มัทธิว บทเรียนที่ 27 “อุปมาเรื่องเงินตะลันต์”

อุปมาเงินตะลันต์

มัทธิว บทเรียนที่27 “อุปมาเรื่องเงินตะลันต์” (มัทธิว 25:14-30; ลูกา 19:12-28)

คำนำ 269

14“เพราะ ​ว่า​เหมือน​อย่าง​ชาย​คน​หนึ่ง​ที่​กำลัง​จะ​ออก​เดิน‍ทาง เขา​จึง​เรียก​บ่าว​ทั้ง‍หลาย​ของ​ตน​มา และ​ฝาก​ทรัพย์​สิ่ง‍ของ​ของ​ตน​กับ​พวก‍เขา​ไว้ 15คน​หนึ่ง​ท่าน​ให้​ห้า​ตะ‌ลันต์ คน​หนึ่ง​สอง​ตะ‌ลันต์ และ​อีก‍คน‍หนึ่ง​ตะ‌ลันต์​เดียว ตาม​ความ​สามารถ​ของ​แต่‍ละ‍คน แล้ว​ท่าน​ก็​ไป 16คน​ที่​ได้​รับ​ห้า​ตะ‌ลันต์​ก็​ไป​ทัน‍ที เอา​เงิน​นั้น​ไป​ค้า‍ขาย270 ได้​กำ‌ไร​อีก​ห้า​ตะ‌ลันต์ 17คน​ที่​ได้​รับ​สอง​ตะ‌ลันต์​ก็​ได้​กำ‌ไร​อีก​สอง​ตะ‌ลันต์​เหมือน‍กัน 18แต่​คน​ที่​ได้​รับ​ตะ‌ลันต์​เดียว​นั้น​ออก​ไป​ขุด​หลุม​และ​ซ่อน​เงิน​ของ​นาย​ไว้ 19หลัง‍จาก​ผ่าน​ไป​เป็น​เวลา​นาน นาย​ของ​บ่าว​ทั้ง‍หลาย​ก็​มา​คิด​บัญชี​กับ​พวก‍เขา 20คน ​ที่​ได้​รับ​ห้า​ตะ‌ลันต์​ก็​เอา​เงิน​กำ‌ไร​อีก​ห้า​ตะ‌ลันต์​มา​ชี้‍แจง​ ว่า ‘นาย​เจ้า‍ข้า ท่าน​มอบ​เงิน​ห้า​ตะ‌ลันต์​ไว้​กับ​ข้าพ‌เจ้า นี่‍แน่ะ ข้าพ‌เจ้า​ได้​กำ‌ไร​มา​อีก​ห้า​ตะ‌ลันต์’ 21นาย ​จึง​ตอบ​ว่า ‘ดี​แล้ว เจ้า​เป็น​บ่าว​ที่​ดี​และ​ซื่อ‍สัตย์ เจ้า​ซื่อ‍สัตย์​ใน​ของ​เล็ก‍น้อย เรา​จะ​ตั้ง​เจ้า​ให้​ดู‍แล​ของ​จำ‌นวน​มาก เจ้า​จง​ร่วม​ยินดี​กับ​นาย​ของ​เจ้า​เถิด’ 22คน ​ที่​ได้​รับ​สอง​ตะ‌ลันต์​มา​ชี้‍แจง​ด้วย​ว่า ‘นาย​เจ้า‍ข้า ท่าน​มอบ​เงิน​สอง​ตะ‌ลันต์​ไว้​กับ​ข้าพ‌เจ้า นี่‍แน่ะ ข้าพ‌เจ้า​ได้​กำ‌ไร​มา​อีก​สอง​ตะ‌ลันต์’ 23นาย ​จึง​ตอบ​ว่า ‘ดี​แล้ว เจ้า​เป็น​บ่าว​ที่​ดี​และ​ซื่อ‍สัตย์ เจ้า​ซื่อ‍สัตย์​ใน​ของ​เล็ก‍น้อย เรา​จะ​ตั้ง​เจ้า​ให้​ดู‍แล​ของ​จำ‌นวน​มาก เจ้า​จง​ร่วม​ยินดี​กับ​นาย​ของ​เจ้า​เถิด’ 24คน ​ที่​ได้​รับ​ตะ‌ลันต์​เดียว​ก็​มา​ชี้‍แจง​ด้วย​ว่า ‘นาย​เจ้า‍ข้า ข้าพ‌เจ้า​รู้​อยู่​ว่า​ท่าน​เป็น​คน​ใจ​ตระ‌หนี่ เกี่ยว​ผล​ใน​ที่​ที่​ท่าน​ไม่‍ได้​หว่าน รวบ‍รวม​ใน​ที่​ที่​ท่าน​ไม่‍ได้​โปรย 25ข้าพ‌เจ้า​กลัว​จึง​เอา​เงิน​ตะ‌ลันต์​ของ​ท่าน​ไป​ซ่อน​ไว้​ใต้‍ดิน ดู‍ซิ นี่​เงิน​ของ​ท่าน’ 26นาย ​จึง​ตอบ​ว่า ‘ไอ้​บ่าว​ชั่ว​และ​เกียจ‍คร้าน เจ้า​ก็​รู้​ไม่​ใช่​หรือ​ว่า​เรา​เกี่ยว​ใน​ที่​ที่​เรา​ไม่‍ได้​หว่าน รวบ‍รวม​ใน​ที่​ที่​เรา​ไม่‍ได้​โปรย 27เพราะ‍ฉะนั้น​เจ้า​ควร​เอา​เงิน​ของ​เรา​ไป​ฝาก​กับ​นาย​ธนา‌คาร เมื่อ​เรา​มา​ก็​จะ​ได้​รับ​เงิน​ทั้ง​ดอก‍เบี้ย​ด้วย 28เพราะ‍ฉะนั้น จง​เอา​เงิน​ตะ‌ลันต์​เดียว​นั้น​จาก​เขา​ไป​ให้​คน​ที่​มี​สิบ​ตะ‌ลันต์ 29เพราะ ​ว่า​ใคร​ที่​มี​อยู่​แล้ว​จะ​ให้​แก่​คน​นั้น​จน​มี​อย่าง​เหลือ‍เฟือ แต่​คน​ที่​ไม่‍มี แม้​แต่​สิ่ง​ที่​มี​อยู่​ก็​จะ​เอา​ไป​จาก​เขา 30เอา​ไอ้​บ่าว​ชั่ว‍ช้า​ไป​ทิ้ง​เสีย​ยัง​ที่​มืด​ภาย‍นอก ซึ่ง​ที่​นั่น​จะ​มี​การ​ร้อง‍ไห้​ขบ‍เขี้ยว‍เคี้ยว‍ฟัน” (มัทธิว 25:13-30)271

อุปมานี้เป็นเรื่องเล่าธรรมดาของพระเยซู ชายคนหนึ่งกำลังจะออกเดินทาง จึงฝากทรัพย์สินของตนไว้กับบ่าว แบ่งเงินทองให้บ่าวสามคนตามสัดส่วนความสามารถของแต่ละคน คนแรกให้ไว้ห้าตะลันต์ คนที่สอง สองตะลันต์ และคนที่สาม หนึ่งตะลันต์ บ่าวสองคนแรกรีบ272  เอาเงินที่นายให้ไปค้าขาย คนที่สามไม่ได้ไปลงทุนในสิ่งใด ขุดหลุมแล้วเอาเงินฝังไว้ เมื่อผู้เป็นนายกลับมา สองคนแรกรีบไปพบนาย ดีใจที่ทำให้เงินของนายเพิ่มพูนขึ้น273  ทั้งคู่ได้รับคำชมจากเจ้านาย “ดีแล้ว เจ้าเป็นบ่าวที่ดีและซื่อสัตย์” ทั้งคู่ได้รับแต่งตั้งให้รับผิดชอบดูแลงานที่ใหญ่ขึ้น ได้มีส่วนทำให้ผู้เป็นนายยินดี

แต่กับบ่าวคนที่สามต่างไป บ่าวคนนี้มาหานายพร้อมกับเงินหนึ่งตะลันต์ที่นายให้ไว้ ไม่ได้ทำให้งอกเงย ถ้าเป็นสมัยนี้ค่าเงินน่าจะตกลงตามภาวะเงินเฟ้อ บ่าวคนนี้อ้างเหตุผลที่อ่อนด้อย บอกว่ารู้อยู่ว่านายเป็นคนใจตระหนี่ (ใจแข็ง) และเกี่ยวผลในที่ๆไม่ได้หว่าน รวบรวมในที่ๆไม่ได้โปรย จึงให้เหตุผลว่าไม่กล้าเสี่ยงเอาเงินไปลงทุน เอาไปซ่อน และตอนนี้นำมาคืนโดยไม่ได้เพิ่มกำไร ผู้เป็นนายกล่าวตำหนิบ่าวคนนี้ว่า “ชั่วและเกียจคร้าน” ริบตะลันต์คืนไปมอบให้คนที่มีสิบตะลันต์แทน ขับบ่าวผู้นั้นออกไปยังที่มืดภายนอก ที่มีแต่การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

เราต้องนำผลลัพท์ของบ่าวที่ซื่อสัตย์และบ่าวที่เกียจคร้านในอุปมานี้มาพิจารณา เมื่อรับใช้อย่างซื่อสัตย์จะนำไปสู่ความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้นในแผ่นดินสวรรค์ และได้ร่วมยินดีกับผู้เป็นนาย คือองค์พระเยซูคริสต์ รับใช้อย่างไม่ซื่อสัตย์นำไปสู่การลงโทษ ถูกขับออกจากหน้าที่คนต้นเรือน ไปยังที่มืดภายนอก ที่มีแต่เสียงร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ออกไปจากการสถิตอยู่ของพระเยซู

เราสามารถสรุปได้ว่า อุปมานี้ไม่เพียงแต่น่าสนใจ แต่เป็นเรื่องสำคัญของชีวิตนิรันดร์ ขอให้ตั้งใจฟัง ทูลขอความสว่างในความคิดและจิตใจจากพระวิญญาณ ขอเพิ่มกำลังในการรับใช้ เพื่อพระสิริจะเป็นของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

อุปมาที่คล้ายกัน (ลูกา 19:11-27)

เราไม่ควรเรียนอุปมานี้ในมัทธิว 25 โดยไม่นำอุปมาที่คล้ายกันในลูกา 19:11-27 มาดู

11ขณะ‍ที่​ประ‌ชา‍ชน​กำลัง​ฟัง​สิ่ง‍เหล่า‍นี้ พระ‍องค์​ก็​ตรัส​อุปมา​เรื่อง​หนึ่ง​ให้​พวก‍เขา​ฟัง​ต่อ‍ไป​อีก เพราะ​พระ‍องค์​กำลัง​เสด็จ​มา​ใกล้​กรุง‍เย‌รู‌ซา‌เล็ม และ​เพราะ​เหตุ​ที่​พวก‍เขา​คิด​ว่า​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า​กำลัง​จะ​ปรา‌กฏ ​ใน​ไม่​ช้า​นี้ 12พระ‍องค์​ตรัส​ว่า “มี​เจ้า‍นาย​องค์​หนึ่ง​กำลัง​จะ​เดิน‍ทาง​ไป​เมือง​ไกล​เพื่อ​รับ​อำนาจ​มา​ครอง​แผ่น‍ดิน แล้ว​จะ​กลับ‍มา​อีก 13ท่าน​จึง​เรียก​ทาส​ของ​ท่าน​สิบ​คน​มา มอบ​เงิน​ไว้​กับ​พวก‍เขา​สิบ​มินา​แล้ว​สั่ง​ว่า ‘จง​เอา​ไป​ค้า‍ขาย​จน‍กว่า​เรา​จะ​กลับ‍มา’ 14แต่​ชาว‍เมือง​เกลียด‍ชัง​ท่าน​ผู้‍นั้น จึง​ส่ง​ทูต​ตาม​หลัง​ไป​เพื่อ​ทูล​ว่า ‘เรา​ไม่​ต้อง‍การ​ให้​ท่าน​ผู้‍นี้​มา​ปก‍ครอง’ 15เมื่อ​ท่าน​ได้​รับ​อำนาจ​ครอง​แผ่น‍ดิน​กลับ‍มา​แล้ว ท่าน​จึง​เรียก​พวก​ทาส​ที่​ท่าน​ให้​เงิน​ไว้​นั้น​มา เพื่อ​จะ​ดู​ว่า​พวก‍เขา​ค้า‍ขาย​ได้​กำ‌ไร​เท่า‍ไหร่ 16คน​แรก​มา​บอก​ว่า ‘ท่าน‍เจ้า‍ข้า เงิน​หนึ่ง​มินา​ของ​ท่าน​ได้​กำ‌ไร​มา​อีก​สิบ​มินา’ 17ท่าน ​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า ‘ดี​มาก เจ้า​เป็น​ทาส​ที่​ดี เพราะ​เจ้า​ซื่อ‍สัตย์​ใน​ของ​เล็ก‍น้อย เจ้า​จง​มี​อำนาจ​ครอบ‍ครอง​สิบ​เมือง​เถิด’ 18คน​ที่​สอง​มา​บอก​ว่า ‘ท่าน‍เจ้า‍ข้า เงิน​หนึ่ง​มินา​ของ​ท่าน​ได้​กำ‌ไร​มา​อีก​ห้า​มินา’ 19ท่าน​จึง​พูด​กับ​เขา​เหมือน‍กัน​ว่า ‘เจ้า​จง​ครอบ‍ครอง​ห้า​เมือง​เถิด’ 20อีก‍คน‍หนึ่ง​มา​บอก​ว่า ‘ท่าน‍เจ้า‍ข้า นี่​เงิน​หนึ่ง​มินา​ของ​ท่าน ข้าพ‌เจ้า​เอา​มัน​ห่อ​ผ้า​เก็บ​ไว้ 21เพราะ​ข้าพ‌เจ้า​กลัว​ท่าน เนื่อง‍จาก​ท่าน​เป็น​คน​เข้ม‍งวด ท่าน​เก็บ​ผล​ที่​ท่าน​ไม่‍ได้​ลง‍แรง และ​เกี่ยว​สิ่ง​ที่​ท่าน​ไม่‍ได้​หว่าน’ 22ท่าน ​จึง​ตอบ​เขา​ว่า ‘ไอ้​ขี้‍ข้า​ชั่ว‍ช้า เรา​จะ​พิพาก‌ษา​เจ้า​ด้วย​คำ‍พูด​ของ​เจ้า​เอง เจ้า​ก็​รู้​ไม่​ใช่​หรือ​ว่า​เรา​เป็น​คน​เข้ม‍งวด เก็บ​ผล​ที่​เรา​ไม่‍ได้​ลง​แรง​และ​เกี่ยว​สิ่ง​ที่​เรา​ไม่‍ได้​หว่าน? 23แล้ว​ทำไม​เจ้า​ถึง​ไม่​ฝาก​เงิน​ของ​เรา​ไว้​ใน​ธนา‌คาร? เมื่อ​เรา​มา​จะ​ได้​รับ​เงิน​ของ​เรา​พร้อม​กับ​ดอก‍เบี้ย​ด้วย’ 24แล้ว​ท่าน​สั่ง​คน​ที่​ยืน​อยู่​ที่​นั่น​ว่า ‘จง​เอา​เงิน​หนึ่ง​มินา​จาก​เขา​ไป​ให้​กับ​คน​ที่​มี​สิบ​มินา’ 25แล้ว​พวก‍เขา​พูด​ว่า ‘ท่าน‍เจ้า‍ข้า เขา​มี​สิบ​มินา​แล้ว’ 26‘เรา ​บอก​พวก‍เจ้า​ว่า ทุก‍คน​ที่​มี​อยู่​แล้ว​จะ​ได้​รับ​เพิ่ม​อีก แต่​คน​ที่​ไม่‍มี แม้​แต่​สิ่ง​ที่​เขา​มี​อยู่​นั้น​ก็​จะ​ต้อง​เอา​ไป​จาก​เขา 27ส่วน​พวก​ศัตรู​ของ​เรา​ที่​ไม่​ต้อง‍การ​ให้​เรา​ปก‍ครอง​พวก‍เขา​นั้น จง​พา​เขา​มา​ที่​นี่ แล้ว​ฆ่า​เสีย​ต่อ‍หน้า​เรา’ ” (ลูกา 19:11-27)

ความคล้ายระหว่างอุปมาในมัทธิว 25 และอุปมาในลูกาที่เห็นชัดเจน:

  • ชาย (เจ้านาย) คนหนึ่งเดินทางไปเมืองไกล ไปอยู่นาน และกลับมา
  • เจ้านายคนนี้นำทรัพย์สินมาจัดสรรให้บ่าว คาดหวังจะให้ทำกำไรในระหว่างที่เขาไม่อยู่
  • บ่าวสองคนแรกซื่อสัตย์ เจ้านายกล่าวชมเชยและมอบหมายหน้าที่ๆใหญ่ขึ้นให้
  • บ่าวคนที่สามนำเงินที่ได้ไปฝังไว้
  • บ่าวคนที่สามหาข้ออ้าง กล่าวหาว่าเจ้านายเป็นคนเข้มงวด
  • บ่าวคนที่สามอ้างว่าเพราะเกรงกลัวเจ้านาย
  • บ่าวคนที่สามไม่ได้นำเงินไปลงทุนให้งอกเงย
  • บ่าวสองคนแรกได้รับคำชมและเข้าแผ่นดินสวรรค์ บ่าวคนที่สามถูกกล่าวโทษและขับลงนรก
  • เจ้านายบอกบ่าวคนที่สามว่าน่าจะเอาเงินไปฝากธนาคาร
  • สิ่งที่บ่าวคนที่สาม (ที่ไม่ซื่อสัตย์) ได้ไป ถูกริบคืน ไปมอบให้บ่าวคนที่ทำกำไรให้เจ้านายได้มากที่สุด

ขณะที่อุปมาในพระกิตติคุณลูกามีความคล้ายกับในมัทธิว 25 ยังมีข้อแตกต่างบางประการที่สำคัญ:

  • ในลูกาพระเยซูทรงเล่าอุปมาเมื่อเข้าใกล้เยรูซาเล็ม ก่อนการเสด็จเข้าอย่างผู้พิชิต ; ในมัทธิวพระเยซูเล่าอุปมานี้ขณะอยู่ในเยรูซาเล็ม สองสามวันจากนั้น
  • ในลูกามีทาสสิบคน ; ในมัทธิวมีสาม
  • ในลูกา เจ้านายที่เดินทางไกลเป็นเจ้านายที่จะได้ปกครองแผ่นดิน ; ในมัทธิวไม่ได้พูดเรื่องนี้
  • ในลูกา เจ้านายมอบเงินให้ทาสในจำนวนเท่าๆกัน (หนึ่งมินา) ; ในมัทธิว มอบตะลันต์ให้บ่าวสามคน สัดส่วนตามความสามารถ
  • ในลูกา บ่าวถูกสั่งให้นำเงินที่ได้ไปทำการ “ค้าขาย” ; แต่ในมัทธิวไม่ได้พูดถึง (แม้จะเป็นที่เข้าใจ)
  • ในลูกา มีคนอีกกลุ่ม นอกเหนือจากพวกบ่าว  – ชาวเมืองที่เกลียดชังเจ้านายคนนี้ ส่งทูตไปบอกว่าไม่ต้องการให้กลับมาปกครอง กลุ่มคนที่กบฎนี้ในที่สุดถูกฆ่าตาย
  • ในลูกาบันทึกถึงสาเหตุที่เล่าอุปมานี้ เพื่อจะแก้ความเข้าใจผิดว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะปรากฎมาในทันที แต่ไม่เอ่ยถึงในมัทธิว

สิ่งที่อาจทำให้เราเขวคือนำรายละเอียดจากอุปมาในลูกาไปปนกับในมัทธิว ต้องระวังและต้องตระหนักว่าอุปมาทั้งสองมีส่วนที่คล้ายกัน แต่เล่าในโอกาสต่างกัน และมีเรื่องสำคัญเจาะจงต่างกัน

คำอธิบายเรื่องการแบ่งย่อหน้า

เมื่อศึกษาพระวจนะตอนนี้ ผมอยากสรุปว่าการแบ่งย่อหน้าอาจทำให้สับสน และผิดพลาด โดยเฉพาะมัทธิว 25:13

เพราะ‍ฉะนั้น จง​เฝ้า‍ระวัง​อยู่ เพราะ​พวก‍ท่าน​ไม่​รู้​กำ‌หนด​วัน​หรือ​เวลา​นั้น (มัทธิว 25:13)

ข้อ 13 เป็นของข้อ 1-12?  หรือของข้อ 14-30?  อดคิดไม่ได้ว่าข้อ 13 น่าจะไปได้ดีกับข้อ 14-30 เหตุผลที่สรุปแบบนี้ แม้จะต่างจากที่ยอมรับโดยทั่วไป (ข้อ 1-13, ข้อ 14-30, ข้อ 31-46) เพราะ:

(1) ข้อ 13 ดูไม่ไปกับเนื้อหาของข้อ 1-12 หรือมีส่วนช่วยเสริม คำว่า “ไม่​รู้​กำ‌หนด​วัน​หรือ​เวลา​นั้น” เกี่ยวข้องกับหญิงพรหมจารีฉลาด และหญิงพรหมจารีโง่อย่างไร? ข้อแตกต่างไม่ใช่ว่ากลุ่มหนึ่งรู้วันและเวลา และอีกกลุ่มไม่รู้ ทั้งสองกลุ่มต่างไม่รู้เวลาที่เจ้าบ่าวจะมา ข้อแตกต่างคือกลุ่มหนึ่งนำน้ำมันติดตัวมา และอีกกลุ่มไม่ได้นำมา ตอนที่ผมเทศนาอุปมาเรื่องหญิงพรหมจารีสิบคน ผมมองไม่เห็นว่าข้อ 13 เป็นตัวสรุปของ 12 ข้อแรกอย่างไร

(2) หนังสือคู่มืออธิบายหลายเล่มยอมรับการแบ่งนี้ ส่วนข้อ 14 ในย่อหน้าใหม่ เริ่มแบบฉับพลัน แต่ยังไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจน ขออนุญาตคิดต่าง ข้อ 14 ไม่น่าจะเป็นข้อแรกของอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ ควรเป็นข้อ 13 มากกว่า

(3) ตามความเห็นของผม เหตุผลหลักที่ข้อ 13 มารวมอยู่กับข้อ 1-12 เพราะคำศัพท์ (ในภาษากรีก ou=n) บ่อยครั้งเป็นคำที่แปลว่า “ด้วยเหตุนั้น” หรือ “ถ้าเช่นนั้น”274  ซึ่งไม่อาจชี้ชัด บางครั้งก็ข้ามคำนี้ไปไม่มีการแปล บางครั้งใช้เป็นคำเชื่อมประโยค ผมคิดว่าน่าจะเป็นกรณีนี้

(4) สำนวนที่ขึ้นต้นในข้อ 14 (ภาษากรีก w[sper ga.r) ถูกนำมาใช้ 11 ครั้งในที่อื่นๆในพระคัมภีร์ใหม่ (มัทธิว 12:40; 24:27, 37; 25:14; ลูกา  17:24; ยอห์น 5:21, 26; โรม  5:19; 6:19; 11:30; 1โครินธ์ 11:12; 15:22; ยากอบ 2:26)  นอกเหนือจากที่เรากำลังเรียน ไม่มีการนำไปใช้ขึ้นต้นย่อหน้าในที่อื่น (ตามฉบับแปลต่างๆ) ที่จริงเป็นคำอธิบายถึงสิ่งที่พูดก่อนหน้า ในมัทธิวนั้นชัดเจนในข้อ 12:40; 24:27, 37

(5) อุปมาที่คล้ายกันในลูกา 19 (เล่าคนละเวลา และมีรายละเอียดที่แตกต่าง) เริ่มต้นด้วยการพูดถึงเวลา:

ขณะ‍ที่​ประ‌ชา‍ชน​กำลัง​ฟัง​สิ่ง‍เหล่า‍นี้ พระ‍องค์​ก็​ตรัส​อุปมา​เรื่อง​หนึ่ง​ให้​พวก‍เขา​ฟัง​ต่อ‍ไป​อีก เพราะ​พระ‍องค์​กำลัง​เสด็จ​มา​ใกล้​กรุง‍เย‌รู‌ซา‌เล็ม และ​เพราะ​เหตุ​ที่​พวก‍เขา​คิด​ว่า​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า​กำลัง​จะ​ปรา‌กฏ ใน​ไม่​ช้า​นี้ (ลูกา 19:11)

ในอีกมุม ลูกาบอกเราว่าพระเยซูทรงเจาะจงเล่าอุปมานี้เพื่อแก้ไขความเข้าใจเรื่องการเสด็จกลับมา ดังนั้นเวลาจึงเป็นสาระสำคัญสำหรับข้อ 14-31 มากกว่า 1-13 จึงขออนุญาตนำข้อ 13 มาเป็นข้อแรกของย่อหน้าใหม่นี้

กุญแจสู่การตีความอุปมาเรื่องตะลันต์ในมัทธิว

เพื่อเข้าใจความหมายและการประยุกต์ใช้อุปมาเรื่องเงินตะลันต์ เราต้องทำความเข้าใจกับคำศัพท์และความหมายก่อน ขอนำองค์ประกอบสำคัญที่สุดในอุปมานี้มาอธิบายตามที่ผมเข้าใจ

องค์ประกอบเรื่องเวลา เวลาเป็นปัจจัยสำคัญในคำสอนของพระเยซู เกี่ยวข้องกับการเสด็จกลับมาและยุคสุดท้าย เริ่มต้นบทที่ 24 พระเยซูทรงบ่งชัด การเสด็จกลับมาของพระองค์จะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่หลังจากความทุกข์ลำบากและเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ขณะที่มีข้อพิสูจน์เพียงพอให้ผู้ติดตามพระองค์แยกแยะได้จาก “ฤดูกาล” ที่เล็งถึงการเสด็จกลับมา แต่ไม่รู้วันและเวลาแน่นอน (มัทธิว 24:32-36) นอกจากนี้ การเสด็จกลับมาจะเป็นเวลาที่ไม่มีใครคาดคิด (มัทธิว 24:44) อุปมาเรื่องตะลันต์ พูดถึงสองกรอบเวลาที่ชัดเจน ข้อแรก เจ้านาย​ไป​เป็น​เวลา​นาน (มัทธิว 25:19) ข้อสอง บ่าวที่ซื่อสัตย์รีบนำเงินไปลงทุนให้งอกเงย (มัทธิว 25:16-17)

องค์ประกอบเรื่องเงิน  ที่จริงน่าเสียดาย คำว่า “ตะลันต์” สมัยนี้ความหมายแตกต่างจากสมัยพระเยซู ตะลันต์เป็นหน่วยวัดค่าเงินใหญ่ที่สุดในยุคนั้น ที่จริงเนื่องจากตะลันต์เป็นหน่วยที่ใช้วัดน้ำหนัก มูลค่าการวัดกลับไม่คงที่ ตัวอย่างเช่น ตะลันต์ของทองคำ มีมูลค่ามากกว่าตะลันต์ของทองแดง ขณะที่นักวิชาการพระคัมภีร์กำหนดมูลค่าของตะลันต์เทียบกับค่าเงินในสมัยนี้แตกต่างกันไป แต่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ บางคนบอกว่าเท่ากับค่าจ้าง 20 ปีของผู้ใช้แรงงาน275  เราต้องจำว่าตะลันต์ในสมัยนั้นเป็นหน่วยวัดเงิน ไม่ใช่วัดความสามารถ ตะลันต์ถูกแจกจ่ายให้ตามความสามารถ ไม่ใช่ให้ตอบแทนความสามารถ

จึงต้องระวังเมื่อศึกษาอุปมานี้ การครอบครองตะลันต์ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าได้รับความรอด บ่าวที่ได้รับหนึ่งตะลันต์ ชัดเจนว่าไม่ได้รับความรอด ถูกขับลงนรก ทำนองเดียวกับอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช (มัทธิว 13:3-9; 18-23) การงอกของเมล็ดพืชไม่ได้แทนความรอด เพียงแต่ดินชนิดที่สี่เป็นตัวแทนของผู้เชื่อแท้ ดินแบบที่สองและสามเป็นตัวแทนของผู้มีท่าทีสนใจข่าวประเสริฐ แต่แล้วก็ปฏิเสธเมื่อรู้ความหมายชัดเจน ผู้เชื่อแท้ใช้ภาพแทนเมล็ดพืชที่งอกเงย ทนทาน และเกิดผล

อุปมาเรื่องเงินตะลันต์ ทำให้เราเข้าใจว่าคนที่ไม่เชื่อได้รับมอบหมายบางสิ่ง และต้องรายงานว่านำไปใช้อย่างไร ผมเชื่อว่ามีพระวจนะตอนอื่นๆที่บ่งว่าพระเจ้ามอบหมาย (โดยพระคุณในบางกรณี) ทรัพยากรบางอย่างให้มนุษย์ทุกคน และทุกคนต้องรับผิดชอบในการนำไปใช้ (หรือไม่ใช้) ทรัพยากรที่พระเจ้ามอบให้ เชื่อว่าพบได้ในพระธรรมโรม 9 เมื่อ อ เปาโลพูดถึงสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้อิสราเอล:

1ข้าพ‌เจ้า​พูด​ความ​จริง​ใน​พระ‍คริสต์ ข้าพ‌เจ้า​ไม่‍ได้​โกหก มโน‌ธรรม​ของ​ข้าพ‌เจ้า​เป็น​พยาน​โดย​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์​ว่า 2ข้าพ‌เจ้า​มี​ความ​ทุกข์​หนัก​และ​ความ​เจ็บ‍ร้อน​ใน​ใจ​เสมอ 3พร้อม​ที่​จะ​ถูก​สาป และ​ถูก​ตัด‍ขาด​จาก​พระ‍คริสต์​เพราะ​เห็น‍แก่​พี่‍น้อง​ของ​ข้าพ‌เจ้า คือ​เชื้อ‍ชาติ​ของ​ข้าพ‌เจ้า​ตาม​เนื้อ‍หนัง 4พวก‍เขา​เป็น​คน​อิสรา‌เอล ได้​รับ​สิทธิ์​เป็น​บุตร​ของ​พระ‍เจ้า เห็น​พระ‍สิริ​ของ​พระ‍องค์ และ​เขา​ได้​รับ​บรร‌ดา​พันธ‌สัญญา ทั้ง​การ​ประ‌ทาน​ธรรม‍บัญญัติ พิธี​นมัส‌การ​พระ‍เจ้า และ​พระ‍สัญญา​ต่างๆ 5ทั้ง​อัคร‌ปิตา​ก็​เป็น​ของ​พวก‍เขา​ด้วย และ​พระ‍คริสต์​ก็​มา​จาก​เขา​ทาง​เนื้อ‍หนัง คือ​พระ‍องค์​ผู้​ทรง​รับ​การ​สรร‌เสริญ​ว่า​เป็น​พระ‍เจ้า​เหนือ​สาร‌พัด​ เป็น​นิตย์ อา‌เมน (โรม 9:1-5)

พระเยซูเมื่อกล่าวตำหนิพวกธรรมาจารย์และฟาริสี บ่อยครั้งใช้คำศัพท์ “ผู้อารักขา” พระเจ้าทรงมอบให้อิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำของพวกเขาด้วยความจริง และพวกเขาไม่ได้นำไปใช้อย่างเหมาะสม

องค์ประกอบเรื่องงาน  นี่คือเหตุผลสำคัญในการแปลข้อ 16 (ดูหมายเหตุ 1 ด้านบน) ต้นฉบับชัดเจน – บ่าวคนแรก (และน่าจะบ่าวคนที่สองด้วย) รีบนำเงินที่ได้ไปลงทุนในงานทันที เงินไม่ได้เป็นตัวไปทำงาน แต่เป็นบ่าว เมื่อข้ออ้างของบ่าวคนที่สามฟังไม่ขึ้น จึงชัดเจนว่าบ่าวคนนี้ขี้เกียจ – ไม่ได้ลงมือทำงาน ไม่ได้แม้แต่นำไปฝากธนาคาร276 เพื่อให้เงินนั้นงอกเงยผ่านการงาน

องค์ประกอบเรื่องผลกำไร หลายครั้งผมงงกับพระคำบางข้อ ที่มีอยู่หลายครั้งในพระคัมภีร์ใหม่:

เพราะ​ว่า​ใคร​ที่​มี​อยู่​แล้ว​จะ​ให้​แก่​คน​นั้น​จน​มี​อย่าง​เหลือ‍เฟือ แต่​คน​ที่​ไม่‍มี แม้​แต่​สิ่ง​ที่​มี​อยู่​ก็​จะ​เอา​ไป​จาก​เขา” (มัทธิว 25:29) และดู 13:12 ด้วย มาระโก 4:25; ลูกา 8:18; 19:26)

แล้ว “คนที่ไม่มี” จะเอาบางสิ่งไปจากเขาได้อย่างไร? คุณจะไปเอาบางสิ่งจากคนที่ไม่มีอะไรได้อย่างไร? ตอนนี้ผมได้คำตอบแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับตอนอื่นๆที่ใช้หลักการเดียวกัน  “คนที่ไม่มี” แต่ “มี” (เพราะสิ่งที่มีถูกเอาไปแล้ว) คือคนที่มีเงินของเจ้านาย แต่ไม่ได้ทำให้งอกเงย บ่าวคนที่สามไม่ได้ทำกำไร ไม่มีผลงานคืนให้เจ้านาย ตะลันต์ของเขาจึงถูกริบเอาไปและมอบให้คนที่นำเงินไปทำงานได้ผลกำไรแทน

เราพบหลักการเดียวกันนี้ในอุปมาเรื่องผู้หว่านพืช (มัทธิว 13:12; มาระโก 4:25; ลูกา8:18) ดินที่ไม่เกิดผล (หรือไม่ทำให้พืชงอกงาม หรือไม่ทำกำไร) คือดินคุณภาพเลว ดินที่ให้ผลผลิตเท่านั้นคือดิน “ดี” ดังนั้นคนที่นำสิ่งที่ได้รับมอบหมาย และทำให้เกิดผลแก่ผู้เป็นนาย จะได้รับบำเหน็จจากความซื่อสัตย์ คนที่ไม่ซื่อสัตย์ไม่เพียงแต่ไม่ได้บำเหน็จ แต่ไม่ได้เป็นผู้อารักขาอีกต่อไป

วันพิพากษา – บำเหน็จ และการลงโทษ

หลังจากไปนาน เจ้านายก็เดินทางกลับ และมาสะสางบัญชีกับพวกทาส (ข้อ 19) บ่าวสองคนรีบนำผลกำไรที่ได้ระหว่างที่นายไม่อยู่ไปรายงาน คนแรกมอบเงินคืนให้เจ้านายสิบตะลันต์ ทำได้เป็นเท่าจากที่นายมอบให้ บ่าวคนที่สองมอบเงินคืนให้สี่ตะลันต์ ก็เป็นเท่าที่นายมอบให้ด้วย ทั้งสองเป็นบ่าวที่ซื่อสัตย์ ได้รับรางวัลจากนายเพราะความซื่อสัตย์ สิ่งแรก – ได้รับคำชมเชยจากผู้เป็นนาย  “ดี​แล้ว เจ้า​เป็น​บ่าว​ที่​ดี​และ​ซื่อ‍สัตย์(ข้อ 21, 23) ข้อสอง พวกเขาได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนงานที่ซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อยตามที่ได้รับมอบหมาย นายจึงมอบหมายความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นให้

ข้อสาม พวกเขา “ได้ร่วมยินดีกับเจ้านาย” หมายความว่าอย่างไร – ได้ร่วมยินดีกับเจ้านาย? เดี๋ยวค่อยกลับมาดูกัน ตอนนี้ตามที่ผมเข้าใจ อยากให้เรานำถ้อยคำนี้ไปเทียบกับข้ออื่นในตอนเดียวกัน “เอา​ไอ้​บ่าว​ชั่ว‍ช้า​ไป​ทิ้ง​เสีย​ยัง​ที่​มืด​ภาย‍นอก ซึ่ง​ที่​นั่น​จะ​มี​การ​ร้อง‍ไห้​ขบ‍เขี้ยว‍เคี้ยว‍ฟัน” (มัทธิว 25:30) “ความยินดีของเจ้านาย” น่าจะเท่าเทียมกับความชื่นชมยินดีในสวรรค์กับพระเจ้า “การ​ร้อง‍ไห้​ขบ‍เขี้ยว‍เคี้ยว‍ฟัน” ในที่มืดภายนอก ในอีกมุมเกี่ยวข้องกับนิรันดร์กาลที่ปราศจากพระเจ้า และขาดความชื่นชมยินดี เตือนให้นึกถึงพระวจนะในหนังสือฮีบรู:

1เพราะ‍ฉะนั้น เมื่อ​เรา​มี​พยาน​มาก‍มาย​อยู่​รอบ‍ข้าง​อย่าง‍นี้​แล้ว​ก็​ขอ​ให้​เรา​ละ‍ทิ้ง​ทุก‍อย่าง​ที่​ถ่วง​อยู่ และ​บาป​ที่​เกาะ​แน่น ขอ​ให้​เรา​ยัง​คง ด้วย​ความ​ทรหด​อดทน​ใน​การ​แข่ง‍ขัน​ที่​อยู่​ข้าง‍หน้า​เรา 2โดย​จับ​ตา​มอง​ที่​พระ‍เยซู​ผู้​เบิก​ทาง​ความ​เชื่อ และ​ผู้​ทรง​ทำ​ให้​ความ​เชื่อ​นั้น​สม‌บูรณ์ พระ‍องค์​ทรง​สู้​ทน​ต่อ​กาง‌เขน เพื่อ​ความ​ยินดี​ที่​อยู่​ต่อ‍หน้า​พระ‍องค์ ทรง​ถือ‍ว่า​ความ​อับอาย​นั้น​ไม่​เป็น​สิ่ง‍สำคัญ และ​พระ‍องค์​ประ‌ทับ​เบื้อง‍ขวา​พระ‍ที่‍นั่ง​ของ​พระ‍เจ้า 3ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จง​คิด‍ถึง​พระ‍องค์​ผู้​ทรง​ยอม​ทน​ต่อ​การ​คัด‍ค้าน​ของ​คน‍บาป เพื่อ​ท่าน​จะ​ไม่​อ่อน‍ล้า​และ​ไม่​ท้อ‍ใจ (ฮีบรู 12:1-3)

คำว่า “ความยินดี” ต่อหน้าพระองค์ น่าจะรวมการช่วยกู้คนบาปผู้หลงหาย (ลูกา 15:4-10) การช่วยกู้ผู้หลงหาย ไม่ใช่เป็นการได้ “ผลกำไร” ในมุมชั่วนิรันดร์ นี่คือการเกิดผลใช่หรือไม่? เป็นเหตุให้เกิดความยินดีหรือ? (ดูกิจการ 11:19-24)? นักธุรกิจมีความยินดีในผลกำไร พระเยซูก็ทรงมีความยินดีในผลกำไรจากความซื่อสัตย์ของบ่าวขณะที่พระองค์ไม่อยู่  และส่วนหนึ่งของบำเหน็จที่ผู้รับใช้ซื่อสัตย์ได้คือได้ร่วมยินดีกับผู้เป็นนายนำความรอดไปสู่ผู้คน

ส่วนบ่าวคนที่สามเป็นคนละเรื่อง ไม่ได้นำตะลันต์ที่ได้รับมาไปทำอะไร นอกจากขุดดินฝังไว้ คือ 277  เราต้องแยกแยะระหว่างข้ออ้างและการประเมินของเจ้านายที่บันทึกอยู่ในพระวจนะตอนนี้ ข้ออ้างของบ่าวคนนี้คือเจ้านายเป็นคนใจตระหนี่ เลยทำให้เขาเกรงกลัว ไม่กล้าทำสิ่งใดกับเงินที่ได้มา

สมมุติว่าถ้าบ่าวประเมินนายได้ถูกต้อง ทำไมถึงไม่รีบนำเงินไปหาผลกำไรเพราะเกรงกลัว? ถ้าไม่กล้าเสี่ยง ทำไมไม่นำไปธนาคารให้ผู้เชี่ยวชาญนำไปลงทุนและรับดอกเบี้ย? ถ้ารับได้ว่ากำไรหรือดอกเบี้ยที่ได้จากเงินฝากอาจไม่มากเท่ากับนำไปเล่นหุ้น แต่อย่างน้อยก็ได้บางสิ่งกลับคืนมา และบ่าวคนนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องทำงานทุกวันด้วย รายได้เล็กน้อยโดยไม่ต้องเสี่ยงก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่กลับเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย และยิ่งเจ้านายไปนานเท่าไร ผลเสียก็ยิ่งเกิดแก่ผู้เป็นบ่าว

แล้วทำไมบ่าวคนที่สามถึงไม่ทำอะไร? อะไรทำให้เขาแตกต่างจากสองคนแรก? เราควรนำการประเมินบ่าวทั้งสามของผู้เป็นนายมาดู:

  • เป็นบ่าวที่ดีและซื่อสัตย์ (สองคนแรก)
  • ชั่วช้าและเกียจคร้าน (บ่าวคนที่สาม)

บ่าวสองคนแรกได้รับคำชมเชยว่าทั้ง “ดี” และ “ซื่อสัตย์” คำว่า “ดี” บางครั้งใช้ในเชิงศีลธรรม

พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “ท่าน​ถาม​เรา​ถึง​สิ่ง​ที่​ดี​ทำไม? ผู้​ที่​ดี​มี​แต่​ผู้​เดียว ถ้า​ท่าน​ต้อง‍การ​จะ​เข้า​สู่​ชีวิต​ก็​ให้​ถือ​รักษา​พระ‍บัญญัติ​ไว้” (มัทธิว 19:17)

และ​ฝูง‍ชน​ก็​ซุบ‍ซิบ​กัน​อย่าง​มาก​เรื่อง​พระ‍องค์ บาง‍คน​พูด​ว่า “เขา​เป็น​คน‍ดี” บาง‍คน​ว่า “ไม่‍ใช่ เขา​ทำ​ให้​ฝูง‍ชน​หลง‍ผิด​ไป” (ยอห์น 7:12)

แต่คำนี้ถูกนำไปใช้ในเรื่องที่ดี  ใช้การได้ และเป็นประโยชน์ด้วย:

17ต้น‍ไม้​ดี​ย่อม​ให้​แต่​ผล​ดี ต้น‍ไม้​เลว​ก็​ย่อม​ให้​ผล​เลว 18ต้น‍ไม้​ดี​จะ​เกิด‍ผล​เลว​ไม่‍ได้ หรือ​ต้น‍ไม้​เลว​จะ​เกิด‍ผล​ดี​ก็​ไม่‍ได้ (มัทธิว 7:17-18)

“เกลือ​เป็น​สิ่ง​ดี แต่​ถ้า​เกลือ​นั้น​หมด‍รส‍เค็ม​ไป​แล้ว จะ​ทำ​ให้​กลับ​เค็ม​อีก​ได้​อย่าง‍ไร?” (ลูกา 14:34)

แต่​อับ‌รา‌ฮัม​ตอบ​ว่า ‘ลูก​เอ๋ย เจ้า​จง​ระลึก​ว่า​เมื่อ​เจ้า​ยัง​มี​ชีวิต​อยู่ เจ้า​ได้​สิ่ง​ที่​ดี​สำหรับ​ตัว และ​ลา‌ซา‌รัส​ได้​แต่​สิ่ง​เลว เวลา‍นี้​เขา​ได้​รับ​การ​ปลอบ‌โยน​แล้ว แต่​เจ้า​ได้​รับ​แต่​ความ​ทุกข์​ระทม” (ลูกา 16:25)

บทเรียนของเรา บ่าว “ดี” คือบ่าวที่ทำงานได้ผลและเป็นประโยชน์ ทำกำไรคืนให้เจ้านาย278 และยังเป็นบ่าวที่ “ซื่อสัตย์” ด้วย เพราะนำเงินของเจ้านายตั้งแต่ได้รับไปทำงานจนเจ้านายกลับมา บ่าวคนที่สามทำตรงข้าม เป็นบ่าว “ชั่ว” เพราะ “ไม่มีประโยชน์” หรือ”ไม่ทำกำไรให้” ดูคำที่ใช้คำเดียวกันในมัทธิว 7279:

“ต้น‍ไม้​ดี​ย่อม​ให้​แต่​ผล​ดี ต้น‍ไม้​เลว​ก็​ย่อม​ให้​ผล​เลว (มัทธิว 7:17)

บ่าวคนที่สามเกียจคร้าน ไม่มีประโยชน์ และไม่ยอมทำงานหนัก เป็นคนใช้การไม่ได้ ไม่ยอมนำเงินที่นายมอบให้ “ไปทำงาน” ตลอดเวลาที่นายไม่อยู่ จึงเป็นคนที่ไร้ประโยชน์

อะไรคือปมปัญหาของบ่าวคนที่สาม? ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นมุมมองที่เขามองผู้เป็นนาย เลยไปถึงงานที่นายมอบหมายให้

คนที่​ได้​รับ​ตะ‌ลันต์​เดียว​ก็​มา​ชี้‍แจง​ด้วย​ว่า ‘นาย​เจ้า‍ข้า ข้าพ‌เจ้า​รู้​อยู่​ว่า​ท่าน​เป็น​คน​ใจ​ตระ‌หนี่  (ใจแข็ง – ใน ฉบับแปล 1971)  เกี่ยว​ผล​ใน​ที่​ที่​ท่าน​ไม่‍ได้​หว่าน รวบ‍รวม​ใน​ที่​ที่​ท่าน​ไม่‍ได้​โปรย’ (มัทธิว 25:24)

คำว่า “ใจตระหนี่” (หรือใจแข็ง) ที่บ่าวคนนี้พูดถึงนาย ไม่น่าเกินจริง เป็นคำที่โมเสสใช้ในปฐมกาล 42:7280 พูดถึงโยเซฟที่ปลอมตัว แกล้งทำเป็นไม่รู้จักและพูดจาดุดันกับพี่ๆ  และใน 1ซามูเอล 25:3 พูดถึงนาบาล สามีของนางอาบิกายิล ที่เป็นคนหัวแข็งและชั่วร้าย281  อิสยาห์ (48:4) ใช้ศัพท์คำนี้อธิบายถึงความดื้อดึงของอิสราเอล และยังพบในยูดาห์ 1:15  พูดถึง “คนบาปชั่ว” ที่กล่าวร้ายต่อพระเจ้า พูดอีกแบบคือบ่าวคนที่สามมองว่าเจ้านายเป็นคนชั่วร้าย ใจแข็ง และไม่ยอมใคร นี่คือข้ออ้างเพื่อจะไม่ทำอะไร เหมือนพูดว่า “ผมรู้ว่าท่านไม่มีเหตุผล และไม่มีทางเอาใจถูก ก็เลยไม่คิดแม้แต่จะลอง”

เมื่อคิดถึงทัศนคติของบ่าวคนนี้ที่มีต่อเจ้านาย ทำให้นึกถึงพระวจนะตอนหนึ่งในหนังสืออพยพ:

1ต่อ‍มา​ภาย‍หลัง​โม‌เสส​กับ​อา‌โรน​พา‍กัน​เข้า‍เฝ้า​ฟา‌โรห์ ทูล​ว่า “พระ‍ยาห์‌เวห์ พระ‍เจ้า​ของ​อิสรา‌เอล​ตรัส​ดัง‍นี้​ว่า ‘จง​ปล่อย​ประ‌ชา‍กร​ของ​เรา​ไป เพื่อ​พวก‍เขา​จะ​ได้​ฉลอง​เทศ‌กาล​เลี้ยง​ให้​เกียรติ​เรา​ใน​ ถิ่น‍ทุร‌กัน‌ดาร” 2ฟา‌โรห์​ตรัส​ว่า “พระ‍ยาห์‌เวห์​นั้น​เป็น​ใคร​เล่า? เรา​จึง​จะ​ต้อง​ฟัง​เสียง​ของ​พระ‍องค์​และ​ปล่อย​คน​อิสรา‌เอล​ไป เรา​ไม่​รู้‍จัก​พระ‍ยาห์‌เวห์ และ​ยิ่ง‍กว่า‍นั้น เรา​จะ​ไม่​ปล่อย​คน​อิสรา‌เอล​ไป​เป็น‍อัน‍ขาด” 3เขา​ทั้ง‍สอง​จึง​ทูล​ว่า “พระ‍เจ้า​ของ​คน​ฮีบรู​ทรง​ปรา‌กฏ​แก่​พวก‍ข้า‍พระ‍บาท ดัง‍นั้น​ขอ​โปรด​ให้​ข้า‍พระ‍บาท​ทั้ง‍หลาย​เดิน​ทาง​ไป​ใน​ถิ่น‍ทุร‌กัน‌ดาร​เป็น​ระยะ​ทาง​สาม​วัน เพื่อ​จะ​ได้​ถวาย​สัตว‌บูชา​แด่​พระ‍ยาห์‌เวห์​พระ‍เจ้า​ของ​พวก‍ข้า‍พระ‍ บาท ถ้า​ไม่​ทำ​อย่าง​นั้น พระ‍เจ้า​จะ​ทรง​ลง‍โทษ​พวก‍ข้า‍พระ‍บาท​ด้วย​โรค​ระบาด​หรือ​ด้วย​ดาบ” 4กษัตริย์​อียิปต์​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “เจ้า​โม‌เสส​กับ​อา‌โรน พวก‍เจ้า​จะ​ให้​ประ‌ชา‍ชน​ละ‍ทิ้ง​การ‍งาน​ของ​เขา​ทำไม? พวก‍เจ้า​จง​กลับ​ไป​ทำ​งาน​ของ​ตัว​เอง” 5ฟา‌โรห์​ตรัส​ต่อ‍ไป​ว่า “ดู‍สิ เดี๋ยว‍นี้​ประ‌ชา‍ชน​ใน​ดิน‍แดน​นี้​มี​มาก และ​เจ้า​ทั้ง‍สอง​ทำ​ให้​พวก‍เขา​ต้อง​หยุด​งาน​เสีย” 6ใน​วัน‍นั้น​เอง​ฟา‌โรห์​ทรง​บัญชา​นาย​ทาส​และ​นาย​งาน​ของ​ประ‌ชา‍ชน​ว่า 7“ตั้ง‍แต่​วัน‍นี้​ไป อย่า​ให้​ฟาง​แก่​พวก​ทาส​สำหรับ​ใช้​ทำ​อิฐ​เหมือน​แต่​ก่อน แต่​ให้​พวก‍เขา​ไป​เที่ยว​หา​ฟาง​เอา​เอง 8ส่วน ​จำ‌นวน​อิฐ​ซึ่ง​แต่​ก่อน​เกณฑ์​ให้​ทำ​เท่า‍ไร ก็​จง​เกณฑ์​ให้​ทำ​เท่า​นั้น อย่า​ได้​ลด‍หย่อน‍ลง เพราะ​ว่า​พวก‍เขา​เกียจ‍คร้าน ฉะนั้น​พวก‍เขา​จึง​พา​กัน​ร้อง​ว่า ‘ขอ​ให้​พวก‍ข้า‍พระ‍บาท​ไป​ถวาย​สัตว‌บูชา​แด่​พระ‍เจ้า​ของ​พวก‍ข้า‍พระ‍ บาท’ 9จง​จัด‍งาน​ให้​พวก‍เขา​ทำ​หนัก​กว่า​แต่​ก่อน เพื่อ​จะ​ได้​ไม่‍มี​เวลา​ไป​ฟัง​คำ​พูด​เหลว‍ไหล” (อพยพ 5:1-9)

ฟาโรห์เป็นเจ้านายที่ “ใจแข็งกระด้าง” สั่งให้คนอิสราเอลทำอิฐ แต่ไม่ยอมให้วัสดุที่ต้องใช้ คือสั่งให้ทำบางสิ่งจากไม่มีอะไรเลย บ่าวคนนี้คิดถึงนายของตนว่ามีลักษณะเหมือน “ฟาโรห์” แต่นี่เจ้านายได้ให้เงินทุนเพื่อให้นำไปทำกำไร มอบเงินให้ตามสัดส่วนความสามารถ ปัญหาไม่ใช่ที่เจ้านาย แต่เป็นบ่าวที่มีปัญหา

นี่คือแบบเดียวกับที่ปฏิปักษ์ของพระเยซูมองพระองค์หรือไม่? สร้างความชอบธรรมในการปฏิเสธพระเยซู โดยอ้างว่าพระองค์เป็นตัวปัญหา ที่จริงพวกเขากล่าวร้ายพระองค์ว่าเป็นคนบาปชั่ว น่าจะตายมากกว่าบารับบัส ซึ่งต่างอย่างสิ้นเชิงจากบ่าวสองคนแรก พวกเขายินดีที่ได้รับใช้เจ้านาย และรีบออกไปทำกำไรให้เจ้านาย พวกเขาทำถูกต้องเพราะได้รับคำชมเชย และได้รับเชิญให้ร่วมในความยินดีของเจ้านาย

บทสรุป

ผมใช้เวลาไปพอควรกว่าจะมองจุดมุ่งหมายอุปมานี้ทะลุ อุปมานี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อแต่แรก หรือเกี่ยวกับการไม่ยอมเสี่ยง (เป็นแค่ข้ออ้างของบ่าวที่ชั่วร้าย) เมื่อถึงบทสรุปของบทเรียนนี้  เราต้องมองจุดมุ่งหมายว่าอุปมานี้จริงๆแล้วเกี่ยวข้องกับอะไร มาดูสิ่งที่อุปมานี้ต้องการสื่อก่อน ผมเชื่อว่าอุปมานี้มุ่งไปที่สี่แนวคิดหลัก – ทรัพยากร – การงาน – เวลา – และผลกำไร ถ้าจะสร้างสมการให้กับอุปมานี้น่าจะเป็น:

ทรัพยากร (ตะลันต์)  + แรงงาน (การงาน)  + เวลา = กำไร

เริ่มจากผลลัพท์ในตอนจบ – กำไร – พระเจ้าคาดหวังจะเห็นผลกำไร พระองค์ไม่ได้ใจแข็งหรือให้เราทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (ทำกำไรโดยไม่ให้ทุน) พระองค์ไม่ได้อยากให้เรา “ทำอิฐ” โดยไม่ให้วัสดุตั้งต้นเช่นดินหรือฟาง

เช่นเดียวกับที่นักธุรกิจคาดหวังกำไร และดีใจที่พนักงานทำกำไรให้ พระเจ้าก็ทรงคาดหวังกำไรและมีความยินดี ทรงมอบเวลาและทรัพยากรให้มนุษย์ เพื่อให้นำไปสร้างผลกำไรให้แผ่นดินสวรรค์จนกว่าจะเสด็จกลับมา ให้มาดูที่คำถาม – เราจะวัดผล “กำไรฝ่ายวิญญาณ” ได้อย่างไร? น่าจะนำมาเทศนาหรือเขียนหนังสือเป็นเล่มได้ ผมคิดว่าเราต่างก็เห็นด้วยว่าความรอดของวิญญาณที่หลงหาย คือกำไรของแผ่นดินสวรรค์ ดังนั้นการออกไปประกาศคือรูปแบบหนึ่งของกำไรฝ่ายวิญญาณ เรารู้ว่าพระเจ้าต้องการให้เราเติบโตเมื่อเวลาผ่านไป และไม่ทรงพอพระทัยถ้าเราไม่ยอมโตสักที:

11และ พระ‍องค์​เอง​ประ‌ทาน​ให้​บาง‍คน​เป็น​อัคร‌ทูต บาง‍คน​เป็น​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ บาง‍คน​เป็น​ผู้‍ประ‌กาศ‍ข่าว‍ประ‌เสริฐ บาง‍คน​เป็น​ศิษยา‌ภิบาล​และ​อา‌จารย์ 12เพื่อ​เตรียม​ธรร‌มิก‌ชน​สำหรับ​การ​ปรน‌นิ‌บัติ​และ​การ​เสริม‍สร้าง​พระ‍กาย​ของ​พระ‍คริสต์ 13จน‍กว่าเรา​ทุก‍คน​จะ​บรร‌ลุ​ถึง​ความ​เป็น‍น้ำ‍หนึ่ง‍ใจ‍เดียว‍กัน​ใน​ความ​เชื่อ ​และ​ใน​ความ​รู้​ถึง​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า บรร‌ลุ​ถึง​ความ​เป็น​ผู้‍ใหญ่ คือ​โต​เต็ม​ถึง​ขนาด​ความ​บริ‌บูรณ์​ของ​พระ‍คริสต์  (เอเฟซัส 4:11-13)

12ถึง‍แม้‍ว่า​ขณะ‍นี้​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ควร​จะ​เป็น​ครู​ได้​แล้ว แต่​ท่าน​ก็​ต้อง​ให้​คน​อื่น​สอน​ท่าน​อีก​ใน​เรื่อง​หลัก‍ธรรม​เบื้อง‍ต้น​แห่ง​พระ‍วจนะ​ของ​พระ‍เจ้า ท่าน​ต้อง‍การ​น้ำ‍นม​ไม่‍ใช่​อาหาร​แข็ง 13เพราะ‍ว่า​ทุก‍คน​ที่​ยัง​กิน​น้ำ‍นม​นั้น​ยัง​ไม่​เข้า‍ใจ​ใน​เรื่อง​ความ​ชอบ‍ธรรม เพราะ​เขา​ยัง​เป็น​ทารก​อยู่ 14อาหาร​แข็ง​นั้น​สำหรับ​ผู้‍ใหญ่ สำหรับ​คน​ที่​ฝึก‍ฝน​จน​มี​ความ​สามารถ​แยก‍แยะ​ดี​ชั่ว​ได้​แล้ว (ฮีบรู 5:12-14)

ดังนั้นเราคงสรุปได้ว่าการเทศนา สั่งสอน หรือเติบโตฝ่ายวิญญาณก็คือผลกำไรให้แผ่นดินสวรรค์

ที่สำคัญที่สุด ถวายพระสิริแด่พระเจ้า คือผลกำไร ขอเรียกว่ามุมมองผลกำไรในการถวายพระเกียรติพระเจ้า

27“เดี๋ยว‍นี้​ใจ​ของ​เรา​เป็น​ทุกข์ จะ​ให้​เรา​พูด​อย่าง‍ไร? ‘ข้า‍แต่​พระ‍บิดา ขอ​ทรง​ช่วย​ข้า‍พระ‍องค์​ให้​พ้น​จาก​ช่วง‍เวลา‍นี้’ อย่าง​นั้น​หรือ? แต่​เพื่อ​จุด​ประ‌สงค์​นี้​เอง เรา​จึง​มา​ถึง​ช่วง‍เวลา‍นี้  28ข้า‍แต่​พระ‍บิดา ขอ​พระ‍องค์​ทรง​ให้​พระ‍นาม​ของ​พระ‍องค์​รับ‍พระ‍เกียรติ” แล้ว​ก็​มี​พระ‍สุร‌เสียง​ดัง​มา​จาก​ฟ้า​ว่า “เรา​ให้​รับ​เกียรติ​แล้ว และ​เรา​จะ​ให้​รับ​เกียรติ​อีก (ยอห์น 12:27-28)

เพราะ​ว่า​พระ‍เจ้า​ทรง​ซื้อ​ท่าน​ไว้​แล้ว​ด้วย​ราคา​สูง ฉะนั้น จง​ถวาย​พระ‍เกียรติ​แด่​พระ‍เจ้า​ด้วย​ร่าง‍กาย​ของ​พวก‍ท่าน​เถิด (1โครินธ์ 6:20)

เพราะ‍ฉะนั้น​เมื่อ​พวก‍ท่าน​จะ​รับ‍ประ‌ทาน จะ​ดื่ม หรือ​จะ​ทำ​อะไร​ก็​ตาม จง​ทำ​เพื่อ​ถวาย​พระ‍เกียรติ​แด่​พระ‍เจ้า (1โครินธ์ 10:31)

ข้าพ‌เจ้า​คาด‍หมาย​และ​หวัง‍ว่า​จะ​ไม่‍ได้​รับ​ความ​ละ‍อาย​ใดๆ เลย แต่​โดย​ความ​กล้า‍หาญ​อย่าง‍ยิ่ง พระ‍คริสต์​จะ​ทรง​ได้​รับ​การ​ยก‍ย่อง​สรร‌เสริญ​ใน​ร่าง‍กาย​ของ​ข้าพ‌เจ้า​ใน​เวลา‍นี้​ดัง​เช่น​ที่​เคย​ได้​ตลอด​มา ไม่​ว่า​จะ​โดย​ชีวิต​หรือ​ความ​ตาย (ฟีลิปปี 1:20)

ถ้าคริสตจักรจะถูกมองว่าเป็นองค์กรธุรกิจ คำถามแรกที่จะถูกถามคือ “ทำกำไรได้เท่าไร?” เราชอบคิดในแง่ “ไม่แสวงหาผลกำไร” คงจะช็อคเมื่อได้ยินคำถามนี้ แต่นี่คือสิ่งที่พระเยซูทรงสอนในอุปมานี้  ใช่หรือไม่? พระเจ้าคาดหวังผลกำไร และทรงให้เรารับผิดชอบในสิ่งที่พระองค์มอบให้

ลองคิดเรื่องนี้ให้ออกไปไกลอีกหน่อย ถ้าคริสตจักรจะถูกนับเป็นองค์กรทางธุรกิจ และสมาชิกทุกคนเป็นพนักงาน พวกเรากี่คนควร “รักษาเก้าอี้ไว้”? เราแต่ละคนต้องถามคำถาม “งานอะไรที่เราทำอยู่ในแผ่นดินสวรรค์?” เราทำอะไรให้พระเยซูคริสต์และอาณาจักรของพระองค์ที่สร้าง “กำไร”? เป็นคำถามที่น่าจะปลุกบางคนตื่นขึ้นจากหลับไหล

เรื่องของ “ผลกำไร” นี้ยังขยายกรอบคำสอนของพระเยซูในมัทธิว 6:

19“อย่า​สะสม​ทรัพย์‍สมบัติ​เพื่อ​ตัว​พวก‍ท่าน​เอง​ไว้​ใน​โลก ที่​อาจ​เป็น​สนิม​และ​ที่​แมลง​กิน​เสีย​ได้ และ​ที่​ขโมย​อาจ​ทะ‌ลวง​ลัก​เอา​ไป​ได้ 20แต่ ​จง​สะสม​ทรัพย์‍สมบัติ​เพื่อ​ตัว​พวก‍ท่าน​เอง​ไว้​ใน​สวรรค์ ที่​ไม่‍มี​แมลง​จะ​กิน​และ​ไม่‍มี​สนิม​จะ​กัด และ​ที่​ไม่‍มี​ขโมย​ทะ‌ลวง​ลัก​เอา​ไป​ได้ 21เพราะ‍ว่า​ทรัพย์​สมบัติ​ของ​ท่าน​อยู่​ที่​ไหน ใจ​ของ​ท่าน​ก็​อยู่​ที่​นั่น​ด้วย (มัทธิว 6:19-21)

ผมเคยคุยเรื่องนี้กับเพื่อนคนหนึ่ง เขาพูดว่า “พระเจ้าคาดหวังหลักการ บวกผลกำไร” ผมว่าเขาพูดถูก บ่อยครั้งเรานึกถึงพระดำรัสของพระเยซูในมัทธิว 6 ในแง่ถุงถวาย ถ้าเราแบ่งเงินของเรานิดหน่อยใส่ในถุงถวาย เราก็คิดว่า “กำลังสั่งสมทรัพย์ในแผ่นดินสวรรค์” ผมไม่ปฏิเสธว่าเป็นความจริง แต่แค่บางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด คำสอนในอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ของพระเยซูคือพระเจ้าทรงคาดหวังกำไรที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเรา พระองค์มอบเงินและความสามารถให้ คาดหวังให้เราทำอย่างเต็มกำลังในสิ่งที่ได้รับ เพื่อผลกำไรจะตกในแผ่นดินสวรรค์ อุปมานี้ ทรงมอบเงินให้เราไว้ใช้ ไม่ใช่แค่ให้คืนกลับไป ผมสงสัยว่าพวกเรากี่คนแค่คืนเงินกลับไปให้พระเจ้าโดยไม่นำไปใช้ให้เกิดผล

คงต้องพูดถึงปัจจัยเรื่องการงาน ประการแรก ให้เข้าใจชัดเจน เราไม่ได้พูดถึงความรอดโดยการงาน เราไม่ได้รอดเพราะทำความดี แต่รอดเพื่อทำความดี:

8เพราะ‍ว่าท่าน​ทั้ง‍หลาย​ได้​รับ​ความ​รอด​แล้ว​ด้วย​พระ‍คุณ​โดย​ทาง​ความ​เชื่อ ความ​รอด​นี้​ไม่​ใช่​มา​จาก​ตัว​ท่าน แต่​เป็น​ของ‍ประ‌ทาน​จาก​พระ‍เจ้า 9ไม่​ใช่​มา​จาก​การ​กระ‌ทำ เพื่อ​ไม่‍ให้​ใคร​อวด​ได้ 10เพราะ​ว่า​เรา​เป็น​ฝี‍พระ‍หัตถ์​ของ​พระ‍องค์​ที่​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ในพระ‍เยซู‍คริสต์​เพื่อ​ให้​ทำ​การ​ดี ซึ่ง​เป็น​สิ่ง​ที่​พระ‍เจ้า​ทรง​จัด‍เตรียม​ไว้​ก่อน​แล้ว​เพื่อ​ให้​เราดำ‌เนิน​ตาม (เอเฟซัส 2:8-10)

4แต่​เมื่อ​ความ​ดี​เลิศ​และ​ความ​รัก​ของ​พระ‍เจ้า พระ‍ผู้‍ช่วย‍ให้‍รอด​ของ​เรา​มา​ปรา‌กฏ 5พระ‍องค์​ก็​ทรง​ช่วย​เรา​ให้​รอด ไม่​ใช่​เพราะ​ความ​ชอบ‍ธรรม​ที่​เรา​ทำ​เอง แต่​ด้วย​พระ‍เมตตา​ของ​พระ‍องค์​โดย​ผ่าน​การ​ชำระ​ให้​บัง‍เกิด​ใหม่​และ​ สร้าง​ใหม่​ของ​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์ 6พระ‍วิญ‌ญาณ​องค์​นี้​แหละ​ที่​พระ‍เจ้า​ประ‌ทาน​ให้​แก่​เรา​อย่าง​บริ‌บูรณ์​ ผ่าน​ทาง​พระ‍เยซู‍คริสต์​พระ‍ผู้‍ช่วย‍ให้‍รอด​ของ​เรา 7เพื่อ​ว่า​เมื่อ​เรา​ถูก​ชำระ​ให้​ชอบ‍ธรรม​โดย​พระ‍คุณ​ของ​พระ‍องค์​แล้ว ก็​จะ​ได้​เป็น​ผู้‍รับ‍มรดก​ตาม​ที่​หวัง​ไว้​คือ​ชีวิต​นิ‌รันดร์ 8คำ​กล่าว​นี้​สัตย์‍จริง (ทิตัส 3:4-8)

การงานเป็นผลมาจากความเชื่อ ไม่ใช่เพื่อทดแทนความเชื่อ การงานเป็น “ผล” ที่พิสูจน์ถึงความเชื่อแท้ (ดูยากอบ 2) การงานที่ผลิตผลกำไรให้แผ่นดินสวรรค์282 เป็นพื้นฐานบำเหน็จของเรา

ความสัมพันธ์ของงานสู่การเกษียนงาน

เกษียนคือดินที่กลบทับตะลันต์ของคุณหรือเปล่า?

ผมเคยเดินทางไปอินเดีย ไปที่สวนสัตว์ และเห็นบางสิ่งที่น่าทึ่งแต่ไม่สบายใจ ชายยากจน (อาจจะขอทานมืออาชีพ) กำลังทำตลกให้คนที่เข้าไปเที่ยวสวนสัตว์ดู คงหวังว่าถ้าทำให้คนดูถูกใจคงได้เศษเงินบ้าง สิ่งที่เขาทำคือแกล้งเสือ ปีนกรงขึ้นไป แกล้งทำเก่งข่มขู่เสือ และในตอนจบ ยื่นมือไปกระตุกหนวดเสือ ซึ่งผมคิดว่ามันอันตรายมาก

ผมตระหนักดีว่ากำลังกระตุกหนวดบางคนในสิ่งที่จะพูด แต่คิดว่าผมจริงใจกับบทเรียนนี้และพระวจนะทั้งเล่ม เกรงว่าคริสเตียนจำนวนมาก (ไม่ทั้งหมด) พอเกษียนจะยอมรับไปตามกระแสสังคมว่านำตะลันต์ไปฝังได้ ดูว่าเราจะป้องกันข้อครหานี้อย่างไร

ผมคิดว่าเกษียนจากงานในบทเรียนนี้ เริ่มโดยสังเกตว่าสวรรค์ไม่ใช่เป็นที่จบลงของการงาน แต่เป็นที่เพิ่มพูนและต่อยอดงานที่ทำไว้:

20คน​ที่​ได้​รับ​ห้า​ตะ‌ลันต์​ก็​เอา​เงิน​กำ‌ไร​อีก​ห้า​ตะ‌ลันต์​มา​ชี้‍แจง​ว่า ‘นาย​เจ้า‍ข้า ท่าน​มอบ​เงิน​ห้า​ตะ‌ลันต์​ไว้​กับ​ข้าพ‌เจ้า นี่‍แน่ะ ข้าพ‌เจ้า​ได้​กำ‌ไร​มา​อีก​ห้า​ตะ‌ลันต์’ 21นาย​จึง​ตอบ​ว่า ‘ดี​แล้ว เจ้า​เป็น​บ่าว​ที่​ดี​และ​ซื่อ‍สัตย์ เจ้า​ซื่อ‍สัตย์​ใน​ของ​เล็ก‍น้อย เรา​จะ​ตั้ง​เจ้า​ให้​ดู‍แล​ของ​จำ‌นวน​มาก เจ้า​จง​ร่วม​ยินดี​กับ​นาย​ของ​เจ้า​เถิด’ (มัทธิว 25:20-21)

เราควรนำพระวจนะสองข้อนี้ปเทียบกับในลูกา:

16คน​แรก​มา​บอก​ว่า ‘ท่าน‍เจ้า‍ข้า เงิน​หนึ่ง​มินา​ของ​ท่าน​ได้​กำ‌ไร​มา​อีก​สิบ​มินา’ 17ท่าน ​จึง​พูด​กับ​เขา​ว่า ‘ดี​มาก เจ้า​เป็น​ทาส​ที่​ดี เพราะ​เจ้า​ซื่อ‍สัตย์​ใน​ของ​เล็ก‍น้อย เจ้า​จง​มี​อำนาจ​ครอบ‍ครอง​สิบ​เมือง​เถิด’ (ลูกา 19:16-17)

10“คน​ที่​ซื่อ‍สัตย์​ใน​ของ​เล็ก‍น้อย​จะ​ซื่อ‍สัตย์​ใน​ของ​มาก​ด้วย และ​คน​ที่​ไม่​ซื่อ‍สัตย์​ใน​ของ​เล็ก‍น้อย จะ​ไม่​ซื่อ‍สัตย์​ใน​ของ​มาก​เช่น‍กัน 11ดังนั้น​ถ้า​พวก‍ท่าน​ยัง​ไม่​ซื่อ‍สัตย์​ใน​เงิน‍ทอง​อธรรม​แล้ว ใคร​จะ​มอบ​ของ​เที่ยง​แท้​ให้​แก่​ท่าน? 12และ​ถ้า​พวก‍ท่าน​ยัง​ไม่​ซื่อ‍สัตย์​ใน​สิ่ง​ที่​เป็น​ของ​คน​อื่น​แล้ว ใคร​จะ​มอบ​สิ่ง​ที่​เป็น​ของ​ท่าน​เอง​ให้​แก่​ท่าน? (ลูกา 16:10-12)

“อย่าคิดถึงสวรรค์ในแง่ ขอนอนเล่นริมสระน้ำ ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ” อย่างที่เพื่อนสูงวัยคนหนึ่งพูดเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งอธิบายถึงสวรรค์ในแง่มุมของการทำงาน ไม่ใช่นั่งเล่น ทำกิจกรรม หรืออยู่เฉยๆ คนที่สัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเช่นเงินทองขณะอยู่ในโลก จะได้รับมอบงานที่ยิ่งใหญ่กว่าในสวรรค์ สวรรค์ไม่ใช่นอนเล่นบนเปลญวน ไม่ใช่พักร้อนชวนฝัน สวรรค์เกี่ยวข้องกับการทำงาน แต่เป็นงานที่สร้างกำไร คริสเตียนจะใช้เวลาชั่วนิรันดร์ทำงาน และงานนี้เกี่ยวข้องกับการปกครองร่วมกับพระเยซู และถวายสรรเสริญแด่พระองค์

การงานของสวรรค์เป็นความชื่นชมยินดี “ร่วมในความยินดีกับผู้เป็นนาย” ในบริบทของบทเรียนนี้ เป็นการใช้น้ำพักน้ำแรงสร้างกำไรเพื่อนิรันดร ระดับแรงงานที่ซื่อสัตย์และผลกำไรที่เราทำในโลก จะเป็นตัวกำหนดระดับงานและความสุขเมื่อเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์

ถึงจุดนี้ ให้เรามาดูเรื่องงานในแง่มุมที่กว้างขึ้น พิจารณางานจากปฐมกาลไปจนถึงนิรันดรกาล เมื่อพระเจ้าสร้างอาดัมและเอวา ให้พวกเขาอาศัยอยู่ในสวนเอเดน พระองค์มอบงานให้ทำ ครับ นี่คือสวรรค์บนดิน แต่งานที่พวกเขาทำไม่ใช่งานที่น่าเบื่อ เป็นงานที่น่ายินดี :

8พระ‍ยาห์‌เวห์​พระ‍เจ้า​ทรง​ปลูก​สวน​แห่ง​หนึ่ง​ไว้​ใน​เอ‌เดน​ทาง​ทิศ​ตะ‌วัน‍ออก และ​ทรง​กำ‌หนด​ให้​มนุษย์​ที่​พระ‍องค์​ทรง​ปั้น​อยู่​ที่‍นั่น 9แล้ว ​พระ‍ยาห์‌เวห์​พระ‍เจ้า​ทรง​ให้​ต้น‍ไม้​ทุก​ชนิด​ที่​งาม​น่า‍ดู​และ​ น่า‍กิน​งอก‍ขึ้น​จาก​พื้น‍ดิน มี​ต้น‍ไม้​แห่ง​ชีวิต​ต้น​หนึ่ง​อยู่​กลาง​สวน​นั้น กับ​ต้น‍ไม้​แห่ง​การ​รู้​ถึง​ความ​ดี​และ​ความ​ชั่ว​ต้น​หนึ่ง​ด้วย…15พระ‍ยาห์‌เวห์​พระ‍เจ้า​จึง​ทรง​ให้​มนุษย์​นั้น​อาศัย​อยู่​ใน​สวน​เอ‌เดน ให้​ทำ​และ​ดู‍แล​สวน (ปฐมกาล 2:8-9, 15)

แต่เมื่อมนุษย์ล้มลง การงานและน้ำพักน้ำแรงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อและเหน็ดเหนื่อย

17พระ‍องค์​จึง​ตรัส​แก่​ชาย​นั้น​ว่า “เพราะ​เหตุ​เจ้า​เชื่อ‍ฟัง​คำ‍พูด​ของ​ภรรยา และ​กิน​ผล​จาก​ต้น‍ไม้​ที่​เรา​สั่ง​ไม่‍ให้​กิน​ผล​จาก​ต้น​นั้น แผ่น‍ดิน​จึง​ต้อง​ถูก​สาป​เพราะ​เจ้า เจ้า​จะ​ต้อง​หา‍กิน​บน​แผ่น‍ดิน​ด้วย​ความ​ทุกข์​ลำ‌บาก​ตลอด‍ชีวิต 18ต้น‍ไม้​และ​พืช​ที่​มี​หนาม​จะ​งอก‍ขึ้น​บน​ดิน​แก่​เจ้า และ​เจ้า​จะ​กิน​พืช​ตาม​ท้อง​ทุ่ง 19เจ้า​จะ​ต้อง​หา‍กิน​ด้วย​เหงื่อ​อาบ‍หน้า จน​เจ้า​กลับ​ไป​เป็น​ดิน เพราะ​เจ้า​ถูก​นำ​มา​จาก​ดิน และ​เพราะ​เจ้า​เป็น​ผง‍คลี​ดิน และ​เจ้า​จะ​กลับ​เป็น​ผง‍คลี​ดิน​ดัง‍เดิม283 (ปฐมกาล 3:17-19)

นับแต่นั้นมา การงานก็แตกต่าง ; มีสิ่งที่ “ไร้ประโยชน์” อยู่ในการงาน:

18ข้าพ‌เจ้า​เห็น​ว่า​ความ​ทุกข์​ลำ‌บาก​แห่ง​สมัย​ปัจ‌จุ‌บัน ไม่​ควร​จะ​เอา​ไป​เปรียบ​กับ​ศักดิ์‍ศรี​ซึ่ง​จะ​เผย​ให้​แก่​เรา​ใน​ อนา‌คต 19เพราะ​สรรพ‍สิ่ง​ที่​ทรง​สร้าง​แล้ว คอย​ด้วย​ความ​ปรารถ‌นา​อย่าง‍ยิ่ง​ให้​บุตร​ทั้ง‍หลาย​ของ​พระ‍เจ้า​ปรา‌กฏ 20เพราะ‍ว่า ​สรรพ‍สิ่ง​เหล่า‍นั้น​ต้อง​เข้า​อยู่​ใน​อำนาจ​ของ​อนิจ‌จัง ไม่​ใช่​ตาม‍ใจ‍ชอบ​ของ​ตน‍เอง แต่​เป็น​ไป​ตาม​ที่​พระ‍เจ้า​ได้​ทรง​ให้​เข้า​อยู่​นั้น 21ด้วย ​มี​ความ​หวัง​ว่า สรรพ‍สิ่ง​เหล่า‍นั้น​จะ​ได้​รอด​จาก​อำนาจ​แห่ง​ความ​เสื่อม‍สลาย และ​จะ​เข้า​ใน​เสรี‍ภาพ​และ​ศักดิ์‍ศรี​แห่ง​ลูกๆ ของ​พระ‍เจ้า 22เรา​รู้​อยู่​ว่า​สรรพ‍สิ่ง​ที่​ทรง​สร้าง​ทั้ง‍หมด​นั้น​กำลัง​คร่ำ‍ครวญ​ด้วย‍กัน และ​เจ็บ‍ปวด​แบบ​หญิง​คลอด‍ลูก​มา​จน​ทุก​วัน‍นี้ (โรม 8:18-22)

ดัง​ที่​เขียน​ไว้​ว่า “มนุษย์คน​แรก​คือ​อา‌ดัม จึง​เป็น​ผู้​มี​ชีวิต” แต่​อา‌ดัม​สุด‍ท้าย​นั้น​เป็น​วิญ‌ญาณ​ผู้​ประ‌ทาน​ชีวิต (1โครินธ์ 15:45)

28บรร‌ดา​ผู้​เหน็ด‍เหนื่อย​และ​แบก​ภาระ​หนัก จง​มา‍หา​เรา และ​เรา​จะ​ให้​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ได้​หยุด‍พัก 29จง ​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ‍ว่า​เรา​สุภาพ‍อ่อน‍โยน​และ​ใจ​อ่อน‍น้อม และ​จิต‍ใจ​ของ​พวก‍ท่าน​จะ​ได้​หยุด‍พัก 30ด้วย‍ว่า​แอก​ของ​เรา​ก็​พอ​เหมาะ และ​ภาระ​ของ​เรา​ก็​เบา” (มัทธิว 11:28-30)

“หยุดพัก” คำนี้ไม่ได้เป็นการจบลงของการงาน แต่ว่า:

เพราะ‍ฉะนั้น ขอ​ให้​เรา​พยา‌ยาม​เข้า​สู่​การ​หยุด‍พัก​นั้น เพื่อ​จะ​ไม่‍มี​คน​หนึ่ง​คน​ใด​พลาด​ไป​ทำ​ตาม​อย่าง​คน​ที่​ไม่​เชื่อ‍ฟัง​เหล่า‍นั้น (ฮีบรู 4:11)

ในหนังสือวิวรณ์ สวรรค์ถูกเอ่ยถึงว่าเป็นการกลับมาของเมืองบรมสุขเกษมที่หายไป:

1และ​ท่าน​สำแดง​ให้​ข้าพ‌เจ้า​เห็น​แม่‍น้ำ​ที่​มี​น้ำ​แห่ง​ชีวิต ใส​เหมือน​อย่าง​แก้ว‍ผลึก ไหล​มา​จาก​พระ‍ที่‍นั่ง​ของ​พระ‍เจ้า​และ​ของ​พระ‍เมษ‌โป‌ดก 2ไป​ที่​กลาง​ถนน​ของ​นคร​นั้น และ​ริม​แม่‍น้ำ​ทั้ง‍สอง​ฝั่ง​มี​ต้น‍ไม้​แห่ง​ชีวิต ที่​ออก‍ผล​สิบ‍สอง​ชนิด มัน​ออก‍ผล​ทุก​เดือน และ​ใบ​ของ​ต้น‍ไม้​นั้น​ใช้​สำหรับ​รักษา​โรค​ของ​บรร‌ดา​ประ‌ชา‍ชาติ 3ทุก‍สิ่ง​ที่​ถูก​สาป​แช่ง​จะ​ไม่‍มี​อีก‍ต่อ‍ไป พระ‍ที่‍นั่ง​ของ​พระ‍เจ้า​และ​ของ​พระ‍เมษ‌โป‌ดก​จะ​ตั้ง​อยู่​ที่​นั่น และ​บรร‌ดา​ผู้‍รับ‍ใช้​ของ​พระ‍องค์​จะ​นมัส‌การ​พระ‍องค์ 4พวก‍เขา​จะ​เห็น​พระ‍พักตร์​ของ​พระ‍องค์ และ​พระ‍นาม​ของ​พระ‍องค์​จะ​อยู่​บน​หน้า‍ผาก​ของ​เขา‍ทั้ง‍หลาย (วิวรณ์ 22:1-4)

เมื่อพระเยซูตรัสถึงแผ่นดินสวรรค์ในตอนนี้และในที่อื่นๆ พระองค์ตรัสในแง่ของการงาน ไม่ใช่การพักผ่อนนอนเล่น เราไม่อาจพูดถึงสวรรค์ในแง่หยุดทำงานหรือเกษียน ธรรมิกชนที่ซื่อสัตย์จะได้รับมอบหมายความรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้น และการงานที่มากขึ้น แต่เป็นการงานที่มีความสุข แรงงานที่เพิ่มขึ้นยิ่งทำให้มีส่วนร่วมยินดีกับเจ้านายมากขึ้น การสาปแช่งจบลงแล้ว และความเหน็ดเหนื่อยอย่างไร้ประโยชน์ก็จบลงด้วย เป็นการต่อยอดเพิ่มพูนผลผลิต แรงงานที่มีแต่ผลกำไร

ผมสงสัยว่ามีกี่คนคิดจริงจังเรื่อง “ทฤษฎีการเกษียน” ผมอยากท้าทายคริสเตียนทุกคนให้นำเรื่องเกษียนหรือหยุดพักงานมาทบทวน ตัวอย่างเช่น ถ้างานเป็นเรื่องน่าเบื่อและเหน็ดเหนื่อย เป็นส่วนหนึ่งของคำแช่งสาป ถ้าเช่นนั้นเกษียนจากงานก็เป็นเพียงข้ออ้างที่จะหลบเลี่ยงผลของความบาปที่พระเจ้าทรงสั่งไว้หรือ? หยุดพักจากงานก็เท่ากับปฏิเสธผลที่เกิดจากคำแช่งสาปหรือ?

มันชัดเจนที่พระเยซูคริสต์ทรงตั้งพระทัยที่จะเห็นเรา “ทำงานอยู่” เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา:

45“ใคร​เป็น​บ่าว​ที่​ซื่อ‍สัตย์​และ​ฉลาด ที่​นาย​ตั้ง​ไว้​เหนือ​บ่าว​อื่นๆ เพื่อ​แจก​อาหาร​ตาม​เวลา 46เมื่อ​นาย​มา​พบ​เขา​ทำ​อย่าง​นั้น บ่าว​คน​นั้น​ก็​เป็น​สุข 47เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ว่า นาย​จะ​ตั้ง​เขา​ไว้​ให้​ดู‍แล​ทรัพย์​สิ่ง‍ของ​ทั้ง‍หมด​ของ​ท่าน (มัทธิว 24:45-47)

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรทำงานจนพระองค์เสด็จกลับมา ทำไมเราถึงคิดว่าพออายุเข้าเกณฑ์เกษียน เรามีสิทธิหยุดพักจากงานที่รับใช้พระองค์?

ผมไม่ได้ต่อต้านการเกษียนงานในแง่เศรษฐกิจ ไม่ได้บอกว่าเราไม่ควรหยุดจ้างหรือหยุดประกอบอาชีพ แต่กำลังบอกว่างานของเราเพื่อแผ่นดินของพระเจ้าไม่มีวันจบสิ้น จนพระเยซูเสด็จกลับมา แต่งานนั้นจะต่อเนื่องและเพิ่มพูนกำไรในแผ่นดินสวรรค์ ผมกำลังบอกว่าเราชอบมองเกษียนว่าเป็นเวลาของชีวิตที่ได้หยุดงานหรือทำน้อยลงในการเป็นผู้ให้ และหยุดจากที่เคยปรนนิบัติผู้อื่น เกษียนงานจึงถูกมองเหมือนการเล่นกอล์ฟที่ “จบเกมแล้ว” ในแง่ของ อ เปาโล (2ทิโมธี 4:7)

ข้าพ‌เจ้า​ได้​ต่อ‍สู้​อย่าง​เต็ม​กำลัง ข้าพ‌เจ้า​ได้​วิ่ง‍แข่ง​จน​ครบ‍ถ้วน ข้าพ‌เจ้า​ได้​รักษา​ความ​เชื่อ​ไว้​แล้ว

คริสเตียนควรคิดเกี่ยวกับการเกษียนในแบบเดียวกับการเป็นโสด (ถ้าคุณเป็นโสด):

32ข้าพ‌เจ้า​ต้อง‍การ​ให้​พวก‍ท่าน​พ้น​จาก​ความ​พะวง ชาย​ที่​ไม่​แต่ง‍งาน​ก็​ห่วง‍ใย​ใน​สิ่ง​ที่​เป็น​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍ เป็น‍เจ้า เพื่อ​จะ​ให้​เป็น​ที่​พอ‍พระ‍ทัย​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า 33แต่​คน​ที่​แต่ง‍งาน​ก็​พะวง​ใน​สิ่ง​ที่​เป็น​ของ​โลก​นี้ เพื่อ​จะ​ให้​เป็น​ที่​พอ‍ใจ​ของ​ภรรยา 34เป็นการ​สอง​ฝัก​สอง​ฝ่าย หญิง​ที่​ไม่​แต่ง‍งาน และ​หญิง‍พรหม‌จารี ก็​ห่วง‍ใย​ใน​สิ่ง​ที่​เป็น​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า เพื่อ​เธอ​จะ​ได้​เป็น​คน​บริ‌สุทธิ์​ทั้ง​กาย​และ​จิต‍วิญ‌ญาณ แต่​หญิง​ที่​แต่ง‍งาน​แล้ว​ก็​พะวง​ใน​สิ่ง​ที่​เป็น​ของ​โลก​นี้ เพื่อ​จะ​ให้​เป็น​ที่​พอ‍ใจ​ของ​สามี 35ข้าพ‌เจ้า​พูด​อย่าง‍นี้ ก็​เพื่อ​ประ‌โยชน์​ของ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย ไม่‍ใช่​จะ​เอา​บ่วง​คล้อง​ท่าน แต่​เพื่อ​ชีวิต​ที่​เหมาะ‍สม และ​เพื่อ​ให้​การ​อุทิศ​ตัว​ต่อ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ไม่​ถูก​จำ‍กัด (1โครินธ์ 7:32-35)

เกษียนเป็นช่วงเวลาของชีวิตที่ไม่ต้องประกอบอาชีพ มีประสบการณ์ มีความลุ่มลึก และสติปัญญาจากชีวิต มีอิสรภาพทางการเงินและมีความคล่องตัว เกษียนเป็นเหมือนจรวดที่ถูกยิงขึ้นไปจนเข้าสู่ระดับที่สอง ความเร็วและแรงพุ่งไปเพิ่มขึ้น การงานของเราเพื่อพระเจ้าควรต้องเพิ่มขึ้น ไม่ใช่หยุดลง ถ้าใจเรายังอยู่ในแผ่นดินของพระองค์

บ่าวที่ขี้เกียจและชั่วร้ายในอุปมา คือคนที่ไม่ยอมทำงานตามทรัพยากรที่พระเจ้ามอบให้ ไม่สร้างกำไรให้แผ่นดินสวรรค์ ผมอยากบอกว่าคริสเตียนบางคนที่รอเวลา วางแผนใช้ชีวิตให้สบายหลังเกษียน คือคนที่เอาตะลันต์ไปฝังกลบไว้ การงานของเราเพื่อพระเจ้าไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าเรารักเจ้านายของเรา เราต้องมองว่างานที่ทำถวายเป็นเรื่องน่ายินดี งานหนักเพื่อผลกำไรในแผ่นดินสวรรค์ และถวายแด่จอมกษัตริย์ เพื่อจะมีส่วนร่วมยินดีกับเจ้านาย และถ้าน้ำพักน้ำแรงของเราเป็นเรื่องน่ายินดี เรายินดียิ่งขึ้นสำหรับการงานในอนาคต ถ้าเราปิดกั้นไม่ทำงานตามที่รับมอบหมาย ก็เท่ากับทรยศ และมีทัศนคติที่ผิดต่อเจ้านาย

ผมขอสรุปโดยถามคุณว่า “พี่น้องครับ คุณรู้จักเจ้านายและรักองค์พระเยซูคริสต์หรือไม่? ด้วยความเชื่อ คุณได้เข้าสู่การงานของพระองค์หรือยัง งานบนกางเขนที่ทรงทำเพื่อช่วยคุณไม่ให้ต้องรับโทษจากบาป? คุณมีทางออกหรือไม่ ที่จะรอดและหลุดพ้นจากบาปที่ทำ ความพยายามของคุณ การทำดีของคุณ ทั้งหมดเป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วสกปรกในสายพระเนตร (อิสยาห์ 64:6 โรม 3:9-20) แทนที่จะพึ่งการงานหรือคุณความดีของคุณ  คุณเข้ามาพึ่งพิงความชอบธรรมของพระเยซูและการสละพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อคุณหรือยัง? (โรม 3:21-26) ถ้าคุณเป็นผู้เชื่อแล้ว คุณทำอะไรกับของประทานหรือความสามารถที่พระเจ้ามอบให้? ได้ใช้เพิ่มพูนผลกำไรให้แผ่นดินสวรรค์หรือเปล่า? คุณอยากให้พระองค์เห็นคุณอย่างไรเมื่อเสด็จกลับมา? “อย่านำความรู้ความสามารถที่พระเจ้ามอบให้ไปฝังดิน นำไปสร้างงาน เพื่อถวายพระสิริทั้งสิ้นแด่พระเจ้า และเพื่อบำเหน็จนิรันดร์ในแผ่นดินสวรรค์ครับ”

บางทีคุณอาจไม่เหมือนบ่าวสองคนแรกนัก แต่เป็นเหมือนคนที่สาม อย่าโทษพระเจ้า พระองค์ได้ประทานสิ่งที่จำเป็นในชีวิต และจำเป็นในการติดตามพระองค์ให้คุณอย่างล้นเหลือ (2เปโตร 1:1-4) จงวางใจในพระเยซู เพราะการงานของพระองค์ที่ช่วยให้เรารอดได้

ขอจบลงด้วยพระดำรัสของพระเยซูไปถึงคริสตจักรที่เมืองซาร์ดิส ให้เรานำมาดูพร้อมกับอุปมาตอนนี้ เรื่องเงินทอง เวลา แรงงาน และผลกำไร:

1“จง​เขียน​ถึง​ทูต‍สวรรค์​ของ​คริสต‌จักร​ที่​เมือง​ซาร์‌ดิส​ว่า ‘พระ‍องค์​ผู้​ทรง​มี​พระ‍วิญ‌ญาณ​ทั้ง​เจ็ด​ของ​พระ‍เจ้า และ​ทรง​มี​ดาว​เจ็ด​ดวง​นั้น ตรัส​ดัง‍นี้​ว่า “เรา​รู้‍จัก​ความ​ประ‌พฤติ​ของ​เจ้า คือ​เจ้า​ได้​ชื่อ​ว่า​มี​ชีวิต​อยู่ แต่​ว่า​เจ้า​ตาย​แล้ว 2เจ้า​จง​ตื่น‍ขึ้น​และ​จง​เสริม​กำลัง​ให้​กับ​ส่วน​ที่​เหลือ​อยู่​ซึ่ง​จวน​จะ ​ตาย​แล้ว​นั้น เพราะว่า​เรา​ไม่​พบ​ความ​ประพฤติ​ที่​ครบบริบูรณ์​ของ​เจ้า​ เฉพาะพระพักตร์​ของ​พระเจ้า 3เหตุ‍ฉะนั้น ​เจ้า​จง​ระลึก​ว่า​เจ้า​ได้​รับ​และ​ได้‍ยิน​อะไร จง​ถือ​รักษา​และ​จง​กลับ‍ใจ​ใหม่ เพราะ​ถ้า​เจ้า​ไม่​ตื่น‍ขึ้น เรา​จะ​มา​เหมือน​อย่าง​ขโมย และ​เจ้า​จะ​ไม่​รู้​ว่า​เรา​จะ​มาหา​เจ้า​ชั่วโมง​ไหน 4แต่​เจ้า​ก็​ยัง​มี​สอง​สาม​คน​ใน​เมือง​ซาร์‌ดิส​ที่​ไม่‍ได้​ทำ​ให้​ เสื้อ‍ผ้า​ของ​ตน​เป็น​มลทิน และ​พวก‍เขา​จะ​ดำ‌เนิน​ไป​กับ​เรา​ใน​ชุด​สี‍ขาว เพราะ‍ว่า​เขา​เป็น​คน​ที่​คู่‍ควร 5เช่น‍เดียว‍กัน คน​ที่​ชนะ​ก็​จะ​สวม​เสื้อ​สี‍ขาว และ​เรา​จะ​ไม่​ลบ​ชื่อ​ของ​เขา​ออก‍จาก​หนัง‌สือ​แห่ง​ชีวิต เรา​จะ​รับ‍รอง​ชื่อ​ของ​เขา​เฉพาะ‍พระ‍พักตร์​พระ‍บิดา​ของ​เรา และ​ต่อ‍หน้า​บรร‌ดา​ทูต‍สวรรค์​ของ​พระ‍องค์ 6ใคร​มี​หู​ก็​ให้​ฟัง​ข้อ‍ความ​ที่​พระ‍วิญ‌ญาณ​ตรัส​กับ​คริสต‌จักร​ทั้ง‍หลาย” (วิวรณ์ 3:1-6)

 

—————————————————————————————————————————–

269 ลิขสิทธิ 2005 โดย Community Bible Chapel, 418 E. Main Street, Richardson, TX 75081.  ดัดแปลงจากต้นฉบับของบทเรียนที่ 78 ในบทเรียนต่อเนื่องของพระกิตติคุณมัทธิว  จัดเตรียมโดย ศบ โรเบิร์ต แอลเดฟฟินบาว  เมษายน 24, 2005 ทุกท่านสามารถนำบทเรียนนี้ไปใช้เพื่อการศึกษาได้เท่านั้น  ทางคริสตจักร Community Bible Chapel เชื่อว่าเนื้อหาในบทเรียนนี้ถูกต้องตรงตามหลักการสอนพระคัมภีร์ใช้เพื่อช่วย ในการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า บทเรียนนี้เป็นพันธกิจ และเป็นลิขสิทธิของ   Community Bible Chapel

270 ไม่อยากขัดแย้งกับฉบับแปลของ NET Bible ในตอนนี้ ดูเหมือนการแปลความยังย้ำได้ไม่มากพอตามที่พระเยซูทรงเจาะจงเลือกถ้อยคำที่นำมาใช้ โดยเฉพาะในบริบท คำที่ใช้ในมัทธิว 25:16 เน้นเรื่องการงาน สิ่งที่พระเยซูเน้นในตอนนี้ไม่ใช่ “ให้เงินไปทำงาน” แต่ให้บ่าวเป็นคน “ไปทำงาน” ด้วยเงินที่นายมอบให้ บ่าวคนที่สามเกียจคร้าน เพราะไม่ได้ไปทำงานพร้อมกับเงินนั้น ไม่แม้แต่เสียเวลานำเงินไปในที่ๆทำกำไรให้แทนได้ เพื่อจะมีบางสิ่งกลับคืนให้ผู้เป็นนาย

271 นอกจากที่กล่าวไปแล้ว พระวจนะที่นำมาอ้างอิงทั้งหมดมาจาก NET Bible (The NEW ENGLISH TRANSLATION) เป็น ฉบับแปลใหม่ทั้งหมดไม่ใช่นำฉบับเก่าในภาษาอังกฤษมาเรียบเรียงใหม่ใช้ผู้ เชี่ยวชาญและนักวิชาการพระคัมภีร์มากกว่า ยี่สิบคน รวบรวมข้อมูลทั้งจากภาษาฮีบรูโดยตรง ภาษาอาราเมข และภาษากรีกโครงการแปลนี้เริ่มมาจากที่เราต้องการนำ พระคัมภีร์เผยแพร่ผ่านสื่ออีเลคโทรนิค เพื่อรองรับการใช้งานทางอินเตอร์เน็ท และซีดี (compact disk) ที่ใดก็ตามในโลก ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ทได้ ก็สามารถเรียกดูและพริ้นทข้อมูลไว้เพื่อใช้ศึกษาเป็นการส่วนตัวได้โดยไม่คิด มูลค่านอกจากนี้ ผู้ใดก็ตามที่ต้องการนำข้อมูลเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่คิดเงิน สามารถทำได้จากเว็บไซท์ :www.netbible.org.

272 ผมคิดและเข้าใจเองว่าบ่าวคนที่สองรีบไปทำงานเหมือนคนแรก เพราะพระเยซูตรัสว่าเขาทำเหมือนกัน จึงน่าจะรวมบ่าวสองคนไว้ด้วยกัน เพราะทำในสิ่งเดียวกัน ข้อแตกต่างเดียวคือความสามารถตามสัดส่วนตะลันต์ที่ได้รับ แต่ทั้งคู่ก็สามารถทำกำไรให้เจ้านายได้อีกเท่าตัว

273 จากคู่มืออธิบายพระคัมภีร์ของวิลเลียม เฮนดริกเซน ความกระตือรือร้น และความยินดีที่บ่าวสองคนแรกทำให้ผู้เป็นนาย – William Hendriksen, The Gospel of Matthew (Grand Rapids, Michigan: Baker Book House, 1973), p. 881.

274 ถ้าตามที่ผมค้นหามาถูกต้อง คำนี้มีอยู่ 526 ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ ในฉบับ KJV ใช้คำว่า “เช่นนั้น” (เพราะฉะนั้น) และ “ดังนั้น” 197 ครั้ง

275 จากคู่มืออธิบายพระคัมภีร์ของ วิลเลียม เฮนดริกเซน The Gospel of Matthew (Grand Rapids, Michigan: Baker Book House, 1973), p. 879.

276 คงไม่ต้องบอกว่าธนาคาร หรือนายธนาคารในสมัยนั้นต่างจากสมัยนี้ คนพวกนั้น (น่าจะ) ซื่อสัตย์ในเรื่องแลกเงินมากกว่าพวกแลกเงินในพระวิหาร เนื่องจากมีข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยกับชาวอิสราเอลด้วยกัน แต่คิดกับคนต่างชาติได้ (ดูเฉลยธรรมบัญญัติ 23:19-20)

277 มีบางคนให้ความเห็นว่าบ่าวคนที่สามนำตะลันต์ไปฝังไว้เพราะหวังว่าเจ้านายจะไม่กลับมา เป็นการคาดเดาครับ ตามความเห็นของผม ไม่มีอะไรในเนื้อหาที่ทำให้เราคิดเช่นนั้น (หรือแม้เป็นนัย) ว่าเป็นได้

278 ที่จริง บ่าว “ที่ดี” คือดีในแง่ศีลธรรมและมีประโยชน์ แต่ที่เน้นมากที่สุดในบริบทนี้คือความมีประโยชน์ของเขา

279 ภาษากรีก ponhrouj

280 ที่อ้างอิงจากพระคัมภีร์เดิมมาจากฉบับเซปทัวร์จิ้นท์ แปลพระคัมภีร์เดิมจากภาษาฮีบรูเป็นภาษากรีก

281 สิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความ “กระด้าง” หรือ “ใจแข็ง” ของนาบาลคือไม่ยอมให้รางวัลดาวิด ที่ช่วยงานอย่างซื่อสัตย์ (1ซามูเอล 25:2-13) เลยทำให้บ่าวคนที่สามคิดว่าเขาคงไม่ได้รับรางวัลอะไรเพราะเจ้านายเป็นคนใจตระหนี่ หรือใจแข็ง?

282 ผมพยายามระวังตรงนี้ เพราะงานบางอย่างไม่สร้างผลกำไรให้กับแผ่นดินสวรรค์ และจะไม่มีบำเหน็จ แต่จะถูกทำลายทิ้ง (ดู 1โครินธ์ 3:10-15)

283 อย่าลืมว่าเอวาเองก็ได้รับมอบภาระหน้าที่ในแบบของเธอเองด้วย (ปฐมกาล 3:16)

 

(โดย ศบ.อาวุโส บ็อบ เดฟฟินบาว Community Bible Chapel)

(แปล อรอวล ระงับภัย – คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ scripturesight.com)