มัทธิว บทเรียนที่ 31 “พระเจ้าในมือของคนบาป”

ปิลาตล้างมือ

มัทธิว บทเรียนที่ 31 “พระเจ้าในมือของคนบาป” (มัทธิว 27:1-31)

คำนำ

“มันเป็นเวลาดีที่สุด มันเป็นเวลาร้ายที่สุด” ชาลส์ ดิคเก้นส์ เขียนไว้เป็นประโยคแรกในหนังสือของเขา – เรื่องของสองนคร (The Tale of Two Cities.) ผมขอเรียบเรียงใหม่เป็น “นี่เป็นเวลาร้ายที่สุด” ตามที่พระวจนะตอนนี้เปิดเผยแก่เรา แต่เราต่างก็มีโอกาสได้เฉลิมฉลองการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู และพูดได้ว่า “นี่เป็นเวลาดีที่สุด” มีบางสิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ทำให้เราเต็มล้นด้วยความชื่นชมยินดี เหมือนงานไว้อาลัยที่พวกเราผู้เชื่อรู้ความจริงว่าผู้ที่จากไป จากไปเพื่ออยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า แม้ยังมีความโศกเศร้าเจืออยู่เหมือนที่เราพบได้ในพระวจนะตอนนี้ ตอนที่ล้ำเลิศที่สุดที่มัทธิวบันทึกไว้ และมีบางสิ่งมาถึงเรา ผมหวังว่าเราจะได้เห็นเมื่อศึกษาพระวจนะตอนนี้ด้วยกัน

ให้เรามาดูมัทธิว 27:1-2

1พอ​รุ่ง‍เช้า พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ทั้ง‍หมด​ของ​ประ‌ชา‍ชน​ก็​ปรึก‌ษา​กัน​เรื่อง​พระ‍เยซู เพื่อ​จะ​ฆ่า​พระ‍องค์ 2พวก‍เขา​จึง​มัด​พระ‍องค์​พา​ไป​มอบ​ไว้​กับ​ปี‌ลาต​เจ้า‍เมือง (มัทธิว 27:1-2)

มาระโกบทที่ 15 ที่บันทึกเหตุการณ์เดียวกัน เราเห็นชัดเจนถึงความหมายของสภาแซนเฮดริน  สภาสูงของชาวยิว และคำว่า “ผู้ใหญ่ทั้งหมด”  ที่บ่งชี้ว่าทุกคนอยู่ด้วยกันที่นั่น ทุกคนต่างมีส่วนในการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเป็นทางการ และลูกา 22:66 ยังอธิบายไปในทิศทางว่าผู้นำของชาวยิวมีส่วนในการตัดสินใจบทลงโทษครั้งนี้ ตามที่เราเห็นจากพระวจนะก่อนหน้า พระเยซูถูกไต่สวนอย่างไม่เป็นทางการต่อหน้ามหาปุโรหิต แม้ไม่ไม่ได้บันทึกไว้ในมัทธิวแต่ในพระกิตติคุณเล่มอื่น พระเยซูถูกนำไปหาอันนาสก่อน จากนั้นจึงถูกส่งต่อไปให้คายาฟาส  ซึ่งมัทธิวได้บันทึกเรื่องราวต่อจากนี้ไป เป็นเพราะพระเยซูทรงประกาศพระองค์ต่อคำถามว่า “พระองค์เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าหรือ?” พระองค์ทรงตอบชัดเจนที่สุด

“ท่าน​ได้​พูด​แล้ว แต่​เรา​จะ​บอก​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ด้วย​ว่า ตั้ง‍แต่​นี้​ไป พวก‍ท่าน​จะ​เห็น  บุตร​มนุษย์ประ‌ทับ​ข้าง‍ขวา​ของ​ผู้​ทรง​ฤทธิ์‍เดช  และเสด็จ​มา​บน​เมฆ​แห่ง​ฟ้า‍สวรรค์”  (มัทธิว 26:64)

ความหมายชี้ชัดเจน พระเยซูจะเสด็จกลับมา นำความยุติธรรมและการพิพากษามาด้วย มหาปุโรหิตจึงฉีกเสื้อของตนกล่าวว่า “เราต้องการพยานอะไรอีก” เราคงจำกันได้ พวกเขาหาพยานมาปรักปรำพระองค์ไม่ได้เลย แต่ตอนนี้พวกเขาพอใจที่ได้ยินพระเยซูประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เท่ากับเป็นการดูหมิ่นพระเจ้า และต้องโทษถึงตาย

ดังนั้นที่เราเห็นจากข้อ 1-2 ต้องจัดการทำให้ถูกต้องเป็นทางการ จะกำหนดบทลงโทษโดยมหาปุโรหิตฝ่ายเดียวไม่ได้  และตามกฎหมายของยิว ไม่อนุญาตให้ตัดสินใจเรื่องใหญ่ขนาดนี้ในตอนกลางคืน ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย พวกเขาจึงรอจนรุ่งเช้า ก่อนตกลงกันว่าจะประหารพระเยซู แต่พวกเขามีปัญหาเรื่องเวลา กลัวว่าจะไม่ทันการ  มีเรื่องต้องทำอีกมาก และต้องทำให้เสร็จเพื่อทันฉลองปัสกา

พระวจนะบอกเราว่าพวกเขาต้องส่งพระเยซูไปให้ปิลาตเจ้าเมือง จำได้หรือไม่ในพระกิตติคุณมัทธิว พระเยซูตรัสไว้สามครั้งว่าพระองค์จะถูกส่งไปให้ในมือคนต่างชาติ  มัทธิว 20:19 และจะถูกมอบตัวให้นำไปตรึงกางเขน  มัทธิว 26:2  และในมัทธิว 26:45-46 นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นจริงตามที่พระองค์ตรัสไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญในประวัติศาสตร์

เรื่องหนึ่งที่โดดเด่นในมัทธิวคือเรื่องของยูดาสในข้อ 3-10 มัทธิวเป็นคนเดียวที่ตามเรื่องยูดาสไปจนจบ เพื่อให้เห็นว่าสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น เป็นเรื่องน่าสลดใจ  มาดูพระวจนะตอนนี้กัน

3เมื่อ​ยู‌ดาส​คน​ที่​ทรยศ​พระ‍องค์​เห็น​ว่า​พระ‍องค์​ทรง​ถูก​ลง‍โทษ​ก็​เสีย‍ใจ จึง​นำ​เงิน​สาม‍สิบ​เหรียญ​นั้น​มา​คืน​ให้​กับ​พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่ 4กล่าว​ว่า “ข้าพ‌เจ้า​ทำ​บาป​ที่​ทรยศ​คน​บริ‌สุทธิ์​ถึง​ตาย” พวก‍เขา​จึง​กล่าว​ว่า “มัน​เกี่ยว​อะไร​กับ​เรา? มัน​เป็น​เรื่อง​ของ​เจ้า​เอง” 5ยู‌ดาส​จึง​ทิ้ง​เงิน​นั้น​ไว้​ใน​พระ‍วิหาร​และ​จาก​ไป แล้ว​ออก​ไป​ผูก​คอ​ตาย 6พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​จึง​เก็บ​เงิน​นั้น​มา​แล้ว​กล่าว​ว่า “ถ้า​เก็บ​เงิน​นี้​ไว้​ใน​คลัง​พระ‍วิหาร​ก็​ผิด​พระ‍บัญญัติ เพราะ​เป็น​เงิน​ที่​เปื้อน​เลือด” 7เขา‍ทั้ง‍หลาย​จึง​ปรึก‌ษา​กัน​แล้ว​ตก‍ลง​ว่า ให้​เอา​เงิน​นั้น​ไป​ซื้อ​ทุ่ง​ช่าง‍หม้อ​สำหรับ​ฝัง‍ศพ​คน​ต่าง‍บ้าน‍ต่าง‍เมือง 8เพราะ‍ฉะนั้น​เขา​จึง​เรียก​ทุ่ง​นั้น​ว่า ทุ่ง​โลหิต มา​จน‍ถึง​ทุก​วัน‍นี้ 9ครั้ง‍นั้น​ก็​สำเร็จ​ตาม​พระ‍วจนะ​ที่​กล่าว​โดย​เย‌เร‌มีย์​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​ที่​ว่า  “พวก‍เขา​รับ​เงิน​สาม‍สิบ​เหรียญ​ซึ่ง​เป็น​ราคา​ของ​ผู้​นั้น ที่​เผ่า‍พันธุ์​อิสรา‌เอล​ตี‍ราคา​ไว้  10แล้ว​ไป​ซื้อ​ทุ่ง​ช่าง‍หม้อ ตาม​ที่​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​มี​พระ‍บัญชา​ข้าพ‌เจ้า” (มัทธิว 27:3-10)

อีกที่ที่เราพบเรื่องเดียวกันนี้บันทึกอยู่ในหนังสือกิจการ 1:16-20  ข้อมูลคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ซึ่งไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เราจะไม่พูดเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่หัวใจสำคัญของบทเรียน และยังมีคำถามเรื่องคำพยากรณ์ของเยเรมีย์อีกที่สำเร็จเป็นจริง มีข้อมูลมากมายที่อธิบายได้ ตามมุมมองของผม ขอบอกว่า สิ่งแรกเลย – ผมคิดว่ามัทธิวไม่ผิดแน่ๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าตอนนั้นท่านกำลังคิดอะไร ขอเก็บพระวจนะตอนนี้และตอนอื่นๆที่ผมยังไม่เข้าใจไว้ก่อน จะรอไปถามพวกเขาเมื่อไปถึงสวรรค์  และเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้ผมหวั่นไหว แต่มีบางคนคิดว่าน่าจะมีคำอธิบายได้ แน่นอนผมเห็นด้วย ผมถามคำถามนี้ขึ้นมา ไม่แน่ใจว่าเคยมีคนถามมาก่อนหรือไม่ แต่ดูเหมือนอย่างน้อยคุณต้องเคยพูดกับตัวเอง – นี่เป็นไปตามลำดับเวลาหรือ? แต่เราเห็นเสมอว่ามัทธิวนำพระวจนะจากพระคัมภีร์เดิมมาใช้ในช่วงเวลาที่เราไม่คาดคิด เช่นการชโลมพระเยซูซึ่งเกิดหกวันก่อนเหตุการณ์นี้ แต่ในบริบทของเราบอกว่าสองวันก่อนเทศกาลปัสกา ผมคิดว่ามัทธิวเรียงไปตามตรรกะของเรื่องที่เชื่อมโยงกัน มากกว่าตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อยูดาสเห็นว่าพระเยซูทรงถูกลงโทษ… ก็ฝีมือใครล่ะ?  ถ้าดูตามลำดับเวลา ที่เราเห็นคือการไต่สวนของมหาปุโรหิต และการตัดสินใจด้วยกันของสภาซานเฮดริน

พี่น้องครับนี่เป็นคดีที่เบามาก เป็นคดีที่เหลือเชื่อ เพราะหาหลักฐานมาปรักปรำผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เลย มีการบันทึกว่าปิลาตไม่ให้น้ำหนักใดเลยในข้อกล่าวหานี้  ปิลาตรู้ดี เหตุผลแท้จริงที่พวกเขาจับกุมพระเยซูเพราะความริษยา ปิลาตอยากจะโยนเรื่องนี้ออกไปนอกที่ทำการ ที่ผมต้องการจะบอกคือ ไม่แน่ใจว่าข้อกล่าวหานี้เป็นจุดที่ทำให้ยูดาสสรุปและทำในสิ่งที่เขาทำหรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นทีหลัง เมื่อเขาแน่ใจว่าพระเยซูจะถูกประหาร และนี่เป็นหนึ่งในพระวจนะที่สลดใจที่สุดในพระคัมภีร์ มาดูสิ่งที่เขาพูด ซึ่งผมขอเรียบเรียงดังนี้:

พระเยซูทรงเป็นผู้บริสุทธิ์

เมื่อเราดูพระวจนะตอนนี้ เราเห็นชัดเจนหรือไม่ ทุกคน ยังไม่นับรวมมหาปุโรหิต ต่างก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์และสนับสนุนข้อกล่าวหา  ยูดาสเองก็พูดว่า “ข้าพ‌เจ้า​ทำ​บาป​ที่​ทรยศ​คน​บริ‌สุทธิ์​ถึง​ตาย” (ข้อ 4) เขาเองก็ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ พี่น้องครับ ถ้าเป็นระบบศาลยุติธรรมในยุคของเรา คงต้องมีการทบทวนและรื้อฟื้นคดี  รื้อฟื้นการไต่สวนขึ้นมาใหม่ เพราะคนที่มีส่วนในการจับกุม หรือคนในฝ่ายที่กล่าวหาเองยังพูดว่าพระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์ กระบวนการไต่สวนต้องยุติ และเริ่มต้นกันใหม่ ภรรยาปิลาตเองก็บอกว่าพระเยซูนั้นเป็นผู้ชอบธรรม  ปิลาตเองก็ไม่เห็นว่าพระเยซูทำอะไรผิด พระองค์บริสุทธิ์ เพียงแต่เขาไม่รู้จะหาทางช่วยได้อย่างไร เมื่อเราย้อนกลับไปดูเรื่องราวก่อนหน้า เมื่อมหาปุโรหิตทำการไต่สวน ก็เห็นกันอยู่ว่าพยานที่มาปรักปรำพระองค์ต่างก็พูดค้านกันไปมา ไม่มีสักคนที่พูดเหมือนกัน พวกเขาอาจไม่ยอมรับว่าพระเยซูบริสุทธิ์ ทั้งๆที่หลักฐานก็มีอยู่ พวกเขาเองก็หาหลักฐานมาปรักปรำไม่ได้ และถ้าพระเยซูประกาศอย่างถูกต้องว่าพระองค์คือพระเมสซิยาห์ กษัตริย์ของชาวยิว กษัตริย์อิสราเอล พระองค์เองก็เป็นผู้บริสุทธิ์ และพวกผู้นำก็น่าจะสรุปตามนั้นได้

มาดูความโศกเศร้าของยูดาสกัน ผมคิดว่าเราคงพูดไม่ได้ว่าเขาสำนึกผิดกลับใจ – จริงหรือ? ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเช่นนั้น แต่มีคำอีกคำที่ใช้แทนคำว่ากลับใจ แต่ไม่ได้นำมาใช้ในตอนนี้  คำๆนี้ถูกนำมาใช้บ้างในบางโอกาส  คำว่า “เสียใจในสิ่งที่ทำ”  “ยอมรับว่าทำผิดบาป”  ข้าพเจ้า​ทำ​บาป​ที่​ทรยศ​คน​บริสุทธิ์​ถึง​ตาย (ข้อ 4) และพยายามเอาเงินไปคืน เรื่องนี้เป็นเรื่องประหลาดสำหรับผม เราจะเอาเงินที่ทรยศไปคืนได้อย่างไร “นี่เงินของคุณ เอาคืนไป”? ยูดาสทำให้ผมต้องหยุดคิด นี่คือคนที่ให้ความสำคัญกับเงินมากที่สุด ถึงที่สุด เรารู้ว่ายูดาสทำหน้าที่ถือเงิน และบ่อยครั้งก็แอบยักยอกเงินไป คือขโมยเงินกองกลางนั่นเอง แล้วตอนนี้พระเยซูถูกตัดสินให้ต้องตาย พวกสาวกเองก็ทราบดี พวกเขาจึงบอกว่าให้เราเดินทางเข้าเยรูซาเล็มและตายด้วยกันกับพระเยซู แต่พระองค์เสด็จไปที่บ้านของลาซารัสก่อน พวกสาวกจึงรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยูดาสเองคงคิดว่าเมื่อพระเยซูยังทรงพระชนม์ เขายังมีโอกาสได้ยักยอกเงินบ้าง แต่ถ้าพระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว จะไปหาเงินได้จากที่ไหน ผลจากน้ำมือเขาเอง เรื่องเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับยูดาส

มีหลายสิ่งเกี่ยวกับยูดาสที่เราไม่เข้าใจ แต่ในพระวจนะพูดไว้ชัดเจน เงินคือปัจจัย และเงินสำคัญมากสำหรับยูดาส ที่น่าขันคือเมื่อพูดถึงความเสียใจ และความพยายามแก้ไขสิ่งที่ทำลงไป สิ่งแรกที่เขาคิดคืออะไร? ผมคิดว่าไม่น่าใช่พระเยซู ไม่ใช่คิดจะไปคัดค้านต่อสู้เพื่อพระองค์ ที่ทำได้คือเอาเงินไปคืน แม้แต่การแก้ปัญหาของยูดาส ก็ยังใช้เงิน  เขากังวลและนึกแต่เรื่องเงิน แทนที่จะนึกถึงพระเยซูผู้เป็นพระเมสซิยาห์ และทูลขอการอภัยจากพระองค์ เป็นเรื่องที่แปลกมาก แล้วมาดูผู้นำศาสนายิว พวกเขาต่างก็เกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน ดังนั้นเรื่องที่ครอบงำพระวจนะตอนนี้คือเรื่องเงิน พวกเขาเองก็อยากจะกำจัดเงินนี้ไปให้พ้น แต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ผู้นำชาวยิวไม่สนใจเรื่องความรู้สึกผิด ชัดเจนหรือไม่ ที่พูดว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเรามัน​เกี่ยว​อะไร​กับ​เรา? มัน​เป็น​เรื่อง​ของ​เจ้า​เอง (ข้อ 4) นี่มันปัญหาของคุณ คุณไปจัดการเอาเอง

คิดดู นี่คือหัวใจสำคัญ ธรรมบัญญัติมีความหมายอย่างไรต่อพวกเขา คิดถึงที่ อ เปาโลพูดในหนังสือโรมบทที่ 3  ธรรมบัญญัติกล่าวว่าอย่างไร กล่าวว่าจะทำหรือตาย ธรรมบัญญัติบอกว่าถ้าทำก็จะมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีชีวิตอยู่ ดังนั้นจึงเป็นปัญหาของแต่ละคนที่แสวงหาความรอดให้ตนเองโดยทำตามธรรมบัญญัติ ผมไม่ได้บอกว่าธรรมบัญญัติไม่ได้ชี้ไปที่ความชอบธรรม แต่ถ้าคุณมองความรอดว่ามาจากการทำตามธรรมบัญญัติ คำตอบคือคุณต้องทำ ไม่งั้นคุณก็ตาย ไม่มีใครทำแทนคุณได้ ต้องเป็นคุณ คุณต้องทำด้วยตัวเอง ในแง่นั้น ทำให้ผมรู้สึกว่าคุณต้องลงมือจัดการ พวกเขายืนกรานตามนั้น ไม่ว่าคุณจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม ยืนกรานให้เป็นไปตามธรรมบัญญัติ ไม่มีตัวช่วยให้คุณ คุณต้องช่วยตัวเอง นับว่าเป็นคำพูดเลวร้ายที่สุดโดยเฉพาะออกจากปากผู้นำศาสนา ไม่มีความเมตตา ไม่มีความเห็นใจ ไม่มีคำตอบให้ ไม่มีความหวัง เมื่อผมนำเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับพระวจนะตอนอื่นที่เปโตรกล่าว ในกิจการ  2, 3 และ 4 ที่พูดย้ำว่าแม้คุณจะทำบาป แต่ก็ยังมีความหวัง มีทางช่วยได้ ซึ่งต่างจากผู้นำศาสนายิว

เราเห็นพวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่วุ่นวายใจกับเงินก้อนนี้มาก  ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่  เงินนี้ที่ยูดาสโยนไว้ในพระวิหารแล้วรีบออกไป ตอนนี้ตกเป็นภาระของพวกเขาแล้ว เป็นเงินเปื้อนเลือด ต้องคิดให้ออกว่าจะเอาไปทำอะไร สังเกตุดู ตอนนี้พวกเขาระมัดระวังเรื่องเงินก้อนนี้มาก ถ้ายูดาสไม่เอาเงินก้อนนี้ ก็ต้องไปทำอะไรสักอย่างในชื่อของยูดาส พวกเขาจึงนำเงินไปซื้อที่ดินตรงทุ่งช่างหม้อในนามของยูดาส เป็นได้หรือไม่ที่ๆดินนั้นเป็นบริเวณที่ยูดาสไปผูกคอตาย พวกเขาจึงซื้อที่ดินตรงนั้นขึ้นมา นำไปใช้เป็นที่ฝังศพของคนต่างบ้านต่างเมือง ผมไม่รู้ว่าทำไมเรื่องนี้ทำให้มองดูพวกยิวว่าแปลก คุณเห็นด้วยหรือไม่ สำหรับคนยิว พวกเขาไม่มีใจเมตตาสงสารให้คนต่างชาติ  ในลูกา 4 เมื่อพระเยซูพูดถึงความรอดที่จะไปถึงคนต่างชาติ พวกเขาก็โกรธและคิดจะทำร้ายพระองค์ นี่คือสิ่งดีที่สุดที่พวกเขาทำได้ ทำให้คนต่างชาติ เอาเงินที่เก็บไว้ในคลังพระวิหารไม่ได้ เอาเงินที่เก็บไว้ไม่ได้นี้ ไปซื้อที่ดินไว้ฝังร่างคนตายที่เป็นคนต่างชาติ นี่เป็นความพยายามทำในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเหมาะกับคนต่างชาติ น่าทึ่งนะครับ ที่นี้มาดูว่ามัทธิวว่าพูดอย่างไร “ครั้งนั้นก็สำเร็จตามพระวจนะ” (ข้อ 9) คำพยากรณ์สำเร็จลง นี่เป็นการกระทำที่น่าเกลียดที่สุด ด้วยแรงจูงใจที่เลวร้ายที่สุดที่เราจินตนาการได้ แต่ในตอนท้ายที่มัทธิวบันทึกเรื่องนี้ ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทำในสิ่งที่กบฎต่อพระเจ้า มนุษย์ทำในสิ่งเลวร้ายที่สุดที่ทำได้ และไม่ว่ามนุษย์ใช้ความพยายามเท่าไรต่อต้านพระเจ้า ดีที่สุดที่พวกเขาทำได้คือทำให้พระประสงค์ของพระองค์เกิดขึ้นเป็นจริง คำพยากรณ์ในพระวจนะเกิดขึ้นเป็นจริง พระเจ้าไม่จำเป็นต้องคิดแผน B รองรับ นี่เป็นแผนการของพระองค์ พระองค์ทรงใช้มนุษย์ที่มักกบฎ ผู้ไม่เชื่อในพระองค์มาทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จลง

ผมคิดว่าถ้ามีเวลา น่าจะนำสิ่งที่ยูดาสทำ ไปเปรียบเทียบกับการปฏิเสธพระเยซูของเปโตรก่อนหน้า แน่นอนพระวจนะสองตอนนี้ถูกนำมาบันทึกไว้เคียงกันเพื่อให้เรามีโอกาสสะท้อนคิดสิ่งที่เกิดขึ้น และผลตอนปลายของทั้งสองเหตุการณ์ แต่ให้กลับไปที่พระเยซูต่อหน้าปิลาตใน มัทธิว 27:11-14 กันก่อน

11เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง​ยืน​อยู่​ต่อ‍หน้า​เจ้า‍เมือง เจ้า‍เมือง​จึง​ถาม​ว่า “เจ้า​เป็น​กษัตริย์​ของ​พวก​ยิว​หรือ?” พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “ท่าน​พูด​ถูก​แล้ว” 12แต่​เมื่อ​พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ฟ้อง​กล่าว​โทษ​พระ‍องค์ พระ‍องค์​ก็​ไม่‍ได้​ตรัส​ตอบ​ประ‌การ​ใด 13ปี‌ลาต​จึง​กล่าว​กับ​พระ‍องค์​ว่า “เจ้า​ไม่‍ได้‍ยิน​สิ่ง‍ทั้ง‍ปวง​ที่​พวก‍เขา​เป็น​พยาน​กล่าว‍หา​เจ้า​หรือ?” 14แต่​พระ‍องค์​ไม่‍ได้​ตรัส​ตอบ​สัก​คำ​เดียว เจ้า​เมือง​จึง​ประ‌หลาด‍ใจ​ยิ่ง‍นัก

15ใน​ช่วง‍เทศ‌กาล เป็น​ธรรม‌เนียม​ที่​เจ้า‍เมือง​จะ​ปล่อย​นัก‍โทษ​คน​หนึ่ง​ตาม​ที่​ฝูง‍ชน​ต้อง‍การ 16เวลา‍นั้น​มี​นัก‍โทษ​อุก‌ฉกรรจ์​อยู่​ราย‍หนึ่ง​ชื่อ​บา‌รับ‌บัส 17เมื่อ​ทุก​คน​มา​ประ‌ชุม​พร้อม​กัน​แล้ว ปี‌ลาต​ก็​ถาม​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ว่า “พวก‍เจ้า​ต้อง‍การ​ให้​เรา​ปล่อย​คน​ไหน บา‌รับ‌บัส หรือ​เยซู​ที่​เรียก​ว่า​พระ‍คริสต์?” (มัทธิว 27:11-17)

น่าสนใจที่ต้นฉบับบางฉบับเรียกชื่อนักโทษอุกฉกรรจ์คนนี้ว่า เยซู-บารับบัส จึงมีคำถามว่าเยซูคนไหนที่ต้องการให้ปล่อย เยซู-บารับบัส หรือ เยซู-ชาวนาซาเร็ธ? บางคนคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าสนใจ แต่ผมว่าน่านำมาคิด คำว่าอุกฉกรรจ์ก็น่าสนใจ ต้องขอบคุณที่มีการตั้งข้อสังเกตุ สำหรับผมคำว่าอุกฉกรรจ์แปลได้สองสามความหมาย และความหมายที่ผมให้ความสนใจคือความชั่วร้าย น่ากลัว โหดร้าย และความรุนแรงของนักโทษคนนี้ แต่อุกฉกรรจ์คำนี้แปลได้อีกความหมาย หมายถึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ลองหาชื่อผู้ก่อการร้ายสักชื่อที่เรารู้จักกันดี  โหด เลว ชั่วร้ายใช่มั้ย?… ใช่  เป็นที่รู้จักใช่มั้ย? …ใช่  มีคนรัก ปกป้องและชื่นชอบในสิ่งที่เขาทำใช่มั้ย?… ใช่  นี่คือสิ่งที่เราเห็นในบารับบัส  รู้กันดีว่าเขาชั่ว โหดร้าย เลว และน่ากลัวที่สุด ใครๆก็เกลียดชัง แต่ความจริงคือมีหลายคนอยากให้พระเยซูเป็นเหมือนบารับบัส จำได้หรือไม่ในมัทธิว 11 พระเยซูตรัสว่า “แผ่น‍ดิน​สวรรค์​ก็​ถูก​โจม‍ตี​อย่าง​รุน‍แรง และ​พวก​ที่​รุน‍แรง​พยา‌ยาม​ชิง​เอา​ให้​ได้”  (มัทธิว 11:12) บารับบัส เป็นคนประเภทนี้ คนที่ทำทารุนกรรม กระทำชั่วต่างๆ และเป็นภัยคุกคาม เขาจึงเป็นเหมือนผู้ก่อการร้ายจากตะวันออกกลาง ฆ่าคน วางระเบิด ก่อวินาศกรรม และทำทารุนกรรมต่างๆของยุคนี้  เป็นคนที่แสวงหาอาณาจักรของตนเองด้วยวิธีการนี้

ปิลาตเจ้าเมืองจึงถามว่า “ใน​สอง​คน​นี้​พวก‍เจ้า​จะ​ให้​เรา​ปล่อย​คน​ไหน? เยซู-บารับบัส หรือเยซู- ที่เรียกว่าพระคริสต์?” ปิลาตรู้ดีว่าพวกเขาจับและส่งพระเยซูมาเพราะความริษยา เมื่อปิลาตนั่งทำการพิพากษา  ภรรยาของท่านส่งคนมาบอกว่า “อย่า​พัว‍พัน​กับ​เรื่อง​ของ​คน​ชอบ‍ธรรม​นั้น​เลย เพราะ‍ว่า​วัน‍นี้​ดิฉัน​ไม่​สบาย‍ใจ​มาก​เนื่อง‍ด้วย​ความ​ฝัน​ที่​เกี่ยว‍กับ​คน​นั้น” (มัทธิว 27:19) แต่พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ยุยงให้ฝูงชนร้องให้ปล่อยบารับบัส และเอาพระเยซูไปประหารแทน  ปิลาต เจ้า‍เมือง​จึง​ถาม​พวก‍เขา​ว่า “ใน​สอง​คน​นี้​พวก‍เจ้า​จะ​ให้​เรา​ปล่อย​คน​ไหน?” (ข้อ 21) พวกเขาก็ตอบว่า บารับบัสๆ  ปี‌ลาต​จึง​ถาม​ว่า “ถ้า​อย่าง​นั้น เรา​จะ​ทำ​อย่าง‍ไร​กับ​เยซู​ที่​เรียก​ว่า​พระ‍คริสต์?”  พวก‍เขาทุกคน​พา​กัน​ร้อง​ว่า “ให้​ตรึง​ที่​กาง‌เขน” เจ้า‍เมือง​ถาม​ว่า “ตรึง​ทำไม? เขา​ทำ​ผิด​อะไร?” แต่​พวก‍เขา​ยิ่ง​ร้อง​ว่า “ให้​ตรึง​ที่​กาง‌เขน” เมื่อปิลาตเห็นว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว มีแต่ความวุ่นวายมากขึ้น จึงเอาน้ำมาล้างมือต่อหน้าผู้คน แล้วกล่าวว่า  เรา​ไม่มี​ความ​ผิด​เรื่อง​ความ​ตาย​ของ​คน​นี้ พวกเจ้า​ต้อง​รับผิดชอบ​เอา​เอง​เถิด  (ข้อ 24) เป็นคำพูดคุ้นๆที่เราได้ยินมาก่อนจากผู้นำศาสนายิวที่พูดกับยูดาส  มัน​เกี่ยว​อะไร​กับ​เรา? มัน​เป็น​เรื่อง​ของ​เจ้า​เอง (ข้อ 4) ปิลาตก็พูดในทำนองเดียวกัน  และฝูง‍ชน​ทั้ง‍หมด​ก็​ร้อง​ว่า “ให้​ความ​ผิด​เรื่อง​ความ​ตาย​ของ​เขา​ตก​อยู่​กับ​เรา​และ​ลูกๆ ของ​เรา” (ข้อ 25) แล้วปิลาตก็ปล่อยบารับบัสให้พวกเขาไป  ให้ไปโบยตีพระเยซูแล้วให้นำไปตรึงกางเขน

การเรียงลำดับเหตุการณ์เรื่องนี้น่าสนใจ มีเรื่องที่ซ้อนกันนี้บันทึกอยู่ในหนังสือกิจการ 3 ระหว่างที่เปโตรกำลังเทศนา ท่านกล่าวว่า “พระ‍เยซู​ผู้​ที่​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​มอบ​ไว้​และ​ปฏิ‌เสธ​ต่อ‍หน้า​ปี‌ลาต แม้‍ว่า​ปี‌ลาต​ตั้ง‍ใจ​จะ​ปล่อย​พระ‍องค์​ไป แต่​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ก็​ยัง​ปฏิ‌เสธ​พระ‍องค์” (กิจการ 3:13-14) มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นในพระวจนะตอนนี้  มัทธิวเหมือนบีบเนื้อหาให้กระชับขึ้น แต่ในลูกา และยอห์นจะมีรายละเอียดให้มากกว่า คิดว่ามัทธิวบีบเรื่องให้กระชับด้วยวิธีและเหตุผลบางประการ ที่ผมเห็นตรงนี้คือมัทธิวเริ่มบันทึกเมื่อมีการยกคำถามขึ้นมา เจ้า​เป็น​กษัตริย์​ของ​พวก​ยิว​หรือ?”  ซึ่งเป็นข้อแรก (ข้อ 11) ของมัทธิวตอนนี้  แต่ไม่ใช่เป็นบทสนทนาแรกในการไต่สวน  ขอยกตัวอย่างให้ดู ในลูกา 23:2 ข้อกล่าวหาที่พวกเขากล่าวหาพระเยซูคือ “เรา​พบ​ว่า​คน‍นี้​กำลัง​ทำ​ให้​ชน‍ชาติ​ของ​เรา​ไขว้‍เขว​และ​ไม่‍ให้​ส่ง​ส่วย​แก่​ซี‌ซาร์ และ​บอก​ว่า​ตัว​เอง​เป็น​พระ‍คริสต์​กษัตริย์​องค์​หนึ่ง” แล้วปิลาตก็ถามต่อจากนั้น  ในยอห์นบที่ 18 เมื่อพวกเขามาหาปิลาต ซึ่งผมว่านี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก คิดว่า ในใจพวกเขาสร้างเรื่องนี้ขึ้นมา อย่างที่เราเรียกกันว่าอย่างจงใจ พระเยซูทรงทราบแผนการทั้งหมด ทรงรู้ว่าต้องทำอะไร และทรงปล่อยให้พวกเขาทำ ปิลาตถามว่ามีเรื่องอะไรมาฟ้องชายคนนี้? เป็นคำถามใช่มั้ยครับ? เห็นด้วยกับผมหรือไม่ ทันทีที่นำคนมาขึ้นศาล คำถามแรกที่ถามคือ “ข้อหาอะไร?” และคุณจะยอมรับ หรือไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้? นี่คือปิลาตที่ไม่ได้มีหัวใจให้คนพวกนี้ และในทางกลับกันด้วย คนพวกนี้นำพระเยซูไปที่นั่น หวังว่าจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แล้วปิลาตก็ถามคำถามแรกเข้าเป้า “ข้อหาอะไร?” คำตอบคือ “คนนี้เป็นคนเลวมาก ถ้าไม่เลวแล้วเราจะพามาหาท่านทำไม เชื่อเราเถอะ”

ขอหยุดสักนิด คุณนึกออกหรือไม่ มีศาลที่ไหนในโลก ที่มีการตั้งข้อหาแบบนี้  เบาบางมากและหวังจะให้ลงโทษหนัก สมควรโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต นอกจากแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ยังขอกำหนดบทลงโทษเองด้วย ปิลาตตอบว่า ก็ได้ “พวก‍ท่าน​จง​เอา​คน​นี้​ไป​พิพาก‌ษา​ตาม​กฎ‍หมาย​ของ​ท่าน​เถิด” (ยอห์น 18:31) พวกเขาตอบว่า “กฎ‍หมาย​ห้าม​เรา​ประ‌หาร​ชีวิต​คน​หนึ่ง​คน‍ใด” แล้วปิลาตก็เรียกพระเยซูมาถามในข้อ 33 ว่า “เจ้า​เป็น​กษัตริย์​ของ​พวก​ยิว​หรือ?” ครับตามที่เห็น ผมว่ามันอาจจะยากสำหรับผมในมัทธิว เพราะพระกิตติคุณเล่มอื่นบันทึกว่ามีบางเวลาที่ปิลาตออกไป และพูดตามลำพังกับพระเยซู สำหรับผมมันไม่ชัดเจนว่าเขาอยู่ที่ไหน และกลับมาที่ฝูงชนที่ตรงไหน จึงดูเหมือนว่าเขาถามพระเยซูเป็นการส่วนตัว “เจ้าเป็นกษัตริย์ของชาวยิวจริงๆหรือ?” แต่ในพระกิตติคุณยอห์น 18 ข้อ 35 ปิลาตถามว่า “เจ้าทำผิดอะไร?” แล้วในข้อ 37 ปิลาตก็พูดย้ำอีก “ถ้า​อย่าง​นั้น​เจ้า​ก็​เป็น​กษัตริย์​น่ะ‍ซี” แล้วพระเยซูก็ตอบว่า “ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์”  ทำให้ผมรู้สึกว่านี่คือประเด็นในพระวจนะตอนนี้ที่เราเริ่มต่อในมัทธิว ประเด็นของผมคือมีการไต่สวนบ้างเล็กน้อยที่มัทธิวไม่ได้พูดถึง ท่านข้ามมาเริ่มที่คำถามว่า “เจ้า​เป็น​กษัตริย์​ของ​พวก​ยิว​หรือ?” (มัทธิว 27:11)

ปิลาตรู้สึกประหลาดใจที่พระเยซูไม่ทรงตอบเรื่องที่พวกเขาตั้งข้อกล่าวหา  นี่คือปิลาต พยายามให้มีการเจรจากัน  และอีกฝ่ายคือผู้นำชาวยิวที่พร่ำพูดข้อกล่าวหาต่างๆ เพื่อให้พระเยซูถูกนำไปประหาร  – ชายคนนี้เดินทางไปทั่วกาลิลี ก่อปัญหาทุกรูปแบบ บอกไม่ให้เราจ่ายภาษีด้วย ฯลฯ  – พวกเขาแจ้งข้อกล่าวหาสารพัดเพื่อให้ปิลาตรู้สึกหวาดกลัว แต่ชัดเจน  ปิลาตรู้ดีว่าที่พวกเขาอ้างมาทั้งหมดนั้นเป็นเพราะความอิจฉา ปิลาตรู้ดีว่าพระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์ เขามั่นใจเช่นนั้นและตั้งใจจะปล่อยพระองค์ไปตามที่บันทึกอยู่ในหนังสือกิจการ 3:13 และในพระวจนะตอนนี้ของเรา ทำไมพระเยซูถึงตอบคำถามนี้กับปิลาต แต่ทำไมไม่ตอบคำถามที่ผู้นำชาวยิวตั้งข้อกล่าวหาทั้งหมด  เหตุผลคือ

เพราะพระวจนะต้องเกิดขึ้นเป็นจริง และจากอิสยาห์ 53 ที่เปโตรนำมาอ้างใน 1เปโตร 2 เรื่องการนิ่งและไม่ตอบโต้ของผู้รับใช้ของพระเจ้า “เมื่อ​เขา​กล่าว​คำ​หยาบ‍คาย​ต่อ​พระ‍องค์ พระ‍องค์​ไม่‍ได้​ทรง​กล่าว​ตอบ​เขา​ด้วย​คำ​หยาบ‍คาย​เลย เมื่อ​พระ‍องค์​ทรง​ทน‍ทุกข์ พระ‍องค์​ไม่‍ได้​ทรง​ขู่​อาฆาต แต่​ทรง​มอบ​พระ‍องค์​เอง​ไว้​แก่​พระ‍เจ้า​ผู้​ทรง​พิพาก‌ษา​อย่าง​ยุติ‍ธรรม” (1เปโตร 2:23)  สิ่งหนึ่งที่คนไร้อำนาจจะตอบโต้คนมีอำนาจในมือได้คือคำพูด เพราะทุกคนมีปาก และต้องใช้ให้คุ้มประโยชน์ที่สุด แต่พระเยซูไม่ได้ตรัสสักคำ และสิ่งเหล่านี้จำต้องเกิดขึ้น เพื่อพระเยซูจะเสด็จสู่กางเขนและสิ้นพระชนม์ตามที่พระวจนะบอกไว้

แต่ปิลาตรู้สึกประหลาดใจ – คุณไม่เข้าใจหรือ คดีนี้ร้ายแรงและบทลงโทษคือประหาร ผมว่าที่ปิลาตพยายามบอก คือเขารู้ว่าข้อหานี้น้ำหนักเบามาก หลักฐานก็ไม่มีค่าอะไร – ช่วยผมหน่อย – ปิลาตรู้อยู่ในใจแล้วว่าพระเยซูบริสุทธิ์ และตัดสินใจจะปล่อยพระองค์เป็นอิสระ เขาต้องการให้พระเยซูตรัสอะไรบ้างเพื่อจะได้ช่วยออกจากข้อกล่าวหานี้ และเป็นอิสระ แต่พระเยซูไม่ได้ทำตามนั้น ปิลาตเป็นผู้ฟังที่มีความเห็นใจ และไม่ชอบใจผู้คนที่มากล่าวหาพระเยซู คนพวกนี้มาด้วยใจอิจฉาพระองค์

ผมอยากให้พวกคุณย้อนคิดเรื่องที่ผมขอเรียกว่าการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในมัทธิว 21 เริ่มจากข้อ 23 พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่มาถามพระเยซูว่า ท่าน​ทำ​สิ่ง‍เหล่า‍นี้​โดย​สิทธิ‍อำนาจ​อะไร? ใคร​ให้​สิทธิ‍อำนาจ​แก่​ท่าน?”  พระเยซูทรงนำเอาความคิดที่ชั่วร้าย ฉ้อฉล และวางแผนมาอย่างแยบยลของพวกเขามาตีแผ่ นำสิ่งที่อยู่ภายในออกมาภายนอก ทำให้พวกเขาต้องอับอาย คุณว่าอำนาจของพระเยซูเปลี่ยนไปหรือไม่ ทำให้คนที่มาโจมตีพระองค์ดูโง่เขลา เราเห็นได้ว่าใครก็ตามถ้าโดนแบบพระองค์คงตอบโต้ไม่ยั้ง แต่พระองค์กลับนิ่งเฉย ปล่อยให้พวกเขาโจมตีและให้ร้าย ทรงรับฟังความเท็จที่พวกเขากล่าวหาโดยไม่ตอบโต้  จำได้หรือไม่ พระเยซูทรงเคยแก้ข้อกล่าวหาทุกข้อที่พวกฟาริสีและธรรมาจารย์พยายามฟ้องผิด? แต่ครั้งนี้พระองค์ไม่ได้ตรัสอะไร ทำให้ปิลาตทึ่งและประหลาดใจ จึงถามพระองค์ว่า “เจ้า​เป็น​กษัตริย์​ของ​พวก​ยิว​หรือ?” และพระองค์ตอบว่า “ท่านพูดถูกแล้ว” ตรงนี้ที่การแปลความอาจต่างไปในแต่ละฉบับแปล (ภาษาอังกฤษ) เช่น “เป็นอย่างที่ท่านพูด” บางฉบับก็ข้ามตรงนี้ไป ทำให้ผมไม่ค่อยสบายใจ ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่อยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลางที่ทำให้รู้ว่า เมื่อมีการไต่สวนหรือถูกสอบถาม ผู้ที่ถูกถามต้องตอบคำถาม เราคิดว่าสิ่งที่อยู่ในความคิดของปิลาตเรื่องการเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหมายถึงอะไร  หมายถึงพระเยซู และพระวจนะที่สะท้อนความหมายการเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ?  

เห็นด้วยหรือไม่ ปิลาตมีภาพความคิดนี้อยู่ในสมองเมื่อพระเยซูตอบว่า ใช่พระองค์คือกษัตริย์ของชาวยิว  แล้วเขาควรทำอย่างไร ความคิดในสมองคงพล่านไปหมด นี่แปลว่าอะไร?  นี่เกี่ยวข้องกับบารับบัสหรือไม่? ผมคิดว่าสิ่งที่พระเยซูตรัสกับพวกเขาทำนองว่า “ตามที่คุณพูด” แต่มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ดังนั้นคำตอบจึงเหมือนยังไม่ชัดเจน เพราะต้องบอกกับปิลาตว่าเป็นกษัตริย์ของชาวยิวแปลว่าอะไร เพราะเขาเป็นผู้ถามคำถามนี้ และพระเยซูตอบไว้ในยอห์นว่า “ราช‌อำนาจ​ของ​เรา​ไม่‍ได้​เป็น​ของ​โลก​นี้ ถ้า​ราช‌อำนาจ​ของ​เรา​มา​จาก​โลก​นี้ คน​ของ​เรา​ก็​คง‍จะ​ต่อ‍สู้​ไม่‍ให้​เรา​ถูก​มอบ​ไว้​ใน​มือ​ของ​พวก​ยิว แต่​ราช‌อำนาจ​ของ​เรา​ไม่‍ได้​มา​จาก​โลก​นี้” (ยอห์น 18:36) พระองค์กำลังบอกว่าถ้าสาวกของพระองค์ทำเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากบารับบัส แต่ในตอนนี้พระเยซูทรงตอบว่า “ถ้าท่านพูดเช่นนั้น” หรือ พระองค์ไม่ได้ตอบปฏิเสธว่าทรงเป็นกษัตริย์ของชาวยิว เท่ากับพระองค์ทรงเป็นตามที่หมายถึง ปิลาตจึงได้ยินตามนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเขาคิดว่าอะไร คิดว่า “โอ้ เสร็จแน่ๆ ผู้ชายคนนี้คงต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน”  ผมไม่ทราบว่าเขาคิดอะไร ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ปิลาตได้ยิน คงทำให้เขาคิดว่า  ผู้ชายคนนี้ไม่ได้คุกคามอะไรตามที่พวกยิวกล่าวหา ไม่ได้เป็นภัย ไม่ได้คุกคามโรม  หรือคุกคามปิลาตเอง เขาคิดว่าไม่มีทางเป็นได้

ผมคิดว่าเรื่องในพระวจนะตอนนี้น่าสนใจ เพราะไม่ได้คิดถึงผลที่จะเกิดตามมา ปิลาตรู้ดีว่าคนยิวพวกนี้จับกุมพระเยซูมาเพราะความอิจฉา อิจฉาเรื่องอะไร อิจฉาที่พระเยซูได้รับความนิยมจากฝูงชน  เห็นด้วยหรือไม่? พวกเขาอิจฉาเพราะพระเยซูมีอิทธิพลต่อผู้คน เขาคงต้องรู้พวกนั้นไม่ได้ต้องการให้มีการไต่สวนในท่ามกลางฝูงชน หรือประหารชีวิตต่อหน้าผู้คน เพราะพวกเขากลัวว่าประชาชนจะลุกฮือและต่อต้าน เพราะพระเยซูยืนขวางทางพวกเขาตลอดเวลา และพวกเขากลัวฝูงชน ปิลาตจึงพูดกับตัวเองว่า นี่คือทางออก นี่คือทางออกไง

ปิลาตจึงพูดกับตัวเอง นี่ไง นี่เป็นทางออกที่ชาญฉลาดมาก ใช้ฝูงชนนี่แหละเป็นตัวช่วย ก็แค่บอกผู้คนว่า นี่ไงบารับบัส นี่ไงอาชญากรที่ทั้งอิสราเอลหมายหัว เป็นทั้งฆาตกร โจรปล้นฆ่า คดโกง และก่อการร้าย อยากจะเลือกใคร? อยากให้ปล่อยบารับบัส เยซู-บารับบัส หรือ เยซู-ชาวนาซาเร็ธ? ตามที่ผมเข้าใจ เข้าใจว่ามัทธิวปูเรื่องให้เราเห็นภาพตาม ขณะที่ปิลาตถามคำถามนี้ออกไป เขาคงคิดว่า หาทางออกให้ชายคนนี้ได้แล้ว และในนาทีนั้น ใครบางคนมาสกิดเขาที่ไหล่ “มีข้อความมาจากภรรยาของท่านครับ” ดังนั้นเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไปในขณะที่นั่งบนบัลลังก์และพิพากษา ขณะที่กำลังจะประกาศว่าพระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์ และปล่อยให้พระองค์เป็นอิสระ เพราะปล่อยคำถามที่ชาญฉลาดออกไปแล้ว -พวกคุณจะเลือกใคร เลือกนักโทษอุกฉกรรจ์ บารับบัส หรือ เลือกเยซูชาวนาซาเร็ธ – เพราะเขาแน่ใจว่าถ้าพระเยซูเป็นที่นิยม ก็เท่ากับเขาส่งพวกผู้นำชาวยิวให้ไปเผชิญกับฝูงชนแทน ช่างเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบ และในนาทีนั้น นาทีที่ตัดสินใจได้ นาทีที่วิกฤติที่สุดในประวัติศาสตร์อิสราเอล มีบางอย่างแทรกเข้ามา ภรรยาของปิลาตส่งข้อความมาถึงเขา “อย่า​พัว‍พัน​กับ​เรื่อง​ของ​คน​ชอบ‍ธรรม​นั้น​เลย เพราะ‍ว่า​วัน‍นี้​ดิฉัน​ไม่​สบาย‍ใจ​มาก​เนื่อง‍ด้วย​ความ​ฝัน​ที่​เกี่ยว‍กับ​คน​นั้น” (มัทธิว 27:19) ทำให้ปิลาตต้องหยุดคิดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พระวจนะบันทึกไว้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้นำศาสนาชาวยิวได้ยินคำถาม จึงออกไปหาฝูงชนให้เลือกบารับบัส ให้เลือกบารับบัส ปล่อยให้เขาเป็นอิสระ แล้วเอาพระเยซูไปตรึงที่กางเขนแทน ตามที่ผมเห็น ปิลาตเมื่อได้ยินจากภรรยาทำให้เขาหยุดคิดและเขวไป เมื่อนึกได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เขากำลังให้ฝูงชนเลือก บารับบัส หรือพระเยซู? ฝูงชนร้องตะโกนว่า “ปล่อยบารับบัส ปล่อยบารับบัส” ผมคิดว่าปิลาตแทบตกเก้าอี้ “อะไรนะ อะไร อุตส่าห์วางแผนอย่างชาญลาด แต่เกิดอะไรขึ้น ตามที่เปโตรบอก เขากำลังตั้งใจจะปล่อยพระเยซูเป็นอิสระ เขาวางแผนไว้แล้ว และดูเหมือนทุกอย่างไปได้ตามแผน แต่ทำไมฝูงชนถึงร้องตะโกนว่าให้ปล่อยบารับบัส แล้วเขาจะทำอย่างไรกับพระเยซูดี?

“ให้ตรึงที่กางเขน ให้ตรึงที่กางเขน” ฝูงชนต่างร้องตะโกนบอก ปิลาตจึงถามว่า “ตรึงทำไม? เขาทำผิดอะไร?”  น่าทึ่งหรือไม่? ผู้พิพากษากลับกลายเป็นทนายว่าความให้จำเลย ถามฝูงชนว่า ทำไม ชายคนนี้ทำผิดอะไร? แต่พวกเขาไม่ฟัง ไม่มีเหตุผล ไม่มีถูกผิด ไม่มีคำตอบให้ มีแต่ตะโกนว่าปล่อยบารับบัส และเอาพระเยซูไปตรึงกางเขน ที่ประหลาดคือปิลาตกลัวความวุ่นวาย เกรงว่าประชาชนกำลังจะลุกฮือ ที่น่าแปลกคือจำได้หรือไม่พวกผู้ใหญ่อยากให้ฆ่าพระเยซู แต่ขอให้รอจนหลังเทศกาลปัสกา ไม่งั้นประชาชนอาจลุกฮือก่อความวุ่นวายได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับกันไปหมด ในจุดนี้ของเวลา ในทันใดทุกอย่างกลับตาลปัตรหมด แล้วตอนนี้ฝูงชนกลับกลายเป็นต่อต้านพระเยซู ไปเลือกบารับบัสแทน ฝูงชนไปเข้าข้างพวกผู้นำชาวยิวแทน สำหรับผมสิ่งนี้เหลือเชื่อ

“เมื่อ​ปี‌ลาต​เห็น​ว่า​ไม่‍ได้​การ มี​แต่​จะ​เกิด​ความ​วุ่น‍วาย ท่าน​จึง​เอา​น้ำ​มา​ล้าง‍มือ​ต่อ‍หน้า​ฝูง‍ชน แล้ว​กล่าว​ว่า “เรา​ไม่‍มี​ความ​ผิด​เรื่อง​ความ​ตาย​ของ​คน​นี้ พวก‍เจ้า​ต้อง​รับ‍ผิด‍ชอบ​เอา​เอง​เถิด” (มัทธิว 27:24)

ในที่สุดปิลาตก็ตัดสินใจว่าที่ทำได้คือทำตามที่ประชาชนต้องการ เขาจึงทำให้เป็นสัญลักษณ์ “พิธีกรรมล้างมือ” แล้วกล่าวว่าเขาไม่มีความผิดในเรื่องนี้  สิ่งที่ปิลาตพูดเกือบจะเป็นถ้อยความเดียวกันกับที่ผู้นำชาวยิวพูดกับยูดาส “เป็นเรื่องของพวกเจ้า ไปจัดการกันเองเถอะ” ซึ่งทำให้เขาดูเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมขอถามว่าอะไรแย่กว่ากัน

1) เชื่ออย่างผิดๆว่าพระเยซูผิดจริงและให้เอาไปประหาร (อย่างที่ผู้นำชาวยิวทำ) หรือ

2) เชื่อถูกต้องว่าพระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ยังส่งให้ไปถูกประหาร?

ปิลาตไม่อาจหลุดรอดไปได้ เขาล้างเลือดออกจากมือไม่ได้ เขามีความผิด ที่น่าสนใจในตอนท้ายของพระวจนะตอนนี้ คือเมื่อพระเยซูทรงอยู่ต่อหน้าพวกทหาร และที่น่าสนใจคือตอนที่พระองค์อยู่ต่อหน้าคายาฟาส และคายาฟาสตัดสินว่าพระองค์ผิดในข้อหาหมิ่นประมาทพระเจ้า และสมควรตาย จำได้หรือไม่ เมื่อพระองค์ตรัสสองสามประโยคตอนนั้น พระองค์ถูกส่งไปให้ผมคิดว่าน่าจะเป็นตำรวจของพระวิหาร หรือคนของพวกผู้นำชาวยิว พวกเขาทำสิ่งเลวร้ายต่อพระองค์:

67 แล้ว​พวก‍เขา​ก็​ถ่ม​น้ำ‍ลาย​รด​พระ‍พักตร์​และ​ทุบ‍ตี​พระ‍องค์ บาง‍คน​ก็​ตบ​พระ‍องค์  68แล้ว​กล่าว​ว่า “เจ้า​พระ‍คริสต์ จง​ทำ‍นาย​ให้​เรา​รู้​ซิ​ว่า​ใคร​ตี​เจ้า” (มัทธิว 26:67-68)

ประเด็นคือ สิ่งที่เราเห็นว่าพวกผู้นำยิวตัดสินใจทำ ตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวยิวทุกคนต้องการทำด้วย ตำรวจพระวิหารก่อนหน้า ตอนนี้เป็นฝูงชน ประชากรชาวยิวทั้งหมด ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต่างก็มีส่วนในการประหารพระเยซู ตอนนี้ทุกคนต่างก็ร้องว่า “ให้ตรึงกางเขน ให้ตรึงกางเขน” ในส่วนของผู้นำโรมัน ปิลาตล้มลงเพราะแรงกดดันทั้งๆที่เขาต้องการปล่อยพระเยซูให้เป็นอิสระ แต่เขาต้องเอาตัวรอดก่อน ที่น่าทึ่งคือปิลาตทำในสิ่งที่ไม่ต่างไปจากที่พวกผู้นำชาวยิวตัดสินใจทำ ในยอห์น 11 พวกเขากล่าวว่า:

“ถ้า​เรา​ปล่อย​ให้​เขา​ทำ​อย่าง‍นี้​ต่อ‍ไป ทุก‍คน​ก็​จะ​เชื่อ‍ถือ​เขา แล้ว​พวก​โร‌มัน​ก็​จะ​มา​ทำ‍ลาย​ทั้ง​พระ‍วิหาร​และ​ชาติ​ของ​เรา” (ยอห์น 11:48)

และสิ่งที่ปิลาตคิดคือถ้าปล่อยเรื่องนี้ต่อไป แน่นอนจะเกิดความวุ่นวาย ตัวเขาเองก็จะเดือดร้อน พระเยซูจะผิดหรือไม่ผิดก็ตาม ตัวเขาต้องไม่แปดเปื้อนหรือเดือดร้อนไปด้วย จะเป็นการปลอดภัยกว่าถ้าปล่อยพระเยซูไปตามที่ประชาชนตัดสิน – ให้ตรึงกางเขน – ดังนั้นที่เราเห็นในพระวจนะตอนนี้คือเมื่อพระเยซูไปอยู่ต่อหน้ากองทหารโรมัน  พวกเขาจึงเป็นเหมือนตัวแทนประชาชนชาวโรมัน ซึ่งเป็นคนมาจากที่ต่างๆทั่วโลกมาเป็นทหารภายใต้การปกครองของโรม ปิลาตจึงส่งพระเยซูไปให้ทหารเหล่านี้ :

26 ท่าน​จึง​ปล่อย​บา‌รับ‌บัส​ให้​พวก‍เขา และ​เมื่อ​โบย‍ตี​พระ‍เยซู​แล้ว​ก็​มอบ​ตัว​ให้​ตรึง​ไว้​ที่​กาง‌เขน  พวก​ทหาร​ของ​เจ้า‍เมือง​จึง​พา​พระ‍เยซู​ไป​ไว้​ใน​กอง​บัญชา​การ​ปรี‌โท‌เรียม และ​รวม​ทหาร​ทั้ง​กอง​ไว้​เฉพาะ‍พระ‍พักตร์​พระ‍องค์ 28แล้ว​เปลื้อง​ฉลอง​พระ‍องค์​ออก เอา​เสื้อ‍คลุม​สี‍แดง​เข้ม​มา​สวม​ให้​พระ‍องค์ 29เอา​หนาม​สาน​เป็น​มงกุฎ​สวม​บน​พระ‍เศียร​ของ​พระ‍องค์ แล้ว​เอา​ไม้​อ้อ​มา​ให้​พระ‍องค์​ทรง​ถือ​ไว้​ใน​พระ‍หัตถ์​ขวา และ​คุก‍เข่า​ลง​เฉพาะ‍พระ‍พักตร์​พระ‍องค์​เยาะ‍เย้ย​ว่า “ข้า‍แต่​กษัตริย์​ของ​พวก​ยิว ขอ​ทรง‍พระ‍เจริญ” 30แล้ว​ก็​ถ่ม​น้ำ‍ลาย​รด และ​เอา​ไม้​อ้อ​นั้น​ตี​พระ‍เศียร​พระ‍องค์ 31เมื่อ​เยาะ‍เย้ย​พระ‍องค์​แล้ว พวก‍เขา​ก็​ถอด​เสื้อ‍คลุม​ตัว​นั้น​ออก และ​เอา​ฉลอง​พระ‍องค์​ของ​พระ‍องค์​มา​สวม​ให้ และ​นำ​พระ‍องค์​ออก​ไป​เพื่อ​ตรึง​ที่​กาง‌เขน (มัทธิว 27:26-30)

พระวจนะตอนนี้บอกอะไรเรา?

บอกว่าปิลาตไม่ใช่คนเดียวที่ทำเรื่องนี้ ในฐานะผู้นำโรมัน เขาไม่ใช่คนเดียว กองทหารโรมันภายใต้การบังคับบัญชาของเขา คนที่เรียกว่าอยู่ในระดับล่างๆ ต่างก็มีส่วนในการนี้ทั้งสิ้น สิ่งที่มัทธิวทำคือรวบรวมคนทั้งหมด ทุกประเภท ทุกชนชั้นในเยรูซาเล็มในเวลานั้น ผู้นำและประชาชนชาวยิว ผู้นำและคนต่างชาติที่อยู่ที่นั่น ท่านปิดฉากตอนนี้ลงด้วยบทสรุปว่าไม่มีสักคนที่บริสุทธิ์ที่หลุดรอดไปได้ ผมขอให้เรามาดูในกิจการบทที่ 4 กัน เพราะมีบางคนเดือดร้อนใจในถ้อยคำที่ว่า “ให้​ความ​ผิด​เรื่อง​ความ​ตาย​ของ​เขา​ตก​อยู่​กับ​เรา​และ​ลูกๆ ของ​เรา” (มัทธิว 27:25) เป็นพื้นฐานที่พวกลัทธิความเป็นอคติต่อชาวยิวใช้ต่อต้าน และทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายต่างๆสุดขั้วต่อชาวยิวตามมา ผมอยากให้คุณดูการตีความการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ตามหลักคำสอนของอัครสาวก ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เปโตรและยอห์นถูกจับ และถูกข่มขู่โดยพวกผู้นำชาวยิว ซึ่งก็คือคนกลุ่มเดิมทั้งสิ้น กลุ่มที่สมคบคิดกันวางแผนสังหารพระเยซู และพวกเขาอธิษฐานต่อพระเจ้าโดยนำมาจากหนังสือสดุดี 2:1-2 บันทึกอยู่ในมัทธิว 27:24-26:

24เมื่อ​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ฟัง​แล้ว​ก็​ร่วม‍ใจ​กัน​เปล่ง​เสียง​ทูล​พระ‍เจ้า​ว่า “ข้า‍แต่​องค์‍เจ้า‍นาย พระ‍องค์​ทรง​สร้าง​ฟ้า‍สวรรค์​และ​แผ่น‍ดิน​โลก ทะเล​และ​สรรพ‍สิ่ง​ที่​มี​อยู่​ใน​ที่​เหล่า‍นั้น 25พระ‍องค์​ตรัส​ไว้​โดย​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์ ด้วย​ปาก​ของ​ดาวิด​บรรพ‌บุรุษ​ของ​เรา ผู้​รับ‍ใช้​ของ​พระ‍องค์ ว่า

‘ทำไม​คน‍ต่าง‍ชาติ​จึง​หยิ่ง‍ยโส

และ​ชน‍ชาติ​ทั้ง‍หลาย​ปอง‍ร้าย​กัน​แต่​ไม่‍เป็น​ผล

26 บรร‌ดา​กษัตริย์​แห่ง​แผ่น‍ดิน​โลก​ตั้ง‍ตัว​ขึ้น

และ​นัก‍ปก‍ครอง​ชุม‌นุม​กัน

ต่อ‍สู้​พระ‍เจ้า​และ​ผู้‍รับ‍การ‍เจิม‍ตั้ง ของ​พระ‍องค์

27ความ​จริง​ใน​เมือง​นี้ ทั้ง​เฮ‌โรด และ​ปอน‌ทิ‌อัส​ปี‌ลาตกับ​พวก​ต่าง‍ชาติ​และ​ชน‍ชาติ​อิสรา‌เอล ร่วม​ชุม‌นุม​กัน​ต่อ‍สู้​พระ‍เยซู​ผู้‍รับ‍ใช้​บริ‌สุทธิ์​ของ​พระ‍องค์​ซึ่ง​ทรง​เจิม​ไว้​แล้ว 28พวก‍เขา​ทำ​สิ่ง​สาร‌พัด​ตาม​ที่​พระ‍หัตถ์​และ​พระ‍ดำ‌ริ​ของ​พระ‍องค์​ทรง​กำ‌หนด​ไว้​ล่วง‍หน้า 29บัด‍นี้ พระ‍องค์​เจ้า‍ข้า ขอ​ทอด‍พระ‍เนตร​การ​ข่ม‍ขู่​ของ​พวก‍เขา และ​ทรง​ให้​บรร‌ดา​ผู้‍รับ‍ใช้​ของ​พระ‍องค์​กล่าว​ถ้อย‍คำ​ของ​พระ‍องค์​ด้วย​ใจ‍กล้า 30ใน​เวลา​ที่​พระ‍องค์​ยื่น​พระ‍หัตถ์​ของ​พระ‍องค์​ออก​รักษา​โรค และ​โปรด​ให้​หมาย‍สำคัญ​กับ​การ​อัศ‌จรรย์​เกิด‍ขึ้น โดย​พระ‍นาม​ของ​พระ‍เยซู​ผู้‍รับ‍ใช้​บริ‌สุทธิ์​ของ​พระ‍องค์” (กิจการ 4:24-30)

ดังนั้นถ้าดูจากข้อ 27 ด้านบน มีทั้ง “​เฮ‌โรด และ​ปอน‌ทิ‌อัส​ปี‌ลาตกับ​พวก​ต่าง‍ชาติ​และ​ชน‍ชาติ​อิสรา‌เอล ร่วม​ชุม‌นุม​กัน​ต่อ‍สู้​พระ‍เยซู​ผู้‍รับ‍ใช้​บริ‌สุทธิ์​ของ​พระ‍องค์​” ซึ่งแปลว่าทุกคนมีส่วน ไม่มีใครหลุดรอดไปได้ ไม่มีเลยสักคน นี่คือประเด็นที่มัทธิวต้องการให้เรารู้ ทุกคนต่างมีความผิด ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้าผู้ชอบธรรมและบริสุทธิ์ มีเพียงผู้เดียวที่บริสุทธิ์ปราศจากความผิด คือบุคคลที่ถูกสั่งให้นำไปประหาร และที่น่ามหัศจรรย์เหนือมหัศจรรย์ พระองค์คือผู้เดียวที่ถูกเยาะเย้ย ถูกสบประมาท ถูกโบยตี พระคัมภีร์กล่าวว่าไม่มีคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย

พี่น้องครับนี่เป็นเรื่องของสิทธิอำนาจ สิทธิอำนาจล้วนๆ ทำไมผู้คนถึงพยายามกะเกณฑ์ พยายามทำกับพระเยซู โดยแกล้งตั้งให้พระองค์เป็นกษัตริย์ พวกเขาบังคับให้พระองค์เป็นกษัตริย์:

8แล้วเปลื้อง​ฉลอง​พระ‍องค์​ออก เอา​เสื้อ‍คลุม​สี‍แดง​เข้ม​มา​สวม​ให้​พระ‍องค์ 29เอา​หนาม​สาน​เป็น​มงกุฎ​สวม​บน​พระ‍เศียร​ของ​พระ‍องค์ แล้ว​เอา​ไม้​อ้อ​มา​ให้​พระ‍องค์​ทรง​ถือ​ไว้​ใน​พระ‍หัตถ์​ขวา และ​คุก‍เข่า​ลง​เฉพาะ‍พระ‍พักตร์​พระ‍องค์​เยาะ‍เย้ย​ว่า “ข้า‍แต่​กษัตริย์​ของ​พวก​ยิว ขอ​ทรง‍พระ‍เจริญ” 30แล้ว​ก็​ถ่ม​น้ำ‍ลาย​รด และ​เอา​ไม้​อ้อ​นั้น​ตี​พระ‍เศียร​พระ‍องค์  (มัทธิว 27:28-30)

คำถามของปิลาตคือ “จะ​ให้​เรา​ตรึง​กษัตริย์​ของ​พวก‍ท่าน​หรือ?” พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​ตอบ​ว่า “เรา​ไม่‍มี​กษัตริย์​อื่น​นอก‍จาก​ซี‌ซาร์” (ยอห์น 19:15) พวกเขาเลือกติดตามผู้นำทางโลกมากกว่าเลือกติดตามพระเยซู ประเด็นสำคัญคือ พวกเขาต่างก็มีความผิดเท่าเทียมกัน – พวกยิวบอกว่าท่านจัดการเถอะ คนต่างชาติบอกว่าทำตามที่ท่านต้องการเองเถอะ – ความหมายคืออะไร ทั้งสองฝ่ายต่างก็ผิดพอกัน มีพระเยซูเท่านั้นที่บริสุทธิ์ และทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นไปตามคำพยากรณ์ของพระวจนะ ในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เมื่อมนุษย์ทำสิ่งชั่วร้ายที่สุดที่เคยทำในชีวิต แผนการและสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้เกิดขึ้นเป็นจริงครบถ้วน นำมาซึ่งความรอดแก่มนุษย์ทั้งปวงโดยการหลั่งพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่บนกางเขน

ครับ ทั้งหมดนี้คุณอยากเป็นใคร เปโตร หรือยูดาส?

เพราะทุกคนต้องตัดสินใจเลือก สิ่งเลวร้ายที่สุดในโลกนี้และในยุคนี้คือเมื่อมนุษย์พูดว่า “มันไม่ใช่เรื่องของเรา มันไม่เกี่ยวกับเรา เป็นเรื่องของพวกคุณ ไปจัดการกันเอง” เราไม่ขอเกี่ยวข้อง เราขอถอยออกมา ขออยู่เฉยๆดีกว่า ปิลาตขอล้างมือ “นี่ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ใช่ปัญหาของเรา” ถ้าพระวจนะตอนนี้จะบอกอะไรเรา ก็บอกว่า “เป็นเรื่องของเราเต็มๆครับ” พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา เมื่อได้อ่านหลักฐานทั้งหมดในพระวจนะตอนนี้ เราต้องตัดสินใจ “พระเยซูผิดหรือไม่?” และแค่สรุปคำตอบว่า “ไม่ผิด” ก็ไม่พอ ปิลาตเองก็บอกว่าพระเยซูบริสุทธิ์ ภรรยาปิลาตก็บอกว่าพระองค์บริสุทธิ์ แม้แต่ยูดาสเองก็พูดว่าพระองค์บริสุทธิ์ คำถามคือ พระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างความผิดบาปให้เราหรือเปล่า? ขอนำกลับไปที่หนังสือกิจการ ความงดงามที่สุดคือเมื่อเปโตรประกาศพระกิตติคุณและเสนอความรอดให้กับทุกคน:

38เป‌โตร​จึง​กล่าว​กับ​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ว่า “จง​กลับ‍ใจ​ใหม่​และ​รับ​บัพ‌ติศ‌มา​ใน​พระ‍นาม​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์​ให้​หมด​ทุก‍คน เพื่อ​พระ‍เจ้า​จะ​ทรง​ยก​ความ​ผิด‍บาป​ของ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย แล้ว​พวก‍ท่าน​จะ​ได้​รับ​ของ‍ประ‌ทาน​คือ​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์ 39เพราะ​ว่า​พระ‍สัญญา​นั้น​ตก​แก่​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​กับ​ลูก‍หลาน​ของ​พวก‍ท่าน​ด้วย และ​แก่​ทุก​คน​ที่​อยู่​ไกล คือ​ทุก​คน​ที่​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​พระ‍เจ้า​ของ​เรา​ทรง​เรียก​ให้​มา​เฝ้า” (กิจการ 2:38-39)

เป็นทางออกและเป็นข้อเสนอที่สมบูรณ์แบบที่สุดต่อคำพูดที่ว่า “ให้​ความ​ผิด​เรื่อง​ความ​ตาย​ของ​เขา​ตก​อยู่​กับ​เรา​และ​ลูกๆ ของ​เรา” (มัทธิว 27:25) ทั้งหมดที่ผู้นำศาสนาชาวยิวทำได้ ทั้งหมดที่ปิลาตทำได้คือ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา เราไม่ขอมีส่วนรับรู้ ไปจัดการกันเองเถิด” แต่สิ่งที่เปโตรทำได้คือประกาศว่า “พระเยซูทรงแบกรับไปหมดแล้ว พระเยซูทรงลบล้างให้แล้ว พระเยซูทรงเสนอทางแก้ไขให้แล้ว” ดังนั้นปฏิเสธพระเยซูจึงเป็นความผิดบาปที่ร้ายแรงที่สุด จงเชื่อในพระองค์เถิด พระองค์ทรงเป็นคำตอบ เป็นทางออก และเป็นทางรอดจากโทษบาปทั้งมวลของเรา ที่ไม่อาจช่วยตัวเองให้รอดพ้นได้ ไม่เพียงแต่เราเท่านั้น ข้อเสนอนี้มีไปถึงลูกหลานของเราด้วย นี่คือพระกิตติคุณ นี่คือข่าวประเสริฐที่ให้ความหวังแก่คนบาปสิ้นหวังทั้งหลาย แทนที่จะเจอแต่ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา ไปจัดการกันเองเถิด”ซึ่งเป็นคำตอบที่สิ้นหวังที่สุดในโลก

นี่คือเหตุผลที่เราเฉลิมฉลองการสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์  เป็นเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นเวลาที่ล้ำเลิศที่สุดในประวัติศาสตร์ พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคนบาป ทรงคืนพระชนม์และนำความหวังมาให้แก่คนที่สิ้นหวัง และนำชีวิตมาให้แก่คนที่กำลังเดินสู่ความพินาศ

ขอสรรเสริญ ขอถวายพระเกียรติทั้งสิ้นแด่พระองค์ เอเมน

 

—————————————————————————————————————-

 

บทเรียนที่ 31 จากบทเรียนต่อเนื่องของพระกิตติคุณมัทธิว

ถอดความและเรียบเรียงจากบทเทศนาของ ศิษยาภิบาลอาวุโส บ็อบ แอล เดฟฟินบาว (Robert L. (Bob)Deffinbaugh)  จาก Community Bible Chapel in Richardson, Texas, (และเป็นลิขสิทธิ์ของ Community Bible Chapel in Richardson, Texas,) สามารถนำไปใช้เพื่อการศึกษา แบ่งปัน สอนพระวจนะ และเทศนา

(แปล: อรอวล ระงับภัย)

(Cr. Itsdaybyday.comภาพ)