มัทธิว บทเรียนที่ 26 “หญิงพรหมจารีสิบคน”

หญิงพรหมจารีสิบคน

หญิงพรหมจารีสิบคน “อะไรคือการเตรียมพร้อม” (มัทธิว 25:1-13)

1“เวลา​นั้น แผ่น‍ดิน​สวรรค์​จะ​เปรียบ​เหมือน​หญิง‍พรหม‌จารี​สิบ​คน​ถือ​ตะ‌เกียง​ของ​ตน ออก​ไป​รับ​เจ้า‍บ่าว  2เป็น​คน‍โง่​ห้า​คน และ​เป็น​คน​มี​ปัญญา​ห้า​คน  3คน‍โง่​เหล่า‍นั้น​เอา​ตะ‌เกียง​ของ​ตน​ไป​แต่​ไม่‍ได้​เอา​น้ำ‍มัน​ไป​ด้วย266  4คน​ที่​มี​ปัญญา​นั้น​เอา​น้ำ‍มัน​ใส่​ขวด​ไป​กับ​ตะ‌เกียง​ของ​ตน​ด้วย  5เมื่อ​เจ้า‍บ่าว​มา​ช้า267 ก็​พา​กัน​ง่วง‍เหงา​และ​หลับ​ไป  6เมื่อ‍ถึง‍เวลา​เที่ยง‍คืน​ก็​มี​เสียง​ร้อง​ว่า ‘เจ้า‍บ่าว​มา​แล้ว จง​ออก​มา​รับ​ท่าน​เถิด’  7หญิง‍พรหม‌จารี​ทั้ง‍หมด​นั้น​ก็​ลุก‍ขึ้น​ตก‍แต่ง​ตะ‌เกียง​ของ​ตน  8บรร‌ดา​คน‍โง่​ก็​พูด​กับ​พวก​ที่​มี​ปัญญา​ว่า ‘ขอ​แบ่ง​น้ำ‍มัน​ของ​พวก‍ท่าน​บ้าง เพราะ​ตะ‌เกียง​ของ​เรา​จวน​จะ​ดับ​อยู่​แล้ว’  9พวก​ที่​มี​ปัญญา​จึง​ตอบ​ว่า ‘น่า‍กลัว​น้ำ‍มัน​จะ​ไม่​พอ​สำหรับ​เรา​และ​พวก‍ท่าน จง​ไป​หา​คน‍ขาย แล้ว​ซื้อ​สำหรับ​ตัว​เอง​จะ​ดี‍กว่า’  10ระหว่าง​ที่​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ออก​ไป​ซื้อ เจ้า‍บ่าว​ก็​มา​ถึง พวก​ที่​เตรียม‍พร้อม​อยู่​แล้ว​ก็​ไป​กับ​ท่าน​ใน​งาน‍สมรส แล้ว​ประตู​ก็​ปิด  11ภาย‍หลัง​หญิง‍พรหม‌จารี​อีก​ห้า​คน​ก็​มา​ร้อง​ว่า ‘ท่าน​เจ้า‍คะ ขอ​เปิด​ให้​เรา​ด้วย’  12แต่​ท่าน​ตอบ​ว่า ‘เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ว่า เรา​ไม่​รู้‍จัก​ท่าน’  13เพราะ‍ฉะนั้น จง​เฝ้า‍ระวัง​อยู่ เพราะ​พวก‍ท่าน​ไม่​รู้​กำ‌หนด​วัน​หรือ​เวลา​นั้น” (มัทธิว 25:1-13) 268

คำนำ

พวกคุณเคยเจอสถานการณ์น้ำมันหมดหรือไม่? คิดว่าทุกคนน่าจะเคย ไม่อาจบอกสถิติได้ เพราะคงไม่ถูกต้อง แต่ดูเหมือนทุกปีอย่างน้อยคนครึ่งล้านโทรไปขอความช่วยเหลือเพราะน้ำมันหมดอยู่ข้างถนน ไม่นับรวมยางแบน แบตเตอรี่หมด และหากุญแจรถไม่เจอ น้ำมันหมดครองอันดับต้นๆที่คนโทรขอความช่วยเหลือ บางคนคิดว่าเรื่องนี้ออกจะโบราณ สมัยที่เข็มวัดระดับน้ำมันยังไม่ค่อยเที่ยง และไฟเตือนหน้าปัทม์ไม่ทันสมัย เดี๋ยวนี้มีตัวช่วยเยอะ เตือนเมื่อน้ำมันใกล้หมด (แต่ยังขับได้อีกชั่วโมง) หรือไฟฉุกเฉินที่พัฒนาไปไกล จับความเร็ว แนะนำเส้นทาง บอกเวลาเดินทาง ต้องพูดว่าคนที่ปล่อยให้น้ำมันหมดคง “อ้างไม่ขึ้น”

แล้วทำไมเรายังปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยพอๆกับคนสมัยก่อน สมัยที่เทคโนโลยียังไม่พัฒนา? เราจะมาตอบคำถามนี้ในตอนท้ายของบท เนื้อหาตอนนี้ไม่ใช่น้ำมันหมด แต่เป็นเรื่องน้ำมันตะเกียงในสมัยของพระเยซู ผมเชื่อว่าเราจะพบหญิงพรหมจารีโง่ทั้งห้าที่จริงไม่ได้ “น้ำมันหมด” แต่ไม่ได้เอาติดตัวมาแต่แรก

บริบท

ก่อนเข้าอุปมานี้ เราควรนำเนื้อหาของตอนมาพิจารณา คำตอบต่อสิ่งที่สาวกอยากรู้เรื่องหมายสำคัญ การเสด็จกลับมาของพระเยซู และเวลาที่ยุคเก่าจะสิ้นสุดลง (มัทธิว 24:3) พระเยซูบอกพวกเขาถึงวันสิ้นยุค ตรัสชัดเจนว่ายังจะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่จะมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นก่อน และต้องผ่านเวลาแห่งความทุกข์ลำบาก (มัทธิว 24:4-31) พระเยซูทรงเตือนหลายสิ่ง (มัทธิว 24:4-5, 10-11, 23-28) เพราะในเวลาแห่งความทุกข์ลำบาก จะมีพวกหลอกลวงและเทียมเท็จเข้ามามากมาย ดึงดูดความสนใจผู้คนให้ออกห่างจากพระเยซู – องค์พระเมสซิยาห์

ในข้อ 32-51 บทที่ 24 พระเยซูตรัสบอกสาวกถึงสิ่งที่รู้ได้ และรู้ไม่ได้ และบนพื้นฐานของทั้งสอง พระองค์สั่งอย่างเจาะจงถึงเวลาสิ้นยุค:

32“จง​เรียน​อุปมา​เรื่อง​ต้น‍มะเดื่อ เมื่อ​ใด​ที่​กิ่ง​ของ​มัน​เริ่ม​แตก​หน่อ​อ่อน​และ​ออก​ใบ ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ก็​รู้​ว่า​ฤดู​ร้อน​ใกล้​จะ​ถึง​แล้ว 33เช่น‍เดียว‍กัน เมื่อ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​เห็น​สิ่ง​ทั้ง‍หมด​นี้​แล้ว​ก็​ให้​รู้​ว่า พระ‍องค์​เสด็จ​มา​ใกล้​จะ​ถึง​ประตู​แล้ว 34เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า คน​ใน​ยุค​นี้​จะ​ไม่​ล่วง‍ลับ​ไป​ก่อน​ทุก‍สิ่ง‍เหล่า‍นี้​จะ​เกิด‍ขึ้น 35ฟ้า​และ​ดิน​จะ​ล่วง​ไป แต่​บรร‌ดา​ถ้อย‍คำ​ของ​เรา​จะ​ไม่​สูญ‍หาย​ไป​เลย 36“แต่​ไม่‍มี​ใคร​รู้​เรื่อง​วัน​หรือ​เวลา​แม้​แต่​บรร‌ดา​ทูต​แห่ง​ฟ้า‍สวรรค์​หรือ​พระ‍บุตร มี​แต่​พระ‍บิดา​องค์​เดียว 37เพราะ​ว่า​สมัย​ของ​โน‌อาห์​เคย​เป็น​อย่าง‍ไร เมื่อ​บุตร‍มนุษย์​เสด็จ​มา​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น 38เพราะ‍ว่า ​ก่อน​วัน​น้ำ‍ท่วม​นั้น คน​ทั้ง‍หลาย​พา​กัน​กิน​ดื่ม​กัน สมรส​กัน​และ​ยก​ให้​เป็น​สามี​ภรรยา​กัน จน‍ถึง​วัน‍ที่​โน‌อาห์​เข้า​ไป​ใน​เรือ‍ใหญ่ 39และ​น้ำ‍ท่วม​กวาด​เอา​พวก‍เขา​ไป​ทุก​คน​โดย​ไม่​ทัน​รู้‍ตัว​อย่าง‍ไร เมื่อ​บุตร‍มนุษย์​เสด็จ​มา​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น 40เวลา​นั้น​ชาย​สอง​คน​อยู่​ที่​ทุ่ง‍นา จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง และ​ถูก​ละ‍ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง 41หญิง​สอง​คน​โม่​แป้ง​อยู่​ด้วย‍กัน จะ​ถูก​รับ​ไป​คน​หนึ่ง ถูก​ละ‍ทิ้ง​ไว้​คน​หนึ่ง 42เพราะ‍ฉะนั้น​พวก‍ท่าน​จง​เฝ้า‍ระวัง​อยู่ เพราะ​ท่าน​ไม่​รู้​ว่า​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​พวก‍ท่าน​จะ​เสด็จ​มา​เวลา​ไหน 43จง​จำ​ไว้​ว่า ถ้า​เจ้า‍ของ​บ้าน​รู้​ว่า​ขโมย​จะ​มา​เวลา​ไหน เขา​จะ​เฝ้า‍ระวัง​อยู่ ไม่‍ให้​บ้าน​ถูก​งัด​เข้า​ไป​ได้ 44เพราะ‍เหตุ‍นี้​พวก‍ท่าน​จง​เตรียม‍พร้อม เพราะ​ใน​เวลา​ที่​ท่าน​ไม่​คิด​ไม่​ฝัน​นั้น บุตร​มนุษย์​จะ​เสด็จ​มา 45“ใคร​เป็น​บ่าว​ที่​ซื่อ‍สัตย์​และ​ฉลาด ที่​นาย​ตั้ง​ไว้​เหนือ​บ่าว​อื่นๆ เพื่อ​แจก​อาหาร​ตาม​เวลา 46เมื่อ​นาย​มา​พบ​เขา​ทำ​อย่าง​นั้น บ่าว​คน​นั้น​ก็​เป็น​สุข 47เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ว่า นาย​จะ​ตั้ง​เขา​ไว้​ให้​ดู‍แล​ทรัพย์​สิ่ง‍ของ​ทั้ง‍หมด​ของ​ท่าน 48แต่​ถ้า​บ่าว​ชั่ว​นั้น​คิด​ใน​ใจ​ของ​เขา​ว่า ‘นาย​ของ​ข้า​มา​ช้า’ 49และ​เริ่ม‍ต้น​โบย‍ตี​เพื่อน​บ่าว​และ​กิน​ดื่ม​อยู่​กับ​พวก​ขี้‍เมา 50นาย​ของ​บ่าว​คน​นั้น จะ​มา​ใน​วัน‍ที่​เขา​ไม่​คิด ใน​ชั่ว​โมง​ที่​ไม่​รู้ 51และ ​จะ​ลง‍โทษ​เขา​อย่าง​หนัก และ​จะ​ขับ‍ไล่​ให้​ไป​อยู่​ใน​ที่​ของ​พวก​คน​หน้า‍ซื่อ‍ใจ‍คด ซึ่ง​ที่​นั่น​จะ​มี​แต่​การ​ร้อง‍ไห้​ขบ‍เขี้ยว‍เคี้ยว‍ฟัน” (มัทธิว 24:32-51)

อุปมาเรื่องต้นมะเดื่อมีเพื่อสอนเราเรื่องหมายสำคัญที่บ่งถึง “ฤดูกาล” การเสด็จกลับมาของพระเยซู เมื่อต้นมะเดื่อเริ่มแตกใบอ่อน เราแน่ใจได้ว่าฤดูร้อนใกล้เข้ามา ดังนั้นเมื่อเห็น “สิ่งทั้งหมดนี้แล้ว”  สิ่งที่พระเยซูอธิบาย รวมถึงการทรยศและความเกลียดชังกัน เราแน่ใจได้ว่าเวลาแห่งการเสด็จกลับมาอยู่ใกล้แค่เอื้อม แล้วกรอบเวลาที่พูดถึงนี้กินเวลานานแค่ไหน? ฤดูกาลนี้ หรือเท่ากับหนึ่งชั่วอายุคน? (มัทธิว 24:34)

แม้เราจำเป็นต้องรู้ “ฤดูกาล” ในการเสด็จกลับมาของพระเยซู แต่ไม่จำเป็นต้องรู้เวลาเจาะจงว่าวันไหน ชั่วโมงไหน ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าให้เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมโลกที่ไม่มีใครรู้ “แม้แต่โนอาห์” ก็ไม่รู้วันและเวลาที่น้ำมา ผมเชื่อว่าเราคงพูดได้ว่าโนอาห์รู้ว่าจะมีเวลาที่น้ำท่วม จากที่อ่านในหนังสือปฐมกาล 7:

13วัน​เดียว‍กัน​นั้น​โน‌อาห์​กับ​เชม ฮาม และ​ยา‌เฟท บรร‌ดา​บุตร​ของ​ท่าน และ​ภรรยา​ของ​โน‌อาห์ กับ​บุตร‍สะใภ้​สาม​คน​เข้า​ไป​ใน​เรือ 14คน ​เหล่า‍นั้น​กับ​สัตว์​ทั้ง‍ปวง​ตาม​ชนิด​ของ​มัน สัตว์‍ใช้‍งาน​ทั้ง‍ปวง​ตาม​ชนิด​ของ​มัน และ​สัตว์‍เลื้อย‍คลาน​ทั้ง‍ปวง​บน​แผ่น‍ดิน​ตาม​ชนิด​ของ​มัน และ​นก​ทั้ง‍ปวง​ตาม​ชนิด​ของ​มัน คือ​นก​ทุก‍อย่าง 15สัตว์​ทั้ง‍หลาย​ที่​มี​ลม‍หาย‍ใจ​ก็​เข้า​ไป​ใน​เรือ​กับ​โน‌อาห์​เป็น​คู่ๆ 16บรร‌ดา​สัตว์​ที่​เข้า​ไป​นั้น​มี​ทั้ง​ตัว‍ผู้​และ​ตัว‍เมีย​ทุก‍ชนิด ต่าง​เข้า​ไป​ตาม​ที่​พระ‍เจ้า​ทรง​บัญชา แล้ว​พระ‍ยาห์‌เวห์​ทรง​ปิด​ให้​ท่าน​อยู่​ข้าง‍ใน 17น้ำ‍ท่วม​แผ่น‍ดิน​ตลอด 40 วัน น้ำ​ทวี​ขึ้น​หนุน​เรือ​ให้​สูง​เหนือ​แผ่น‍ดิน (ปฐมกาล 7:13-17)

โนอาห์ใช้เวลาหลายปีสร้างเรือ ท่านทราบว่าเวลาแห่งการพิพากษาใกล้เข้ามา แต่ไม่รู้เมื่อไร แล้ววันหนึ่งพระเจ้าทรงสั่งให้ขึ้นเรือ พระองค์เองเป็นผู้ปิดประตูเรือก่อนส่งน้ำมา ผู้คนในสมัยของโนอาห์ไม่มี “สัญญาณเตือนเบื้องต้น” ว่าน้ำกำลังมา เมื่อการพิพากษามาถึง จะมาในทันที ไม่มีการเตือน ไม่มีโอกาสสำหรับคนที่อยู่ภายใต้การพิพากษาจะเปลี่ยนใจและขอโดยสารไปกับเรือ

ยุคสุดท้ายก็เช่นกัน (มัทธิว 24:39) ไม่มีตัวบ่งว่าจะเป็น “วันนั้น” หรือ “ชั่วโมงนั้น” (เวลาแห่งการพิพากษา) ชายสองคนอาจอยู่ในทุ่งนา ทำงานตามปกติ คนหนึ่งถูกรับไป อีกคนถูกทิ้งไว้ หญิงสองคนกำลังโม่แป้งอย่างที่เคย คนหนึ่งถูกรับไป อีกคนถูกทิ้งไว้ (มัทธิว 24:40-41)

มีคำเตือนในข้อ 42-44 เนื่องจากไม่มีใครรู้วันและเวลาที่พระเยซูเสด็จกลับมา เราจึงต้องอยู่ในสภาพเฝ้าระวังและพร้อมเสมอ พระเยซูทรงยกตัวอย่างเรื่องขโมย ถ้าเจ้าของบ้านรู้เวลาที่ขโมยมา คงต้องระวังและป้องกันเต็มที่ แต่ในความเป็นจริงเขาไม่มีทางรู้เวลาแน่นอน บางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านตัวเองตกเป็นเป้าของโจร ทำให้ไม่ระวัง และสูญเสีย

เราอาจยกตัวอย่างในแบบอื่นๆ พนักงานดับเพลิงถูกฝึกให้พร้อมผจญเพลิงตลอดเวลา เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร พวกเขาต้องเตรียมพร้อมเสมอ แม้เวลานอน ชุดดับเพลิงต้องวางพร้อมไว้เพื่อใส่ออกปฏิบัติงานได้ทันที ผมเคยเห็นรถดับเพลิงจอดอยู่หน้าร้านขายของชำที่ผมซื้อของอยู่ พนักงานดับเพลิงก็ซื้ออาหารอยู่ด้วย มือหนึ่งถือวิทยุตามตัว อีกมือถือของ คือพร้อมจะละทุกอย่างทันทีที่รับแจ้งเหตุไฟไหม้

พระเยซูทรงบอกว่าเราเองก็ต้องพร้อม เราไม่รู้วันเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมา มากกว่านั้นบุตรมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่เราคาดไม่ถึง จากบริบทในมัทธิว 24 ผมถูกทดลองให้คิดเองว่าจะมีวันแห่งความทุกข์ลำบากก่อนการเสด็จมา และในวันที่พระองค์เสด็จมาปัญหาก็จะหมดไป เหมือนวันที่โนอาห์และครอบครัวเข้าไปในเรือ (ผมว่าวันนั้นฟ้าคงสดใส) เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา ผู้คนต่างก็สาละวนกับธุระของตน เพราะไม่มีสัญญาณเตือนถึงภัยพิบัติที่ใกล้เข้ามา เราจึงต้องพร้อมตลอดเวลา

การเฝ้าระวังหน้าตาเป็นอย่างไร? ในมัทธิว 24:45-51 พระเยซูอธิบายพระประสงค์ที่อยากเห็นสาวกของพระองค์เป็นอย่างไรเมื่อเสด็จกลับมา ทำภารกิจตามที่ทรงมอบหมาย ​เป็น ​บ่าว​ที่​ซื่อสัตย์​และ​ฉลาด”  แม้รู้ว่าเจ้านายอีกนานกว่าจะกลับ แต่ได้รับมอบหมายให้เลี้ยงอาหารและดูแลทาสคนอื่นๆ (มัทธิว 24:45) ใช้เวลาที่นายไม่อยู่ทำตามภารกิจที่ได้รับตามหน้าที่รับผิดชอบ จนเมื่อเจ้านายกลับมา ซึ่งไม่รู้เมื่อไร (มัทธิว 24:46-47) ส่วนบ่าวที่ไม่ซื่อสัตย์มองต่างไป มองว่ากว่านายจะกลับคงอีกนาน และก่อนกลับคงแจ้งล่วงหน้า จะได้ “เก็บกวาด” ให้ดูดีทันเวลา จึงเป็นบ่าวที่นำทรัพยากรของเจ้านายไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ละเลยคำสั่ง แทนที่จะดูแลเลี้ยงอาหารทาสคนอื่นๆ กลับเลี้ยงดูตนเองอย่างอิ่มหนำ นำของที่ควรให้ทาสมาปรนเปรอตนเอง บ่าวคนนี้จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก ส่งลงนรกพร้อมกับพวกหน้าซื่อใจคดคนอื่นๆ ที่นั่นจะมีแต่การร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน (มัทธิว 24:48-51)

อุปมาเรื่องหญิงพรหมจารีสิบคน

มีหลายสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนจะตีความอุปมานี้ :

ข้อแรก – เราต้องตระหนักว่าอุปมาเรื่องนี้เลือกเล่าเฉพาะบางส่วน ไม่ได้ให้รายละเอียดทั้งหมด เช่นเจ้าบ่าวเดินทางมาจากไหน? หญิงพรหมจารีเหล่านี้รออยู่ที่ไหน? จะเกิดอะไรขึ้นที่นั่น? ตะเกียงทำหน้าที่อะไรในงานเลี้ยงสมรส? และที่น่าสนใจ เจ้าสาวอยู่ที่ไหน? ไม่มีเอ่ยถึง มีแต่เจ้าบ่าวเป็นตัวเอก (ซึ่งก็คือการเสด็จมาของพระเมสซิยาห์เมื่อสิ้นยุค)

ข้อสอง – เราอาจมองว่านี่ไม่น่าเป็นการแต่งงานทั่วไป ผมสงสัยว่าในงานเลี้ยงสมรสส่วนใหญ่เจ้าบ่าวจะทิ้งเพื่อนเจ้าสาวที่ลืมเอาน้ำมันใส่ตะเกียงมาหรือ? สงสัยว่าการมาสายของผู้หญิงห้าคนทำให้อดเข้าไปในงานหรือ? น่าจะไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดา ไม่ใช่งานเลี้ยงปกติทั่วไป ดังนั้นข้อมูลเรื่องงานเลี้ยงสมรสในสมัยนั้น (ที่หาได้นอกพระคัมภีร์) ไม่อาจนำมาช่วยอธิบายได้ ข้อมูลนอกเหนือจากพระคัมภีร์ไม่อาจเป็นกุญแจไขความเข้าใจเนื้อหาตอนนี้ได้

ข้อสาม – เราต้องยกเรื่องการแต่งงานของศตวรรษนี้ออกไปก่อน  เรื่องเพื่อนเจ้าสาวและตะเกียง และที่สำคัญต้องไม่คิดถึงตะเกียงในแบบที่เราคุ้นเคย คำว่า “ตะเกียง”  ที่นำมาใช้ในมัทธิวตอนนี้และในพระคัมภีร์ใหม่ คงไม่ใช่ตะเกียงแบบทั่วๆไป อุปมาเรื่องนี้ในมัทธิว 25 มีคำว่าตะเกียงอยู่ห้าคำ ในยอห์น 18:3 มีหนึ่งคำ (ใช้คำว่าโคม) ในกิจการ 20:8 อีกหนึ่งคำ  และสองคำในวิวรณ์ 4:5; 8:10 ตะเกียงที่พูดถึงนี้น่าจะเป็นเหมือนไฟส่องทาง ซึ่งใหญ่กว่าและให้แสงมากกว่า “ตะเกียง” ปกติที่ใช้กันในบ้าน  ยอห์น 18:3 ใช้คำว่าโคม เป็นแบบเดียวกับที่ผู้มาจับกุมพระเยซูใกล้สวนเกทเสมาเนใช้ มีตะเกียงใหญ่หลายดวงในห้องที่ อ. เปาโลเทศนาในกิจการ 20:8  (ความอุ่นของแสงไฟทำให้มีคนผลอยหลับและพลัดตกลงมา)

จากที่เรียนรู้ ตะเกียง (หรือโคม) นี้น่าจะแตกต่างจากตะเกียงที่ภรรยาผมสะสม คงไม่มีกระจกใสครอบด้านบน ไม่มีที่ปรับหรือหรี่แสง และคงไม่มีที่ใส่น้ำมันติดอยู่ที่ตะเกียง น่าจะเป็นเหมือนชามใหญ่ๆแบนๆ มีเศษผ้าหรือวัสดุคล้ายเชือกเป็น “ไส้ตะเกียง” และตะเกียงนี้อาจใช้ผูกติดกับเสา สำหรับใช้ส่องทางในตอนกลางคืน คำว่า “ตกแต่ง”  ที่ใช้ตอนนี้มีอยู่ในแทบทุกฉบับแปล พบสิบครั้งในฉบับ KJV หนึ่งครั้งในมัทธิว 25:7 ทำให้เราจินตนาการภาพเพื่อนเจ้าสาว (พรหมจารี) กำลังปรับไส้ตะเกียงในที่ครอบแก้วให้ตั้งตรงก่อนเอาไฟแช็คหรือไม้ขีดจุดไม่ออก ผมคิดว่าในสมัยนั้นคงปรับตะเกียงบนเสาให้เข้าที่ ก่อนจุดไฟที่เศษผ้าหรือไส้ตะเกียง

ข้อสี่ – เราต้องเลิกคิดผิดๆว่าหญิงพรหมจารีโง่ห้าคนนั้นน้ำมันตะเกียงหมด พระวจนะพูดไว้ชัดเจน หญิงโง่ห้าคนไม่ได้นำน้ำมันมาแต่แรก หมายเหตุของฉบับแปล NET Bible บอกคำว่า “ขอเติม” ซึ่งไม่มีในต้นฉบับภาษากรีก แต่ถูกนำมาใส่ไว้ในบริบท ผมไม่คิดว่าใช่ เพราะผู้เขียนให้รายละเอียดชัดเจน ซึ่งสำคัญมากสำหรับการตีความอุปมานี้ ทำไมเราถึงอยากคิดว่าพวกเธอนำน้ำมันติดตัวมา?  อาจเป็นเพราะอ่านพบว่าหญิงพรหมจารีบอกว่าตะเกียงของพวกเธอ “จวนจะดับ” อยู่แล้วในข้อ 8 พวกเธอทุกคนจะจุดตะเกียงรอในบ้านแล้วหลับคอยหรือ? ในบ้านน่าจะมีตะเกียงอยู่แล้ว แล้วทำไมทั้งห้าคนนี้น้ำมันหมดพร้อมกันพอตกแต่งตะเกียงของตน?

ผมคิดว่าตะเกียงถูกนำมาโดยไม่มีน้ำมันแต่แรก ถ้าเดินทางมางานสมรสตอนกลางวันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตะเกียง เหตุผลที่หญิงพรหมจารีห้าคนนำน้ำมันใส่ขวดมา เพื่อพร้อมใส่ในตะเกียงเวลาจะใช้งาน แต่อาจมีน้ำมันเก่าค้างอยู่ที่ไส้ตะเกียง เมื่อจุดติดไฟก็จะหมดไปทันที คงอธิบายได้ว่าโคมทั้งห้าของหญิงโง่จึงดับไปพร้อมกันในเวลาไม่นาน บางทีห้าคนนี้พยายามพูดแก้เก้อว่า “น้ำมันของเราจวนจะหมดแล้ว” เพื่อให้ดูไม่น่าเกลียด

พระวจนะไม่เพียงบ่งไว้ชัดเจนว่าหญิงโง่ทั้งห้าไม่ได้นำน้ำมันติดตัวมา ไม่เช่นนั้นจะตีความอุปมาเรื่องนี้ได้ยาก จริงๆแล้วพวกเธอไม่ได้น้ำมันหมด ข้อแตกต่างระหว่างหญิงหรหมจารีฉลาดและโง่ทั้งห้าคือความรอด หญิงโง่ทั้งห้าคงไม่เคยได้รับความรอด เพราะจู่ๆความรอดที่ได้จะ “หมด” ไปได้อย่างไร? แต่พวกเธอคือพวกหลงหาย ไม่เคยได้รับความรอดมาแต่ต้น ไม่เคยมีน้ำมัน เป็นเพียงตะเกียงว่างเปล่า เหมือนใช้การได้ แต่ไม่เคยสัญญาจะให้ความสว่าง ไม่สามารถจุดไฟติด อย่าให้เราคิดเองว่าผู้เขียนพระกิตติคุณจงใจละเรื่อง (น้ำมัน) เพื่อให้เรารู้สึกดีกับอุปมาเรื่องนี้ เราไม่ควรรู้สึกดีกับหญิงโง่ทั้งห้า ที่ไม่ได้นำน้ำมันติดตัวมา

เมื่อรู้เช่นนี้ ให้เรามาลองเรียบเรียงอุปมานี้ใหม่ – มีงานเลี้ยงสมรส หญิงพรหมจารีสิบคนได้รับเชิญมาร่วมงาน และคงได้รับคำสั่งให้นำตะเกียงมาด้วยเพื่อใช้เป็นโคมนำขบวนพิธี ทั้งสิบคนนำตะเกียงมา แต่ห้าคนนำน้ำมันติดมาด้วยเพราะรู้ว่าต้องใช้ ทุกคนรอเวลาที่เจ้าบ่าวมาถึง เวลาผ่านไปจนมืดค่ำ เจ้าบ่าวมาช้ากว่าที่คาดไว้ หญิงพรหมจารีทั้งสิบเผลอหลับไปจนเจ้าบ่าวมาถึง ในทันใดนั้นพอเที่ยงคืนมีเสียงร้องว่าเจ้าบ่าวมาแล้ว หญิงทั้งสิบคนได้ยินเสียงก็ตื่นขึ้นและเริ่มตกแต่งตะเกียงของตนเพื่อร่วมขบวน จุดตะเกียงจึงเป็นเรื่องจำเป็น (เพราะเที่ยงคืนมืดมาก) หญิงโง่ทั้งห้าขอปันน้ำมันจากหญิงฉลาดที่เตรียมมา แต่ถูกปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะพวกเธอไม่มีน้ำใจ แต่เพราะไม่มีน้ำมันพอสำหรับตะเกียงทั้งสิบ มีตะเกียงหรือโคมนำขบวนอย่างน้อยห้าโคมก็ยังดีกว่ามีสิบดวงที่ดับมืดใช้การไม่ได้ หญิงฉลาดบอกหญิงโง่ทั้งห้าให้ไปหาซื้อน้ำมัน พวกเธอก็ไป แต่ขณะที่ไปขบวนพิธีก็เริ่ม หญิงฉลาดทั้งห้าถือโคมนำขบวนเข้างาน และประตูก็ปิดลง เมื่อหญิงโง่ทั้งห้ากลับมาพร้อมด้วยน้ำมัน ก็สายเกินไป ขบวนพิธีที่พวกเธอต้องเข้าร่วมจบไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องถือตะเกียงนำขบวนอีก และพวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้เข้างานเลี้ยง แม้จะวิงวอนว่า “ท่านเจ้าคะ ขอเปิดให้เราด้วย” พวกเธอถูกขับไปด้วยถ้อยคำว่า “เราไม่รู้จักท่าน” พระเยซูจึงสรุปอุปมาเรื่องนี้โดยนำไปใช้กับพวกสาวก (และคริสตจักรด้วย) พระองค์ทรงหนุนใจให้พวกสาวกคอยเฝ้าระวัง เพราะพวกเขาเองก็ไม่รู้วันและเวลาการเสด็จกลับมา

เมื่อเรานำการตีความและประยุกต์อุปมานี้มาใช้ ควรเริ่มโดยสังเกตุว่านี่เป็นหนึ่งในหลายๆอุปมาที่พระเยซูสั่งสอน อุปมาทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราทำ และวันเวลาที่เราไม่รู้ถึงการเสด็จกลับมาของพระคริสต์เมื่อสิ้นยุค พระเยซูทรงให้ความมั่นใจว่าเราควรสังเกตุเรื่องฤดูกาล (กรอบเวลาทั่วไป) ของการเสด็จกลับมา (มัทธิว 24:32-34) ตัวบ่งชี้ที่สำคัญคือฤดูกาลแห่งการทรยศ ความเกลียดชังและความทุกข์ลำบาก (มัทธิว 24:29-31) แม้เราจะรู้ได้ถึงฤดูกาล (ของยุคนี้) เราไม่สามารถ และไม่มีทางรู้วันและเวลาแน่ชัดในการเสด็จกลับมา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงต้องตื่นและเฝ้าระวัง เตรียมพร้อมไว้ อุปมาเรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อม และเน้นให้เห็นว่าการเตรียมพร้อมควรเป็นอย่างไร

อุปมาทุกเรื่องในคำเทศนาของพระเยซูเกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อมรับเสด็จการกลับมา แต่เรากำลังพิจารณาสิ่งที่โดดเด่นและเน้นเป็นพิเศษในอุปมาเรื่องนี้ อะไรคือคำสอนหรือเรื่องเจาะจงที่ไม่มีในอุปมาอื่น? ขอตั้งข้อสังเกตุบางประการเพื่อช่วยเราให้เห็นสิ่งที่พระเยซูต้องการบอกผ่านอุปมาเรื่องนี้ ก่อนอื่น มาดูสิ่งที่เหมือนหรือคล้ายกับอุปมาเรื่องอื่นๆของคำเทศนาในตอนนี้

อุปมานี้ เช่นเดียวกับอุปมาเรื่องอื่นๆในคำเทศนาตอนนี้ พระเยซูทรงสั่งสอนสาวกเป็นการส่วนตัว (ดูมัทธิว 24:3) เท่าที่ผมทราบไม่มีฝูงชนหรือพวกผู้นำศาสนาชาวยิวอยู่ด้วย พระองค์ทรงสอนเป็นการส่วนตัว สำหรับคนที่ติดตามพระเยซู หรือคิดว่าติดตาม ต้องจำใส่ใจว่ายูดาสอยู่ในท่ามกลางสาวกทั้งสิบสอง และไม่ใช่ผู้เชื่อ (ยอห์น 6:63, 70-71, 13:2, 10-11, 18-20)

อุปมานี้ เช่นเดียวกับอุปมาเรื่องอื่นๆในคำเทศนาตอนนี้ สั่งเราให้เตรียมตัวให้พร้อมเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา (เทียบกับมัทธิว 24:42, 44, 50, 25:13)  

อุปมานี้ สอดคล้องกับคำเทศนาอื่นๆที่บ่งว่าการเสด็จกลับมาของพระเยซูจะไม่เร็วอย่างที่สาวกคิด

ขณะที่ผู้คนฟังเรื่องราวเหล่านี้ พระเยซูทรงต่อด้วยการเล่าอุปมา เพราะทรงเข้าใกล้กรุงเยรูซาเล็มแล้ว และเป็นเพราะพวกสาวกคิดว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะมาในทันที (ลูกา 19:11)

“เมื่อ​เจ้า‍บ่าว​มา​ช้า ก็​พา​กัน​ง่วง‍เหงา​และ​หลับ​ไป” (มัทธิว 25:5 เทียบกับ 24:6, 48)

 อุปมานี้ เช่นเดียวกับอุปมาเรื่องอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าการเสด็จกลับมาของพระคริสต์จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และไม่ทันคาดคิด (เทียบกับมัทธิว 24:37-41, 43, 50; 25:5-6) ส่วนหนึ่งที่ไม่ทันคาดคิดเพราะเวลาผ่านไปเนิ่นนาน

อุปมานี้ เช่นเดียวกับอุปมาเรื่องอื่นๆ ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าเราไม่รู้แน่ชัดถึงวันและเวลาการเสด็จกลับมา:

“พราะ‍ฉะนั้น จง​เฝ้า‍ระวัง​อยู่ เพราะ​พวก‍ท่าน​ไม่​รู้​กำ‌หนด​วัน​หรือ​เวลา​นั้น” (มัทธิว 25:13 และ 24:26, 42-44, 50)

อุปมานี้ เช่นเดียวกับอุปมาเรื่องอื่นๆ พูดชัดเจนว่าเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา จะแยกคนสองกลุ่มออกจากกัน (ดูมัทธิว 24:37-31, 45-51; 25:1-12, 31-46) กลุ่มหนึ่งจะไปอยู่กับพระเยซู มีความสุขในสามัคคีธรรมร่วมกับพระองค์ อีกกลุ่มจะถูกขับออกไป เพื่อรับทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์

อุปมานี้ เช่นเดียวกับอุปมาเรื่องอื่นๆในคำเทศนาตอนนี้ บ่งว่านี่คือการแบ่งแยกระหว่างผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อ ระหว่างคนที่จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ และคนที่ต้องลงนรก ซึ่งยังไม่สามารถเห็นได้ชัดจนกว่าพระเยซูเสด็จกลับมา เมื่อเสด็จกลับมาครั้งที่สอง เมื่อมนุษย์ต้องยืนต่อพระพักตร์พระเยซู สถานภาพแท้จริงฝ่ายวิญญาณ (และปลายทางของพวกเขา) จะเป็นที่รู้แจ้ง หลายครั้งในหนังสือพระกิตติคุณ พระเยซูทรงแสดงให้เห็นว่าจะมีเรื่องประหลาดใจ (ใครได้เข้าและใครไม่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์) เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา

สิ่งที่โดดเด่นและเน้นเป็นพิเศษในอุปมาหญิงพรหมจารีสิบคน

ดังนั้นอุปมาเรื่องหญิงพรหมจารีสิบคนมีอะไรที่โดดเด่นและแตกต่างจากอุปมาเรื่องอื่นๆ?

ประการแรก – เราเห็นว่าอุปมาเรื่องนี้อธิบายว่า “แผ่นดินสวรรค์” จะเป็นเช่นไรเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา บางคนอาจพูดว่า (ซึ่งผมเห็นด้วย) อุปมานี้พูดถึงสถานะของคริสตจักรเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา อุปมานี้ (และในคำเทศนาทั้งหมดในตอนนี้) พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ ไม่ได้ตรัสให้ปฏิปักษ์ ผู้นำศาสนายิว หรือฝูงชนฟัง อุปมานี้เช่นเดียวกับอุปมาอื่นๆจึงเป็นคำเตือนไปถึงคริสตจักร

ประการที่สอง – มีข้อสังเกตุว่าในช่วงเวลาที่รอเจ้าบ่าวอยู่นั้น หญิงพรหมจารีโง่ทั้งห้าและหญิงฉลาดทั้งห้าดูไม่ต่างกัน หญิงโง่ทั้งห้าร้องเรียกเจ้าบ่าวว่า “ท่านเจ้าคะ…” (บางฉบับแปลเรียกสองครั้ง – มัทธิว 25:11) หญิงโง่ทั้งห้าเหมือนกับหญิงฉลาดทั้งห้า ทุกคนได้รับเชิญมางานเลี้ยงสมรส และทุกคนก็มา คาดว่าจะได้เข้าร่วมในพิธี หญิงโง่ทั้งห้าดูไม่ต่างจากหญิงฉลาดทั้งห้า เว้นแต่ “หญิงโง่นำตะเกียงมา แต่ไม่ได้นำน้ำมันติดตัวมา”

ประการที่สาม – ทั้งสิบคน ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าบ่าวจะมาตอนไหน และเมื่อรอนานทุกคนก็เผลอหลับไป ไม่ได้บอกว่าหญิงโง่ตื่นอยู่ หรือหญิงฉลาดสาละวนอยู่กับธุระของตน แต่ทุกคนหลับ และทุกคนตื่นขึ้นเพราะเสียงร้องประกาศว่าเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว อุปมานี้ไม่ได้เน้นเรื่องการงาน เหมือนอุปมาก่อนหน้าหรือหลังจากนี้ เพราะความรอดของเราไม่ได้มาจากการงานของเรา แต่เป็นการกระทำของพระเยซูคริสต์ที่บนไม้กางเขนเพื่อเรา (เอเฟซัส 2:1-10)

ประการที่สี่ – เราอาจรู้สึกแปลก (หรือผิดหวัง) ที่หญิงฉลาดทั้งห้าไม่ยอมแบ่งน้ำมันให้หญิงโง่ทั้งห้า ไม่ใช่เพราะหญิงฉลาดเห็นแก่ตัว ในบริบทของอุปมานี้ การแบ่งน้ำมันให้ทั้งสิบอาจหมายถึงน้ำมันมีไม่พอสำหรับใครเลย เมื่อเราตีความอุปมานี้ คนที่ได้รับความรอดไม่อาจแบ่งสิ่งที่พวกเขาได้รับจากพระเยซูคริสต์ให้กับคนที่หลงหายได้ คนที่หลงหายไม่อาจเข้าสวรรค์ได้โดยใช้ความรอดของผู้อื่น แต่ละคนต้องรับผิดชอบในการเลือกของตน (ดูเฉลยธรรมบัญญัติ 24:16 เอเสเคียล 18:20 เยเรมีย์ 31:29-30)

ประการที่ห้า – ที่เราเห็นโดดเด่นในตอนนี้คือ ทันทีที่พระเยซูเสด็จกลับมา ไม่มีเวลาหรือโอกาสเหลือให้หญิงโง่ทั้งห้าเปลี่ยนใจเรื่องความเชื่อ เพราะนั่นคือจุดที่ “หันกลับไม่ได้แล้ว” หลังจากเลือกที่จะปฏิเสธพระเยซู หนทางกลับลำก็ไม่เหลือ สำหรับบางคนจุดที่ “หันกลับไมได้แล้ว” คือความตาย:

27ตาม​ที่​มี​ข้อ​กำหนด​สำหรับ​มนุษย์​ไว้​แล้ว​ว่า​จะ​ตาย​ครั้ง​เดียว และ​หลังจาก​นั้น​ก็​จะ​มี​การ​พิพากษา​ฉัน​ใด 28พระ‍คริสต์​ก็​ฉัน​นั้น คือ​พระ‍องค์​ทรง​ถวาย​พระ‍องค์​เอง​เป็น​เครื่อง‍บูชา​ครั้ง​เดียว​เป็น​พอ เพื่อ​จะ​ได้​ทรง​แบก​บาป​ของ​คน​จำ‌นวน​มาก​ไว้  แล้ว​พระ‍องค์​จะ​ทรง​ปรา‌กฏ​เป็น​ครั้ง​ที่​สอง ไม่​ใช่​เพื่อ​กำ‍จัด​บาป แต่​เพื่อ​นำ​ความ​รอด​มา​ให้​บรร‌ดา​ผู้​ที่​รอ‍คอย​พระ‍องค์​ด้วย​ใจ​จด‍จ่อ (ฮีบรู 9:27-28)

สำหรับคนอื่น (ที่ยังมีชีวิตอยู่) การเสด็จกลับมาของพระเยซูจะเป็นจุดที่ “หันกลับไม่ได้แล้ว” ตามที่เราอ่านใน 2เธสะโลนิกา 2:

8ขณะ​นั้น​คน‍นอก‍กฎ‍หมาย​ก็​จะ​ปรา‌กฏ‍ตัว​ขึ้น และ​พระ‍เยซู​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​จะ​ทรง​ประ‌หาร​มัน​ด้วย​ลม​พระ‍โอษฐ์ ​ของ​พระ‍องค์ และ​จะ​ทรง​ผลาญ​ให้​สูญ‍ไป​ด้วย​การ​เสด็จ​มา​อัน​รุ่ง‍โรจน์​ของ​พระ‍องค์ 9คน‍นอก‍กฎ‍หมาย​นั้น​จะ​มา​โดย​การ​ดล‍บัน‌ดาล​ของ​ซา‌ตาน พร้อม​กับ​การ​อิทธิ‌ฤทธิ์​ทุก‍อย่าง ทั้ง​หมาย‍สำคัญ และ​การ​อัศ‌จรรย์​จอม‍ปลอม 10และ​อุบาย​ชั่ว​ทุก‍อย่าง​สำหรับ​พวก​ที่​จะ​ต้อง​พินาศ เพราะ​เขา​ไม่‍ได้​รัก​ความ​จริง​เพื่อ​จะ​รอด​ได้ 11เพราะ‍เหตุ‍นี้ พระ‍เจ้า​จึง​ทรง​ให้​ความ​ลุ่ม‍หลง​มา​ถึง​พวก‍เขา ให้​เขา​เชื่อ​สิ่ง​ที่​เท็จ 12เพื่อ​ทุก​คน​ที่​ไม่​เชื่อ​ความ​จริง แต่​ยินดี​ใน​การ​อธรรม จะ​ถูก​พิพาก‌ษา (2เธสะโลนิกา 2:8-12)

พระวจนะตอนนี้ หญิงโง่ทั้งห้าไม่มีโอกาสได้กลับใจจากความเขลาทันทีที่เจ้าบ่าวมาถึง พวกเธอที่ได้รับโอกาสแล้ว แต่ปล่อยให้ผ่านไป ตอนนี้ก็สายเกินไป

ประการที่หก – ผลก็คือสวรรค์หรือนรก กุญแจสำคัญของเรื่องคือความรอด คำพูดของหญิงโง่ทั้งห้าในพระวจนะตอนนี้คุ้นเคยดีสำหรับคนที่อ่านพระกิตติคุณมัทธิว :

11ภาย‍หลัง​หญิง‍พรหม‌จารี​อีก​ห้า​คน​ก็​มา​ร้อง​ว่า ท่าน​เจ้าคะ ขอ​เปิด​ให้​เรา​ด้วย’ 12แต่​ท่าน​ตอบ​ว่า ‘เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ว่า เรา​ไม่​รู้จัก​ท่าน (มัทธิว 25:11-12)

21“ไม่​ใช่​ทุก‍คน​ที่​เรียก​เรา​ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า’ จะ​ได้​เข้า​ใน​แผ่น‍ดิน​สวรรค์ แต่​ผู้​ที่​ปฏิ‌บัติ​ตาม​พระ‍ทัย​พระ‍บิดา​ของ​เรา ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​จึง​จะ​เข้า​ได้ 22เมื่อ​ถึง​วัน‍นั้น​จะ​มี​คน​จำ‌นวน​มาก​ร้อง​แก่​เรา​ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้า‍พระ‍องค์​ได้​เผย‍พระ‍วจนะ​ใน​พระ‍นาม​ของ​พระ‍องค์ และ​ได้​ขับ‍ผี​ออก​ใน​พระ‍นาม​ของ​พระ‍องค์ และ​ได้​ทำ​การ​แห่ง​ฤทธา‌นุ‌ภาพ​มาก‍มาย​ใน​พระ‍นาม​ของ​พระ‍องค์​ไม่​ใช่​ หรือ?’ 23เมื่อ​นั้น​เรา​จะ​กล่าว​แก่​พวก‍เขา​ว่า เรา​ไม่​เคย​รู้จัก​พวกเจ้า​เลย เจ้า​ผู้​ทำ​ความ​ชั่ว จง​ไป​เสีย​ให้​พ้น‍หน้า​เรา’ (มัทธิว 7:21-23)

ถ้าตามที่มัทธิวบันทึก (โดยไม่ต้องเพิ่มอะไรเข้าไป) ผมพบว่าข้อแตกต่างระหว่างหญิงพรหมจารีโง่และหญิงพรหมจารีฉลาดนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง หญิงฉลาดมีน้ำมันสำหรับตะเกียงของเธอ ขณะที่หญิงโง่ไม่มี หญิงฉลาดมีโอกาสที่จะจัดหาน้ำมันแล้วนำมา หญิงโง่มีโอกาสเหลือเฟือที่จะหาซื้อ แต่ไม่ทำ

จึงเป็นไปได้สำหรับคนที่มีโอกาสเข้าใกล้พระเยซู และสนิทกับคริสเตียน แต่กลับไม่ได้รับความรอด ทำให้นึกถึงพระวจนะตอนหนึ่งในพระกิตติคุณลูกา:

23มี​คน​หนึ่ง​มา​ทูล​ถาม​พระ‍องค์​ว่า “ท่าน​เจ้า‍ข้า คน​ที่​รอด​นั้น​มี​จำ‌นวน​เล็ก‍น้อย​เท่า​นั้น​หรือ?” พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า 24“จง​เพียร​พยา‌ยาม​เข้า​ไป​ทาง​ประตู​ที่​คับ‍แคบ เรา​บอก​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ว่า แม้​คน​จำ‌นวน​มาก​พยา‌ยาม​จะ​เข้า​ไป แต่​จะ​เข้า​ไม่‍ได้  25เมื่อ​เจ้า‍ของ​บ้าน​ลุก‍ขึ้น​ปิด​ประตู​แล้ว และ​พวก‍ท่าน​ยืน​อยู่​ภาย‍นอก​เคาะ​ที่​ประตู​ว่า นาย​เจ้าข้า ช่วย​เปิด​ให้​เรา​ด้วย’ แต่​เจ้า‍ของ​บ้าน​นั้น​จะ​ตอบ​ท่าน​ว่า เรา​ไม่​รู้​ว่า​พวกเจ้า​มา​จาก​ไหน’ 26แล้ว​ท่าน​จะ​กล่าว​ว่า เรา​เคย​กิน​ดื่ม​กับ​นาย และ​นาย​ก็​เคย​สั่ง‍สอน​ที่​ถนน​ของ​เรา’ 27แต่​เจ้า‍ของ​บ้าน​นั้น​จะ​กล่าว​ว่า เรา​ไม่​รู้​ว่า​พวกเจ้า​ที่​ทำ​ความ​ชั่ว​มา​จาก​ไหน จง​ไป​ให้​พ้นหน้า​เรา’ 28แล้ว​จะ​มี​การ​ร้องไห้​ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน​ใน​เวลา​ที่​พวกท่าน​เห็น​ อับราฮัม อิสอัค ยาโคบ และ​บรรดา​ผู้เผยพระวจนะ​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระเจ้า แต่​ตัว​พวกท่าน​เอง​ก็​จะ​ถูก​ขับไล่​ออก​ไป​อยู่​ข้างนอก 29และ​จะ​มี​คน​จาก​ทิศ​ตะ‌วัน‍ออก ทิศ​ตะ‌วัน‍ตก ทิศ​เหนือ ทิศ​ใต้ มา​นั่ง​ร่วม​โต๊ะ​ใน​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า 30และ​แน่​นอน​ว่า ผู้​ที่​เป็น​คน​สุด‍ท้าย​จะ​กลับ​กลาย​เป็น​คน‍แรก และ​ผู้​ที่​เป็น​คน‍แรก​จะ​กลับ​กลาย​เป็น​คน​สุด‍ท้าย (ลูกา 13:23-30)

พระเยซูกำลังเตือนเราในอุปมานี้ว่าจะมีหลายคนที่ดูเหมือนคริสเตียน สนิทสนมดีกับคริสเตียน และคิดด้วยว่าตนเองเป็นคริสเตียน พวกเขาจะช็อคเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้รับความรอดเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา เป็นความคิดที่เย็นยะเยือก พระวจนะตอนนี้ไม่ได้ต้องการให้เกิดความสงสัยในจิตใจของคริสเตียน ไม่ได้ต้องการขโมยความมั่นใจไปจากคริสเตียน แต่ต้องการเตือนคนที่มีความมั่นใจผิดๆที่ยังไม่ได้รับความรอด ในวันสุดท้ายเช่นเดียวกับในสมัยของพระเยซูและสมัยของเรา จะมีคนที่ดูเหมือนคริสเตียน แต่ไม่ใช่:

“ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จง​ระวัง​พวก​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​เทียม‍เท็จ ที่​มา‍หา​ท่าน​นุ่ง‍ห่ม​เหมือน​แกะ แต่​ภาย‍ใน​นั้น​ร้าย‍กาจ​เหมือน​หมา‍ป่า” (มัทธิว 7:15)

60เมื่อ​พวก​สาวก​ของ​พระ‍องค์​หลาย​คน​ได้‍ยิน​อย่าง​นั้น​ก็​พูด​ว่า “คำ‍สอน​เรื่อง‍นี้​ยาก‍นัก ใคร​จะ​รับ​ได้?” 61 และ​เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง​ทราบ​ว่า​พวก​สาวก​ของ​พระ‍องค์​ซุบ‍ซิบ​กัน​ถึงเรื่อง​นั้น จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “เรื่อง​นี้​ทำ​ให้​พวก‍ท่าน​สะดุด​หรือ?  62 ถ้า​ท่าน​เห็น​บุตร‍มนุษย์​เสด็จ​ขึ้น​ไป​ยัง​ที่​ที่​พระ‍องค์​อยู่​แต่​ก่อน​นั้นจะ​ว่า​อย่าง‍ไร? 63 พระ‍วิญ‌ญาณ​เป็น​ผู้​ให้​ชีวิต เนื้อ‍หนัง​นั้น​ไม่‍มี​ประ‌โยชน์​อะไร ถ้อย‍คำ​ที่​เรา​กล่าว​กับ​พวก‍ท่าน​มา​จาก​พระ‍วิญ‌ญาณ​และ​เป็น​ชีวิต  64 แต่​ใน​พวก‍ท่าน​มี​บาง‍คน​ไม่​เชื่อ” เพราะ​พระ‍เยซู​ทรง​ทราบ​ตั้ง‍แต่​แรก​แล้ว​ว่า​ใคร​ไม่​เชื่อ​และ​ใคร​เป็น ​คน​ที่​จะ​ทรยศ​พระ‍องค์  65 แล้ว​พระ‍องค์​ตรัส​ว่า “เพราะ​เหตุ‍นี้​เรา​จึง​บอก​พวก‍ท่าน​ว่า ‘ไม่‍มี​ใคร​มา​ถึง​เรา​ได้​นอก‍จาก​พระ‍บิดา​จะ​โปรด​คน‍นั้น’” 66 ตั้ง‍แต่​นั้น​มา​สาวก​ของ​พระ‍องค์​หลาย​คน​ถด‍ถอย​ไม่​ติด‍ตาม​พระ‍องค์​ต่อ‍ไป​อีก (ยอห์น 6:60-66)

1แต่​จง​เข้า‍ใจ​ข้อ​นี้​คือ วาระ‍สุด‍ท้าย​นั้น​จะ​เป็น​เวลา​ที่​น่า‍กลัว 2เพราะ​ผู้​คน​จะ​เห็น‍แก่‍ตัว รัก​เงิน‍ทอง โอ้‍อวด หยิ่ง‍ยโส ชอบ​ดู‍หมิ่น ไม่​เชื่อ‍ฟัง​พ่อ​แม่ อก‌ตัญ‌ญู ชั่ว‍ร้าย 3ไร้​มนุษย‌ธรรม ไม่‍ให้​อภัย​กัน ใส่‍ร้าย​กัน ไม่​ยับ‍ยั้ง‍ชั่ง‍ใจ ดุ‍ร้าย เกลียด‍ชัง​ความ​ดี 4ทรยศ มุ‌ทะลุ โอหัง รัก​ความ​สนุก​มาก​กว่า​รัก​พระ‍เจ้า 5ยึดถือ​ทาง​พระเจ้า​แต่​เพียง​เปลือกนอก แต่​ปฏิเสธ​ฤทธิ์เดช​ของ​ทาง​นั้น จง​อย่า​เกี่ยว‍ข้อง​กับ​คน​พวก​นั้น (2ทิโมธี 3:1-5)

พระเยซูต้องการให้เรารอบคอบก่อนที่คิดว่าเราได้รับความรอด ถ้าเราไม่ได้รับความรอดจริง นี่คือเหตุผลที่พวกสาวกท้าทายให้เราสำรวจตัวเอง ให้แน่ใจว่าเราอยู่ในความเชื่อ:

จง​พิจาร‌ณา​ตัว‍เอง​ดู​ว่า​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ดำรง​อยู่​ใน​ความ​เชื่อ​หรือ​ไม่ จง​พิสูจน์​ตัว​เอง พวก‍ท่าน​ไม่​ตระ‌หนัก​ว่า​พระ‍เยซู‍คริสต์​สถิต​อยู่​ใน​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​หรือ? นอก‍จาก​พวก‍ท่าน​ไม่​สามารถ​ผ่าน​การ​พิสูจน์ (2โครินธ์ 13:5)

1เพราะ‍ฉะนั้น พวก‍ท่าน​จง​ละ‍ทิ้ง​ความ​ชั่ว​ทุก‍อย่าง และ​การ​ล่อ‍ลวง​ทุก​รูป‍แบบ ความ​ไม่​จริง‍ใจ ความ​อิจฉา​ริษยา และ​การ​ใส่‍ร้าย​ทุก‍ชนิด 2เช่น​เดียว​กับ​ทารก​แรก​เกิด จง​ปรารถ‌นา​น้ำ‍นม​ฝ่าย​วิญ‌ญาณ​ที่​ไร้​สิ่ง​เจือ‍ปน เพื่อ​โดย​น้ำ‍นม​นั้น​พวก‍ท่าน​จะ​เติบ‍โต​ขึ้น​สู่​ความ​รอด 3ใน​เมื่อ​พวก‍ท่าน​ได้​ชิม​แล้ว​ว่า​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ทรง​ดี‍เลิศ (1เปโตร 2:1-3)

เราไม่อาจคิดเหมาเอาว่าทุกคนที่อ้างว่าวางใจในพระเยซูแล้ว คือผู้ที่ได้รับความรอดจริง:

ท่าน‍ทั้ง‍หลาย ​จง​ระวัง​พวก​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​เทียม‍เท็จ ที่​มา‍หา​ท่าน​นุ่ง‍ห่ม​เหมือน​แกะ แต่​ภาย‍ใน​นั้น​ร้าย‍กาจ​เหมือน​หมา‍ป่า (มัทธิว 7:15)

28จง เฝ้า‍ระวัง​ทั้ง​ตัว​พวก‍ท่าน​เอง​และ​ฝูง‍แกะ​ซึ่ง​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์​ทรง​ตั้ง​พวก‍ท่าน​ไว้​ให้​เป็น​ผู้‍ดู‍แล และ​ให้​เลี้ยง‍ดู​คริสต‌จักร​ของ​พระ‍เจ้า ที่​พระ‍องค์​ทรง​ได้​มา​ด้วย​พระ‍โลหิต​ของ​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍องค์ 29ข้าพ‌เจ้า​ทราบ​อยู่​แล้ว​ว่า เมื่อ​ข้าพ‌เจ้า​ไป​แล้ว​จะ​มี​พวก​สุนัข‍ป่า​ที่​ดุ‍ร้าย​เข้า‍มา​ใน​หมู่​พวก‍ท่าน และ​จะ​ไม่​ละ‌เว้น​ฝูง‍แกะ​ไว้​เลย 30และ​จะ​มี​บาง‍คน​ใน​หมู่​พวก‍ท่าน​ออก​มา​บิด‍เบือน​ความ​จริง เพื่อ​ชัก‍ชวน​สาวก​ให้​หลง​ตาม​พวก‍เขา​ไป 31เพราะ‍ฉะนั้น ​จง​ตื่น‍ตัว​และ​จำ​ไว้​ว่า​ข้าพ‌เจ้า​ได้​สั่ง‍สอน​เตือน‍สติ​พวก‍ท่าน​ ทุก‍คน​ด้วย​น้ำ‍ตา​ทั้ง​กลาง‍วัน​กลาง‍คืน​ตลอด​สาม​ปี​ไม่‍ได้​หยุด​หย่อน (กิจการ 20:28-31)

12และ​สิ่ง‍ใด​ที่​ข้าพ‌เจ้า​ทำ ข้าพ‌เจ้า​ก็​จะ​ทำ​ต่อ‍ไป เพื่อ​ปิด​โอกาส​คน​พวก​นั้น​ที่​ชอบ​ฉวย​โอกาส​ให้​คน​ยอม‍รับ​ว่า​เหมือน​ กับ​เรา ใน​สิ่ง​ที่​พวก‍เขา​อวด 13เพราะ​ว่า​คน​พวก​นั้น​เป็น​อัคร‌ทูต​ปลอม เป็น​คน‍งาน​ที่​หลอก‍ลวง พวก​ที่​ปลอม‍ตัว​เป็น​อัคร‌ทูต​ของ​พระ‍คริสต์ 14การ​ทำ​เช่น​นั้น​ไม่​ประ‌หลาด​เลย เพราะ​ว่า​ซา‌ตาน​เอง​ก็​ยัง​ปลอม‍ตัว​เป็น​ทูต‍สวรรค์​ของ​ความ​สว่าง 15เพราะ‍ฉะนั้น ​จึง​ไม่​แปลก​เลย​ที่​ผู้​ปรน‌นิ‌บัติ​ของ​ซา‌ตาน จะ​ปลอม‍ตัว​เป็น​ผู้​ปรน‌นิ‌บัติ​ของ​ความ​ชอบ‍ธรรม บั้น‍ปลาย​ของ​พวก‍เขา​จะ​เป็น​ไป​ตาม​การ​กระ‌ทำ​ของ​เขา (2โครินธ์ 11:12-15)

ควรจำไว้ว่าเมื่อพระเยซูตรัสเล่าอุปมาเรื่องหญิงพรหมจารีสิบคนเพื่อเตือนเรา ยูดาสก็อยู่ในท่ามกลางพวกสาวกที่ฟังอยู่ด้วย แต่เขาไม่ได้เชื่อ แน่นอนสภาพจิตวิญญาณแท้จริงเมื่อเผยโฉม จึงทำให้สาวกทั้งสิบเอ็ดถึงกับช็อค

ผมเชื่อว่าหญิงพรหมจารีโง่ทั้งห้าไม่มีน้ำมันด้วยเหตุผลพอๆกับผู้คนที่ยังปล่อยให้น้ำมันหมด แม้ไฟหน้าปัทม์จะกระพริบเตือนก็ตาม อย่างแรก มนุษย์ไม่ค่อยเชื่อป้ายคำเตือนหรอกครับ พวกเขาคิดว่ามันไม่เลวร้ายอย่างที่พูด  “น่าจะมีน้ำมันมากกว่าที่เห็น” หรือ “มีคนเตือนแล้ว แต่เดี๋ยวก็เจอปั๊ม”

พระคัมภีร์บอกว่าเราทุกคนเป็นคนบาป อยู่ภายใต้พระอาชญา พระอาชญาให้ตกนรก :

9 ถ้า​เช่น‍นั้น​จะ​ว่า​อย่าง‍ไร? พวก​ยิว​เรา​จะ​ได้​เปรียบ​กว่า​หรือ? เปล่า‍เลย​เพราะ​เรา​ได้​ชี้‍แจง​ให้​เห็น​แล้ว​ว่า มนุษย์​ทุก‍คน​ทั้ง​พวก​ยิว​และ​พวก​กรีก​ต่าง​ก็​อยู่​ใต้​อำนาจ​บาป 10ตาม​ที่​พระ‍คัมภีร์​มี​เขียน​ไว้​ว่า “ไม่‍มี​ผู้​ใด​เป็น​คน​ชอบ‍ธรรม​สัก​คน​เดียว​ไม่‍มี​เลย

11 ไม่‍มี​คน​ที่​เข้า‍ใจ

ไม่‍มี​คน​ที่​แสวง‍หา​พระ‍เจ้า

12 เขา​ทุก‍คน​หลง‍ผิด​ไป​หมด พวก‍เขา​เลว‍ทราม​เหมือน‍กัน​สิ้น

ไม่‍มี​สัก​คน​เดียว​ที่​ทำ‍ดี

ไม่‍มี​เลย

13 ลำ‍คอ​ของ​พวก‍เขา​คือ​หลุม‍ฝัง‍ศพ​ที่​เปิด​อยู่

เขา​ใช้​ลิ้น​ของ​เขา​ใน​การ​ล่อ‍ลวง

พิษ​งู‍ร้าย​อยู่​ใต้​ริม‍ฝี‍ปาก​ของ​เขา

14 ปาก​ของ​พวก‍เขา​เต็ม​ด้วย​คำ​แช่ง‍ด่า​อัน​ขม‍ขื่น

15 เท้า​ของ​เขา​ว่อง‍ไว​ใน​การ​ทำ​ให้​นอง‍เลือด

16 ใน​ทาง​เดิน​ของ​เขา​มี​ความ​พินาศ​และ​ความ​ทุกข์

17 และ​เขา​ไม่​รู้‍จัก​ทาง​แห่ง​สันติ‍สุข

18 เขา​ไม่​เคย​คิด​จะ​ยำ‌เกรง​พระ‍เจ้า (โรม 3:9-18)

เพราะ‍ว่า​ทุก‍คน​ทำ​บาป และ​เสื่อม​จาก​พระ‍สิริ​ของ​พระ‍เจ้า (โรม 3:23)

เพราะ‍ว่า ​ค่า‍จ้าง​ของ​บาป​คือ​ความ​ตาย แต่​ของ‍ประ‌ทาน​จาก​พระ‍เจ้า​คือ​ชีวิต​นิ‌รันดร์​ใน​พระ‍เยซู‍คริสต์​ องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​เรา (โรม 6:23)

พระคัมภีร์บอกว่า เราตายแล้วในความบาป จึงไม่อาจช่วยตัวเองให้รอดได้:

1ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ตาย​โดย​การ​ละ‌เมิด​และ​การ​บาป​ของ​ท่าน 2เมื่อ ​ก่อน​พวก‍ท่าน​เคย​ดำ‌เนิน​ชีวิต​ใน​การ​บาป​นั้น​ตาม​วิถี​ของ​โลก​นี้ ตาม​ผู้‍ครอบ‍ครอง​ที่​มี​อำนาจ​ใน​ฟ้า​อากาศ คือ​วิญ‌ญาณ​ที่​ทำ​กิจ​อยู่​ใน​พวก​คน​ที่​ไม่​เชื่อ‍ฟัง​ใน​เวลา‍นี้ 3เมื่อ ​ก่อน​เรา​ทุก​คน​เคย​ประ‌พฤติ​เหมือน​พวก‍เขา​ตาม​ตัณ‌หา​ของ​เนื้อ‍หนัง คือ​ทำ​ตาม​ความ​ต้อง‍การ​ของ​เนื้อ‍หนัง​และ​ของ​ความ​คิด โดย​วิสัย​แล้ว​เรา​จึง​เป็น​คน​ที่​สม‍ควร​ได้​รับ​การ​ลง‍โทษ​เหมือน​ อย่าง​คน​อื่นๆ (เอเฟซัส 2:1-3)

พระคัมภีร์บอกว่าเราไม่อาจรอดได้โดยการกระทำดี แต่โดยสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำที่บนไม้กางเขน

19เรา​รู้​แล้ว​ว่า ธรรม‍บัญญัติ​ทุก​ข้อ​ที่​ได้​กล่าว​นั้น ก็​กล่าว​แก่​พวก​ที่​อยู่​ใต้​ธรรม‍บัญญัติ เพื่อ​ปิด​ปาก​ทุก‍คน และ​ให้​โลก​ทั้ง‍หมด​อยู่​ใต้​การ​พิพาก‌ษา​ของ​พระ‍เจ้า 20เพราะ‍ว่า​ใน​สาย‍พระ‍เนตร​ของ​พระ‍เจ้า ไม่‍มี​ใคร​ถูก​ชำระ​ให้​ชอบ‍ธรรม​ได้​โดย​การ​ประ‌พฤติ​ตาม​ธรรม‍บัญญัติ เพราะ‍ว่า​ธรรม‍บัญญัติ​นั้น​ทำ​ให้​เรา​รู้‍จัก​บาป (โรม 3:19-20)

5พระ‍องค์​ก็​ทรง​ช่วย​เรา​ให้​รอด ไม่​ใช่​เพราะ​ความ​ชอบ‍ธรรม​ที่​เรา​ทำ​เอง แต่​ด้วย​พระ‍เมตตา​ของ​พระ‍องค์​โดย​ผ่าน​การ​ชำระ​ให้​บัง‍เกิด​ใหม่​และ สร้าง​ใหม่​ของ​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์ 6พระ‍วิ ญ‌ญาณ​องค์​นี้​แหละ​ที่​พระ‍เจ้า​ประ‌ทาน​ให้​แก่​เรา​อย่าง​บริ‌บูรณ์​ ผ่าน​ทาง​พระ‍เยซู‍คริสต์​พระ‍ผู้‍ช่วย‍ให้‍รอด​ของ​เรา 7เพื่อ​ว่า​เมื่อ​เรา​ถูก​ชำระ​ให้​ชอบ‍ธรรม​โดย​พระ‍คุณ​ของ​พระ‍องค์​แล้ว ก็​จะ​ได้​เป็น​ผู้‍รับ‍มรดก​ตาม​ที่​หวัง​ไว้​คือ​ชีวิต​นิ‌รันดร์ (ทิตัส 3:5-7)

หนทางเดียวเพื่อความรอดของมนุษย์คือยอมรับในความบาปของตน เข้ามาเชื่อและวางใจในการเสียสละพระชนม์อย่างทรมานของพระเยซูคริสต์ที่บนกางเขน:

แต่​ทุก‍คน​ที่​ยอม‍รับ​พระ‍องค์ คือ​คน​ที่​เชื่อ​ใน​พระ‍นาม​ของ​พระ‍องค์​นั้น พระ‍องค์​ก็​จะ​ประ‌ทาน​สิทธิ​ให้​เป็น​ลูก​ของ​พระ‍เจ้า (ยอห์น 1:12)

พระ‍เจ้า​ทรง​รัก​โลก​ดัง‍นี้ คือ​ได้​ประ‌ทาน​พระ‍บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ‍องค์ เพื่อ​ทุก‍คน​ที่​วาง‍ใจ​ใน​พระ‍บุตร​นั้น​จะ​ไม่​พินาศ แต่​มี​ชีวิต​นิ‌รันดร์ (ยอห์น 3:16)

21แต่เดี๋ยว‍นี้​ความ​ชอบ‍ธรรม​ของ​พระ‍เจ้า​นั้น​ปรา‌กฏ​นอก‍เหนือ​ ธรรม‍บัญญัติ ความ​ชอบ‍ธรรม​ดัง‍กล่าว​ก็​ได้​รับ​การ​ยืน‍ยัน​จาก​หมวด​ธรรม‍บัญญัติ​และ ​พวก​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ 22คือ​ความ​ชอบ‍ธรรม​ของ​พระ‍เจ้า ซึ่ง​ปรา‌กฏ​โดย​ความ​เชื่อ​ใน​พระ‍เยซู‍คริสต์​แก่​ทุก‍คน​ที่​เชื่อ โดย​ไม่​ทรง​ถือ‍ว่า​เขา​แตก‍ต่าง​กัน 23เพราะ‍ว่า​ทุก‍คน​ทำ​บาป และ​เสื่อม​จาก​พระ‍สิริ​ของ​พระ‍เจ้า 24แต่​พระ‍เจ้า​ทรง​มี​พระ‍คุณ​ให้​เขา​เป็น​ผู้​ชอบ‍ธรรม​โดย​ไม่​คิด​มูล‍ค่า โดย​ที่​พระ‍เยซู‍คริสต์​ทรง​ไถ่​เขา​ให้​พ้น​บาป​แล้ว 25พระ‍เจ้า​ได้​ทรง​ตั้ง​พระ‍เยซู​ไว้​ให้​เป็น​เครื่อง‍บูชา‍ไถ่‍บาป​ โดย​พระ‍โลหิต​ของ​พระ‍องค์ ความ​เชื่อ​จึง​ได้​ผล ทั้ง‍นี้​เพื่อ​แสดง​ให้​เห็น​ความ​ชอบ‍ธรรม​ของ​พระ‍เจ้า ใน​การ​ที่​พระ‍องค์​ได้​ทรง​อด‍กลั้น​พระ‍ทัย และ​ทรง​ยก​บาป​ที่​ได้​ทำ​ไป​แล้ว​นั้น 26และ ​เพื่อ​จะ​สำแดง​ใน​ปัจ‌จุ‌บัน​นี้​ว่า​พระ‍องค์​ทรง​เป็น​ผู้​ชอบ‍ธรรม และ​ทรง​ให้​ผู้​ที่​เชื่อ​ใน​พระ‍เยซู​เป็น​ผู้​ชอบ‍ธรรม​ด้วย (โรม 3:21-26)

4แต่​พระ‍เจ้า​ทรง​เปี่ยม​ด้วย​พระ‍เมตตา พระ‍องค์​ทรง​รัก​เรา​โดย​ความ​รัก​อัน​ใหญ่‍หลวง​ของ​พระ‍องค์ 5ถึง‍แม้‍ว่า​เรา​เป็น​คน​ตาย​เนื่อง‍จาก​การ​ละ‌เมิด พระ‍องค์​ยัง​ทรง​ทำ​ให้​มี​ชีวิต​อยู่​ร่วม​กับ​พระ‍คริสต์ (พวก‍ท่าน​ได้​รับ​ความ​รอด​แล้ว​ด้วย​พระ‍คุณ) 6และ ​พระ‍องค์​ทรง​ทำ​ให้​เรา​เป็น​ขึ้น​มา​ด้วย‍กัน​กับ​พระ‍คริสต์ และ​ทรง​ให้​เรา​นั่ง​ด้วย‍กัน​กับ​พระ‍องค์​ใน​สวรรค‌สถาน​ใน​ พระ‍เยซู‍คริสต์ 7เพื่อ ​ว่า​ใน​ยุค​ต่อๆ ไป พระ‍องค์​จะ​ทรง​สำแดง​พระ‍คุณ​อัน​อุดม​เหลือ‍ล้น​ของ​พระ‍องค์ ด้วย​พระ‍กรุณา​ที่​มี​ต่อ​เรา​ใน​พระ‍เยซู‍คริสต์ 8เพราะ‍ว่า ​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​ได้​รับ​ความ​รอด​แล้ว​ด้วย​พระ‍คุณ​โดย​ทาง​ความ​เชื่อ ความ​รอด​นี้​ไม่​ใช่​มา​จาก​ตัว​ท่าน แต่​เป็น​ของ‍ประ‌ทาน​จาก​พระ‍เจ้า 9ไม่​ใช่​มา​จาก​การ​กระ‌ทำ เพื่อ​ไม่‍ให้​ใคร​อวด​ได้ 10เพราะ ​ว่า​เรา​เป็น​ฝี‍พระ‍หัตถ์​ของ​พระ‍องค์​ที่​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ใน​ พระ‍เยซู‍คริสต์​เพื่อ​ให้​ทำ​การ​ดี ซึ่ง​เป็น​สิ่ง​ที่​พระ‍เจ้า​ทรง​จัด‍เตรียม​ไว้​ก่อน​แล้ว​เพื่อ​ให้​เรา​ ดำ‌เนิน​ตาม (เอเฟซัส 2:4-9)

ข้อหนึ่ง – คนที่น้ำมันหมด (หรือไม่ยอมไปซื้อน้ำมันเตรียมไว้) คือคนที่ปฏิเสธไม่ยอมฟังคำเตือนของพระวจนะ และคำเชิญชวนให้มารับความรอดโดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ คนที่ไม่ยอมไปซื้อน้ำมันคือคนที่คิดว่ายังไม่จำเป็น อย่างน้อยก็ในตอนนั้น

ข้อสอง – คนที่ปล่อยให้น้ำมันหมดโดยไม่เตรียมการคือคนที่ถูกลวงให้มั่นใจผิดๆว่าทุกอย่างโอเค ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ตอนนั้นเครื่องยนต์ก็ทำงานปกติ ไม่มีกระตุกหรือสำลัก เราจึงมั่นใจว่ายังไม่ต้องไปหาที่เติมน้ำมัน พระเยซูบอกเราว่าพระองค์จะเสด็จมาในเวลาที่ไม่มีใครคาดคิด (มัทธิว 24:44) ที่แน่ๆพระองค์จะเสด็จมาในเวลาที่เงียบสงบ ไม่มีสัญญาณบ่งว่าจะมีปัญหา เป็นแบบเดียวกับในสมัยของโนอาห์ อย่าให้เราหลงอยู่ในความมั่นใจที่ผิด พระองค์จะมาในเวลาที่ทุกอย่างดูราบรื่นดี

ข้อสาม – คนที่น้ำมันหมด คือคนที่คิดผิดๆว่าพวกเขายังมีเวลาเหลือเฟือที่จะไปหาซื้อ เราต่างรู้ว่าเมื่อเข็มน้ำมันเตือน เห็นสีแดงกระพริบที่หน้าปัทม์ แต่เราหลอกตัวเองว่ายังมีเวลาเหลือพอแก้ปัญหา เพราะอีกไม่ไกลก็เจอปั๊มน้ำมันข้างหน้า ความมั่นใจผิดๆส่งผลให้หลายคนเจอปัญหาโดยไม่จำเป็น คนที่คิดว่ายังมีโอกาส ค่อยมาเชื่อพระเยซูทีหลังก็ได้ กำลังอยู่ในความคิดที่เสี่ยงและผิดพลาดของตัวเอง การเสด็จกลับมาของพระเยซูจะฉับพลัน และไม่ทันคาดคิด และเมื่อเสด็จมา โอกาสที่จะเปลี่ยนใจก็จบลง การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์จะปิดโอกาส ปิดประตูตาย สำหรับคนที่จะเปลี่ยนใจหันกลับมาเชื่อในพระองค์

การเสด็จกลับมาของพระเยซูจะไม่เกิดขึ้นในทันทีอย่างที่พวกสาวกคิด ยังมีเวลา แต่เมื่อเสด็จมาจะไม่มีการเตือนล่วงหน้า และในเวลาที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อเสด็จมา อนาคตเราก็ถูกปิดผนึกประทับตรา ไม่มีโอกาสเลือกใหม่หรือเปลี่ยนใจอีกต่อไป เราจึงต้องเตรียมพร้อม (นับจากนี้) โดยยอมรับว่าเราเป็นคนบาป ช่วยตนเองไม่ได้ จำเป็นต้องมีผู้ช่วยให้รอด และเมื่อคุณมาวางใจในการเสียสละ การสิ้นพระชนม์ และถูกฝังไว้ พระเยซูคริสต์ทรงฟื้นกลับมาแทนเราแล้ว การเตรียมพร้อม หมายถึงในท่ามกลางสิ่งอื่นๆ (โดยเฉพาะในอุปมานี้) คือการวางใจในพระเยซู และรับการอภัยบาปจากพระองค์

เราจะต้องรอให้พระองค์เสด็จมาก่อนถึงจะเรียนรู้ในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้วหรือ? ไม่ได้รับความรอดจากโทษบาปหรือ?  พระเจ้าปรารถนาให้เราแน่ใจว่าเราได้รับความรอด พระองค์ต้องการให้เรามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าบาปของเราได้รับการอภัย และได้รับความรอดแน่นอน พระองค์ต้องการให้เรามั่นใจในพระองค์ ในพระสัญญาว่าเรารอดแล้ว และเรารู้ดี:

27แกะ​ของ​เรา​ย่อม​ฟัง​เสียง​ของ​เรา เรา​รู้‍จัก​แกะ​เหล่า‍นั้น และ​แกะ​นั้น​ก็​ตาม​เรา 28เรา​ให้​ชีวิต​นิ‌รันดร์​แก่​แกะ​ทั้ง‍หลาย แกะ​เหล่า‍นั้น​จะ​ไม่‍มี​วัน​พินาศ​และ​จะ​ไม่‍มี​ใคร​แย่ง‍ชิง​แกะ​นั้น​ไป​จาก​มือ​ของ​เรา​ได้ 29พระ‍บิดา​ของ​เรา​ผู้​ประ‌ทาน​แกะ​นั้น​ให้​แก่​เรา​ทรง​เป็น​ใหญ่​กว่า​ทุก‍สิ่ง และ​ไม่‍มี​ใคร​สามารถ​ชิง​ไป​จาก​พระ‍หัตถ์​ของ​พระ‍บิดา​ได้ 30เรา​กับ​พระ‍บิดา​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว‍กัน” (ยอห์น 10:27-30)

13ใน​พระ‍คริสต์ ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ก็​เป็น​เช่น‍นั้น​ด้วย คือ​เมื่อ​พวก‍ท่าน​ได้‍ยิน​สัจ‌วาทะ​คือ​ข่าว‍ประ‌เสริฐ​เรื่อง​ความ​รอด ของ​ท่าน และ​วาง‍ใจ​ใน​พระ‍องค์​แล้ว พวก‍ท่าน​ก็​ได้​รับ​การ​ประ‌ทับ‍ตรา​ด้วย​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์​ตาม​ที่​ทรง​สัญญา​ไว้ 14พระ‍วิญ‌ญาณ​นั้น​เป็น​มัด‍จำ​ใน​การ​รับ​มรดก​ของ​เรา จน‍กว่า​คน​ของ​พระ‍เจ้า​จะ​ได้​รับ​การ​ไถ่ เพื่อ​เป็น​การ​ยก‍ย่อง​พระ‍เกียรติ​ของ​พระ‍องค์ (เอเฟซัส 1:13-14)

ข้าพ‌เจ้า​แน่​ใจ​อย่าง‍นี้​ว่า​พระ‍องค์​ผู้​ทรง​เริ่ม‍ต้น​การ​ดี​ไว้​ในพวก‍ท่าน จะ​ทรง​ทำ​ให้​สำเร็จ​จน‍ถึง​วัน​แห่ง​พระ‍เยซู‍คริสต์ (ฟีลิปปี 1:6)

เพราะ‍เหตุ‍นี้ ​ข้าพ‌เจ้า​จึง​ต้อง​ทน‍ทุกข์​ลำ‌บาก​เช่น‍นี้ แต่​ข้าพ‌เจ้า​ก็​ไม่​อับอาย เพราะ​ว่า​ข้าพ‌เจ้า​รู้‍จัก​พระ‍องค์​ที่​ข้าพ‌เจ้า​เชื่อ และ​ข้าพ‌เจ้า​เชื่อ‍มั่น​ว่า พระ‍องค์​ทรง​สามารถ​รักษา​สิ่ง​ที่​พระ‍องค์​ทรง​มอบ​ไว้​กับ​ข้าพ‌เจ้า จน‍ถึง​วัน​พิพาก‌ษา (2ทิโมธี 1:12)

13ข้อ‍ความ​เหล่า‍นี้​ข้าพ‌เจ้า​เขียน​ถึง​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ที่​วาง‍ใจ​ใน​พระ‍นาม​ของ​ พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า เพื่อ​ให้​ท่าน​รู้​ว่า​ท่าน​มี​ชีวิต​นิ‌รันดร์ 14และ ​นี่​เป็น​ความ​มั่น‍ใจ​ที่​เรา​มี​ต่อ​พระ‍องค์ คือ​ถ้า​เรา​ทูล​ขอ​สิ่ง‍ใด​ที่​เป็น​พระ‍ประ‌สงค์​ของ​พระ‍องค์ พระ‍องค์​ก็​ทรง​ฟัง 15และ​ถ้า​เรา​รู้​ว่า​พระ‍องค์​ทรง​ฟัง​เมื่อ​เรา​ทูล​ขอ​สิ่ง‍ใด เรา​ก็​รู้​ว่า​เรา​ได้​รับ​สิ่ง​ที่​ทูล​ขอ​นั้น​จาก​พระ‍องค์ (1ยอห์น 5:13-15)

เมื่อเสด็จกลับมาครั้งที่สอง เราอาจประหลาดใจที่บางคนเราคิดว่ารอด กลับไม่รอด แต่เราไม่ควรประหลาดใจ พระเจ้าตรัสไว้แล้ว และตามพระดำรัสของพระองค์ เราพบบางสิ่งที่ยืนยัน และ “สัญญาณชีพ” ที่ทำให้เรามั่นใจความรอดในพระเยซูคริสต์

ข้อแรก – มีพระสัญญาจากพระวจนะว่าทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าเตรียมให้เป็นหนทางแห่งความรอดจากบาปจะได้รับความรอดนั้น:

สาร‌พัด​ที่​พระ‍บิดา​ประ‌ทาน​แก่​เรา​จะ​มา‍หา​เรา และ​คน​ที่​มา‍หา​เรา เรา​จะ​ไม่​ขับ‍ไล่​เลย (ยอห์น 6:37)

8แต่​ความ​ชอบ‍ธรรม​ว่า​อย่าง‍ไร? ก็​ว่า “ถ้อย‍คำ​นั้น​อยู่​ใกล้​ท่าน อยู่​ใน​ปาก​ของ​ท่าน และ​อยู่​ใน​ใจ​ของ​ท่าน” (คือ​คำ​ซึ่ง​ก่อ​ให้​เกิด​ความ​เชื่อ​ที่​เรา​ทั้ง‍หลาย​ประ‌กาศ​อยู่​นั้น) 9คือ​ว่า​ถ้า​ท่าน​จะ​ยอม‍รับ​ด้วย​ปาก​ของ​ท่าน​ว่า​พระ‍เยซู​ทรง​เป็น​ องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า และ​เชื่อ​ใน​ใจ​ว่า พระ‍เจ้า​ได้​ทรง​ให้​พระ‍องค์​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย ท่าน​จะ​รอด 10เพราะ‍ว่า​การ​เชื่อ​ด้วย​ใจ​ก็​นำ​ไป​สู่​ความ​ชอบ‍ธรรม และ​การ​ยอม‍รับ​ด้วย​ปาก​ก็​นำ​ไป​สู่​ความ​รอด 11เพราะ​มี​ข้อ​พระ‍คัมภีร์​ว่า “ทุก‍คนที่​เชื่อ​ใน​พระ‍องค์​จะ​ไม่‍ได้​รับ​ความ​อับอาย” 12พวก​ยิว​และ​พวก​กรีก​นั้น​ไม่​ต่าง‍กัน เพราะ‍ว่า​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​องค์​เดียว​ทรง​เป็น​องค์‍พระ‍ผู้‍ เป็น‍เจ้า​ของ​ทุก​คน และ​ประ‌ทาน​อย่าง​บริ‌บูรณ์​แก่​ทุก​คน​ที่​ทูล​ขอ​ต่อ​พระ‍องค์ 13เพราะ​ว่า ผู้​ที่​ร้อง‍ออก‍พระ‍นาม​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​จะ​รอด (โรม 10:8-13)

9ถ้า​เรา​ยอม‍รับ​พยาน​หลัก‍ฐาน​ของ​มนุษย์ พยาน​หลัก‍ฐาน​ของ​พระ‍เจ้า​ก็​ยิ่ง‍ใหญ่​กว่า เพราะ​ว่า​เป็น​พยาน​หลัก‍ฐาน​ที่​พระ‍เจ้า​ทรง​เป็น​พยาน​อ้าง‍ถึง​ พระ‍บุตร​ของ​พระ‍องค์ 10คน ​ที่​เชื่อ​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​ก็​มี​พยาน​อยู่​ใน​ตัว คน​ที่​ไม่​เชื่อ​พระ‍เจ้า​ก็​ทำ​ให้​พระ‍องค์​เป็น​ผู้​ตรัส​มุสา เพราะ​เขา​ไม่‍ได้​เชื่อ​คำ​พยาน​ที่​พระ‍เจ้า​ทรง​เป็น​พยาน​อ้าง‍ถึงพระ‍บุตร​ของ​พระ‍องค์ 11และ​พยาน​หลัก‍ฐาน​นั้น​ก็​คือ พระ‍เจ้า​ประ‌ทาน​ชีวิต​นิ‌รันดร์​แก่​เรา และ​ชีวิต​นี้​มี​อยู่​ใน​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍องค์ 12คน​ที่​มี​พระ‍บุตร​ก็​มี​ชีวิต คน​ที่​ไม่‍มี​พระ‍บุตร​ก็​ไม่‍มี​ชีวิต (1ยอห์น 5:9-12)

ที่ผมต้องการให้เห็นคือความรอดเป็นการงานของพระเจ้า ทรงกระทำให้สำเร็จโดยการสิ้นพระชนม์ คืนพระชนม์ และเสด็จกลับสู่สวรรค์ของพระบุตรของพระองค์ ทรงเปิดเผยโดยทางพระวจนะ ทรงเรียกให้เราหันกลับมาเชื่อในพระเยซู ให้ความมั่นใจว่าเมื่อวางใจในพระเยซู เราจะได้รับความรอดนิรันดร์ จะได้รับการผนึกประทับตราโดยพระวิญญาณ และรักษาเราไว้จนวันสุดท้าย เช่นเดียวกับที่ความรอดคุ้มครองเรา ไม่ใช่การงานของเราที่ช่วยเราให้รอด แต่เป็นพระเยซูที่เราต้องเข้ามาวางใจ

มีหลายสิ่งที่ปรากฎชัดเมื่อมีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ มี “สัญญาณชีพ” ที่ทำให้มั่นใจว่าเราเป็นบุตรของพระองค์ ถูกดึงออกมาจากเส้นทางสู่ความพินาศ (นรก) และนำมาวางบนเส้นทางสู่สวรรค์

บรรดาคนที่มาถึงความรอดโดยทางความเชื่อได้เข้าสู่ชีวิตใหม่ที่แตกต่างสิ้นเชิงจากชีวิตเดิม การเปลี่ยนแปลงอาจไม่โดดเด่นเหมือน อ. เปาโล (ดูกิจการ 9:1-22) แต่พวกเขาได้ออกจากความตายมาสู่ชีวิต จากการติดตามบาปมาสู่การติดตามพระเจ้า คนที่ได้สัมผัสประสบการณ์ความรอดแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการชำระให้บริสุทธิ์ เมื่อคนเก่า (ตัวตนเก่า) ตายแล้ว นี่เป็นคนใหม่ (ตัวตนใหม่ในพระคริสต์) ที่เดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงให้เป็นเหมือนพระฉายของพระเยซูคริสต์:

20ข้าพ‌เจ้า​เอง​ไม่‍มี​ชีวิต​อยู่​ต่อ‍ไป แต่​พระ‍คริสต์​ต่าง‍หาก​ที่​ทรง​มี​ชีวิต​อยู่​ใน​ข้าพ‌เจ้า ชีวิต​ซึ่ง​ข้าพ‌เจ้า​ดำ‌เนิน​อยู่​ใน​ร่าง‍กาย​ขณะ​นี้ ข้าพ‌เจ้า​ดำ‌เนิน​อยู่​โดย​ความ​เชื่อ​ใน​พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า​ผู้​ได้​ ทรง​รัก​ข้าพ‌เจ้า และ​ได้​ทรง​สละ​พระ‍องค์​เอง​เพื่อ​ข้าพ‌เจ้า (กาลาเทีย 2:20)

9ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​รู้​แล้ว​ไม่​ใช่​หรือ​ว่า​คน​ไม่​ชอบ‍ธรรม​จะ​ไม่‍มี​ส่วน​ใน​แผ่น‍ดินของ​พระ‍เจ้า? อย่า​หลง‍ผิด​เลย พวก​ที่​ล่วง‍ประ‌เวณี พวก​ไหว้​รูป‍เคารพ พวก​ผิด‍ผัว‍ผิด‍เมีย พวก​โส‌เภ‌ณี​ชาย พวก​รัก‍ร่วม‍เพศ 10พวก​ขโมย พวก​ที่​โลภ พวก​ขี้‍เมา พวก​ชอบ​กล่าว‍ร้าย พวก​ฉ้อ‍โกง จะ​ไม่‍มี​ส่วน​ใน​แผ่น‍ดิน​ของ​พระ‍เจ้า 11มี ​บาง‍คน​ใน​พวก‍ท่าน​เคย​เป็น​อย่าง‍นี้ แต่​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ได้​รับ​การ​ล้าง‍ชำระ​แล้ว ได้​รับ​การ​ชำระ​ให้​บริ‌สุทธิ์​แล้ว และ​ได้​รับ​การ​ชำระ​ให้​ชอบ‍ธรรม​แล้ว​โดย​พระ‍นาม​ของ​พระ‍เยซู‍คริสต์​ องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​และ​โดย​พระ‍วิญ‌ญาณ​แห่ง​พระ‍เจ้า​ของ​เรา (1โครินธ์ 6:9-11)

ฉะนั้น ​ถ้า​ใคร​อยู่​ใน​พระ‍คริสต์ เขา​ก็​เป็น​คน​ที่​ถูก​สร้าง​ใหม่​แล้ว สิ่ง​สาร‌พัด​ที่​เก่าๆ ก็​ล่วง​ไป นี่‍แน่ะ​กลาย​เป็น​สิ่ง​ใหม่​ทั้ง​นั้น (2โครินธ์ 5:17)

17เพราะ‍ฉะนั้น ข้าพ‌เจ้า​ขอ​กล่าว​เช่น‍นี้​และ​ยืน‍ยัน​ใน​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ว่า อย่า​ดำ‌เนิน​ชีวิต​แบบ​เดียว​กับ​ที่​พวก​ต่าง‍ชาติ​ดำ‌เนิน​กัน​ อีก‍ต่อ‍ไป คือ​มี​ใจ​จด‍จ่อ​อยู่​กับ​สิ่ง‍ไร้‍สาระ 18ความ ​คิด​ของ​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ถูก​ทำ​ให้​มืด‍มน​ไป และ​เขา​ขาด​จาก​ชีวิต​ที่​มา​จาก​พระ‍เจ้า​เนื่อง‍จาก​ความ​ไม่​รู้​ที่​ อยู่​ใน​ตัว และ​ความ​แข็ง‍กระ‌ด้าง​ใน​จิต‍ใจ 19พวก‍เขา​ไม่‍มี​ความ​รู้‍สึก​ละ‍อาย​และ​ปล่อย​ตัว​ใน​การ​ลา‌มก​เพื่อ​ทำ​การ​โส‌โครก​ทุก​แบบ​โดย​ปราศ‌จาก​การ​เหนี่ยว‍รั้ง​ตน 20แต่​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​ไม่‍ได้​เรียน‍รู้​ถึง​พระ‍คริสต์​แบบ​นั้น 21พวก‍ท่าน ​เคย​ฟัง​เรื่อง​ของ​พระ‍องค์​แล้ว​อย่าง​แน่‍นอน และ​เคย​ได้​รับ​การ​สอน​เรื่อง​พระ‍องค์​ตาม​สัจ‌ธรรม​ที่​อยู่​ใน​ พระ‍เยซู​แล้ว 22คือ​ได้​รับ​การ​สอน​ให้​ทิ้ง​ตัว​เก่า​ของ​พวก‍ท่าน​ที่​คู่​กับ​การ​ประ‌พฤติ​แบบ​เดิม ซึ่ง​ถูก​ตัณ‌หา​ล่อ‍ลวง​ทำ​ให้​พินาศ​ไป 23และ​ให้​วิญ‌ญาณ​และ​จิต‍ใจ​ของ​พวก‍ท่าน​ได้​รับ​การ​เปลี่ยน​ใหม่ 24และ​รับ​การ​สอน​ให้​สวม​สภาพ​ใหม่​ซึ่ง​ได้​รับ​การ​สร้าง​ขึ้น​ตาม​แบบ​ของ​พระ‍เจ้า​ใน​ความ​ชอบ‍ธรรม​และ​ความ​บริ‌สุทธิ์​อย่าง​แท้‍จริง (เอเฟซัส 4:17-24)

7เพราะ‍ฉะนั้น​อย่า​มี​ส่วน​ร่วม​กับ​เขา‍ทั้ง‍หลาย 8เพราะ​เมื่อ​ก่อน​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​เป็น​ความ​มืด แต่​บัด‍นี้​ท่าน​เป็น​ความ​สว่าง​ใน​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า จง​ดำ‌เนิน​ชีวิต​อย่าง​คน​ของ​ความ​สว่าง (เอเฟซัส 5:7-8)

คนที่เป็นคริสเตียน จะไม่กลัวความตายเหมือนเมื่อยังไม่เชื่ออีกต่อไป :

14บุตร​ทั้ง‍หลาย​มี​เลือด​และ​เนื้อ​เช่น‍กัน​อย่าง‍ไร พระ‍องค์​ก็​ทรง​มี​ส่วน​เช่น​นั้น​ด้วย​อย่าง​นั้น เพื่อ​โดย​ทาง​ความ​ตาย​นั้น พระ‍องค์​จะ​ทรง​ทำ‍ลาย​มาร​ผู้​มี​อำนาจ​แห่ง​ความ​ตาย 15และ​จะ​ทรง​ปลด‍ปล่อย​บรร‌ดา​คน​เหล่า‍นั้น​ที่​ตก​เป็น​ทาส​มา​ตลอด‍ชีวิต​เนื่อง‍จาก​ความ​กลัว​ตาย (ฮีบรู 2:14-15)

21เพราะ​ว่า​สำหรับ​ข้าพ‌เจ้า การ​มี​ชีวิต​อยู่​ก็​เพื่อ​พระ‍คริสต์ และ​การ​ตาย​ก็​ได้​กำ‌ไร 22ถ้า​ข้าพ‌เจ้า​ยัง​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​ใน​ร่าง‍กาย ข้าพ‌เจ้า​ก็​จะ​ทำ‍งาน​ให้​เกิด‍ผล แต่​ข้าพ‌เจ้า​ไม่​รู้​ว่า​จะ​เลือก​ฝ่าย​ไหน 23ข้า พ‌เจ้า​ลำ‌บาก​ใจ​ระหว่าง​สอง​ฝ่าย​นี้ คือ​ว่า ข้าพ‌เจ้า​มี​ความ​ปรารถ‌นา​จะ​จาก​ไป​เพื่อ​อยู่​กับ​พระ‍คริสต์ ซึ่ง​ประ‌เสริฐ​กว่า​มาก​นัก (ฟีลิปปี 1:21-23)

คนที่เป็นคริสเตียน จะหิวกระหายพระวจนะของพระเจ้า:

1เพราะ‍ฉะนั้น พวก‍ท่าน​จง​ละ‍ทิ้ง​ความ​ชั่ว​ทุก‍อย่าง และ​การ​ล่อ‍ลวง​ทุก​รูป‍แบบ ความ​ไม่​จริง‍ใจ ความ​อิจฉา​ริษยา และ​การ​ใส่‍ร้าย​ทุก‍ชนิด 2เช่น​เดียว​กับ​ทารก​แรก​เกิด จง​ปรารถ‌นา​น้ำ‍นม​ฝ่าย​วิญ‌ญาณ​ที่​ไร้​สิ่ง​เจือ‍ปน เพื่อ​โดย​น้ำ‍นม​นั้น​พวก‍ท่าน​จะ​เติบ‍โต​ขึ้น​สู่​ความ​รอด 3ใน​เมื่อ​พวก‍ท่าน​ได้​ชิม​แล้ว​ว่า​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ทรง​ดี‍เลิศ (1เปโตร 2:1-3)

คนที่เป็นคริสเตียน ได้รู้ถึงความจริงฝ่ายวิญญาณแล้ว ซึ่งก่อนมาเชื่อมืดบอดมองไม่เห็น:

14แต่​คน​ทั่ว​ไป​จะ​ไม่​รับ​สิ่ง‍เหล่า‍นี้​ซึ่ง​เป็น​ของ​พระ‍วิญ‌ญาณ​แห่ง พระ‍เจ้า เพราะ‍ว่า​เขา​เห็น​ว่า​เป็น​เรื่อง​โง่ และ​เขา​ไม่​สามารถ​เข้า‍ใจ เพราะ​จะ​เข้า‍ใจ​สิ่ง‍เหล่า‍นี้​ได้​ก็​ต้อง​วินิจ‌ฉัย​โดย​พึ่ง​พระ‍วิญ‌ญาณ 15แต่​คน​ฝ่าย​จิต‍วิญ‌ญาณ​วินิจ‌ฉัย​สิ่ง​สาร‌พัด​ได้ ทว่า​ไม่‍มี​ใคร​วินิจ‌ฉัย​เขา​ได้ 16เพราะ​ว่า “ใคร​เล่า​รู้​พระ‍ทัย​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า เพื่อ​จะ​แนะ‍นำ​สั่ง‍สอน​พระ‍องค์​ได้” แต่​เรา​ก็​มี​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍คริสต์ (1โครินธ์ 2:14-16)

14แต่​ความ​คิด​ของ​พวก‍เขา​มืด‍มัว​ไป เพราะ‍ว่า​ตลอด​มา​จน‍ถึง​ทุก​วัน‍นี้ เมื่อ​เขา‍ทั้ง‍หลาย​อ่าน​พันธ‌สัญญา​เดิม ผ้า‍คลุม​นั้น​ยัง​คง​อยู่ ไม่‍ได้​ถูก​เปิด​ออก เพราะ​ผ้า‍คลุม​นั้น​จะ​ถูก​เปิด​ออก​โดย​พระ‍คริสต์ 15แต่​ว่า​จน‍ถึง​ทุก​วัน‍นี้ เมื่อ‍ใด​ที่​อ่าน​คำ​ของ​โม‌เสส ผ้า‍คลุม​นั้น​ยัง​ปิด‍บัง​ใจ​ของ​เขา​ไว้ 16แต่​ถ้า​ใคร​หัน​มา‍หา​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า ผ้า‍คลุม​นั้น​ก็​จะ​ถูก​เปิด​ออก 17องค์‍พระ‍ผู้‍ เป็น‍เจ้า​ทรง​เป็น​พระ‍วิญ‌ญาณ และ​พระ‍วิญ‌ญาณ​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ทรง​อยู่​ที่‍ไหน เสรี‍ภาพ​ก็​มี​อยู่​ที่‍นั่น 18แต่ ​เรา​ทุก‍คน​ไม่‍มี​ผ้า‍คลุม‍หน้า​แล้ว และ​มอง‍ดู​พระ‍รัศมี​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า แล้ว​เรา​ก็​ได้​รับ​การ​เปลี่ยน‍แปลง​ให้​เป็น​เหมือน​พระ‍ฉายา​ของ​ พระ‍องค์​โดย​มี​ศักดิ์‍ศรี​เป็น​ลำ‌ดับ​ขึ้น​ไป เหมือน​อย่าง​ศักดิ์‍ศรี​ที่​มา​จาก​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ผู้​ทรง​เป็น​ พระ‍วิญ‌ญาณ (2โครินธ์ 3:14-18)

3แต่​ถ้า​แม้​ข่าว‍ประ‌เสริฐ​ของ​เรา​ยัง​ถูก​ปิด‍บัง​ไว้​อีก ก็​ถูก​ปิด‍บัง​ไว้​จาก​พวก​ที่​กำลัง​จะ​พินาศ 4คือ ​ใน​กรณี​ของ​พวก‍เขา พระ​ของ​ยุค‍นี้​ได้​ทำ​ให้​ความ​คิด​ของ​คน​ที่​ไม่​เชื่อ​มืด‍มน​ไป เพื่อ​ไม่‍ให้​เห็น​ความ​สว่าง​ของ​ข่าว‍ประ‌เสริฐ คือ​เรื่อง​พระ‍สิริ​ของ​พระ‍คริสต์​ผู้​ทรง​เป็น​พระ‍ฉายา​ของ​พระ‍เจ้า (2โครินธ์ 4:3-4)

คนที่เป็นคริสเตียน จะมีพระวิญญาณของพระเจ้าเป็นพยานอยู่ภายใน :

14เพราะ‍ว่า​พระ‍วิญ‌ญาณ​ของ​พระ‍เจ้า​ทรง​นำ​ใคร คน​นั้น​ก็​เป็น​บุตร​ของ​พระ‍เจ้า 15เพราะ​ว่า​พระ‍วิญ‌ญาณ​ที่​พระ‍เจ้า​ประ‌ทาน​มา​นั้น​จะ​ไม่​ทรง​ให้​ท่าน​เป็น​ทาส​ ซึ่ง​ทำ​ให้​ตก​ใน​ความ​กลัว​อีก แต่​พระ‍วิญ‌ญาณ​จะ​ทรง​ให้​ท่าน​มี​ฐานะ​เป็น​บุตร​ของ​พระ‍เจ้า โดย​พระ‍วิญ‌ญาณ​นั้น​เรา​จึง​ร้อง‍เรียก​พระ‍เจ้า​ว่า “อับ‌บา (พ่อ)” 16พระ‍วิญ‌ญาณ​นั้น​เป็น​พยาน​ร่วม​กับ​จิต‍วิญ‌ญาณ​ของ​เรา​ว่า เรา​เป็น​ลูก​ของ​พระ‍เจ้า 17และ​ถ้า​เรา​เป็น​ลูก​แล้ว เรา​ก็​เป็น​ทา‌ยาท คือ​เป็น​ทา‌ยาท​ของ​พระ‍เจ้า และ​เป็น​ทา‌ยาท​ร่วม​กับ​พระ‍คริสต์ เมื่อ​เรา​ทน‍ทุกข์​ทร‌มาน​ด้วย‍กัน​กับ​พระ‍องค์​ก็​เพื่อ​จะ​ได้​ ศักดิ์‍ศรี​ด้วย‍กัน​กับ​พระ‍องค์​ด้วย (โรม 8:14-17)

คนที่เป็นคริสเตียน ปรารถนาจะรู้จักใกล้ชิดกับพระคริสต์มากขึ้น

8ยิ่ง‍กว่า‍นั้น ​ข้าพ‌เจ้า​ถือ‍ว่า​ทุก‍สิ่ง​เป็น​การ​ขาด‍ทุน เพราะ​เหตุ​คุณ‍ค่า​อัน​สูง​ยิ่ง​ของ​การ​ได้​รู้‍จัก​พระ‍เยซู‍คริสต์​ องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​ข้าพ‌เจ้า เพราะ​เหตุ​พระ‍องค์​ข้าพ‌เจ้า​ยอม​ขาด‍ทุน​ทุก‍อย่าง และ​ถือ‍ว่า​สิ่ง​เหล่า‍นั้น​เป็น​เหมือน​เศษ​ขยะ​เพื่อ​ว่า​ข้าพ‌เจ้า​จะ​ ได้​พระ‍คริสต์​เป็น​กำ‌ไร 9และ ​จะ​ได้​เห็น​ว่า​ข้าพ‌เจ้า​อยู่​ใน​พระ‍องค์ ไม่‍มี​ความ​ชอบ‍ธรรม​ที่​ได้​มา​จาก​ธรรม‍บัญญัติ มี​แต่​ที่​ได้​มา​โดย​ความ​เชื่อ​ใน​พระ‍คริสต์ คือ​ความ​ชอบ‍ธรรม​ที่​มา​จาก​พระ‍เจ้า​โดย​ความ​เชื่อ 10ข้าพ‌เจ้า​ต้อง‍การ​จะ​รู้‍จัก​พระ‍องค์ คือ​ รู้‍จัก​ฤทธิ์‍เดช​แห่ง​การ​คืน‍พระ‍ชนม์​ของ​พระ‍องค์​และ​รู้‍จัก​การ​มี​ ส่วน​ร่วม​ใน​ความ​ทุกข์​ของ​พระ‍องค์ และ​เป็น​เหมือน​กับ​พระ‍องค์​ใน​ความ​ตาย​นั้น (ฟีลิปปี 3:8-10)

คนที่เป็นคริสเตียน จะละจากทางของโลกนี้ได้อย่างสุขใจ และจดจ่อรอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ :

13คน​เหล่า‍นี้​ทั้ง‍หมด​ตาย​ใน​ขณะ‍ที่​ยัง​มี​ความ​เชื่อ​อยู่ และ​ยัง​ไม่‍ได้​รับ​สิ่ง​ต่างๆ ที่​ทรง​สัญญา​ไว้ แต่​พวก‍เขา​ก็​สัง‌เกต​เห็น​แต่​ไกล​และ​รอ‍รับ​ด้วย​ใจ​ยินดี และ​ยอม‍รับ​ว่า​พวก‍เขา​เป็น​คน‍แปลก‍ถิ่น​ที่​ท่อง‍เที่ยว​ไป​ใน​โลก 14เพราะ​คน​ที่​พูด​อย่าง‍นี้​ก็​แสดง​ให้​เห็น​ชัด​แล้ว​ว่า พวก‍เขา​กำลัง​แสวง‍หา​เมือง​ที่​จะ​ได้​เป็น​ของ​ตน‍เอง 15ถ้า​พวก‍เขา​คิด‍ถึง​บ้าน‍เมือง​ที่​จาก​มา​นั้น พวก‍เขา​ก็​คง‍จะ​มี​โอกาส​กลับ​ไป​ได้ 16แต่ ​ความ​จริง​พวก‍เขา​ปรารถ‌นา​บ้าน​เมือง​ที่​ประ‌เสริฐ​กว่า​นั้น​คือ​เมือง ​สวรรค์ เพราะ‍ฉะนั้น พระ‍เจ้า​จึง​ไม่‍ได้​ทรง​ละ‍อาย​ที่​จะ​ได้​รับ​การ​เรียก​ว่า​เป็น​ พระ‍เจ้า​ของ​พวก‍เขา เพราะ​พระ‍องค์​ทรง​จัด‍เตรียม​เมือง​หนึ่ง​ไว้​สำหรับ​พวก‍เขา​แล้ว (ฮีบรู 11:13-16)

20แต่​เรา​เป็น​พล‍เมือง​แห่ง​สวรรค์ และ​เรา​รอ‍คอย​ผู้​ช่วย​ให้​รอด​จาก​สวรรค์​คือ​พระ‍เยซู‍คริสต์​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า 21พระ‍องค์ ​จะ​ทรง​เปลี่ยน‍แปลง​ร่าง‍กาย​อัน​ต่ำ‍ต้อย​ของ​เรา ให้​เหมือน​พระ‍กาย​ของ​พระ‍องค์​ที่​เต็ม​ด้วย​พระ‍รัศมี ตาม​พลัง​อำนาจ​ที่​ทำ​ให้​พระ‍องค์​สามารถ​ให้​ทุก‍สิ่ง​อยู่​ใต้​อำนาจ​ ของ​พระ‍องค์ (ฟีลิปปี 3:20-21)

พระ‍องค์ ​ผู้​ทรง​เป็น​พยาน​ใน​เหตุ‍การณ์​เหล่า‍นี้​ตรัส​ว่า “เรา​จะ​มา​ใน​เร็วๆ นี้​แน่‍นอน” อา‌เมน พระ‍เยซู​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า เชิญ​เสด็จ​มา​เถิด (วิวรณ์ 22:20)

เพื่อนๆครับ สิ่งเหล่านี้ที่เป็นคุณลักษณะของคริสเตียน เป็นคุณลักษณะของคุณหรือเปล่า? คุณมี “สัญญาณชีพ” แห่งพระวิญญาณในชีวิตหรือไม่? ถ้าไม่ จงสารภาพบาปและเข้ามาวางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำเพื่อคุณ ทรงรับโทษบาปแทน เสนอความชอบธรรมและชีวิตนิรันดร์ให้ อย่ารอจนสายไปที่จะยอมรับว่าคุณไม่มีน้ำมัน (ความรอด) ติดตัวมา แต่จงมาวางใจในพระเยซู

1พี่‍น้อง​ทั้ง‍หลาย เรื่อง​วัน​และ​เวลา​ที่​ทรง​กำ‌หนด​ไว้​นั้น ไม่​จำ‍เป็น​ต้อง​เขียน​บอก​ให้​ท่าน​รู้ 2เพราะ​ท่าน​เอง​ก็​รู้​ดี​แล้ว​ว่า วัน​ของ​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​จะ​มา​อย่าง​ขโมย​ที่​มา​ใน​เวลา​กลาง‍คืน 3เมื่อ ​เขา​พูด​กัน​ว่า “สงบ‍สุข​และ​ปลอด‍ภัย​แล้ว” เมื่อ​นั้น​แหละ​ความ​พินาศ​ก็​จะ​มา​ถึง​ทัน‍ที เหมือน​กับ​ความ​เจ็บ‍ปวด​มา​ถึง​หญิง​มี‍ครรภ์ พวก‍เขา​จะ​หนี​ก็​ไม่​พ้น 4แต่​พี่‍น้อง​ทั้ง‍หลาย ท่าน​ไม่​อยู่​ใน​ความ​มืด​แล้ว วัน‍นั้น​ไม่​น่า​จะ​มา​ถึง​ท่าน​อย่าง​ขโมย​มา 5ท่าน​ทุก​คน​เป็น​ลูก​ของ​ความ​สว่าง และ​เป็น​ลูก​ของ​เวลา​กลาง‍วัน เรา​ไม่‍ได้​เป็น​ของ​กลาง‍คืน​หรือ​ของ​ความ​มืด 6เพราะ‍ฉะนั้น​เรา​อย่า​หลับ​เหมือน​อย่าง​คน​อื่น แต่​ให้​เรา​เฝ้า‍ระวัง​และ​มี​สติ 7เพราะ‍ว่า​คน​นอน‍หลับ​ก็​ย่อม​หลับ​ใน​เวลา​กลาง‍คืน และ​คน​เมา​ก็​ย่อม​เมา​ใน​เวลา​กลาง‍คืน 8แต่ เมื่อ​เรา​เป็น​ของ​เวลา​กลาง‍วัน​แล้ว​ก็​ให้​เรา​มี​สติ จง​สวม​ความ​เชื่อ​กับ​ความ​รัก​เป็น​เกราะ​ป้อง‍กัน​อก และ​สวม​ความ​หวัง​ที่​จะ​ได้​ความ​รอด​เป็น​หมวก​เหล็ก 9เพราะ‍ว่าพระ‍เจ้า​ไม่‍ได้​ทรง​กำ‌หนด​เรา​ไว้​สำหรับ​พระ‍พิโรธ แต่​สำหรับ​การ​รับ​ความ​รอด โดย​พระ‍เยซู‍คริสต์​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ของ​เรา 10ผู้​สิ้น‍พระ‍ชนม์​เพื่อ​เรา เพื่อ​ว่า​ถึง​จะ​ตื่น​อยู่​หรือ​จะ​หลับ เรา​จะ​ได้​มี​ชีวิต​กับ​พระ‍องค์ 11เพราะ‍ฉะนั้น​จง​หนุน‍ใจ​กัน และ​ต่าง‍คน‍ต่าง​จง​เสริม‍สร้าง​กัน​ขึ้น ตาม​อย่าง​ที่​พวก‍ท่าน​กำลัง​ทำ​อยู่​นั้น (1เธสะโลนิกา 5:1-11)

 

——————————————————————————————————————-

 

265  ลิขสิทธิ 2005 โดย Community Bible Chapel, 418 E. Main Street, Richardson, TX 75081.  จากต้นฉบับของบทเรียนที่ 77 ในบทเรียนต่อเนื่องของพระกิตติคุณมัทธิว  จัดเตรียมโดย ศบ.อาวุโส โรเบิร์ต แอล เดฟฟินบาว  10 เมษายน 2005 เป็นลิขสิทธิของ Community Bible Chapel สามารถนำไปใช้เพื่อการศึกษาพระวจนะเท่านั้น

266  คำว่า “เพิ่ม” ไม่มีอยู่ในต้นฉบับดั้งเดิม ในความเห็นของผมจึงไม่ควรนำมาใช้ในตอนนี้ และตอนอื่นๆที่ตามมา

267  ผมไม่แน่ใจว่าคำว่า “เมื่อเจ้าบ่าวมาช้า” ที่นำมาใช้ อาจอ่านได้ในสถานการณ์การเสด็จกลับมาของพระเยซู ถ้าการที่พระองค์มาช้าเป็นน้ำพระทัยของพระบิดา ก็น่าจะสมเหตุผลและน่าสนใจ อีกที่หนึ่งที่คำนี้ถูกนำมาใช้คือในมัทธิว 24:48 ที่ทาสชั่วคิดในใจว่า “นายของข้ามาช้า” ทำให้ผมเห็นความใกล้เคียงกันในมัทธิว 25 พระเยซูทรงให้ล่าช้ากว่าที่คาดคิด แต่พระองค์ไม่ได้มาสาย

268  นอกจากที่กล่าวไปแล้ว พระวจนะที่นำมาอ้างทั้งหมด (ภาษาอังกฤษ) มาจาก NET Bible (The NEW ENGLISH TRANSLATION) เป็น ฉบับแปลใหม่ทั้งหมดไม่ใช่นำฉบับเก่าในภาษาอังกฤษมาเรียบเรียงใหม่ใช้ผู้ เชี่ยวชาญและนักวิชาการพระคัมภีร์มากกว่า ยี่สิบคน รวบรวมข้อมูลทั้งจากภาษาฮีบรูโดยตรง ภาษาอาราเมข และภาษากรีกโครงการแปลนี้เริ่มมาจากที่เราต้องการนำ พระคัมภีร์เผยแพร่ผ่านสื่ออีเลคโทรนิค เพื่อรองรับการใช้งานทางอินเตอร์เน็ท และซีดี (compact disk) ที่ใดก็ตามในโลก ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ทได้ ก็สามารถเรียกดูและพริ้นทข้อมูลไว้เพื่อใช้ศึกษาเป็นการส่วนตัวได้โดยไม่คิด มูลค่านอกจากนี้ ผู้ใดก็ตามที่ต้องการนำข้อมูลเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่คิดเงิน สามารถทำได้จากเว็บไซท์ :www.netbible.org.

 

(โดย ศบ.อาวุโส บ็อบ เดฟฟินบาว Community Bible Chapel)

(แปล อรอวล ระงับภัย – คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ endofttheworld.net)