มัทธิว บทเรียนที่ 30 “พระเยซูถูกจับกุม”

อธิษฐานในสวนเกทเสมนี

มัทธิว บทเรียนที่ 30 “พระเยซูถูกจับกุม”

 “พระเยซูถูกจับกุม ถูกมนุษย์ไต่สวน” (มัทธิว 26:30-75) 304

30 เมื่อ​ร้อง‍เพลง​สรร‌เสริญ​แล้ว เขา‍ทั้ง‍หลาย​ก็​พา​กัน​ไป​ที่​ภูเขา​มะกอก‍เทศ

31เวลา‍นั้น​พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ว่า “ใน​คืน​วัน‍นี้​พวก‍ท่าน​ทุก‍คน​จะ​ทิ้ง​เรา เพราะ​มี​คำ‍เขียน​ไว้​ใน​พระ‍คัมภีร์​ว่า ‘เรา​จะ​ประ‌หาร​ผู้‍เลี้ยง‍แกะ และ​แกะ​ฝูง​นั้น​จะ​กระ‌จัด​กระ‌จาย​ไป’ 32แต่​หลัง‍จาก​พระ‍เจ้า​ทรง​ทำ​ให้​เรา​เป็น​ขึ้น​มา​แล้ว เรา​จะ​ไป​ยัง​แคว้น​กา‌ลิ‌ลี​ก่อน​พวก‍ท่าน” 33เป‌โตร​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “แม้​ทุก​คน​จะ​ทิ้ง​พระ‍องค์​ไป ข้า‍พระ‍องค์​จะ​ไม่‍มี​วัน​ทิ้ง​พระ‍องค์​เลย” 34พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า ใน​คืน​วัน‍นี้​ก่อน​ไก่​ขัน ท่าน​จะ​ปฏิ‌เสธ​เรา​สาม​ครั้ง” 35เป‌โตร​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ถึง‍แม้​ข้า‍พระ‍องค์​จะ​ต้อง​ตาย​กับ​พระ‍องค์ ข้า‍พระ‍องค์​ก็​จะ​ไม่​ปฏิ‌เสธ​พระ‍องค์​เลย” พวก​สาวก​ก็​ทูล​เช่น​นั้น​เหมือน‍กัน​ทุก​คน

36แล้ว​พระ‍เยซู​ทรง​พา​สาวก​ทั้ง‍หลาย​มา​ยัง​ที่​แห่ง​หนึ่ง​ที่​เรียก​ว่า​เกท‌เส‌มนี แล้ว​ตรัส​กับ​สาวก​ของ​พระ‍องค์​ว่า “จง​นั่ง​อยู่​ที่​นี่​ขณะ​เมื่อ​เรา​ไป​อธิษ‌ฐาน​ที่​โน่น” 37พระ‍องค์​ก็​ทรง​พา​เป‌โตร​กับ​บุตร​ทั้ง‍สอง​ของ​เศ‌เบ‌ดี​ไป​ด้วย พระ‍องค์​ทรง​เริ่ม​โศก‍เศร้า​และ​ทรง​ทุกข์‍ใจ​อย่าง‍ยิ่ง 38จึง​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “ใจ​ของ​เรา​เป็น​ทุกข์​แทบ​จะ​ตาย จง​อยู่​ที่​นี่​และ​เฝ้า‍ระวัง​กับ​เรา” 39แล้ว​ทรง​ดำ‌เนิน​ไป​อีก‍หน่อย‍หนึ่ง ก็​ซบ​พระ‍พักตร์​ลง​ถึง​ดิน​อธิษ‌ฐาน​ว่า “โอ​พระ‍บิดา​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ ถ้า​เป็น​ได้​ขอ​ให้​ถ้วย​นี้​เลื่อน‍พ้น‍ไป​จาก​ข้า‍พระ‍องค์​เถิด แต่​อย่าง‍ไร​ก็​ดี อย่า​ให้​เป็น​ไป​ตาม‍ใจ‍ปรารถ‌นา​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ แต่​ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍องค์” 40แล้ว​พระ‍องค์​เสด็จ​กลับ‍มา‍หา​พวก​สาวก ทอด‍พระ‍เนตร​เห็น​เขา‍ทั้ง‍หลาย​นอน‍หลับ​อยู่ พระ‍องค์​ตรัส​กับ​เป‌โตร​ว่า “เป็น​อย่าง‍ไร​นะ พวก‍ท่าน​จะ​เฝ้า‍ระวัง​อยู่​กับ​เรา​สัก​ชั่ว‍โมง​ไม่‍ได้​หรือ? 41ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จง​เฝ้า‍ระวัง​และ​อธิษ‌ฐาน​เพื่อ​จะ​ไม่​ถูก​ทด‍ลอง จิต‍วิญ‌ญาณ​พร้อม​แล้ว​ก็​จริง แต่​กาย​ยัง​อ่อน‍กำลัง” 42พระ‍องค์​จึง​เสด็จ​ไป​ทรง​อธิษ‌ฐาน​อีก​เป็น​ครั้ง​ที่​สอง “ข้า‍แต่​พระ‍บิดา​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ ถ้า​ถ้วย​นี้​เลื่อน‍พ้น‍ไป​จาก​ข้า‍พระ‍องค์​ไม่‍ได้ และ​ข้า‍พระ‍องค์​จำ‍ต้อง​ดื่ม​แล้ว ก็​ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍องค์” 43เมื่อ​เสด็จ​กลับ‍มา​อีก​ก็​ทอด‍พระ‍เนตร​เห็น​บรร‌ดา​สาวก​นอน‍หลับ​อยู่ เพราะ​ตา​ของ​พวก‍เขา​ลืม​ไม่​ขึ้น 44จึง​เสด็จ​ไป​จาก​พวก‍เขา เสด็จ​ไป​ทรง​อธิษ‌ฐาน​เป็น​ครั้ง​ที่​สาม ทูล​ขอ​เหมือน​คราว‍ก่อนๆ อีก 45แล้ว​เสด็จ​มา​ยัง​พวก​สาวก​ตรัส​ว่า “พวก‍ท่าน​ยัง​จะ​นอน​ต่อ‍ไป​ให้​หาย​เหนื่อย​อีก​หรือ? นี่‍แน่ะ เวลา​มา​ใกล้​แล้ว บุตร‍มนุษย์​จะ​ต้อง​ถูก​มอบ​ไว้​ใน​มือ​ของ​พวก​คน‍บาป 46ลุก‍ขึ้น​ไป​กัน​เถิด คน​ที่​ทรยศ​เรา​มา​ใกล้​แล้ว”

47พระ‍องค์​ตรัส​ยัง​ไม่​ทัน​ขาด​คำ ยู‌ดาส​ที่​เป็น​หนึ่ง​ใน​กลุ่ม​สิบ‍สอง​คน​ก็​มา​ถึง พร้อม​กับ​คน​กลุ่ม​ใหญ่​ที่​มา​จาก​พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ของ​ประ‌ชา‍ชน​ซึ่ง​ถือ​ดาบ ถือ​ไม้​ตะ‌บอง​มา 48คน​ที่​ทรยศ​พระ‍องค์​ก็​ให้​สัญญาณ​กับ​พวก‍เขา​ว่า “เรา​จูบ​คำ‍นับ​ใคร​ก็​คือ​คน​นั้น​แหละ จง​จับ​เขา​ไว้” 49แล้ว​ยู‌ดาส​ก็​ตรง​มา​เฝ้า​พระ‍เยซู​ทูล​ว่า “สวัสดี​พระ​อา‌จารย์” แล้ว​จูบ​พระ‍องค์ 50พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เพื่อน​เอ๋ย จง​ทำ​ตาม​ที่​ท่าน​ตั้ง‍ใจ​เถิด” แล้ว​พวก‍เขา​ก็​เข้า‍มา​และ​ลง‍มือ​จับ‍กุม​พระ‍เยซู 51คน​หนึ่ง​ที่​อยู่​กับ​พระ‍เยซู​ก็​ยื่น‍มือ​ออก​ชัก​ดาบ​ฟัน​หู​บ่าว​ของ​มหา‍ปุ‌โร‌หิต​ขาด 52พระ‍เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เอา​ดาบ​ของ​ท่าน​ใส่​ฝัก​เสีย เพราะ​ว่า​พวก​ที่​ใช้​ดาบ​จะ​ต้อง​พินาศ​เพราะ​ดาบ 53ท่าน​คิด‍ว่า​เรา​จะ​ทูล​ขอ​พระ‍บิดา​ของ​เรา​ไม่‍ได้​หรือ? และ​พระ‍องค์​ก็​จะ​ประ‌ทาน​ทูต‍สวรรค์​ให้​เรา​มาก​กว่า​สิบ‍สอง​กอง​พล​ใน​ทัน‍ที 54แต่​ถ้า​เป็น​อย่าง​นั้น​ข้อ​พระ‍คัมภีร์​ที่​ว่า จำ​เป็น​จะ​ต้อง​เป็น​อย่าง‍นี้​จะ​สำเร็จ​ได้​อย่าง‍ไร?” 55ใน​เวลา​นั้น​พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​กลุ่ม‍ชน​ว่า “ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​เห็น​เรา​เป็น​โจร​หรือ ถึง​ได้​ถือ​ดาบ​ถือ​ตะ‌บอง​ออก​มา​จับ​เรา เรา​นั่ง​สั่ง‍สอน​ใน​บริ‌เวณ​พระ‍วิหาร​ทุก​วัน ท่าน​ก็​ไม่‍ได้​จับ​เรา 56แต่​ทั้ง‍หมด​นี้​เกิด‍ขึ้น​เพื่อ​ให้​สำเร็จ​ตาม​ที่​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​เขียน​ไว้” แล้ว​สาวก​ทั้ง‍หมด​ก็​ละ‍ทิ้ง​พระ‍องค์ และ​พา​กัน​หนี​ไป

57พวก​คน​ที่​จับ​พระ‍เยซู​ก็​พา​พระ‍องค์​ไป​ถึง​บ้าน​คา‌ยา‌ฟาส​มหา‍ปุ‌โร‌หิต ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่​บรร‌ดา​ธรร‌มา‌จารย์​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ประ‌ชุม​กัน​อยู่ 58แต่​เป‌โตร​ตาม​พระ‍องค์​ไป​ห่างๆ จน‍ถึง​ลาน‍บ้าน​ของ​มหา‍ปุ‌โร‌หิต และ​เข้า​ไป​นั่ง​ข้าง‍ใน​ลาน‍บ้าน​กับ​บรร‌ดา​คน​รับ‍ใช้ เพื่อ​คอย‍ดู​ว่า​เรื่อง​จะ​จบ‍ลง​อย่าง‍ไร 59พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​กับ​สมา‌ชิก‍สภา‍ยิว​ทั้ง‍หมด​ก็​หา​พยาน‍เท็จ​มา​ปรัก‌ปรำ​พระ‍เยซู​เพื่อ​จะ​ประ‌หาร​พระ‍องค์​เสีย 60แต่​ถึง‍แม้​มี​พยาน​เท็จ​หลาย​คน​มา​ให้‍การ​ก็​ยัง​หา​หลัก‍ฐาน​ไม่‍ได้ ใน​ที่​สุด​มี​สอง​คน​มา​ให้‍การ 61ว่า “คน‍นี้​กล่าว​ว่า​เขา​สามารถ​ทำ‍ลาย​พระ‍วิหาร​ของ​พระ‍เจ้า​และ​สร้าง​ขึ้น​ใหม่​ภาย‍ใน​สาม​วัน” 62มหา‍ปุ‌โร‌หิต​จึง​ลุก‍ขึ้น​ถาม​พระ‍องค์​ว่า “เจ้า​จะ​ไม่​แก้​ตัว​ใน​ข้อ‍หา​ที่​พวก‍เขา​เป็น​พยาน​กล่าว​หา​เจ้า​หรือ?” 63แต่​พระ‍เยซู​ทรง​นิ่ง​อยู่ ท่าน​มหา‍ปุ‌โร‌หิต​จึง​กล่าว​ว่า “เรา​ให้​เจ้า​สาบาน​โดย​อ้าง​พระ‍เจ้า​ผู้​ทรง​พระ‍ชนม์​อยู่ ให้​บอก​เรา​ว่า​เจ้า​เป็น​พระ‍คริสต์​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​หรือ​ไม่” 64พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “ท่าน​ได้​พูด​แล้ว แต่​เรา​จะ​บอก​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ด้วย​ว่า ตั้ง‍แต่​นี้​ไป พวก‍ท่าน​จะ​เห็นบุตร​มนุษย์ ประ‌ทับ​ข้าง‍ขวา​ของ​ผู้​ทรง​ฤทธิ์‍เดช และเสด็จ​มา​บน​เมฆ​แห่ง​ฟ้า‍สวรรค์ ” 65แล้ว​มหา‍ปุ‌โร‌หิต​ก็​ฉีก​เสื้อ​ของ​ตน​กล่าว​ว่า “เขา​พูด​หมิ่น‍ประ‌มาท​พระ‍เจ้า เรา​ต้อง‍การ​พยาน​อะไร​อีก ท่าน​ก็​ได้‍ยิน​เขา​พูด​หมิ่น‍ประ‌มาท​พระ‍เจ้า​แล้ว 66พวก‍ท่าน​คิด​อย่าง‍ไร?” พวก‍เขา​ตอบ​ว่า “เขา​สม‍ควร​ตาย” 67แล้ว​พวก‍เขา​ก็​ถ่ม​น้ำ‍ลาย​รด​พระ‍พักตร์​และ​ทุบ‍ตี​พระ‍องค์ บาง‍คน​ก็​ตบ​พระ‍องค์ 68แล้ว​กล่าว​ว่า “เจ้า​พระ‍คริสต์ จง​ทำ‍นาย​ให้​เรา​รู้​ซิ​ว่า​ใคร​ตี​เจ้า”

69เป‌โตร​นั่ง​อยู่​นอก‍ตึก​ที่​ลาน‍บ้าน มี​สาว‍ใช้​คน​หนึ่ง​มา​พูด​กับ​เขา​ว่า “เจ้า​ก็​อยู่​กับ​เยซู​ชาว​กา‌ลิ‌ลี​ด้วย” 70แต่​เป‌โตร​ปฏิ‌เสธ​ต่อ‍หน้า​คน​ทั้ง‍หมด​ว่า “ที่​เจ้า​พูด​นั้น​ข้า​ไม่​รู้​เรื่อง” 71เมื่อ​เป‌โตร​ออก​ไป​ที่​ประตู​บ้าน สาว‍ใช้​อีก‍คน‍หนึ่ง​เห็น​เขา​จึง​บอก​คน​ทั้ง‍หลาย​ที่​อยู่​ที่‍นั่น​ว่า “คน​นี้​เคย​อยู่​กับ​เยซู​ชาว​นา‌ซา‌เร็ธ” 72เป‌โตร​จึง​ปฏิ‌เสธ​อีก‍ทั้ง​สาบาน​ด้วย​ว่า “ข้า​ไม่​รู้‍จัก​คน​นั้น” 73อีก​สัก​ครู่​หนึ่ง คน‍ทั้ง‍หลาย​ที่​ยืน​อยู่​ใกล้ๆ นั้น​ก็​มา​พูด​กับ​เป‌โตร​ว่า “เจ้า​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​นั้น​แน่ๆ เพราะ​ว่า​สำเนียง​ของ​เจ้า​ส่อ​ตัว​เอง” 74เป‌โตร​ก็​เริ่ม​สบถ‍สาบาน​ว่า “ข้า​ไม่​รู้‍จัก​คน‍นั้น” ทัน‍ใด​นั้น​ไก่​ก็​ขัน 75เป‌โตร​จึง​ระลึก‍ถึง​คำ​ที่​พระ‍เยซู​ตรัส​ไว้​ว่า “ก่อน​ไก่​ขัน​ท่าน​จะ​ปฏิ‌เสธ​เรา​สาม​ครั้ง” แล้ว​เป‌โตร​ก็​ออก​ไป​ข้าง‍นอก​ร้อง‍ไห้​เป็น​ทุกข์​อย่าง​มาก305

คำนำ

“มันเป็นเวลาดีที่สุด มันเป็นเวลาร้ายที่สุด” ชาลส์ ดิคเก้นส์ เขียนไว้ประโยคแรกในหนังสือของเขา – เรื่องของสองนคร (The Tale of Two Cities.) เป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ช่วงปฏิวัติของฝรั่งเศส เมื่อคิดถึงเนื้อหาของเราในมัทธิว 26 ผมอยากตั้งชื่อตอนนี้ว่า “มันเป็นเวลาร้ายที่สุด มันเป็นเวลาดีที่สุด” การจับกุม การไต่สวน และการตรึงกางเขนองค์พระเยซูคริสต์ของเรา ไม่ต้องสงสัย เป็นเหตุการณ์น่าสะพรึงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่สำหรับคริสเตียนนี่ยังเป็นเวลาที่ “ดีที่สุด” ด้วย เพราะการถูกจับกุม ถูกไต่สวน ถูกนำไปตรึงกางเขน และการคืนพระชนม์ เป็นหนทางที่พระเจ้าเตรียมความรอดให้แก่คนบาปผิดทั้งหลาย

สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ เหตุการณ์ตอนนี้อยู่ในขอบเขตที่เราคุ้นเคย แต่ที่จริงผมกลับเชื่อมั่นว่าเราคงต้องใช้เวลาชั่วนิรันดร์ เพื่อจะเริ่มเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ขอให้ตั้งใจฟังพระวจนะตอนนี้ ดูความสมบูรณ์พร้อมขององค์พระเยซูคริสต์ และความน่าสมเพชของมนุษย์ที่พระองค์เสด็จมาช่วยกู้

ทบทวนบริบท

ไม่นานหลังจากพระเยซูคริสต์เสร็จจากการเทศนาเรื่องยุคสุดท้ายบนภูเขามะกอกเทศ ที่ๆพระองค์ทรงวางเส้นทางอนาคตสำหรับประวัติศาสตร์ (มัทธิว 24-25) เมื่อเรามีภาพและความคิดนี้เป็นฉากหลัง พระเยซูจะปูเส้นทางสำหรับเหตุการณ์ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า:

1เมื่อ​พระ‍เยซู​ตรัส​ถ้อย‍คำ​เหล่า‍นี้​เสร็จ​แล้ว จึง​ตรัส​กับ​บรร‌ดา​สาวก​ของ​พระ‍องค์​ว่า 2“พวก‍ท่าน​รู้​อยู่​ว่า​อีก​สอง​วัน​จะ​ถึง​เทศ‌กาล​ปัส‌กา และ​บุตร‍มนุษย์​จะ​ถูก​มอบ​ตัว​ให้​เอา​ไป​ตรึง​ที่​กาง‌เขน” (มัทธิว 26:1-2)

พูดอย่างย่อๆ พระเยซูกำลังจะสิ้นพระชนม์ภายในสองวัน ในระหว่างเทศกาลปัสกา เป็นลูกแกะถวายบูชาปัสกา แผนการนี้ของพระเจ้าถูกต่อต้านโดยแผนการของผู้นำระดับสูงของยิวในเยรูซาเล็ม:

3เวลา‍นั้น​พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​และ​บรร‌ดา​ผู้‍ใหญ่​ของ​ประ‌ชา‍ชน​มา​ประ‌ชุม​กัน​ที่​สำนัก​ของ​มหา‍ปุ‌โร‌หิต​ที่​ชื่อ​ว่า​คา‌ยา‌ฟาส 4เขา‍ทั้ง‍หลาย​ปรึก‌ษา​กัน​ที่​จะ​จับ​พระ‍เยซู​ด้วย​อุบาย​และ​เอา​ไป​ฆ่า​เสีย 5แต่​เขา​พูด​กัน​ว่า “อย่า​เพิ่ง​ทำ​ใน​ช่วง‍เทศ‌กาล​เลย มิ‍ฉะนั้น​ประ‌ชา‍ชน​จะ​เกิด​ความ​วุ่น‍วาย” (มัทธิว 26:3-5)

แผนสังหารพระเยซูของพวกเขาจะทำกันอย่างลับๆและเป็นแผนชั่ว เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ติดตามพระองค์ลุกฮือขึ้นก่อการจลาจล สำหรับพวกเขา ไม่มีการตรึงกางเขนอยู่ในแผนและต้องรอจนหลังเทศกาลปัสกาและเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ แผนของพระเจ้า – พระเยซูต้องถูกนำไปตรึงกางเขน เป็นลูกแกะถวายบูชาปัสกา ค้านไปคนละขั้วกับแผนชั่วของผู้นำชาวยิว แผนใดแผนหนึ่งต้องหลีกทางให้อีกแผน เพราะไม่อาจทำได้สำเร็จ

ข้อ 6-13 เป็นการชโลมพระกายของพระเยซูเพื่อเตรียมฝังพระศพล่วงหน้า (เหตุการณ์นี้เกิดสี่วันก่อนหน้า) การนมัสการของผู้หญิงคนนี้ ชโลมพระเยซูด้วยน้ำมันหอมราคาแพง และพระกิตติคุณยอห์นทำให้เราเห็นว่าเหตุการณ์นี้กระตุกยูดาสให้ลุกขึ้นมาทรยศพระเยซูด้วยสามสิบเหรียญเงิน ข้อตกลงที่ยูดาสทำกับผู้นำศาสนายิวบันทึกอยู่ในข้อ 14-16

ข้อ 17-19  เป็นคำสั่งที่พระเยซูสั่งสาวกของพระองค์ให้ไปจัดเตรียมฉลองปัสกาด้วยกัน น่าจะเป็นโอกาสเหมาะให้ยูดาสทรยศ แต่ในพระกิตติคุณอีกเล่มบันทึกว่าพระเยซูทรงมอบหมายการเตรียมปัสกาในแบบที่ไม่ให้ยูดาสนำข้อมูลเรื่องสถานที่จัดปัสกาไปบอกผู้นำศาสนายิวได้

ข้อ 20-25 พูดถึงเหตุการสำคัญที่ทำให้พระเยซูพลิกกลับสถานการณ์ของฝ่ายศัตรู และให้แผนการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เป็นไปตามวาระที่กำหนด (ระหว่างปัสกา) และในวิธีที่ถูกต้อง (ตรึงกางเขน) ตามที่พระองค์ตรัสล่วงหน้า ขณะที่ทุกคนร่วมโต๊ะเสวย พระเยซูทรงบอกพวกสาวกว่าหนึ่งในพวกเขาจะทรยศพระองค์ (มัทธิว 26:21) ซึ่งนำไปสู่การสนทนาแบบส่วนตัวระหว่างพระเยซูและยูดาส  (เพราะสาวกคนอื่นๆอาจไม่ได้ยิน หรือได้ยินแต่ไม่เข้าใจ):

ยู‌ดาส​คน​ที่​ทรยศ​พระ‍องค์​ทูล​ว่า “พระ​อา‌จารย์ คือ​ข้า‍พระ‍องค์​หรือ?” พระ‍องค์​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “ท่าน​ว่า​ถูก​แล้ว” (มัทธิว 26:25)

สิ่งนี้น่าจะทำให้ยูดาสตื่นตระหนก มีใครได้ยินหรือเปล่า? คนอื่นจะรู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นคนทรยศ? ถ้าเปโตรรู้ ยูดาสอาจไม่รอดออกไปแน่ ยังไม่รวม “ลูกฟ้าร้อง” อีกสอง – ยากอบและยอห์น  (ดูมาระโก 3:17) ถ้าพวกเขาเคยขอไฟจากสวรรค์ลงมาเผาผลาญหมู่บ้านชาวสะมาเรีย (ลูกา 9:54)  คงไม่รีรอที่จะ “จัดการ” ให้สิ้นซากกับใครก็ตามที่หมายจะทรยศพระเยซู เมื่อพระเยซูปล่อยให้ยูดาสออกไป  เขาก็รีบไป (ยอห์น 13:27-30) แต่มัทธิวไม่ได้บันทึกเรื่องนี้ ขณะที่ยูดาสออกไปทำตามแผนส่งพระเยซูให้พวกผู้นำยิว พระเยซูและสาวกของพระองค์ยังคงทานเลี้ยงปัสกากันต่อ

อาจเป็นได้ที่พวกสาวกไม่รู้เรื่องที่พระเยซูตรัสเป็นส่วนตัวกับยูดาส พวกเขาอาจมัวแต่พูดคุยกัน และดังจนกลบเสียงพระเยซู

21แต่​มือ​ของ​ผู้​ที่​จะ​ทรยศ​เรา​ก็​อยู่​กับ​เรา​บน​โต๊ะ​นี้ 22เพราะ​บุตร‍มนุษย์​จะ​เสด็จ​ไป​เหมือน​ที่​ทรง​ดำ‌ริ​ไว้​แต่​ก่อน​แล้ว แต่​วิบัติ​แก่​คน‍นั้น​ที่​ทรยศ​ท่าน” 23พวก‍เขา​จึง​เริ่ม​ถาม​กัน​และ​กัน​ว่า​คน​ไหน​ใน​พวก‍เขา​ที่​จะ​ทำ​สิ่ง‍นี้  24มี​การ​โต้‍เถียง​กัน​ใน​พวก​สาวก​ว่า​ใคร​ใน​พวก‍เขา​ที่​นับ‍ว่า​เป็น​ใหญ่ (ลูกา 22:21-24)

ลูกาบันทึกบทสนทนานี้ไว้มากกว่าสาวกคนอื่นๆ ดูเหมือนพระเยซูเจาะจงตรัสกับยูดาสเท่านั้น การเปิดเผยว่าจะมีหนึ่งในพวกเขาทรยศพระองค์เป็นคนแรก ทำให้มีคำถาม “เป็นข้าพระองค์หรือ?” (ดูมาระโก 14:19, ลูกา 22:23)  และถามกันไปมาว่าน่าจะเป็นใคร?  “คุณหรือเปล่า?” ที่น่าเศร้า คำถามนี้ไปจบลงตรงโต้เถียงเรื่องใครที่พวกเขานับว่าเป็นใหญ่ ใหญ่ที่สุดในพวกเขา ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร คงไม่ทำแบบนี้

นี่เป็นกลุ่มของผู้ชายที่ยึดมั่นในความคิดของตนเองที่พระเจ้าเลือกฉลองปัสกาด้วย ข้อ 27-29 พระเจ้าตรัสบอกสั้นๆถึงการสิ้นพระชนม์เป็นลูกแกะถวายปัสกา การสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์จะเป็นการเริ่มต้นพันธสัญญาใหม่ คนบาปผิดทั้งหลายจะได้รับการอภัย ครั้งเดียวและตลอดไป พระกายที่ปราศจากบาปของพระเยซูจะแบกรับโทษบาปผิดที่คนบาปทั้งหลายสมควรได้รับ การหลั่งพระโลหิตจึงเตรียมหนทางให้สำหรับความรอดนิรันดร์ การสิ้นพระชนม์ไม่ใช่จุดจบความสัมพันธ์ของพวกเขา เพราะพระองค์จะทรงดื่มจากผลองุ่นกับสาวกของพระองค์อีกในแผ่นดินของพระบิดา

พวกท่านทุกคนจะทิ้งเรา (มัทธิว 26:30-35)

30เมื่อ​ร้อง‍เพลง​สรร‌เสริญ​แล้ว เขา‍ทั้ง‍หลาย​ก็​พา​กัน​ไป​ที่​ภูเขา​มะกอก‍เทศ 31เวลา‍นั้น​พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ว่า “ใน​คืน​วัน‍นี้​พวก‍ท่าน​ทุก‍คน​จะ​ทิ้ง​เรา เพราะ​มี​คำ‍เขียน​ไว้​ใน​พระ‍คัมภีร์​ว่า ‘เรา​จะ​ประ‌หาร​ผู้‍เลี้ยง‍แกะ และ​แกะ​ฝูง​นั้น​จะ​กระ‌จัด​กระ‌จาย​ไป’ 32แต่​หลัง‍จาก​พระ‍เจ้า​ทรง​ทำ​ให้​เรา​เป็น​ขึ้น​มา​แล้ว เรา​จะ​ไป​ยัง​แคว้น​กา‌ลิ‌ลี​ก่อน​พวก‍ท่าน” 33เป‌โตร​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “แม้​ทุก​คน​จะ​ทิ้ง​พระ‍องค์​ไป ข้า‍พระ‍องค์​จะ​ไม่‍มี​วัน​ทิ้ง​พระ‍องค์​เลย” 34พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า ใน​คืน​วัน‍นี้​ก่อน​ไก่​ขัน ท่าน​จะ​ปฏิ‌เสธ​เรา​สาม​ครั้ง” 35เป‌โตร​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ถึง‍แม้​ข้า‍พระ‍องค์​จะ​ต้อง​ตาย​กับ​พระ‍องค์ ข้า‍พระ‍องค์​ก็​จะ​ไม่​ปฏิ‌เสธ​พระ‍องค์​เลย” พวก​สาวก​ก็​ทูล​เช่น​นั้น​เหมือน‍กัน​ทุก​คน

ผมสงสัยว่าขณะที่พระเยซูและพวกสาวกเดินทางไปที่ภูเขามะกอกเทศและเกทเสมนี ยูดาสคงพาคนไปจับกุมพระเยซูที่ห้องชั้นบน และพบว่าห้องว่างเปล่า พระเยซูเสด็จออกไปแล้ว เมื่อเห็นว่าพลาดโอกาส พวกเขาจึงคิดว่าต้องเพิ่มกำลังคน ทำให้การจับกุมต้องล่าช้าออกไป พระเยซูและพวกสาวกจึงมีเวลาเพื่อการอธิษฐานในเกทเสมนี

ขณะที่พระเยซูทรงกันไม่ให้ยูดาสมาจับพระองค์ระหว่างงานฉลองปัสกากับพวกสาวกเป็นส่วนตัว พระองค์ทรงให้โอกาสเหมาะเพื่อยูดาสจะทรยศพระองค์โดยเสด็จไปที่ภูเขามะกอกเทศ เป็นสถานที่ๆยูดาสคาดว่าจะพบพระองค์ได้ในเวลากลางคืน:

พระ‍องค์​ทรง​สั่ง‍สอน​ใน​บริ‌เวณ​พระ‍วิหาร​ใน​เวลา​กลาง‍วัน และ​ใน​เวลา​กลาง‍คืน​พระ‍องค์​เสด็จ​ออก​ไป​ประ‌ทับ​บน​ภูเขา​ที่​ชื่อ​มะกอก‍เทศ (ลูกา 21”37)

พระ‍องค์​เสด็จ​ออก​ไป​ที่​ภูเขา​มะกอก‍เทศ​ตาม​เคย และ​พวก​สาวก​ของ​พระ‍องค์​ก็​ตาม​พระ‍องค์​ไป (ลูกา 22:39)

1เมื่อ​พระ‍เยซู​ตรัส​อย่าง‍นี้​แล้ว พระ‍องค์​ก็​เสด็จ​ออก​ไป​กับ​พวก​สาวก​ของ​พระ‍องค์ ข้าม​ห้วย​ขิด‌โรน​ไป​ยัง​สวน​แห่ง​หนึ่ง พระ‍องค์​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​สวน​นั้น​กับ​พวก​สาวก 2ยู‌ดาส​คน​ที่​จะ​ทรยศ​พระ‍องค์​ก็​รู้‍จัก​สวน​นั้น​ด้วย เพราะ‍ว่า​พระ‍เยซู​กับ​พวก​สาวก​เคย​มา​พบ​กัน​ที่​นั่น​บ่อยๆ (ยอห์น 18:1-2)

อาจเป็นช่วงที่พวกเขาเดินไปที่เกทเสมนี พระเยซูตรัสบอกว่าพวกเขาจะละทิ้งพระองค์ หนึ่งในนั้นจะเป็นผู้ทรยศพระองค์ พวกเขาต่างก็ชี้นิ้วไปที่คนอื่นๆ ไม่เพียงแต่แสดงความมั่นใจว่าซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ยังข่มกันและแสดงตนว่าเหนือกว่าคนอื่น พวกเขาเคยเถียงกันว่าใครเป็นใหญ่ที่สุด พระเยซูทรงทำให้พวกเขาช็อคโดยบอกว่าคืนนี้พวกเขาทุกคนจะละทิ้งพระองค์ไป

พระเยซูไม่ได้ทรงทำให้พวกเขาอับอาย  หรือพยายามไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าที่พระองค์บอกเป็นการให้กำลังใจพวกเขา สิ่งนี้จำต้องเกิดขึ้นตามพระวจนะ (ในเศคาริยาห์ 13:7 ที่พระองค์ทรงนำมาอ้างในข้อ 31) บอกไว้ล่วงหน้า และต้องเกิดขึ้นเป็นจริง นอกจากนั้น เมื่อพวกสาวกทิ้งพระองค์ไป ถือเป็นการช่วยชีวิตพวกเขาซึ่งเป็นไปตามที่พระเยซูตรัส:

4พระ‍เยซู​ทรง​ทราบ​ทุก‍สิ่ง​ที่​จะ​เกิด‍ขึ้น​กับ​พระ‍องค์ พระ‍องค์​จึง​เสด็จ​ออก​ไป​ถาม​เขา​ว่า “พวก‍ท่าน​มา‍หา​ใคร?” 5เขา​ทูล​ตอบ​พระ‍องค์​ว่า “มา‍หา​เยซู​ชาว​นา‌ซา‌เร็ธ” พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “เรา​เป็น​ผู้​นั้น” ยู‌ดาส​คน​ที่​ทรยศ​พระ‍องค์​ก็​ยืน​อยู่​กับ​คน​เหล่า‍นั้น 6เมื่อ​พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “เรา​เป็น​ผู้​นั้น” เขา​ก็​ถอย‍หลัง​และ​ล้ม‍ลง​ที่​ดิน 7พระ‍องค์​ตรัส​ถาม​เขา​อีก​ว่า “พวก‍ท่าน​มา‍หา​ใคร?” เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “มา‍หา​เยซู​ชาว​นา‌ซา‌เร็ธ” 8พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “เรา​บอก​ท่าน​แล้ว​ว่า​เรา​เป็น​ผู้​นั้น ถ้า​ท่าน​ตาม‍หา​เรา​ก็​จง​ปล่อย​คน​เหล่า‍นี้​ไป​เถิด” 9ทั้ง‍นี้​เพื่อ​ให้​เป็น​จริง​ตาม​พระ‍ดำรัส​ที่​พระ‍องค์​ตรัส​ว่า “คน​เหล่า‍นั้น​ซึ่ง​พระ‍องค์​ประ‌ทาน​แก่​ข้า‍พระ‍องค์​ไม่‍ได้​เสีย​ไป​สัก​คน​เดียว”  (ยอห์น 18:4-9)

พวกสาวกจำต้องมีชีวิตต่อเพื่อทำพระราชกิจที่พระเยซูทรงเริ่มไว้ เพื่อให้พวกเขาสานต่อการงานของพระองค์ เพราะถ้ายังอยู่กับพระองค์พวกเขาจะถูกสังหารไปด้วย ในที่สุดพวกสาวกต่างก็ทิ้งพระองค์ไป เพราะสิ่งที่พระองค์ต้องทำบนกางเขน เป็นสิ่งที่พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นทำได้ พวกเขามีส่วนได้รับผลจากพระราชกิจบนกางเขน แต่ไม่อาจมีส่วนในพระราชกิจที่พระเยซูทรงกระทำได้ เป็นการงานของพระเยซูคริสต์เท่านั้น นำความรอดมาให้คนบาปผู้หลงหาย

บางครั้งผมสงสัยว่าทำไมมัทธิวไม่ได้บอกว่าเปโตรจะเป็นคนที่ปฏิเสธพระเยซู แม้เรารู้ว่าเป็นคนที่มัทธิวพูดถึง ตัวอย่างเช่นในบทนี้ มัทธิวบอกเราว่าหนึ่งในสาวกของพระเยซูชักดาบออกมาและฟันหูทาสของมหาปุโรหิตขาด ท่านไม่ได้เอ่ยทั้งชื่อทาส (มัลคัส) หรือเปโตร แม้ยอห์นให้ชื่อทั้งสองไว้ (ยอห์น 18:10-11)

ผมเชื่อว่ามีนัยในวิธีที่มัทธิวพูดถึงเปโตรในข้อ 31-35 บทที่ 26 เปโตรไม่ได้พูดสิ่งนี้ตามลำพัง ทุกคนยืนยันตรงกันในสิ่งที่เปโตรพูด จากความรู้สึกของพวกเขา:

เป‌โตร​ทูล​พระ‍องค์​ว่า “ถึง‍แม้​ข้า‍พระ‍องค์​จะ​ต้อง​ตาย​กับ​พระ‍องค์ ข้า‍พระ‍องค์​ก็​จะ​ไม่​ปฏิ‌เสธ​พระ‍องค์​เลย” พวก​สาวก​ก็​ทูล​เช่น​นั้น​เหมือนกัน​ทุก​ค (มัทธิว 26:35) 306

เปโตรยืนกรานว่าเขาจะซื่อสัตย์ต่อพระเยซู ซึ่งต่างบ้างจากพวกสาวกด้วยกัน

เกทเสมนี (มัทธิว 26:36-46)

36แล้ว​พระ‍เยซู​ทรง​พา​สาวก​ทั้ง‍หลาย​มา​ยัง​ที่​แห่ง​หนึ่ง​ที่​เรียก​ว่า​เกท‌เส‌มนี แล้ว​ตรัส​กับ​สาวก​ของ​พระ‍องค์​ว่า “จง​นั่ง​อยู่​ที่​นี่​ขณะ​เมื่อ​เรา​ไป​อธิษ‌ฐาน​ที่​โน่น” 37พระ‍องค์​ก็​ทรง​พา​เป‌โตร​กับ​บุตร​ทั้ง‍สอง​ของ​เศ‌เบ‌ดี​ไป​ด้วย พระ‍องค์​ทรง​เริ่ม​โศก‍เศร้า​และ​ทรง​ทุกข์‍ใจ​อย่าง‍ยิ่ง 38จึง​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “ใจ​ของ​เรา​เป็น​ทุกข์​แทบ​จะ​ตาย จง​อยู่​ที่​นี่​และ​เฝ้า‍ระวัง​กับ​เรา” 39แล้ว​ทรง​ดำ‌เนิน​ไป​อีก‍หน่อย‍หนึ่ง ก็​ซบ​พระ‍พักตร์​ลง​ถึง​ดิน​อธิษ‌ฐาน​ว่า “โอ​พระ‍บิดา​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ ถ้า​เป็น​ได้​ขอ​ให้​ถ้วย​นี้​เลื่อน‍พ้น‍ไป​จาก​ข้า‍พระ‍องค์​เถิด แต่​อย่าง‍ไร​ก็​ดี อย่า​ให้​เป็น​ไป​ตาม‍ใจ‍ปรารถ‌นา​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ แต่​ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍องค์” 40แล้ว​พระ‍องค์​เสด็จ​กลับ‍มา‍หา​พวก​สาวก ทอด‍พระ‍เนตร​เห็น​เขา‍ทั้ง‍หลาย​นอน‍หลับ​อยู่ พระ‍องค์​ตรัส​กับ​เป‌โตร​ว่า “เป็น​อย่าง‍ไร​นะ พวก‍ท่าน​จะ​เฝ้า‍ระวัง​อยู่​กับ​เรา​สัก​ชั่ว‍โมง​ไม่‍ได้​หรือ? 41ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จง​เฝ้า‍ระวัง​และ​อธิษ‌ฐาน​เพื่อ​จะ​ไม่​ถูก​ทด‍ลอง จิต‍วิญ‌ญาณ​พร้อม​แล้ว​ก็​จริง แต่​กาย​ยัง​อ่อน‍กำลัง” 42พระ‍องค์​จึง​เสด็จ​ไป​ทรง​อธิษ‌ฐาน​อีก​เป็น​ครั้ง​ที่​สอง “ข้า‍แต่​พระ‍บิดา​ของ​ข้า‍พระ‍องค์ ถ้า​ถ้วย​นี้​เลื่อน‍พ้น‍ไป​จาก​ข้า‍พระ‍องค์​ไม่‍ได้ และ​ข้า‍พระ‍องค์​จำ‍ต้อง​ดื่ม​แล้ว ก็​ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍องค์” 43เมื่อ​เสด็จ​กลับ‍มา​อีก​ก็​ทอด‍พระ‍เนตร​เห็น​บรร‌ดา​สาวก​นอน‍หลับ​อยู่ เพราะ​ตา​ของ​พวก‍เขา​ลืม​ไม่​ขึ้น 44จึง​เสด็จ​ไป​จาก​พวก‍เขา เสด็จ​ไป​ทรง​อธิษ‌ฐาน​เป็น​ครั้ง​ที่​สาม ทูล​ขอ​เหมือน​คราว‍ก่อนๆ อีก 45แล้ว​เสด็จ​มา​ยัง​พวก​สาวก​ตรัส​ว่า “พวก‍ท่าน​ยัง​จะ​นอน​ต่อ‍ไป​ให้​หาย​เหนื่อย​อีก​หรือ? นี่‍แน่ะ เวลา​มา​ใกล้​แล้ว บุตร‍มนุษย์​จะ​ต้อง​ถูก​มอบ​ไว้​ใน​มือ​ของ​พวก​คน‍บาป 46ลุก‍ขึ้น​ไป​กัน​เถิด คน​ที่​ทรยศ​เรา​มา​ใกล้​แล้ว” (มัทธิว 26:36-46)

เราคงจำได้ สาวกทุกคนเพิ่งยืนกรานว่าจะไม่มีใครละทิ้งพระเยซู แต่จะซื่อสัตย์ต่อพระองค์ แม้จะต้องตายกับพระองค์ (มัทธิว 26:35) แต่ความจริงคือแค่อยู่เฝ้าพระองค์ในช่วงมืดมิดที่สุดยังทำไม่ได้ เผลอหลับไป  พระเยซูทรงบอกพวกเขาแล้วว่าจะสิ้นพระชนม์ในช่วงเทศกาลปัสกา ตอนนี้ทรงบอกกับเปโตร ยากอบ และยอห์นว่า ใจ​ของ​เรา​เป็น​ทุกข์​แทบ​จะ​ตาย จง​อยู่​ที่​นี่​และ​เฝ้า‍ระวัง​กับ​เรา” ขอให้พวกเขาอยู่เฝ้าระวังกับพระองค์ (ข้อ 38) แล้วทรงดำเนินห่างไปหน่อยจากพวกเขา ก่อนที่จะซบพระพักตร์ลงถึงดินและอธิษฐาน คำอธิษฐานของพระเยซูเป็นการแสดงความทุกข์ใจอย่างสาหัส307  และเป็นการยอมจำนนต่อน้ำพระทัยที่ต้องสิ้นพระชนม์ ผมสงสัยว่าในสามคนนั้น มีใครได้ยินเสียงพระองค์คร่ำครวญบ้าง

พระเยซูทรงกลับมาหาสาวกที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ (ที่เพิ่งยืนกรานว่าจะตายกับพระองค์ จะไม่ละทิ้งพระองค์) ที่นอนหลับสนิท เราไม่ควรโมโหพวกเขา ประการแรกคือพวกเขาเหนื่อย ลืมตาแทบไม่ขึ้น (ข้อ 43) ลูกาบอกเราว่าพวกเขาหลับไปด้วยความทุกข์โศกเศร้า (ลูกา 22:45) พระเยซูเองตรัสว่า “จิต‍วิญ‌ญาณ​พร้อม​แล้ว​ก็​จริง แต่​กาย​ยัง​อ่อน‍กำลัง” (มัทธิว 26:41) ที่จริงพวกเขาอยากตื่นอยู่แต่ทำไม่ได้ ผมเคยเห็นบางคนทำที่โบสถ์ ผมเองก็เคย (แน่นอนตอนที่ผมไม่ได้เทศนา)

เมื่อพระเยซูเสด็จไปอธิษฐานอีกเป็นครั้งที่สอง ทรงขอให้สาวกเฝ้าระวังและตื่นอยู่เพื่อเป็นการดีแก่พวกเขาเอง  อธิษฐาน  “​เพื่อ​จะ​ไม่​ถูก​ทด‍ลอง” (ข้อ 41) พวกเขาไม่อาจลืมตาตื่นขึ้นมาอธิษฐานให้ตนเองได้ และตกลงไปในการทดลอง พระเยซูทรงอธิษฐานในสิ่งเดียวกัน และกลับมาพบว่าพวกสาวกนอนหลับไปอีกครั้ง (ข้อ 43)  ครั้งนี้ พระองค์ปล่อยให้พวกเขาหลับไป และกลับไปอธิษฐานอีกครั้ง

ผมพบว่ามันน่าสนใจ ที่เห็นว่าพระเยซูทรงอธิษฐานสามครั้งในสวนเกทเสมนี และยังทรงมั่นคงอยู่ในการทรงเรียก พวกสาวกไม่ได้เฝ้าระวังและอธิษฐาน ทำให้เปโตรปฏิเสธพระเยซูถึงสามครั้ง ผมไม่แน่ใจว่ามัทธิวตั้งใจให้เราให้สังเกตุตัวเลขเดียวกัน (สาม) หรือเปล่า แต่ก็น่าสนใจ

ครั้งที่สามเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา ทรงปลุกพวกสาวกให้ตื่นขึ้น บอกพวกเขาว่าเวลา (แห่งการทรยศและความตาย) มาใกล้แล้ว (ข้อ 45) ทรงเรียกให้พวกสาวกลุกขึ้น บอกพวกเขาว่าคนที่ทรยศพระองค์มาใกล้แล้ว (ข้อ 46) ถึงเวลาแล้ว

ที่ผมเห็น สิ่งที่เน้นตอนนี้ในสวนเกทเสมนี ความอ่อนแอและล้มเหลวของพวกสาวก บนพื้นฐานความซื่อสัตย์ของพระเยซูคริสต์ พวกเขาให้ความมั่นใจกับพระเยซูว่าจะไม่ละทิ้งพระองค์ แต่พวกเขาเองกลับลืมตาไม่ขึ้น และไม่อาจเฝ้าอยู่กับพระองค์ในเวลาที่ยากลำบากที่สุด พระเยซูตรัสบอกพวกเขาแล้วว่าจะสิ้นพระชนม์เป็นแกะถวายบูชาปัสกา นำมาซึ่งการตั้งพันธสัญญาใหม่ ทรงสัตย์ซื่อต่อการทรงเรียก แม้สาวกของพระองค์อ่อนแอและล้มเหลว

การจับกุม (มัทธิว 26:47-56)

47พระ‍องค์​ตรัส​ยัง​ไม่​ทัน​ขาด​คำ ยู‌ดาส​ที่​เป็น​หนึ่ง​ใน​กลุ่ม​สิบ‍สอง​คน​ก็​มา​ถึง พร้อม​กับ​คน​กลุ่ม​ใหญ่​ที่​มา​จาก​พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ของ​ประ‌ชา‍ชน​ซึ่ง​ถือ​ดาบ ถือ​ไม้​ตะ‌บอง​มา 48คน​ที่​ทรยศ​พระ‍องค์​ก็​ให้​สัญญาณ​กับ​พวก‍เขา​ว่า “เรา​จูบ​คำ‍นับ​ใคร​ก็​คือ​คน​นั้น​แหละ จง​จับ​เขา​ไว้” 49แล้ว​ยู‌ดาส​ก็​ตรง​มา​เฝ้า​พระ‍เยซู​ทูล​ว่า “สวัสดี​พระ​อา‌จารย์” แล้ว​จูบ​พระ‍องค์ 50พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เพื่อน​เอ๋ย จง​ทำ​ตาม​ที่​ท่าน​ตั้ง‍ใจ​เถิด” แล้ว​พวก‍เขา​ก็​เข้า‍มา​และ​ลง‍มือ​จับ‍กุม​พระ‍เยซู 51คน​หนึ่ง​ที่​อยู่​กับ​พระ‍เยซู​ก็​ยื่น‍มือ​ออก​ชัก​ดาบ​ฟัน​หู​บ่าว​ของ​มหา‍ปุ‌โร‌หิต​ขาด 52พระ‍เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เอา​ดาบ​ของ​ท่าน​ใส่​ฝัก​เสีย เพราะ​ว่า​พวก​ที่​ใช้​ดาบ​จะ​ต้อง​พินาศ​เพราะ​ดาบ 53ท่าน​คิด‍ว่า​เรา​จะ​ทูล​ขอ​พระ‍บิดา​ของ​เรา​ไม่‍ได้​หรือ? และ​พระ‍องค์​ก็​จะ​ประ‌ทาน​ทูต‍สวรรค์​ให้​เรา​มาก​กว่า​สิบ‍สอง​กอง​พล​ใน​ทัน‍ที 54แต่​ถ้า​เป็น​อย่าง​นั้น​ข้อ​พระ‍คัมภีร์​ที่​ว่า จำ​เป็น​จะ​ต้อง​เป็น​อย่าง‍นี้​จะ​สำเร็จ​ได้​อย่าง‍ไร?” 55ใน​เวลา​นั้น​พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​กลุ่ม‍ชน​ว่า “ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​เห็น​เรา​เป็น​โจร​หรือ ถึง​ได้​ถือ​ดาบ​ถือ​ตะ‌บอง​ออก​มา​จับ​เรา เรา​นั่ง​สั่ง‍สอน​ใน​บริ‌เวณ​พระ‍วิหาร​ทุก​วัน ท่าน​ก็​ไม่‍ได้​จับ​เรา 56แต่​ทั้ง‍หมด​นี้​เกิด‍ขึ้น​เพื่อ​ให้​สำเร็จ​ตาม​ที่​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​เขียน​ไว้” แล้ว​สาวก​ทั้ง‍หมด​ก็​ละ‍ทิ้ง​พระ‍องค์ และ​พา​กัน​หนี​ไป (มัทธิว 26:47-56)

พระเยซูไม่ได้ถูก “ไล่ตามทัน” พระองค์เสด็จออกมาจากสวนเกทเสมนี เพื่อมาพบยูดาสและกลุ่มคนที่ตามมา เมื่อนำข้อมูลจากพระกิตติคุณมารวมกัน เราเห็นว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ – ประชาชนเป็นอันมาก  – พากันมาเพื่อจับกุมพระองค์ คนเหล่านี้มียูดาส คนของมหาปุโรหิตและพวกทาส หัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์และผู้อาวุโสของยิว ทหารของพระวิหาร และทหารโรมันที่มาด้วย308 คนเหล่านี้มาเตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ไม่เพียงแต่มีดาบและไม้ตะบอง (ข้อ 47) มีตะเกียงและไฟส่องทางด้วย พวกเขาคิดว่าพระเยซูจะต่อต้านการจับกุม จึงคิดว่าควรเตรียมพร้อมไว้

4พระ‍เยซู​ทรง​ทราบ​ทุก‍สิ่ง​ที่​จะ​เกิด‍ขึ้น​กับ​พระ‍องค์ พระ‍องค์​จึง​เสด็จ​ออก​ไป​ถาม​เขา​ว่า “พวก‍ท่าน​มา‍หา​ใคร?” 5เขา​ทูล​ตอบ​พระ‍องค์​ว่า “มา‍หา​เยซู​ชาว​นา‌ซา‌เร็ธ” พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “เรา​เป็น​ผู้​นั้น” 309 ยู‌ดาส​คน​ที่​ทรยศ​พระ‍องค์​ก็​ยืน​อยู่​กับ​คน​เหล่า‍นั้น 6เมื่อ​พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “เรา​เป็น​ผู้​นั้น” เขา​ก็​ถอย‍หลัง​และ​ล้ม‍ลง​ที่​ดิน 7พระ‍องค์​ตรัส​ถาม​เขา​อีก​ว่า “พวก‍ท่าน​มา‍หา​ใคร?” เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “มา‍หา​เยซู​ชาว​นา‌ซา‌เร็ธ” 8พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “เรา​บอก​ท่าน​แล้ว​ว่า​เรา​เป็น​ผู้​นั้น ถ้า​ท่าน​ตาม‍หา​เรา​ก็​จง​ปล่อย​คน​เหล่า‍นี้​ไป​เถิด” 9ทั้ง‍นี้​เพื่อ​ให้​เป็น​จริง​ตาม​พระ‍ดำรัส​ที่​พระ‍องค์​ตรัส​ว่า “คน​เหล่า‍นั้น​ซึ่ง​พระ‍องค์​ประ‌ทาน​แก่​ข้า‍พระ‍องค์​ไม่‍ได้​เสีย​ไป​สัก​คน​เดียว” (ยอห์น 18:4-9)

พระกิตติคุณยอห์นทำให้เห็นชัดเจนว่าพระเยซูทรงควบคุมอยู่ ทรงเป็นฝ่ายออกไปหาคนที่จะมาจับพระองค์ ทรงถามเขาว่า “พวกท่านมาหาใคร?” พวกเขาตอบว่ามาหาเยซูชาวนาซาเร็ธ พระองคทรงตอบว่า “เราเป็นผู้นั้น”  ซึ่งดูเหมือนพวกเขาเข้าใจว่าหมายถึง “เราเป็นผู้นั้น ผู้ที่เจ้ามาตามหา” ซึ่งค่อนข้างยากสำหรับผู้อ่านที่จะเข้าใจคำตอบ ต้องไปดูในยอห์น 8:58 และอพยพ 3:14:

พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า ก่อน​อับ‌รา‌ฮัม​เกิด เรา​เป็น​อยู่​แล้ว” (ยอห์น 8:58)

คนที่เตรียมพร้อมมารับมือกับพระเยซู กลับตกใจเมื่อเผชิญหน้าพระองค์ พวกเขาถอยหลังและล้มลงที่ดิน ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเผชิญหน้ากับพระเยซู  จึงปล่อยให้สาวกของพระองค์เดิน (หรือวิ่ง?) หนีไปโดยไม่เป็นอันตราย พระเยซูทรงทำให้พระสัญญาเป็นจริง (ยอห์น 18:9)

มัทธิวไม่ได้ลงรายละเอียดไว้ทั้งหมด มีประชาชนจำนวนมากไปที่สวนเกทเสมนี (สวนผลไม้) และยูดาสก้าวออกไปข้างหน้า จูบพระเยซู นี่เป็นเครื่องหมายที่เตรียมกันไว้ เพื่อพวกทหารจะรู้ว่าต้องจับคนไหน น่าแปลกที่ยูดาสเลือกใช้การจูบ สัญลักษณ์แสดงออกถึงความรัก เพื่อชี้ตัวพระเยซู ที่น่าทึ่ง พระเยซูยังสามารถเรียกยูดาสว่า “เพื่อน”  (ข้อ 50) ไม่มีถ้อยคำที่แสดงความแค้นหรือคำตำหนิยูดาสออกจากพระโอษฐ์พระเยซู ซึ่งเป็นสิ่งที่ตามหลอกหลอนยูดาส เมื่อพวกทหารก้าวออกไปจับกุมพระองค์ “คนหนึ่งที่อยู่กับพระเยซู” (เรารู้ว่าคือเปโตร ต้องขอบคุณยอห์น 18:10) ชักดาบออกมาและฟันหูมัลคัส (ขอบคุณอีกครั้งที่ยอห์นให้ชื่อไว้) ทาสของมหาปุโรหิต จากบันทึกของลูกา สาวกคนอื่นๆกำลังคิดทำสิ่งเดียวกัน:

เมื่อ​พวก​สาวก​ของ​พระ‍องค์​เห็น​ว่า​กำลัง​จะ​เกิด​อะไร​ขึ้น พวก‍เขา​จึง​ทูล​ถาม​พระ‍องค์​ว่า “องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ให้​พวก‍ข้า‍พระ‍องค์​เอา​ดาบ​สู้​ไหม?” (ลูกา 22:49)

เปโตรลงมือก่อนเพื่อน310  ซึ่งผู้อ่านคงไม่ประหลาดใจนัก พระเยซูทรงกล่าวตำหนิความไวในการใช้ดาบของสาวกพระองค์ สิ่งที่เปโตรทำนั้นผิดด้วยเหตุผลหลายข้อ ข้อแรก – เปโตรผิดเพราะความรุนแรงยิ่งก่อให้เกิดความรุนแรง  “พวก​ที่​ใช้​ดาบ​จะ​ต้อง​พินาศ​เพราะ​ดาบ”  (ข้อ 52) แผ่นดินสวรรค์ไม่อาจใช้ความรุนแรงหรือกำลังแย่งชิงเอาได้311 พวกสาวกต้อง “รับเอากางเขนมาแบกไว้” ไม่ใช่พกดาบ ข้อสอง – ความไวในการใช้ดาบของเปโตรแสดงถึงการขาดความเชื่อในฤทธิ์อำนาจของพระเมสซิยาห์ที่จะปกป้องพระองค์เอง และฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่ปกป้องได้ ถ้าพระองค์ปรารถนาจะทำ ไม่ว่าเป็นเวลาใด พระเยซูเพียงร้องทูล พระบิดาก็จะทรงส่งทูตสวรรค์ลงมาและกำจัดศัตรูให้พ้นทาง นี่คือสิ่งที่ท้าทายพระเยซูขณะพระองค์ถูกตรึงบนกางเขน:

41พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​กับ​พวก​ธรร‌มา‌จารย์​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ก็​เยาะ‍เย้ย​พระ‍องค์​เหมือน‍กัน​ว่า 42“เขา​ช่วย​คน​อื่น​ให้​รอด​ได้ แต่​ช่วย​ตัว​เอง​ไม่‍ได้ เขา​เป็น​กษัตริย์​ของ​ชน‍ชาติ​อิสรา‌เอล ให้​เขา​ลง‍มา​จาก​กาง‌เขน​เดี๋ยว‍นี้​เถิด เรา​จะ​ได้​เชื่อ​บ้าง 43เขา​วาง‍ใจ​พระ‍เจ้า ถ้า​พระ‍องค์​พอ‍พระ‍ทัย​ตัว​เขา​ก็​ขอ​ให้​ทรง​ช่วย​เขา​เดี๋ยว‍นี้​เถิด เพราะ​เขา​กล่าว​ว่า​เขา​เป็น​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า” (มัทธิว 27:41-43)

สิ่งที่มหัศจรรย์เหนือความมหัศจรรย์คือพระเยซูเลือกที่จะถูกตรึงบนกางเขน ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคนหล่านั้น คนที่เกลียดชังพระองค์

ข้อสาม – พระเยซูต้องถูกจับกุม ถูกไต่สวน และถูกประหารด้วยวิธีนี้ เพราะพระวจนะต้องเกิดขึ้นเป็นจริง (ข้อ 54) พระเยซูตรัสไว้ล่วงหน้าแล้ว จะต้องถูกจับกุม ถูกข่มเหง และถูกตรึงกางเขน พระองค์จะถูกชาวยิวที่ไม่เชื่อต่อต้าน รวมถึงพวกคนต่างชาติด้วย เปโตรและพวกสาวกเมื่อเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่างก็ชักดาบออกมา พระเยซูทรงทราบทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพระองค์ (ยอห์น 18:4) แต่สิ่งนี้เป็นพระประสงค์ของพระบิดา พระเยซูจะไม่ปล่อยให้พวกสาวกปกป้องพระองค์โดยใช้กำลัง ทุกสิ่งต้องเกิดขึ้นตามนั้น

หลังจากตำหนิพวกสาวกที่พยายามใช้กำลังปกป้องพระองค์ พระเยซูทรงหันไปหาบรรดาคนที่มาจับกุม ทำไมต้องใช้กำลังมาจับพระองค์ด้วย? ทำไมต้อง “ติดอาวุธ” มาครบมือ? (มีคนกลุ่มใหญ่ได้รับอนุญาตให้มาช่วยจับกุมพระเยซูด้วย) ทำไมต้องมาจับตอนกลางคืน? พระองค์ไม่ได้ไปซ่อนตัวที่ไหน ทำราวกับพระองค์เป็นโจร ทรงสั่งสอนอย่างเปิดเผยในพระวิหาร ถ้าจะจับตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้าก็ทำได้โดยง่าย และถ้าการใช้กำลังของพวกสาวก (คุกคาม) เผยให้เห็นว่าคิดไม่ถูกต้อง  การใช้กำลังมาจับกุมพระองค์ที่ในสวนก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน

ก่อนเข้าพระวจนะตอนต่อไปให้เรากลับมาดูเปโตรที่พร้อมจะตายเพื่อพระเยซู อย่างที่ประกาศก่อนหน้า คงไม่มีใครแกว่งดาบใส่กองกำลังที่ใหญ่ขนาดนั้นโดยไม่กลัวตาย (หรือคาดหวังให้พระเยซูทำการอัศจรรย์ช่วยเหลือ) พระเยซูตรัสกับเปโตรและสาวกที่เหลือว่าถ้าพระองค์ต้องการการอัศจรรย์เข้ามาแทรกแซง ก็ทรงทำได้โดยไม่ต้องให้สาวกใช้กำลัง

การประกาศตัวที่ยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ ; การปฏิเสธที่ยิ่งใหญ่ของเปโตร (มัทธิว 26:57-68)

57พวก​คน​ที่​จับ​พระ‍เยซู​ก็​พา​พระ‍องค์​ไป​ถึง​บ้าน​คา‌ยา‌ฟาส​มหา‍ปุ‌โร‌หิต ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่​บรร‌ดา​ธรร‌มา‌จารย์​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ประ‌ชุม​กัน​อยู่ 58แต่​เป‌โตร​ตาม​พระ‍องค์​ไป​ห่างๆ จน‍ถึง​ลาน‍บ้าน​ของ​มหา‍ปุ‌โร‌หิต และ​เข้า​ไป​นั่ง​ข้าง‍ใน​ลาน‍บ้าน​กับ​บรร‌ดา​คน​รับ‍ใช้ เพื่อ​คอย‍ดู​ว่า​เรื่อง​จะ​จบ‍ลง​อย่าง‍ไร 59พวก​หัว‍หน้า​ปุ‌โร‌หิต​กับ​สมา‌ชิก‍สภา‍ยิว​ทั้ง‍หมด​ก็​หา​พยาน‍เท็จ​มา​ปรัก‌ปรำ​พระ‍เยซู​เพื่อ​จะ​ประ‌หาร​พระ‍องค์​เสีย 60แต่​ถึง‍แม้​มี​พยาน​เท็จ​หลาย​คน​มา​ให้‍การ​ก็​ยัง​หา​หลัก‍ฐาน​ไม่‍ได้ ใน​ที่​สุด​มี​สอง​คน​มา​ให้‍การ 61ว่า “คน‍นี้​กล่าว​ว่า​เขา​สามารถ​ทำ‍ลาย​พระ‍วิหาร​ของ​พระ‍เจ้า​และ​สร้าง​ขึ้น​ใหม่​ภาย‍ใน​สาม​วัน” 62มหา‍ปุ‌โร‌หิต​จึง​ลุก‍ขึ้น​ถาม​พระ‍องค์​ว่า “เจ้า​จะ​ไม่​แก้​ตัว​ใน​ข้อ‍หา​ที่​พวก‍เขา​เป็น​พยาน​กล่าว​หา​เจ้า​หรือ?” 63แต่​พระ‍เยซู​ทรง​นิ่ง​อยู่ ท่าน​มหา‍ปุ‌โร‌หิต​จึง​กล่าว​ว่า “เรา​ให้​เจ้า​สาบาน​โดย​อ้าง​พระ‍เจ้า​ผู้​ทรง​พระ‍ชนม์​อยู่ ให้​บอก​เรา​ว่า​เจ้า​เป็น​พระ‍คริสต์​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​หรือ​ไม่” 64พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “ท่าน​ได้​พูด​แล้ว แต่​เรา​จะ​บอก​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ด้วย​ว่า ตั้ง‍แต่​นี้​ไป พวก‍ท่าน​จะ​เห็น  บุตร​มนุษย์ ประ‌ทับ​ข้าง‍ขวา​ของ​ผู้​ทรง​ฤทธิ์‍เดช  และเสด็จ​มา​บน​เมฆ​แห่ง​ฟ้า‍สวรรค์ ” 65แล้ว​มหา‍ปุ‌โร‌หิต​ก็​ฉีก​เสื้อ​ของ​ตน​กล่าว​ว่า “เขา​พูด​หมิ่น‍ประ‌มาท​พระ‍เจ้า เรา​ต้อง‍การ​พยาน​อะไร​อีก ท่าน​ก็​ได้‍ยิน​เขา​พูด​หมิ่น‍ประ‌มาท​พระ‍เจ้า​แล้ว 66พวก‍ท่าน​คิด​อย่าง‍ไร?” พวก‍เขา​ตอบ​ว่า “เขา​สม‍ควร​ตาย” 67แล้ว​พวก‍เขา​ก็​ถ่ม​น้ำ‍ลาย​รด​พระ‍พักตร์​และ​ทุบ‍ตี​พระ‍องค์ บาง‍คน​ก็​ตบ​พระ‍องค์ 68แล้ว​กล่าว​ว่า “เจ้า​พระ‍คริสต์ จง​ทำ‍นาย​ให้​เรา​รู้​ซิ​ว่า​ใคร​ตี​เจ้า” (มัทธิว 26:57-68)

มัทธิวเล่าเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันสองเหตุการณ์ในย่อหน้านี้และย่อหน้าถัดไป เพื่อให้เห็นความแตกต่าง เหตุการณ์แรก พระเยซูถูกนำไปไต่สวนโดยคายาฟาส มหาปุโรหิต และสภาซานเฮดริน  เหตุการณ์ที่สองเปโตรถูกคนรอบข้างซักถาม และในเวลาเดียวกับที่เปโตรปฏิเสธพระเยซู  พระองค์ทรงประกาศยืนยันถึงพระองค์เองในฐานะพระเมสซิยาห์ –  การประกาศตัวที่ยิ๋งใหญ่ของพระองค์

เป็นเวลากลางดึก อันนาสก็ส่งพระเยซูไปหาคายาฟาส312  โดยมีสภาแซนเฮดรินอยู่กันพร้อมหน้า (ดูมาระโก 14:55 ด้วย) รวมถึงหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ (มัทธิว 26:57-59) นี่ไม่ใช่การรวมตัวกันอย่างถูกกฎหมาย ถ้าเป็นภาษาสมัยนี้ พระเยซูไม่ได้รับ “กระบวนการอันควรแห่งกฎหมาย” ผู้พิพากษา “ศาลเตี้ย” เหล่านี้ อยู่ห่างจากคำว่าเป็นกลาง พวกเขาหาหลักฐานมาปรักปรำเพื่อหาเหตุประหารพระเยซู (ข้อ 59) แต่ก็หาไม่ได้

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายและอัปยศที่สุดในประวัติศาสตร์อิสราเอล แต่บางทีคนก็มองเป็นเรื่องสนุก นี่เป็นกลุ่มชนชั้นสูงที่ขี้โอ่ หรือ “ชนชั้นหัวกระทิ” ของอิสราเอล เหมือนเป็นที่ทำการของศาลฎีกาในสมัยนั้น นี่คือผู้นำศาสนาระดับสูง และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พวกเขามุ่งมั่นจะประหารพระเยซู เคยตกลงกันว่าจะไม่จับกุมหรือฆ่าพระองค์จนกว่า “หลังเทศกาล” (มัทธิว 26:5) แต่พระเยซูทรงบีบสถานการณ์ บอกยูดาสและพวกสาวกว่าจะมีคนหนึ่งทรยศพระองค์ (มัทธิว 26:21) และยังบอกกับยูดาสตรงๆว่าเขานั่นแหละที่จะทรยศพระองค์ (มัทธิว 26:25) ยูดาสไม่มีเวลาเหลือแล้ว ต้องลงมือในทันทีตามเงินค่าจ้าง ไม่ว่าผู้นำชาวยิวจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม

ผู้นำศาสนายิวมีข้อผูกมัด พวกเขาหมือนถูกบังคับให้นำพวกโรมันเข้ามาเกี่ยวข้อง (ปิลาต เฮโรด และทหารโรมัน) ถูกบังคับให้ตรึงกางเขนพระเยซู ในท่ามกลางสาธารณะชน และต้องทำให้เสร็จก่อนปัสกา ไม่เช่นนั้นจะเป็นมลทิน ทำให้ร่วมพิธีปัสกาไม่ได้ (ดูยอห์น 18:28, 19:14 มาระโก 15:42-43) สองสามชั่วโมงก่อนหน้า เหมือนพวกเขามีเวลาเกือบสองสัปดาห์วางแผนสังหารพระเยซู313  จึงไม่มีเวลาเตรียมหา และ “ซักซ้อม” พยาน (เท็จ) ซึ่งทำให้พลาดจนเห็นได้ นึกภาพคนพวกนี้พยายามพูดพ่นเรื่องเหตุผล เรื่องความเหมาะสม ในท่ามกลางความวุ่นวาย คำให้การของพวกเขาสับสนและค้านกันไปมา จนไม่อาจตั้งข้อกล่าวหาได้ จึงชัดเจนว่าคำให้การเหล่านี้ไม่เพียงพอ เมื่อแก๊งพยานเท็จสอบไม่ผ่าน ไม่มีสักคนที่พูดตรงกัน ถ้าตรงกันก็นำมาใช้ปรักปรำไม่ได้ อย่างดีก็เป็นได้แค่วกวนอยู่ในคำตรัสของพระองค์ (“ถ้า​ทำ‍ลาย​วิหาร​นี้ เรา​จะ​สร้าง​ขึ้น​ภาย‍ใน​สาม​วัน” – ยอห์น 2:19) แม้จะเป็นความจริง แต่การพูดว่าทำเช่นนี้ ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นอาชญากรรม จะเป็นก็ต่อเมื่อลงมือทำ กรณีแบบนี้ในสมัยของเรา คงถูกไล่ออกจากศาลแทบไม่ทัน

คงนึกภาพออก คนพวกนี้จะขุ่นเคืองแค่ไหน คดีเริ่มล่าช้า และดูเหมือนพวกเขาทำอะไรไม่ได้ มหาปุโรหิตพยายามโน้มน้าวพระเยซูให้ละเมิดสิทธิ ไม่ให้ถ้อยคำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง (ภาษาสมัยนี้) ให้การปรักปรำตนเอง “พระเยซูมีอะไรจะพูดต่อข้อกล่าวหานี้?” พระเยซูไม่มีอะไรตรัส พระองค์ไม่จำเป็นต้องตรัส ข้อหาไม่คุ้มกับการให้ความเห็น หรือปกป้องตนเอง ไม่ใช่หน้าที่ของพระองค์ที่ต้องหาหลักฐานมาให้พวกเขา เป็นหน้าที่พวกเขาที่ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวหา

แล้วมหาปุโรหิตก็เกิดความคิด ต้องให้พระเยซูสาบานเพื่อจะตอบคำถามนี้  “เรา​ให้​เจ้า​สาบาน​โดย​อ้าง​พระ‍เจ้า​ผู้​ทรง​พระ‍ชนม์​อยู่ ให้​บอก​เรา​ว่า​ เจ้า​เป็น​พระ‍คริสต์​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​หรือ​ไม่?(มัทธิว 26:63) นี่เป็นคำถามที่ตามกฎหมายพระเยซูไม่จำเป็นต้องตอบ แต่พระองค์เลือกที่จะตอบ ผมเคยคิดว่าเป็นเพราะมหาปุโรหิตบีบให้พระองค์สาบาน แต่เดี๋ยวนี้มองต่างไป นี่เป็นคำถามที่พระเยซูต้องตอบ ถ้าปฏิเสธก็อาจมองได้ว่าพระองค์ไม่ใช่พระเมสซิยาห์ บุตรของพระเจ้า ถ้าพระองค์คือพระเมสซิยาห์ บุตรของพระเจ้า แล้วทำไมจะไม่ตอบ?  นี่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสด็จมา – เพื่อเปิดเผยว่าพระองค์คือพระเมสซิยาห์ และเป็นบุตรของพระเจ้า

คำตอบของพระเยซูนั้นชัดเจน ไม่เพียงประกาศว่าพระองค์คือพระเมสซิยาห์ บุตรของพระเจ้า ยังตรัสถึงพระองค์เองว่าเป็นบุตรมนุษย์:

พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า  “ท่าน​ได้​พูด​แล้ว แต่​เรา​จะ​บอก​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ด้วย​ว่า ตั้ง‍แต่​นี้​ไป พวก‍ท่าน​จะ​เห็นบุตร​มนุษย์ประ‌ทับ​ข้าง‍ขวา​ของ​ผู้​ทรง​ฤทธิ์‍เดช และเสด็จ​มา​บน​เมฆ​แห่ง​ฟ้า‍สวรรค์” (มัทธิว 26:64)

นี่เป็นถ้อยคำที่มีอำนาจมาก พระเยซูทรงยืนยันถึงความเป็นพระองค์ ทรงเป็นพระเมสซิยาห์ ทรงเป็นบุตรของพระเจ้า และทรงเป็นบุตรมนุษย์ แปลว่าจะเสด็จกลับมาที่โลกนี้ด้วยฤทธิอำนาจ เพื่อมาจัดการกับศัตรูของพระองค์ และมาจัดตั้งความยุติธรรม

พระดำรัสของพระเยซู ถ้าเชื่อ ต้องกระแทกเข้าไปในใจของผู้นำศาสนายิว และทำให้ตกใจสุดขีด แต่พวกเขากลับคิดว่าเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้า ซึ่งเป็นข้อหาใหญ่ตามบัญญัติของยิว (เลวีนิติ 24:10-16; กันดารวิถี 15:30) ไม่มีใครในพวกเขาจะหยุดและสะท้อนคิดนัยที่พระเยซูทรงประกาศ ไม่มีใครคิดจริงจังว่าคำประกาศนี้เป็นความจริง ในความคิดพวกเขา นี่เป็นข้อหาที่เพียงพอจะประหารพระเยซู มหาปุโรหิตจึงหาเหตุรวมเอาความแค้นเคืองเท่าที่หาได้ เรียกร้องให้มีการประหาร:

แล้ว​มหา‍ปุ‌โร‌หิต​ก็​ฉีก​เสื้อ​ของ​ตน​กล่าว​ว่า “เขา​พูด​หมิ่น‍ประ‌มาท​พระ‍เจ้า เรา​ต้อง‍การ​พยาน​อะไร​อีก ท่าน​ก็​ได้‍ยิน​เขา​พูด​หมิ่น‍ประ‌มาท​พระ‍เจ้า​แล้ว (มัทธิว 26:65)

ทุกคนต่างก็เห็นด้วยเต็มที่ และประกาศบทลงโทษองค์พระเยซู

สิ่งที่เกิดหลังจากนั้นมีความสำคัญมาก ทันทีที่ประกาศว่าทำผิด บทลงโทษที่ไม่เป็นธรรมและรุนแรงก็เทลงมาอย่างกลั้นโทสะไม่อยู่ และด้วยความเกลียดชัง พวกเขาถ่มน้ำลายใส่พระพักตร์  – ถ่มน้ำลายใส่พระพักตร์พระเจ้า! ใช้กำปั้นทุบตีและตบพระองค์ ระบายความแค้นใจลงที่พระเจ้าในสภาพมนุษย์ พวกเขาตบพระพักตร์และท้าให้ทายว่าใครเป็นคนตบ  (26:67-68) นี่เป็นศาลสูงที่สุดในแผ่นดิน และดูสิ่งที่พวกขาทำ นี่คือพระเจ้าในมือมนุษย์ที่ใจบาปหยาบช้า

69เป‌โตร​นั่ง​อยู่​นอก‍ตึก​ที่​ลาน‍บ้าน มี​สาว‍ใช้​คน​หนึ่ง​มา​พูด​กับ​เขา​ว่า “เจ้า​ก็​อยู่​กับ​เยซู​ชาว​กา‌ลิ‌ลี​ด้วย” 70แต่​เป‌โตร​ปฏิ‌เสธ​ต่อ‍หน้า​คน​ทั้ง‍หมด​ว่า “ที่​เจ้า​พูด​นั้น​ข้า​ไม่​รู้​เรื่อง” 71เมื่อ​เป‌โตร​ออก​ไป​ที่​ประตู​บ้าน สาว‍ใช้​อีก‍คน‍หนึ่ง​เห็น​เขา​จึง​บอก​คน​ทั้ง‍หลาย​ที่​อยู่​ที่‍นั่น​ว่า “คน​นี้​เคย​อยู่​กับ​เยซู​ชาว​นา‌ซา‌เร็ธ” 72เป‌โตร​จึง​ปฏิ‌เสธ​อีก‍ทั้ง​สาบาน​ด้วย​ว่า “ข้า​ไม่​รู้‍จัก​คน​นั้น” 73อีก​สัก​ครู่​หนึ่ง คน‍ทั้ง‍หลาย​ที่​ยืน​อยู่​ใกล้ๆ นั้น​ก็​มา​พูด​กับ​เป‌โตร​ว่า “เจ้า​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​นั้น​แน่ๆ เพราะ​ว่า​สำเนียง​ของ​เจ้า​ส่อ​ตัว​เอง” 74เป‌โตร​ก็​เริ่ม​สบถ‍สาบาน​ว่า “ข้า​ไม่​รู้‍จัก​คน‍นั้น” ทัน‍ใด​นั้น​ไก่​ก็​ขัน 75เป‌โตร​จึง​ระลึก‍ถึง​คำ​ที่​พระ‍เยซู​ตรัส​ไว้​ว่า “ก่อน​ไก่​ขัน​ท่าน​จะ​ปฏิ‌เสธ​เรา​สาม​ครั้ง” แล้ว​เป‌โตร​ก็​ออก​ไป​ข้าง‍นอก​ร้อง‍ไห้​เป็น​ทุกข์​อย่าง​มาก (มัทธิว 26:69-75)

ตลอดเวลา เปโตรนั่งผิงไฟอยู่ที่ลานบ้านของมหาปุโรหิต สาวใช้คนหนึ่ง314  มาพูดว่าเขาเป็นหนึ่งในสาวกของพระเยซู  เปโตรปฏิเสธออกไป  แรกเลยท่านไม่ได้ชี้ชัดปฏิเสธว่ารู้จักพระเยซู เพียงแต่ตอบว่า “ไม่รู้ว่าเธอพูดเรื่องอะไร” ที่แน่ๆน่าจะพอปิดปากสาวใช้คนแรกได้ แต่กลับมีสาวใช้อีกคนมาเผชิญหน้า เธอไม่ได้แค่ถามเปโตร แต่พูดกับคนรอบข้าง “คน​นี้​เคย​อยู่​กับ​เยซู​ชาว​นา‌ซา‌เร็ธ” (มัทธิว 26:71) จากมุมมองของเปโตรนี่คุกคามยิ่งกว่า จึงปฏิเสธว่ารู้จักกับพระเยซู โดยเน้นด้วยคำสาบาน ในที่สุดคนที่สาม – คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ – ก็เข้ามาหาเปโตร ครั้งนี้ด้วยคำถามที่รุกเร้ากว่า: “เจ้า​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​นั้น​แน่ๆ เพราะ​ว่า​สำเนียง​ของ​เจ้า​ส่อ​ตัว​เอง” (ข้อ 73) เปโตรยิ่งปฏิเสธหนักเข้าไปอีกว่าไม่รู้จักพระเยซู ไม่ต้องพูดถึงสนิทสนมกัน ครั้งนี้ท่านรู้สึกว่าจำเป็นต้องย้ำคำปฏิเสธด้วยการสบถสาบาน

ในนาทีนั้นไก่ก็ขัน 315 และเปโตรก็จำสิ่งที่พระเยซูตรัสได้ว่าท่านจะปฏิเสธพระองค์ จึงออกไปร้องไห้เป็นทุกข์อย่างมาก น่าแปลกนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่มัทธิวเอ่ยชื่อเปโตรในพระกิตติคุณของท่าน ขณะที่มัทธิวบันทึกเรื่องราวจุดจบของยูดาสไว้ (มัทธิว 27:3-10) แต่ไม่ได้เอ่ยถึงเปโตร เป็นเพราะรู้ว่าถ้าบันทึกจะใช้เวลาและข้อมูลอีกมากหรือ? หรือเพราะท่านรู้ว่าจะมีคนบันทึกเรื่องนี้ไว้ในประวัติศาสตร์ของคริสตจักร (รวมถึงเปโตรเองด้วย) ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มัทธิวอาจไม่เห็นว่าจำเป็นต้องบันทึก “เรื่องที่เหลือ” ของเปโตรไว้

บทสรุป

ถ้าพระวจนะตอนนี้สำแดงบางสิ่ง น่าจะเป็นว่ามวลมนุษยชาติ ไม่มีข้อยกเว้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนบาปน่าสมเพช ถ้าไม่เพราะพระคุณของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ พวกเขาก็จะพินาศไป:

“ไม่‍มี​ผู้​ใด​เป็น​คน​ชอบ‍ธรรม​สัก​คน​เดียว​ไม่‍มี​เลย

11 ไม่‍มี​คน​ที่​เข้า‍ใจ

ไม่‍มี​คน​ที่​แสวง‍หา​พระ‍เจ้า

12 เขา​ทุก‍คน​หลง‍ผิด​ไป​หมด พวก‍เขา​เลว‍ทราม​เหมือน‍กัน​สิ้น

ไม่‍มี​สัก​คน​เดียว​ที่​ทำ‍ดี

ไม่‍มี​เลย” (โรม 3:10ข-12)

ไม่ว่าจะดีที่สุด หรือร้ายที่สุด มนุษย์ทุกคนก็คือคนบาป มีแต่บ่มความชั่วช้าอยู่ในใจ ไม่มีทางเลยที่จะไปถึงความชอบธรรมได้ หรือพยายามทำดีเพื่อให้พระเจ้าโปรดปราน เราต้องการความรอดจากแหล่งภายนอกตัวเรา เราจำเป็นต้องมีพระเยซูคริสต์ พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่ช่วยได้

พระวจนะตอนนี้แสดงให้เห็นความบาปของมนุษย์ และความสมบูรณ์เพียบพร้อมของพระเยซูคริสต์ พระวจนะตอนนี้ไม่มีใครสักคนที่ดูดี ไม่มีเลยเว้นแต่พระเยซู ทุกสิ่งที่พระองค์ทำนายเกิดขึ้นเป็นจริงตามที่ตรัสไว้ทุกประการ ภายใต้แรงกดดันและความตรึงเครียดมหาศาล มากเกินกว่าที่เราจะรู้ได้ พระเยซูไม่เคยผิดพลาด พระคำและการกระทำของพระองค์มหัศจรรย์สำหรับเรา แม้มนุษย์ (อย่างเปโตร หรือยูดาส หรือผู้นำศาสนายิว) จะล้มเหลว แต่พระเยซูไม่ทรงล้มเหลว แม้สหายสนิทที่สุดละทิ้งพระองค์ไป พระองค์จะไม่มีวันละทิ้งพวกเขา – คนของพระองค์ – คนที่วางใจในการอภัยบาปของพระองค์ และรับของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ พระเยซูไม่เคยผิดพลาด พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ แม้ว่าเราจะล้มเหลว:

ก่อน​ถึง​งาน​เทศ‌กาล​ปัส‌กา พระ‍เยซู​ทรง​ทราบ​ว่า​ถึง​เวลา​แล้ว​ที่​พระ‍องค์​จะ​ทรง​จาก​โลก​นี้​ไป​หา​พระ‍บิดา พระ‍องค์​ทรง​รัก​บรร‌ดา​คน​ของ​พระ‍องค์​ที่​อยู่​ใน​โลก​นี้ พระ‍องค์​ทรง​รัก​เขา‍ทั้ง‍หลาย​จน‍ถึง​ที่‍สุด (ยอห์น 13:1)

ถ้า​เรา​ไม่‍มี​ความ​สัตย์‍จริง พระ‍องค์​ก็​ยัง​ทรง​ไว้​ซึ่ง​ความ​สัตย์‍จริง เพราะ​พระ‍องค์​จะ​ไม่​ทรง​เป็น​พระ‍องค์​เอง​ไม่‍ได้ (2ทิโมธี 2:13)

ท่าน​อย่า​เป็น​คน​เห็น​แก่​เงิน จง​พอ‍ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​ท่าน​มี​อยู่ เพราะ‍ว่า​พระ‍องค์​ได้​ตรัส​ว่า “เรา​จะ​ไม่​ละ​ท่าน​หรือ​ทอด‍ทิ้ง​ท่าน​เลย” (ฮีบรู 13:5)

ในช่วงมืดมิดที่สุดของมนุษยชาติ ความสมบูรณ์พร้อมขององค์พระผู้เป็นเจ้าส่องสว่างเข้ามาอย่างเจิดจ้า พระองค์ผู้เดียวที่เราสมควรวางใจ สมควรนมัสการ เชื่อฟัง และปรนนิบัติพระองค์ อย่าให้ความสยดสยองของเหตุการณ์นี้ ในโมงยามสุดท้ายของพระเยซูหันเราออกไปจากทางของพระองค์ พระองค์คู่ควรเป็นศูนย์กลางของชีวิต ความดีเพียบพร้อมของพระองค์คู่ควรแก่คำสรรเสริญของเรา

ขอพูดถึงการปฏิเสธพระเยซูของเปโตร อย่าให้เราอ่านและจดจำพระวจนะตอนนี้ว่าเป็นชั่วโมงที่ย่ำแย่ที่สุดของเปโตร โดยลืมมองไปในอนาคตของท่าน ถึงแม้ไม่มีการเอ่ยชื่อเปโตรอีกในพระกิตติคุณมัทธิว แต่เราได้พบกับเปโตรที่ต่างไปในหนังสือกิจการ ด้วยการคืนพระชนม์ และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์ และการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพนเทคสเต เราพบเปโตรที่เปลี่ยนไป ท่านกลายเป็นผู้ประกาศพระกิตติคุณอย่างกล้าหาญในท่ามกลางการต่อต้านและเสี่ยงอันตราย:

8ขณะ​นั้น​เป‌โตร​เต็ม​เปี่ยม​ด้วย​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์​กล่าว​กับ​พวก‍เขา​ว่า “นี่‍แน่ะ ท่าน​ผู้‍ครอบ‍ครอง​พล‍เมือง​และ​พวก​ผู้‍ใหญ่​ทั้ง‍หลาย 9ถ้า​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จะ​ไต่‍สวน​เรา​ทั้ง‍สอง​ใน​วัน‍นี้​ถึง​การ​ดี​ที่​ได้​ทำ​กับ​คน‍ป่วย​นี้ และ​ถาม​ว่า​เขา​หาย​เป็น​ปกติ​ได้​อย่าง‍ไร​แล้ว 10ก็​ให้​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​กับ​บรร‌ดา​ชน​อิสรา‌เอล​ทราบ​เถิด​ว่า โดย​พระ‍นาม​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์​ชาว​นา‌ซา‌เร็ธ​ที่​พวก‍ท่าน​ตรึง​ไว้​ที่​กาง‌เขน ผู้​ซึ่ง​พระ‍เจ้า​ทรง​ให้​เป็น​ขึ้น​จาก​ตาย โดย​พระ‍องค์​นั้น​แหละ​ชาย​คน​นี้​ที่​ยืน​อยู่​ต่อ‍หน้า​พวก‍ท่าน​จึง​ได้​หาย​เป็น​ปกติ 11พระ‍องค์​ทรง​เป็นศิลา ที่​พวก‍ท่าน​ผู้​เป็นช่าง‍ก่อ‍สร้าง​ละ‍ทิ้ง ซึ่ง​กลับ​กลาย​เป็น​ศิลา‍มุม‍เอก​แล้ว 12ใน​ผู้‍อื่น​ความ​รอด​ไม่‍มี​เลย เพราะ​ว่า​นาม​อื่น​ซึ่ง​ให้​เรา​ทั้ง‍หลาย​รอด​ได้​นั้น ไม่​โปรด​ให้​มี​ท่าม‍กลาง​มนุษย์​ทั่ว​ใต้​ฟ้า” 13เมื่อ​พวก‍เขา​เห็น​ความ​กล้า‍หาญ​ของ​เป‌โตร​กับ​ยอห์น และ​รู้​ว่า​ท่าน​ทั้ง‍สอง​ขาด​การ​ศึกษา​และ​เป็น​คน​สามัญ ก็​อัศ‌จรรย์​ใจ แล้ว​จำ​ได้​ว่า​คน​ทั้ง‍สอง​เคย​อยู่​กับ​พระ‍เยซู 14ยิ่ง​พวก‍เขา​เห็น​คน​นั้น​ที่​หาย‍โรค​ยืน​อยู่​กับ​เป‌โตร​และ​ยอห์น พวก‍เขา​ก็​ไม่‍มี​อะไร​คัด‍ค้าน​ได้ (กิจการ 4:8-14)

ผลที่เกิดขึ้นจากพระราชกิจของพระเยซูที่บนกางเขน และการสถิตย์อยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เปโตรไม่เพียงแต่ประกาศตนอย่างกล้าหาญว่าเป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านยังสั่งสอนให้เราทำเช่นกัน:

13ถ้า​พวก‍ท่าน​ขวน‍ขวาย​ทำ‍ดี ใคร​จะ​ทำ‍ร้าย​พวก‍ท่าน 14แต่​ถ้า​พวก‍ท่าน​ต้อง​ทน‍ทุกข์ เพราะ​ทำ​สิ่ง​ถูก‍ต้อง พวก‍ท่าน​ก็​เป็น​สุข อย่า​กลัว​การ​ข่ม‍ขู่​ของ​พวก‍เขา และ​อย่า​วิตก​ไป​เลย 15แต่​ใน​ใจ​ของ​พวก‍ท่าน จง​เคารพ​นับ‍ถือ​พระ‍คริสต์​ว่า​เป็น​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า จง​เตรียม‍พร้อม​เสมอ ที่​จะ​อธิบาย​กับ​ทุก‍คน​ที่​ขอ​ทราบ​เหตุ‍ผล​เกี่ยว‍กับ​ความ​หวัง​ของ​พวก‍ท่าน 16แต่​จง​ตอบ​ด้วย​ความ​สุภาพ‍อ่อน‍โยน​และ​ด้วย​ความ​นับ‍ถือ จง​มี​มโน‌ธรรม​ที่​บริ‌สุทธิ์ เพื่อ​เมื่อ​พวก‍ท่าน​ถูก​ใส่‍ร้าย คน​ที่​กล่าว‍ร้าย​ความ​ประ‌พฤติ​ดี​ของ​พวก‍ท่าน​ใน​พระ‍คริสต์​จะ​ต้อง​อับอาย 17เพราะ‍ว่า​การ​ทน‍ทุกข์​เพราะ​ทำ‍ดี ถ้า​เป็น​พระ‍ประ‌สงค์​ของ​พระ‍เจ้า ก็​ดี‍กว่า​การ​ทน‍ทุกข์​เพราะ​ทำ‍ชั่ว (1เปโตร 3:13-17)

เหตุการณ์ในพระวจนะตอนนี้เน้นให้เห็นถึงสิทธิอำนาจ และพระวจนะที่ไว้ใจได้ เช่นเดียวกับการถือกำเนิดมาของพระเยซู เราพบว่ามัทธิวย้ำให้เห็นชัดเจน ทุกเรื่องของพระวจนะเกิดขึ้นและเป็นจริงตามขั้นตอนการเสด็จสู่กางเขน  พระคำของพระเจ้าเป็นจริง ไม่เคยล้มเหลว แม้มนุษย์พยายามอย่างยิ่งที่จะต่อต้านและกบฎต่อพระประสงค์ แต่จะจบลงที่พวกเขาเองเป็นฝ่ายเติมเต็มพระประสงค์และพระสัญญาอย่างไม่รู้ตัว เราจึงไว้วางใจในพระวจนะได้

ผมขอจบลงด้วยข้อสังเกตุและการนำมาใช้อีกประการ พระวจนะตอนนี้อธิบายถึงโมงยามที่มืดมิดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ทุกวันอาทิตย์เราก็ยังไปร่วมกันเพื่อรำลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู มากไปกว่านั้น ทุกอาทิตย์เราไปร่วมเฉลิมฉลองการสิ้นพระชนม์ เพราะความจริงคือการทนทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์เป็นหนทางเดียวที่พระองค์ทรงช่วยมนุษย์ที่บาปผิดและหลงหายได้รับความรอดจากโทษที่สมควรได้ และได้รับของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ และความจริงว่าการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ยังทำให้เรามองเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาใหม่สิ้นเชิง ที่กางเขน พระเยซูทรงแบกรับคำแช่งสาป (ความตาย) และช่วยรักษาเราให้หาย (ชดใช้แทนเรา) พระเจ้าทรงใช้วิธีที่โหดร้าย และชั่วร้ายที่สุดของมนุษย์มาทำให้แผนการนิรันดร์เพื่อความรอดสำเร็จลง

แน่นอนนี่เป็นตัวอย่างความจริงที่ประกาศอยู่ในโรมบทที่ 8:

28เรา​รู้​ว่า​เหตุ‍การณ์​ทุก‍อย่าง​ร่วม‍กัน​ก่อ​ผล​ดี​แก่​คน​ที่​รัก​พระ‍เจ้า คือ​แก่​คน​ทั้ง‍หลาย​ที่​พระ‍องค์​ทรง​เรียก​ตาม​พระ‍ประ‌สงค์​ของ​พระ‍องค์ 29เพราะ‍ว่า​ทุก‍คน​ที่​พระ‍องค์​ได้​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว พระ‍องค์​ทรง​กำ‌หนด​ไว้​ก่อน​ให้​เป็น​ตาม​พระ‍ฉายา​แห่ง​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍องค์ เพื่อ​พระ‍บุตร​นั้น​จะ​ได้​เป็น​บุตร​หัว‍ปี​ท่าม‍กลาง​พี่‍น้อง​จำ‌นวน​มาก 30และ​บรร‌ดา​ผู้​ที่​พระ‍องค์​ทรง​กำ‌หนด​ไว้​ก่อน​นั้น พระ‍องค์​ทรง​เรียก​มา​ด้วย และ​ผู้​ที่​พระ‍องค์​ทรง​เรียก​มา​นั้น พระ‍องค์​ทรง​ให้​เป็น​ผู้​ชอบ‍ธรรม และ​ผู้​ที่​พระ‍องค์​ทรง​ให้​เป็น​ผู้​ชอบ‍ธรรม​นั้น พระ‍องค์​ก็​ทรง​ให้​มี​ศักดิ์‍ศรี​ด้วย (โรม 8:28-30)

พระเจ้าสามารถนำเหตุการณ์ที่โหดร้ายในการต่อต้าน ปฏิเสธและนำพระเยซูไปตรึงกางเขนเป็นหนทางเพื่อให้เราได้รับความรอด ไม่เพียงแค่นั้น แต่เป็นพระพรที่นำเราไปถึงชีวิตนิรันดร์ ขอให้เราซาบซึ้งในความจริงที่อัศจรรย์นี้ ถ้าพระเจ้าสามารถนำโศกนาฏกรรมเช่นนี้มาป็นชัยชนะในการช่วยกู้มนุษยชาติ มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ที่เราจะเชื่อว่าพระเจ้าจะให้ทุกเหตุการณ์ในชีวิตเราเป็นที่ถวายพระสิริแด่พระองค์ และเพื่อเป็นสิ่งดีสำหรับเรา?

————————————————————————————————————————-

 

304 ลิขสิทธิ 2005 โดย Community Bible Chapel, 418 E. Main Street, Richardson, TX 75081.  ดัดแปลงจากต้นฉบับของบทเรียนที่ 78 ในบทเรียนต่อเนื่องของพระกิตติคุณมัทธิว  จัดเตรียมโดย ศบ โรเบิร์ต แอลเดฟฟินบาว  พฤษภาคม 29, 2005 ทุกท่านสามารถนำบทเรียนนี้ไปใช้เพื่อการศึกษาได้เท่านั้น  ทางคริสตจักร Community Bible Chapel เชื่อว่าเนื้อหาในบทเรียนนี้ถูกต้องตรงตามหลักการสอนพระคัมภีร์ใช้เพื่อช่วย ในการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า บทเรียนนี้เป็นพันธกิจ และเป็นลิขสิทธิของ   Community Bible Chapel

305 อกจากที่กล่าวไปแล้ว พระวจนะที่นำมาอ้างอิงทั้งหมดมาจาก NET Bible (The NEW ENGLISH TRANSLATION) เป็น ฉบับแปลใหม่ทั้งหมดไม่ใช่นำฉบับเก่าในภาษาอังกฤษมาเรียบเรียงใหม่ใช้ผู้ เชี่ยวชาญและนักวิชาการพระคัมภีร์มากกว่า ยี่สิบคน รวบรวมข้อมูลทั้งจากภาษาฮีบรูโดยตรง ภาษาอาราเมข และภาษากรีกโครงการแปลนี้เริ่มมาจากที่เราต้องการนำ พระคัมภีร์เผยแพร่ผ่านสื่ออีเลคโทรนิค เพื่อรองรับการใช้งานทางอินเตอร์เน็ท และซีดี (compact disk) ที่ใดก็ตามในโลก ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ทได้ ก็สามารถเรียกดูและพริ้นทข้อมูลไว้เพื่อใช้ศึกษาเป็นการส่วนตัวได้โดยไม่คิด มูลค่านอกจากนี้ ผู้ใดก็ตามที่ต้องการนำข้อมูลเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่คิดเงิน สามารถทำได้จากเว็บไซท์ : www.netbible.org

306 เป็นความจริงเรื่องการชักดาบในมัทธิว 26:51-54 เปโตรเป็นคนแรกที่ชักดาบออกมา (ยอห์น 18:10-11) แต่สาวกคนอื่นๆก็คิดจะทำด้วย (ลูกา 22:49) เพียงแต่เปโตรเร็วกว่าคนอื่น (ทั้งพูดและทำ) คำพูดและการกระทำของเปโตรจึงเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว สิ่งนี้ทำให้คิดว่าเราเป็นเหมือนเปโตร เพราะท่านมีบางสิ่งที่เหมือนเรา?

307 ความทุกข์ใจสาหัสที่พระเจ้าพระบิดาจำต้องทอดทิ้งพระองค์ (มัทธิว 27:46)

308 พระกิตติคุณยอห์น (18:3, 12) เล่มเดียวบันทึกว่ามีทหารโรมันมาเกี่ยวข้อง มีการคาดเดาจำนวนทหารที่มา ในหมายเหตุของฉบับ NASB พูดว่ามี  “หนึ่งกองพัน” และคำว่าผู้สั่งการหมายถึงผู้บังคับการกองพัน จากข้อมูลในยอห์น เราต้องระวังไม่ไปลดจำนวนทหารที่ไปร่วมในเหตุการณ์นี้ อย่าลืมว่าผู้นำชาวยิวแจ้งข้อกล่าวหาพระเยซูที่ร้ายแรงมาก และเป็นภัยต่อชาติ พวกเขาจึงไปจับกุมพระองค์ด้วยความคิดว่าพระองค์ “เป็นอันตรายและมีอาวุธครบมือ” พระองค์เคยรอดจากเงื้อมมือพวกยิวที่เกลียดชังพระองค์มาหลายหนก่อนหน้า และพวกเขาตั้งใจจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

309 ทั้งในข้อ 5 และข้อ 8 ฉบับ NASB ใช้คำว่า “พระองค์” เป็นตัวเอน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่ามีการเพิ่มคำว่า “พระองค์” เข้าไป ไม่มีอยู่ในต้นฉบับภาษากรีก ผมคิดว่าตามที่พระเยซูตรัสตอบ พระองค์ตรัสมากกว่า “เราเป็นผู้นั้น (ที่ท่านตามหา) ” มีคำว่า “เราเป็น” ซึ่งเป็นคำเดียวกับในอพยพ 3:14 (และก่อนหน้าในยอห์น 8:58) ดังนั้นพระเยซูทรงประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ทำให้คนพวกนั้นถึงกับผงะล้มลง

310 เราต้องระมัดระวังและไม่คาดหวังมากนักในเปโตร (หรือสาวกคนอื่นๆ) พวกสาวกอาจเข้าใจผิดในคำตรัสของพระเยซู (จึงนำมาใช้ผิด) ในลูกา 22:35-38 ซึ่งทำให้เข้าใจไปว่าใช้ความรุนแรงได้

311 นี่เป็นประเด็นที่สำคัญ แต่อาจเป็นความเห็นที่ไม่ได้รับความนิยม (ดูมัทธิว 11:12) ในตอนจบผู้คนเลือกคนที่ใช้ความรุนแรง แรกก็บารับบัส และเกือบ 40 ปีต่อมากบฎต่อผู้นำและหาทางโค่นอำนาจโรมัน สร้างความวุ่นวายจนนำไปถึงการทำลายเยรูซาเล็มและพระวิหาร

312 เรารู้จากยอห์น 18:13-24  ว่าพระเยซูถูกนำไปที่อันนาสก่อน ผู้เป็นพ่อตาของคายาฟาส เขาเป็นคนแรกที่ไต่สวนพระเยซู แล้วค่อยส่งตัวให้ลูกเขยและผู้นำศาสนายิวไต่สวน ตามที่มัทธิวและพระกิตติคุณเล่มอื่นๆบันทึกไว้  (ลูกา 3:2) เชื่อมโยงมหาปุโรหิต การปกครองของอันนาสและคายาฟาสในบันทึกการถือกำเนิดของพระเยซู แต่ไม่มีการเอ่ยชื่อนี้อีกในพระกิตติคุณของท่าน ท่านเชื่อมโยงอันนาสและคายาฟาสอีกครั้งในกิจการ 4:6 มาระโกไม่ได้เอ่ยชื่อทั้งอันนาสและคายาฟาส

313 อย่าลืมว่าปัสกายังรวมถึงการฉลองเทศกาลขนมปังไร้เชื้อซึ่งยาวนานไปอีกสัปดาห์ (อพยพ 12:17)  เพียงไม่กี่วันก่อนปัสกา เมื่อผู้นำชาวยิวทำการตกลงกับยูดาส (มัทธิว 26:6-16, ยอห์น 12:1-8)

314 มัทธิวเขียนว่า “สาวใช้คนหนึ่ง” ท่านต้องการให้ชัดเจนว่าเป็นเพียงผู้หญิงคนเดียว ไม่มีอำนาจ ไม่คุกคาม จึงไม่อาจพูดได้ว่าเธอมาข่มขู่หรือคุกคาม แต่ทำให้เปโตร “ฝ่อ” เมื่อถูกถามว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเยซูหรือไม่

315 ลูกาเพิ่มว่าพระเยซูทรงเหลียวดูเปโตร (ลูกา 22:61)

 

(โดย ศบ.อาวุโส บ็อบ เดฟฟินบาว Community Bible Chapel)

(แปล อรอวล ระงับภัย – คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ scottfilmer.com)