีเหตุผลพอที่จะสรุปได้ว่าบรรดาธรรมิกชนที่ถูกชุบให้เป็นขึ้นมา แล้วเข้าไปในเยรูซาเล็มคือผู้เผยพระวจนะทั้งหลายที่พลีชีพ เป็นเรื่องที่อัศจรรย์บอกต่อกันไม่รู้จบ! และผลกระทบมากมายที่ชาวเยรูซาเล็มจะได้รับ

ตอนนี้ให้เรากลับไปที่กางเขน และเวลาที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ และบรรดาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเมื่อพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ :

แต่​นาย‍ร้อย​และ​พวก​ทหาร​ที่​เฝ้า​พระ‍เยซู​อยู่​ด้วย‍กัน เมื่อ​เห็น​แผ่น‍ดิน‍ไหว​และ​สิ่ง​ต่างๆ ที่​เกิด‍ขึ้น​นั้น ก็​กลัว​อย่าง‍ยิ่ง จึง​พูด​กัน​ว่า “ท่าน​ผู้‍นี้​เป็น​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​จริงๆ” (มัทธิว 27:54)

มาระโก และลูกามีถ้อยคำที่ใกล้เคียงกัน:

ส่วน​นาย‍ร้อย​ที่​ยืน​อยู่​ตรง​พระ‍พักตร์​พระ‍เยซู เมื่อ​ได้‍ยิน​พระ‍องค์​ร้อง​เสียง‍ดัง และ​เห็น​ว่า​ทรง​สิ้น‍พระ‍ชนม์​อย่าง‍ไร จึง​กล่าว​ว่า “ท่าน​ผู้‍นี้​เป็น​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​จริงๆ” (มาระโก 15:39)

47เมื่อ​นาย‍ร้อย​เห็น​สิ่ง​ที่​เกิด‍ขึ้น​นี้ จึง​สรร‌เสริญ​พระ‍เจ้า​ว่า “แท้‍จริง​ท่าน​ผู้‍นี้​เป็น​คน​ชอบ‍ธรรม” 48ฝูง‍ชน​ทั้ง‍หมด​ที่​มา​ชุม‌นุม​กัน​เพื่อ​จะ​ดู​เหตุ‍การณ์​นั้น เมื่อ​เห็น​แล้ว​ก็​พา​กัน​ตี‍อก​ชก​ตัว​กลับ​ไป (ลูกา 23:47-48)

ลูกาบันทึกว่านายร้อยเองประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ เพิ่มเข้าไปกับคำสารภาพของยูดาสในมัทธิว (มัทธิว 27:4) ปิลาต (มัทธิว 27:23-24)  และใน (กิจการ 3:13; 13:28) ภรรยาของปิลาตก็ด้วย (มัทธิว 27:19) ลูกามีรายละเอียดเพิ่มเข้ามา ข้อแรก – นายร้อยร้องสรรเสริญพระเจ้า ไม่ใช่แค่สารภาพว่าพระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์ ข้อสอง – ฝูงชนก็กลับบ้านไป “พร้อมทั้งตีอกชกหัว” (ลูกา 23:48) ฝูงชนอาจไม่อยากยอมรับว่าพระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์ ที่แน่ๆไม่ได้กลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มด้วยความพอใจ พวกเขารู้ว่ามีบางสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นในวันนั้น บางสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ แต่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวเป็นอันมาก ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้พวกเขารู้สึกดีเลยในการตรึงกางเขนวันนั้น

แตกต่างจากพระกิตติคุณเล่มอื่น มัทธิวไปไกลกว่าคำพูดที่นายร้อยสารภาพ มัทธิวบันทึกว่านายร้อยและพวกทหารที่เฝ้าพระเยซูอยู่ด้วยกัน ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นบุตรของพระเจ้า พวกทหารเหล่านี้ที่ทำหน้าที่เฝ้ายามอยู่เป็นเวลานานก่อนหน้า มองดูการทนทุกข์ของพระเยซูอยู่ทั้งใกล้และไกล (หรือมีส่วนพูดดูหมิ่นเยาะเย้ยพระองค์ ดูลูกา 23:36-37) บัดนี้ตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกและหวาดกลัว พวกเขาทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นจริงอย่างที่พระองค์ประกาศ เป็นบุตรของพระเจ้า นี่เป็นคำพยานที่มีอำนาจมาก

มัทธิว เช่นเดียวกับมาระโก (15:40-41) และลูกา (23:49)325  บันทึกถึงสตรีหลายท่านที่มีส่วนถวายงานรับใช้พระองค์ตลอดเวลาที่ทรงทำพระราชกิจที่บนโลกนี้ พวกเขาต่างก็เฝ้าดูอยู่ในรยะไกล เป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ พวกเขาเป็นพวกเดียวที่ไม่ได้มีส่วนในการดูหมิ่นหรือเยาะเย้ยพระเยซู พวกเขายังสัตย์ซื่อต่อพระองค์ ไม่ได้ละทิ้งพระองค์ไป (เหมือนกับสาวกอีกสิบคน) เราคงสงสัยว่าพวกเขาคิดอะไรเมื่อเกิดปรากฏารณ์เหนือธรรมชาติขึ้นเมื่อพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์

ลำดับที่ 3: การฝังพระศพพระเยซู

มัทธิว 27:57-61

57เมื่อ‍ถึง‍เวลา​พลบ‍ค่ำ​มี​เศรษฐี​คน​หนึ่ง​มา​จาก​อา‌ริ‌มา‌เธีย​ชื่อ​โย‌เซฟ,326 เป็น​สาวก​ของ​พระ‍เยซู 58เข้า​ไป​หา​ปี‌ลาต​ขอ​พระ‍ศพ​พระ‍เยซู ปี‌ลาต​จึง​สั่ง​ให้​มอบ​แก่​เขา 59โย‌เซฟ​ก็​เชิญ​พระ‍ศพ​ลง​และ​เอา​ผ้า‍ป่าน​ที่​สะอาด​พัน​หุ้ม​ไว้ 60แล้ว​เชิญ​พระ‍ศพ​ไป​วาง​ไว้​ใน​อุโมงค์​ใหม่​ของ​ตน​ที่​สกัด​ไว้​ใน​ศิลา และ​กลิ้ง​หิน​ใหญ่​ปิด​ปาก​อุโมงค์​ไว้​แล้ว​ก็​ไป 61มา‌รีย์​ชาว​มัก‌ดา‌ลา​กับ​มา‌รีย์​อีก‍คน‍หนึ่ง​ก็​นั่ง​อยู่​ที่​นั่น​ตรง‍หน้า​อุโมงค์ (มัทธิว 27:57-61)

โยเซฟแห่งอาริมาเธียเป็นบุคคลที่น่าสนใจมากที่สุด เราไม่เคยรู้จักเขามาก่อน และจะไม่ได้พบเขาอีกหลังจากนี้ ยกเว้นในบันทึกของพระกิตติคุณเล่มอื่นในตอนเดียวกัน พระกิตติคุณทุกเล่มพูดถึงโยเซฟแห่งอาริมาเธียที่เชิญพระศพไปฝังไว้ในอุโมงค์ พระกิตติคุณยอห์นบอกเราว่านิโคเดมัสก็มาช่วยโยเซฟแห่งอาริมาเธียฝังพระศพด้วย (ยอห์น 19:39-42) มัทธิวบอกเราว่าโยเซฟเป็นสาวกของพระเยซู (มัทธิว 27:57) แต่ยอห์นเพิ่มว่าเป็นสาวกลับๆ เพราะเขากลัวพวกยิว (ยอห์น 19:38) มาระโกบอกเราว่าเขาเป็นสมาชิกสภา และเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย อีกทั้งยังเป็นคนที่คอยแผ่นดินของพระเจ้า (มาระโก 15:43) ลูกาเพิ่มว่า ท่าน​เป็น​สมาชิกสภา เป็น​คนดี​และ​ชอบธรรม(ลูกา 23:50) ที่ไม่เห็นด้วยกับมติและการกระทำของสภานั้นที่ให้ประหารพระเยซู (ลูกา 23:51)

มาระโกบอกเราว่าโยเซฟไปหาปีลาต “ด้วยความกล้าหาญ” เพื่อขอพระศพของพระเยซูลงมา (มาระโก 15:43) เราเชื่อว่าเขาต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากที่จะยอมเผยตนเองว่าอยู่ฝ่ายพระเยซูในเวลาเช่นนั้น เปโตรและสาวกคนอื่นๆของพระเยซูยังไม่กล้าพอ อย่างน้อยหลังจากที่พระองค์ถูกจับกุม ที่มากไปกว่านั้น ผมประทับใจในความกล้าหาญของโยเซฟ ที่แยกตัวออกมาจากสภาชิกสภาแซนเฮดรินคนอื่นๆ  แน่นอนเราคงนึกภาพคนพวกนั้นที่ไม่ต้อนรับเขาเป็นพวกอีกต่อไป เมื่อเขาประกาศตนชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายพระเยซู การกระทำของเขาส่งเสียงดังกว่าคำพูด เพราะเป็นการประกาศชัดเจนว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ติดตามพระเยซู แยกตนเองออกมาจากสมาชิกสภาคนอื่นๆ และสิ่งที่พวกสภาตัดสินใจทำ

เนื่องจากเป็นเศรษฐี (มัทธิว 27:57) โยเซฟจึงมีอุโมงค์ฝังศพเตรียมไว้สำหรับตนเอง เป็นอุโมงค์ฝังศพใหม่ ที่สกัดไว้ในศิลา (มัทธิว 27:60) และเนื่องจากเวลามีน้อย พวกยิวจึงอยากให้รีบนำพระศพลงมาจากกางเขนเพื่อพวกเขาจะได้ร่วมฉลองปัสกาได้ ทำให้ผมคิดว่านักโทษคนอื่นๆอาจไม่ได้ถูกนำไปฝัง327  โยเซฟรู้ว่าอุโมงค์ของเขาว่างและอยู่ไม่ไกล จึงถวายให้พระเยซู การเตรียมพระศพเป็นไปอย่างรีบเร่ง (อาจจะมาทำเพิ่มทีหลัง หลังวันสะบาโต) และนำไปไว้ในอุโมงค์ กลิ้งหินใหญ่ปิดปากอุโมงค์ไว้ ขณะที่มา‌รีย์​ชาว​มัก‌ดา‌ลา​กับมารีย์​อีกคนหนึ่ง​ก็​นั่ง​อยู่​ที่​นั่น​ตรง‍หน้า​อุโมงค์ (มัทธิว 27:61)

บทสรุป

ก่อนอื่นให้เรามาใคร่ครวญถึงความสำคัญของพระวจนะตอนนี้ และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ผมเชื่อว่ามัทธิวเขียนพระกิตติคุณเล่มนี้เพื่อแสดงในเห็นถึงเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่สูงสุด – การตรึงกางเขน – นี่เป็นพระราชกิจของพระเยซูตั้งแต่เริ่มแรก การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ที่บนกางเขน บนเนินหัวกระโหลก เป็นหนทางเดียวที่มนุษย์จะได้รับการอภัยจากบาป และรับของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์

14โม‌เสส​ยก​งู​ขึ้น​ใน​ถิ่น‍ทุร‌กัน‌ดาร​อย่าง‍ไร บุตร‍มนุษย์​จะ​ต้อง​ถูก​ยก​ขึ้น​อย่าง‍นั้น 15เพื่อ​ทุก‍คน​ที่​วาง‍ใจ​พระ‍องค์​จะ​ได้​ชีวิต​นิ‌รันดร์” 16พระ‍เจ้า​ทรง​รัก​โลก​ดัง‍นี้ คือ​ได้​ประ‌ทาน​พระ‍บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ‍องค์ เพื่อ​ทุก‍คน​ที่​วาง‍ใจ​ใน​พระ‍บุตร​นั้น​จะ​ไม่​พินาศ แต่​มี​ชีวิต​นิ‌รันดร์ 17เพราะ‍ว่า​พระ‍เจ้า​ทรง​ให้​พระ‍บุตร​เข้า‍มา​ใน​โลก ไม่‍ใช่​เพื่อ​พิพาก‌ษา​โลก แต่​เพื่อ​ช่วย‍กู้​โลก​ให้​รอด​โดย​พระ‍บุตร​นั้น (ยอห์น 3:14-17)

อาทิตย์ที่จะถึงนี้ ผมจะมีโอกาสเทศนาในพิธีไว้อาลัยเพื่อนบ้านสตรีชราท่านนั้นที่เพิ่งจากไป ผมจะใช้พระวจนะตอนนี้ในมัทธิวเทศนาในพิธี แม้ผมไม่เคยใช้พระวจนะตอนนี้มาเทศนาในงานไว้อาลัยมาก่อน การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ทำให้การตาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตายของคริสเตียน) มาสู่มุมมองใหม่ การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูดูโหดร้าย อัปยศและชั่วร้ายอย่างที่เกิดขึ้น (โดยฝีมือของมนุษย์) คือการนำคนมาถึงความเชื่อ – การสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ สามารถเป็นความตายของความตายให้กับเรา ถ้าเราเชื่อและวางใจในพระราชกิจแห่งการช่วยให้เรารอดที่พระองค์ทรงทำบนไม้กางเขน  – พระองค์ทรงบริสุทธิ์ อย่างที่ยูดาส ปีลาต ภรรยาของปีลาต หนึ่งในนักโทษที่ถูกตรึงพร้อมกับพระองค์และทหารโรมันกล่าวยอมรับ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์จึงพิเศษสุดและส่งผลดีให้เราทั้งหลาย พระองค์ไม่ได้สิ้นพระชนม์เพราะบาปของพระองค์เอง (เพราะทรงบริสุทธิ์ ปราศจากบาป) แต่เพื่อแบกรับโทษบาปของมนุษย์ที่หลงหาย เช่นคุณและผม

เราควรมองว่าเราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ปฏิเสธพระเยซู ดูหมิ่นและเยาะเย้ยพระองค์ขณะที่ถูกตรึงอยู่บนกางเขน เราควรมองว่าพระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์และชอบธรรมครบถ้วน ขอให้เรายอมรับในบาปของเราเอง และในความจริงที่พระองค์ทรงยอมสละพระชนม์เพื่อความบาปของผู้อื่น ไม่ใช่ของพระองค์เอง ขอให้เราเชื่อและวางใจในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์แทนเรา รับโทษบาปแทนเรา เพื่อให้เราได้รับการอภัย และรับของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์

การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นการชดใช้โทษบาปแทนเรา และหนทางเดียวที่เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์ และมีแบบอย่างให้เราทำตาม:

18พวก‍ท่าน​ที่​เป็น​คน​ใช้ จง​ยอม​อยู่​ใต้​บัง‍คับ​นาย​ของ​พวก‍ท่าน​ด้วย​ความ​ยำ‌เกรง​ทุก‍อย่าง ไม่​ใช่​เฉพาะ​นาย​ที่​เป็น​คน​ใจ​ดี​และ​เห็น‍อก‍เห็น‍ใจ​เท่า​นั้น แต่​ทั้ง​นาย​ที่​ร้าย​ด้วย 19เพราะ‍ว่า​สิ่ง‍นี้​เป็น​ที่​พอ‍พระ‍ทัย ก็​ต่อ​เมื่อ​คน‍หนึ่ง‍คน‍ใด​ด้วย​เห็น​แก่​พระ‍เจ้า​ยอม​แบก‍รับ​ความ​เจ็บ‍ปวด​ต่างๆ โดย​ทน‍ทุกข์​อย่าง​ไร้​ความ‍เป็น‍ธรรม 20เพราะ​จะ​เป็น​ความ‍ดี‍ความ‍ชอบ​อย่าง‍ไร ถ้า​พวก‍ท่าน​สู้‍ทน​เมื่อ​ถูก​เฆี่ยน​เพราะ​การ​ทำ‍ชั่ว​นั้น? แต่​ถ้า​พวก‍ท่าน​ทำ‍ดี​และ​ต้อง​ทน‍ทุกข์‍ลำ‌บาก สิ่ง‍นี้​ก็​จะ​เป็น​ที่​พอ‍พระ‍ทัย​ของ​พระ‍เจ้า 21เพราะ​พระ‍เจ้า​ทรง​เรียก​พวก‍ท่าน​เพื่อ​จุด​ประ‌สงค์​นี้ เพราะ‍ว่า​พระ‍คริสต์​ทรง​ทน‍ทุกข์​เพื่อ​พวก‍ท่าน พระ‍องค์​ทรง​วาง​แบบ‍อย่าง​แก่​พวก‍ท่าน เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ดำ‌เนิน​ตาม​รอย‍พระ‍บาท​ของ​พระ‍องค์ 22พระ‍องค์ไม่‍ได้​ทรง​ทำ​บาป​เลย และ​ไม่​พบ​การ​ล่อ‍ลวง​ใน​พระ‍โอษฐ์​ของ​พระ‍องค์​เลย 23เมื่อ​เขา​กล่าว​คำ​หยาบ‍คาย​ต่อ​พระ‍องค์ พระ‍องค์​ไม่‍ได้​ทรง​กล่าว​ตอบ​เขา​ด้วย​คำ​หยาบ‍คาย​เลย เมื่อ​พระ‍องค์​ทรง​ทน‍ทุกข์ พระ‍องค์​ไม่‍ได้​ทรง​ขู่​อาฆาต แต่​ทรง​มอบ​พระ‍องค์​เอง​ไว้​แก่​พระ‍เจ้า​ผู้​ทรง​พิพาก‌ษา​อย่าง​ยุติ‍ธรรม 24พระ‍องค์​เอง​ได้​ทรง​รับ​แบก​บาป​ทั้ง‍หลาย​ของ​เรา​ไว้​ใน​พระ‍กาย​ของ​พระ‍องค์ ที่​ต้น‍ไม้​นั้น เพื่อ​ว่า​เรา​จะ​ตาย​ต่อ​บาป​ได้ และ​ดำ‌เนิน​ชีวิต​เพื่อ​ความ​ชอบ‍ธรรม ด้วย​บาด‍แผล​ของ​พระ‍องค์ พวก‍ท่าน​จึง​ได้​รับ​การ​รักษา​ให้​หาย 25เพราะ‍ว่า​พวก‍ท่าน​ได้​หลง‍เจิ่น​ไป​เหมือน​แกะ แต่​เดี๋ยว‍นี้​ได้​กลับ‍มา‍หา​พระ‍ผู้‍เลี้ยง​และ​ผู้‍ดู‍แล​วิญ‌ญาณ‍จิต​ของ​พวก‍ท่าน​แล้ว (1เปโตร 2:18-25)

เช่นเดียวกับที่พระเยซูคริสต์ “ทรงแบกกางเขน” เราเองก็ต้องรับเอากางเขนไว้ และแบกตามพระองค์ไปทุกวัน:

23พระ‍องค์​จึง​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ทุก‍คน​ว่า “ถ้า​ใคร​ต้อง‍การ​จะ​มา​ติด‍ตาม​เรา ให้​คน​นั้น​ปฏิ‌เสธ​ตน‍เอง รับ​กาง‌เขน​ของ​ตน​แบก​ทุก‍วัน​และ​ตาม​เรา​มา 24เพราะ‍ว่า​ใคร​ต้อง‍การ​จะ​เอา​ชีวิต‍รอด คน‍นั้น​จะ​เสีย​ชีวิต แต่​ใคร​ยอม​เสีย​ชีวิต​เพราะ​เห็น​แก่​เรา คน‍นั้น​จะ​ได้​ชีวิต‍รอด (ลูกา 9:23-24)

ไม้กางเขนเท่านั้นที่เราควรอวดเพราะเป็นความรอดให้เรา ไม่ใช่การงานที่เราทำ แต่เป็นพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำเพื่อให้เราได้รับของขวัญนี้:

ข้าพ‌เจ้า​ไม่​ขอ​อวด​อะไร​นอก‍จาก​เรื่อง​กาง‌เขน​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​เรา ซึ่ง​โดย​กาง‌เขน​นั้น​โลก​ได้​ตาย​จาก​ข้าพ‌เจ้า และ​ข้าพ‌เจ้า​ก็​ได้​ตาย​จาก​โลก (กาลาเทีย 6:14)

เมื่อเราพิจารณาเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ในพระกิตติคุณมัทธิว เราควรต้องถามตัวเอง ทำไมท่านถึงมุ่งเน้นและให้ความสำคัญที่สุดในเรื่องของกางเขน การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และในแบบที่แตกต่าง ทำไมมัทธิวถึงบันทึกอัศจรรย์หลายอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์เอาไว้?  นอกเหนือจากความจริงว่าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ (และการเป็นขึ้นมาหลังจากนั้น) ที่ช่วยคนบาปหลงหายได้ ยังมีเหตุผลอื่นๆอีกสองสามประการที่มัทธิวมุ่งเน้นเรื่องการอัศจรรย์ที่เกี่ยวข้องกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู

ประการแรก  ผมขอกล่าวว่าการอัศจรรย์เหล่านี้ที่มัทธิวบันทึก พิสูจน์ถึงการสิ้นพระชนม์ที่ไม่ธรรมดาของพระเยซูคริสต์ ไม่มีใครสิ้นชีวิตเช่นนี้มาก่อน และจะไม่มีอีกในอนาคต การสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระเจ้าผู้ปราศจากบาปเพื่อรับโทษบาปแทนเราทั้งหลาย เป็นสิ่งที่โดดเด่นและพิเศษที่สุด ไม่ใช่เป็นการตรึงกางเขนแบบที่เคยมี ไม่ใช่การตายแบบธรรมดา แม้แต่คนที่ปฏิเสธไม่เชื่อในพระเยซู ยังจากกลโกธาไปด้วยหัวใจที่ตื่นตระหนกและหวาดกลัว อย่างที่ลูกาบันทึกไว้

ประการที่สอง  ผมขอกล่าวว่าการอัศจรรย์เหล่านี้ที่มัทธิวบันทึกไว้ พิสูจน์ว่าพระเจ้าพระบิดาทรงสถิตย์อยู่ด้วยในทุกขั้นตอน เพราะเป็นแผนการที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดบาป – การถูกปฏิเสธ  ทนทุกข์ทรมาน และสละพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ – บนกางเขนพระเยซูทรงทรมาน และถูกพรากไปจากพระบิดา ทำให้พระองค์ต้องร้องออกมาตามคำพยากรณ์ในสดุดี 22 ข้อ 1 ขณะนั้นเราต่างมีความรู้สึกว่าพระบิดาไม่ได้ทรงอยู่ด้วย พระเจ้าพระบิดาทรงละไปจากพระบุตร ที่เป็นเช่นนั้นเพราะโทษความบาปคือความตาย – ถูกแยกไปจากพระเจ้า พระเยซูทรงรับประสบการณ์นั้นแทนเรา แต่เหตุการณ์อัศจรรย์ต่างๆเป็นสิ่งย้ำเตือนเราว่าขณะที่พระบิดาแยกไปจากพระบุตร ขณะพระบุตรถูกตรึงบนกางเขน พระบิดาทรงอยู่ด้วยในทุกขั้นตอน การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เป็นการเจิมด้วยอำนาจอธิปไตย และเป็นไปตามพระประสงค์ของพระบิดา:

22“ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ผู้​เป็น​ชน‍ชาติ​อิสรา‌เอล จง​ฟัง​เรื่อง​ต่อ‍ไป‍นี้ คือ​พระ‍เยซู​ชาว​นา‌ซา‌เร็ธ​ผู้​ที่​พระ‍เจ้า​ทรง​รับ‍รอง​ต่อ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย โดย​การ​อิทธิ‌ฤทธิ์ การ​อัศ‌จรรย์​และ​หมาย‍สำคัญ​ต่างๆ ที่​พระ‍เจ้า​ได้​ทรง​ทำ​โดย​พระ‍องค์​ท่าม‍กลาง​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย ดัง​ที่​พวก‍ท่าน​ทราบ​อยู่​แล้ว 23พระ‍เยซู​องค์​นี้​ทรง​ถูก​มอบ​ไว้​ตาม​ที่​พระ‍เจ้า​ทรง​ดำ‌ริ​แน่‍นอน​และ​ทรง​ทราบ​ล่วง‍หน้า และ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ได้​ประ‌หาร​พระ‍องค์​ด้วย​การ​ตรึง​พระ‍องค์​บน​กาง‌เขน​โดย​อาศัย​น้ำ‍มือ​ของ​คน​อธรรม (กิจการ 2:22-23)

36แล้ว​พระ‍เยซู​ทรง​พา​สาวก​ทั้ง‍หลาย​มา​ยัง​ที่​แห่ง​หนึ่ง​ที่​เรียก​ว่า​เกท‌เส‌มนี แล้ว​ตรัส​กับ​สาวก​ของ​พระ‍องค์​ว่า “จง​นั่ง​อยู่​ที่​นี่​ขณะ​เมื่อ​เรา​ไป​อธิษ‌ฐาน​ที่​โน่น” 37พระ‍องค์​ก็​ทรง​พา​เป‌โตร​กับ​บุตร​ทั้ง‍สอง​ของ​เศ‌เบ‌ดี​ไป​ด้วย พระ‍องค์​ทรง​เริ่ม​โศก‍เศร้า​และ​ทรง​ทุกข์‍ใจ​อย่าง‍ยิ่ง 38จึง​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “ใจ​ของ​เรา​เป็น​ทุกข์​แทบ​จะ​ตาย จง​อยู่​ที่​นี่​และ​เฝ้า‍ระวัง​กับ​เรา” 39แล้ว​ทรง​ดำ‌เนิน​ไป​อีก‍หน่อย‍หนึ่ง ก็​ซบ​พระ‍พักตร์​ลง​ถึง​ดิน​อธิษ‌ฐาน​ว่า “โอ​พระ‍บิดา​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ ถ้า​เป็น​ได้​ขอ​ให้​ถ้วย​นี้​เลื่อน‍พ้น‍ไป​จาก​ข้า‍พระ‍องค์​เถิด แต่​อย่าง‍ไร​ก็​ดี อย่า​ให้​เป็น​ไป​ตาม‍ใจ‍ปรารถ‌นา​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ แต่​ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍องค์” (มัทธิว 26:36-39)

5จง​มี​จิต‍ใจ​เช่น‍นี้​ใน​พวก‍ท่าน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ‍เยซู‍คริสต์ 6ผู้​ทรง​สภาพ​เป็น​พระ‍เจ้า ไม่​ทรง​ถือ‍ว่า​ความ​ทัด‌เทียม​กับ​พระ‍เจ้า​เป็น​สิ่ง​ที่​จะ​ต้อง​ยึด​ไว้ 7แต่​ทรง​สละ​พระ‍องค์​เอง​และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส ทรง​ถือ‍กำ‌เนิด​เป็น​มนุษย์ และ​ทรง​ปรา‌กฏ​อยู่​ใน​สภาพ​มนุษย์ 8พระ‍องค์​ทรง​ถ่อม‍ตัว​ลง ทรง​ยอม​เชื่อ‍ฟัง​จน‍ถึง​ความ​มรณา กระ‌ทั่ง​มรณา​บน​กาง‌เขน 9เพราะ‍ฉะนั้น​พระ‍เจ้า​จึง​ทรง​ยก​พระ‍องค์​ขึ้น​สูง‍สุด และ​ประ‌ทาน​พระ‍นาม​เหนือ​นาม​ทั้ง‍หมด​แก่​พระ‍องค์ 10เพื่อ​ที่​ว่า​เพราะ​พระ‍นาม​ของ​พระ‍เยซู​นั้น ทุก​ชีวิต​ใน​สวรรค์ บน​แผ่น‍ดิน​โลก และ​ใต้​พื้น​แผ่น‍ดิน​โลก จะ​คุก‍เข่า​ลง​กราบ​พระ‍องค์ 11และ​เพื่อ​ที่​ว่า​ทุก​ลิ้น​จะ​ยอม‍รับ​ว่า​พระ‍เยซู‍คริสต์​ทรง​เป็น​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า เป็น​การ​ถวาย​พระ‍เกียรติ​แด่​พระ‍เจ้า​พระ‍บิดา (ฟีลิปปี 2:5-11)

องค์พระเยซูคริสต์ทรงยอมจำนนทั้งสิ้นต่อพระประสงค์ของพระบิดา ยอมสิ้นพระชนม์บนกางเขนที่เนินหัวกระโหลก และพระบิดาทรงให้พระองค์กลับเป็นขึ้นมา บนกางเขนพระบุตรทรงทนทุกข์ทรมานและต้องแยกจากพระบิดา แต่การอัศจรรย์ต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์  บอกเราว่าพระบิดาทรงสถิตอยู่ด้วยในทุกสิ่ง เพราะนี่เป็นน้ำพระทัยและพระประสงค์เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด

ประการที่สาม  การอัศจรรย์เหล่านี้เป็นสิ่งพิสูจน์ถึงความจริงตามที่พระเยซูประกาศว่าพระองค์คือผู้ใด ผมเชื่อว่าทั้งหมดนี้ – ซีโมนชาวไซรีน  โจรหนึ่งในสอง  โยเซฟแห่งอาริมาเธีย นิโคเดมัส และนายร้อยกับพวกทหาร  –  ต่างก็ตระหนักดี เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ พิสูจน์ว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า กษัตริย์ของอิสราเอล การที่ฝูงชนไม่เชื่อเปิดเผยให้เห็นถึงหัวใจของหลายคนที่แข็งกระด้าง แม้การอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจ แต่มีบางพวกที่ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากต้องเชื่อเท่านั้น เพราะพวกเขาเห็นทุกสิ่งกับตา เราไม่รู้เรื่องของซีโมนชาวไซรีน แต่คงสรุปได้ว่าหนึ่งในโจรบนไม้กางเขน และทหารโรมัน แทบไม่มีความรู้เรื่องพระเมสซิยาห์ของอิสราเอล ไม่ว่าจะอย่างไร หลักฐานที่พวกเขาเห็นนั้นชัดเจน คำพูดหมิ่นประมาทและเยาะเย้ยที่พวกเขาพูดกันก่อนหน้า เป็นเรื่องจริงทุกประการ

ลองนำมาคิดดู คนเหล่านี้เชื่อในพระเยซูขณะทรงสิ้นพระชนม์ และก่อนที่ทรงกลับเป็นขึ้นมา บางคน (เช่นโจรที่กลับใจบนกางเขน) เชื่อก่อนที่จะมีการอัศจรรย์ใดๆ เป็นไปได้อย่างไร พระเยซู บุรุษที่กำลังสิ้นชีวิตลงในฐานะนักโทษประหาร ทรงทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น? เพราะพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์อย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยสิ้นชีวิตแบบนี้มาก่อน และเป็นเพราะพระเจ้าทรงรับรองความพิเศษของพระเยซูคริสต์ และการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ด้วยอัศจรรย์ที่เกิดชึ้นระหว่างการตรึงบนกางเขน และการสิ้นพระชนม์

ขณะที่ แน่นอนการอัศจรรย์ เหตุการณ์ที่โดดเด่น ยังมีบางสิ่งที่หายไป บางสิ่งที่เราเห็นจนคุ้นเคย บัดนี้ มัทธิวแสดงให้เห็นชัดแล้ว ว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในพระชนม์ชีพของพระเยซู เป็นการเติมเต็มคำพยากรณ์ เราเห็นสิ่งเหล่านี้ในเวลาที่พระองค์บังเกิด และในเวลาที่เป็นเด็ก (ดูมัทธิว 1:22, 2:15, 23) และเห็นอีกทีตามที่มัทธิวบันทึก เวลาแห่งพระราชกิจจานุกิจท่ามกลางผู้คน (มัทธิว 4:14, 8:17, 12:17-18, 13:14, 35) ตอนนี้เรารู้เรื่องเหตุการณ์หลายอย่างที่มัทธิวบันทึกไว้ระหว่างการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ว่าเป็นจริงตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม328  แต่มัทธิวก็ไม่ได้เน้นชัดเจน คำถามคือ ทำไม? ผมคิดว่าน่าจะมาจากเหตุผลสองประการ

แรก – ในท่ามกลางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้คนที่เห็นเป็นพยาน ไม่ได้ตระหนักว่านี่เกิดขึ้นตามคำพยากรณ์ และสอง – มัทธิวต้องการให้เราเห็นว่าคนที่เชื่อ ไม่ได้เชื่อเพราะน้ำหนักของหลักฐานที่เกิด  นอกเหนือคำพยากรณ์ที่เกิดขึ้นเป็นจริง พูดอีกอย่างคือ พวกเขาตั้งใจว่าจะไม่เชื่อแต่ต้น พวกเขาเห็นทางเลือกอื่นและเลือกไปตามนั้น

การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นการตายที่พิเศษสุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพราะจะเปลี่ยนมุมมองการสิ้นพระชนม์ในฐานะคริสเตียนของเราอย่างสิ้นเชิง เป็นความตายที่พิเศษสุดที่ทำให้มนุษย์มาถึงความเชื่อ แม้แต่ก่อนการคืนพระชนม์

ทุกๆวันอาทิตย์ เราเฉลิมฉลองพิธีมหาสนิท เมื่อเราทำเช่นนั้น เรากำลังระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู:

เพราะ‍ว่า​เมื่อ​ใด​ที่​พวก‍ท่าน​กิน​ขนม‍ปัง​และ​ดื่ม​จาก​ถ้วย​นี้ ท่าน​ก็​ประ‌กาศ​การ​วาย‍พระ‍ชนม์​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า จน‍กว่า​พระ‍องค์​จะ​เสด็จ​มา (1โครินธ์ 11:26)

ผมเชื่อว่าที่เราให้มีพิธีมหาสนิทในแต่ละอาทิตย์นั้นด้วยเหตุผลหลายประการ

  • ประการแรก – เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคริสตจักรในยุคแรก (กิจการ 20:7, 1โครินธ์ 11)
  • ประการที่สอง – เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์เป็นศูนย์กลางของข่าวประเสริฐแห่งพระกิตติคุณ (ดู 1โครินธ์ 1:18-25)
  • ประการที่สาม – เพราะกางเขนเป็นศูนย์กลางและเป็นหนทางในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ดูโรม 6)
  • ประการที่สี่ – เพราะกางเขนของพระคริสต์เป็นที่น่ารังเกียจและถูกต่อต้านจากโลก:

18เพราะ​ว่า​คน​ทั้ง‍หลาย​ที่​กำลัง​จะ​พินาศ​ก็​เห็น​ว่า​เรื่อง​กาง‌เขน​เป็น​เรื่อง​โง่ แต่​เรา​ที่​กำลัง​จะ​รอด​เห็น​ว่า​เป็น​ฤทธา‌นุ‌ภาพ​ของ​พระ‍เจ้า 19เพราะ​มี​คำ​เขียน​ไว้​ว่า “เรา​จะ​ทำ‍ลาย​สติ‍ปัญญา​ของ​คน​มี​ปัญญา และ​จะ​ทำ​ให้​ความ​ฉลาด​ของ​คน‍ฉลาด​สูญ‍สิ้น‍ไป” 20คน​มี​ปัญญา​ของ​ยุค​นี้​อยู่​ที่‍ไหน? บัณ‌ฑิต​ของ​ยุค‍นี้​อยู่​ที่‍ไหน? นัก‍โต้‍ปัญหา​ของ​ยุค‍นี้​อยู่​ที่‍ไหน? พระ‍เจ้า​ทรง​ทำ​ให้​ปัญญา​ฝ่าย​โลก​เป็น​ความ​โง่​แล้ว​ไม่‍ใช่​หรือ? 21เพราะ​ตาม​ที่​ทรง​กำ‌หนด​ไว้​ตาม​พระ‍สติ‍ปัญญา​ของ​พระ‍เจ้า โลก​ไม่​อาจ​รู้‍จัก​พระ‍เจ้า​ได้​โดย​ปัญญา​ของ​ตน พระ‍เจ้า​จึง​พอ‍พระ‍ทัย​จะ​ช่วย​พวก​ที่​เชื่อ​ให้​รอด​โดย​คำ​เทศนา​โง่ๆ 22พวก​ยิว​ขอ​หมาย‍สำคัญ และ​พวก​กรีก​เสาะ‍หา​ปัญญา 23แต่​เรา​ประ‌กาศ​เรื่อง​พระ‍คริสต์​ทรง​ถูก​ตรึง​ที่​กาง‌เขน​นั้น อัน​เป็น​สิ่ง​ที่​พวก​ยิว​สะดุด และ​พวก​ต่าง‍ชาติ​ถือ‍ว่า​เป็น​เรื่อง​โง่ 24แต่​สำหรับ​พวก​ที่​พระ‍เจ้า​ทรง​เรียก​นั้น ทั้ง​พวก​ยิว​และ​พวก​กรีก ต่าง​ถือ‍ว่า​พระ‍คริสต์​ทรง​เป็น​ฤทธา‌นุ‌ภาพ​และ​พระ‍ปัญญา​ของ​พระ‍เจ้า 25เพราะ​ความ​เขลา​ของ​พระ‍เจ้า​ยัง​มี​ปัญญา​ยิ่ง‍กว่า​ปัญญา​ของ​มนุษย์ และ​ความ​อ่อน‌แอ​ของ​พระ‍เจ้า​ก็​ยัง​มี​กำลัง​มาก​ยิ่ง‍กว่า​กำลัง​ของ​มนุษย์ (1โครินธ์ 1:18-25)

เรื่องราวที่โลกนี้ดูหมิ่นเกลียดชัง คือความจริงที่เราเฉลิมฉลอง เรื่องราวที่โลกนี้เห็นว่าโง่และน่ารังเกียจ เป็นเรื่องราวเดียวที่จะช่วยคนบาปหลงหายได้รอด เป็นเรื่องราวเดียวที่เราต้องประกาศออกไป พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนที่กลโกธา แบกรับความผิดบาปของพวกเรา จัดตั้งหนทางและรูปแบบในการดำเนินชีวิตในฐานะคริสเตียน ไม้กางเขนของพระคริสต์เป็นเรื่องราวของพระสิริที่ลึกล้ำ ต้องใช้เวลาชั่วนิรันดร์เพื่อจะหยั่งถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในเหตุการณ์ที่ล้ำเลิศนี้ เพื่อพระสิริทั้งสิ้นเป็นของพระองค์

ที่กางเขน ที่กางเขน

พระโลหิตพระเยซูไหล

พระองค์ทนทุกข์อับอาย

จนในที่สุดพระองค์ต้องตาย

ก็เพื่อล้างบาปของข้า

พระเยซูถูกตรึงที่กางเขน

รับบาปรับเวรแทนข้า

พระองค์สำแดงความรักเมตตา

ความรักใดไม่เปรียบปาน

พระองค์ทนทุกข์มากมายเหลือคิด

ตัวข้าเป็นหนี้พระคริสต์

ข้าขอถวายทั้งกายและจิต

ไว้ใต้พระบาทพระคริสต์

ที่กางเขน ที่กางเขน ข้าแลเห็นความสว่าง

และความหนักใจอันใหญ่ยิ่งได้หลุดหาย

เพราะข้าดูกางเขนจึงแลเห็นกระจ่าง

เดี๋ยวนี้ข้าจึงมีความสุขสบาย 329

เนื้อร้อง  ไอแซค วัทส์  ทำนอง ฮิวจ์ วิลสัน

————————————————————————————————————

316 ลิขสิทธิ 2005 โดย Community Bible Chapel, 418 E. Main Street, Richardson, TX 75081.  ดัดแปลงจากต้นฉบับของบทเรียนที่ 78 ในบทเรียนต่อเนื่องของพระกิตติคุณมัทธิว  จัดเตรียมโดย ศบ โรเบิร์ต แอลเดฟฟินบาว  มิถุนายน 2ุ6, 2005 ทุกท่านสามารถนำบทเรียนนี้ไปใช้เพื่อการศึกษาได้เท่านั้น  ทางคริสตจักร Community Bible Chapel เชื่อว่าเนื้อหาในบทเรียนนี้ถูกต้องตรงตามหลักการสอนพระคัมภีร์ใช้เพื่อช่วย ในการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า บทเรียนนี้เป็นพันธกิจ และเป็นลิขสิทธิของ   Community Bible Chapel

317 นอกจากที่กล่าวไปแล้ว พระวจนะที่นำมาอ้างอิงทั้งหมดมาจาก NET Bible (The NEW ENGLISH TRANSLATION) เป็น ฉบับแปลใหม่ทั้งหมดไม่ใช่นำฉบับเก่าในภาษาอังกฤษมาเรียบเรียงใหม่ใช้ผู้ เชี่ยวชาญและนักวิชาการพระคัมภีร์มากกว่า ยี่สิบคน รวบรวมข้อมูลทั้งจากภาษาฮีบรูโดยตรง ภาษาอาราเมข และภาษากรีกโครงการแปลนี้เริ่มมาจากที่เราต้องการนำ พระคัมภีร์เผยแพร่ผ่านสื่ออีเลคโทรนิค เพื่อรองรับการใช้งานทางอินเตอร์เน็ท และซีดี (compact disk) ที่ใดก็ตามในโลก ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ทได้ ก็สามารถเรียกดูและพริ้นทข้อมูลไว้เพื่อใช้ศึกษาเป็นการส่วนตัวได้โดยไม่คิด มูลค่านอกจากนี้ ผู้ใดก็ตามที่ต้องการนำข้อมูลเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่คิดเงิน สามารถทำได้จากเว็บไซท์ : www.netbible.org

318 จากยอห์น 19:17 เราจึงรู้ว่าพระเยซูทรงเดินไปกลโกธา โดยแบกกางเขนของพระองค์เอง

319  มีการเอ่ยถึงอเล็กซานเดอร์ใน กิจการ 19:33  และรูฟัส ในโรม 16:13 ในกิจการ 11:20 เราอ่านพบว่าคนจากเกาะไซปรัสและไซรีนประกาศข่าวประเสริฐให้แก่คนต่างชาติที่อันทิโอก

320 ผมยังพบว่าชื่อซีโมนนั้นน่าสนใจ ทำให้ต้องถามตัวเอง “ทำไมไม่ใช่ซีโมนเปโตร ที่ช่วยแบกกางเขนของพระเยซู?” พวกสาวก (ยกเว้นยอห์น) หายหน้าไประหว่างการตรึงกางเขน

321 ที่ยกเว้นคือกลุ่มของพวกผู้หญิงที่ติดตามพระเยซูไป ที่ยืนมองอยู่ในระยะไกล (มัทธิว 27:55-56) มีผู้ชายอีกสองสามคน (เช่นโยเซฟแห่งอาริมาเธีย) และยอห์นที่อยู่ใกล้ๆกัน (ยอห์น 19:25-27)

322 เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมจากสำนักพิมพ์  Tyndale.

323 เราต้องไม่ลืมพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการทนทุกข์และเสียสละของพระบุตร (ฮีบรู 9:13-14)

324  เอลี เอลี แปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์” เอลีเป็นคำย่อจากคำว่าเอโลฮิม (พระเจ้า) ตัว I ใน Eli, Eli,  “i” เป็นสรรพนาม “ของข้าฯ” คำว่า Eli จึงแปลว่า “พระเจ้าของข้าพระองค์”

325 เหมือนลูกาจะพูดเป็นนัยว่ามีพวกผู้ชายสองสามคนยืนอยู่กับกลุ่มพวกผู้หญิง อาจรวมถึงโยเซฟแห่งอาริมาเธียด้วย

326 นี่เป็นเขตเมืองยูเดีย (ลูกา 23:51) แต่ยังไม่มีใครชี้ได้ชัดเจน

327อาจถูกนำไปทิ้งเหมือนทิ้งขยะ มีการเอาร่างคนตายไปโยนลงหุบเขาฮินโนม อาจเพื่อให้สุนัขมากัดกิน

328 ตัวอย่างเช่น คำพูดดูหมิ่นและเยาะเย้ยที่มุ่งทั้งหมดไปที่พระเยซู เกิดขึ้นเป็นจริงตามหนังสือสดุดี 22:7-8 เมื่อพวกทหารจับฉลากกันว่าใครจะได้เสื้อคลุมพระเยซูไป จากคำพยากรณ์ใน สดุดี 22:18  เมื่อพระเยซูทรงถูกตรึงพร้อมกับโจรทั้งสอง เป็นจริงตามคำพยากรณ์อิสยาห์ 53:12 และเมื่อพระเยซูทรงถูกฝังในอุโมงค์ฝังศพของโยเซฟ อาริมาเธีย เศรษฐี เป็นจริงตาม อิสยาห์ 53:9

329พลงแห่งชีวิตคริสเตียน “ที่กางเขน ที่กางเขน” เป็น Public Domain Hymnal, 1995 (1st edition.). Logos Research Systems, Inc.: Oak Harbor, WA

 

(โดย ศบ.อาวุโส บ็อบ เดฟฟินบาว Community Bible Chapel)

(แปล อรอวล ระงับภัย – คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ pinterest.com)