โยนาห์ บทเรียนที่ 2 “โยนาห์อธิษฐานโมทนาพระคุณ”

โยนาห์ออกจากท้องปลา

โยนาห์อธิษฐานโมทนาพระคุณ (โยนาห์ 2:1-10)

1 แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านจากภายใน ท้องปลานั้นว่า 2 “ในคราวที่ข้าพระองค์ตกทุกข์ได้ยาก ข้าพระองค์ ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า และพระองค์ทรงตอบข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้อง ทูลจากท้องของแดนคนตาย และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์ 3เพราะพระองค์ทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ลงไปในที่ลึก ในท้องทะเล และ น้ำก็ท่วมล้อมรอบข้าพระองค์ไว้ บรรดาคลื่นและระลอกของพระองค์ ท่วมข้าพระองค์แล้ว 4 ข้าพระองค์จึงทูลว่า ‘ข้าพระองค์ถูกเหวี่ยงให้ พ้นจากพระพักตร์ของพระองค์ แต่ข้าพระองค์จะเงยหน้ามองพระวิหาร บริสุทธิ์ของพระองค์ได้อีก ’ 5 น้ำก็ท่วมมิดตัวข้าพระองค์ ที่ลึกก็อยู่รอบ ตัวข้าพระองค์ สาหร่ายทะเลก็พันศีรษะข้อพระองค์อยู่ 6 ที่รากแห่ง ภูเขาทั้งหลาย ข้าพระองค์ลงไปยังแผ่นดิน ซึ่งดาลประตูปิดกั้นข้าพระ องค์ไว้เป็นนิตย์ แต่กระนั้นก็ดี ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้า พระองค์ พระองค์ยังทรงนำชีวิตของข้าพระองค์ ขึ้นมาจากปากแดนคน ตาย 7 เมื่อจิตใจอ่อนเพลียไปในตัวของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกถึง พระเจ้า และคำอธิษฐานของข้าพระองค์มาถึงพระองค์ เข้าสู่พระวิหาร บริสุทธิ์ของพระองค์ 8 บรรดาผู้ที่แสดงความนับถือต่อพระเทียมเท็จ ย่อมสละทิ้งพระองค์ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงเสีย 9 แต่ข้าพระองค์ จะถวายสัตวบูชาแด่พระองค์ พร้อมด้วยเสียงโมทนาพระคุณ ข้าพระ องค์บนไว้อย่างไร ข้าพระองค์จะแก้บนอย่างนั้น การที่ช่วยกู้นั้นเป็น ของพระเจ้า ” 10 และพระเจ้าตรัสั่งปลานั้น มันก็สำรอกโยนาห์ออก ไว้บนแผ่นดินแห้ง

คำนำ

หลายปีมาแล้ว เพื่อนผมคนหนึ่งมีคำอธิบายที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ที่เราคุยกันอยู่ “นี่บ็อบ เวลาผมมองเรื่องนี้ เหมือนกับมองดูหิมะสูงสามนิ้วที่ปกคลุมบนกองขยะ มันดูสวยดี จนกระทั่งคุณเริ่มไปคุ้ยมัน” และนี่เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผมกำลังรู้สึกต่อ “คำอธิษฐาน” ของโยนาห์ในบทที่ 2  ดูทีแรก เห็นแต่ภาพของคนที่เคร่งศาสนา แต่พอเจาะลงไป ภาพที่สะท้อนออกมาเหมือนภาพลวงตาทางศาสนามากกว่า นักเรียนพระคริสตธรรมหลายคนคงไม่เห็นด้วย ที่จริงผมไม่แน่ใจว่ามีสักคนหรือเปล่าที่ผมรู้จัก ตัวอย่างเช่น ธีโอดอร์ แล็ทช์ ตั้งชื่อบทนี้ว่า “พระเจ้าช่วยกู้ผู้เผยพระวจนะที่กลับใจ”16 ผมคิดว่ายังไม่เห็นหลักฐาน ที่มาสนับสนุนข้อสรุปว่าโยนาห์กลับใจในรูปแบบใหน

บริบทของหนังสือไม่ได้ให้หลักฐานที่ชี้ไปในทิศทางนี้ เราเห็นจากบทที่ 1 ว่า ผู้เผยพระวจนะท่านนี้ตั้งใจขัดคำสั่งพระเจ้าที่ให้ไปป่าวประกาศที่นครนีนะเวห์ แทนที่จะเดินทางกว่า 500 ไมลส์ขึ้นไปตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อไปนีนะเวห์ โยนาห์กลับนั่งเรือจากยัฟฟาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไปยังทารชิช การไม่เชื่อฟังของท่านทำให้เกิดพายุใหญ่เป็นอันตรายต่อเรือและลูกเรือ ถ้าไม่เป็นเพราะคำถามที่ชาวเรือซักก็อาจไม่รู้สาเหตุของพายุ และพวกเขาได้พยายามอย่างยิ่งที่จะช่วยชีวิตโยนาห์ก่อนตัดสินใจโยนท่านลงทะเล ชาวเรือที่ต่างจากโยนาห์ ตอบรับการทรงเปิดเผยของพระเจ้าอย่างเชื่อฟัง และยังได้อยู่ต่อบนเรือ และมีโอกาสได้นมัสการพระเจ้า

บทที่ 2 เริ่มต้นในทะเลด้วยการพูดถึงคำอธิษฐาน คำสัญญาที่โยนาห์พรรณาออกไปเป็นบทกลอน ในบทที่ 3 โยนาห์ได้รับคำสั่งอีกเป็นครั้งที่สอง ให้ไปป่าวประกาศที่นครนีนะเวห์ ในที่สุดท่านก็ยอม ทำให้เกิดการกลับใจครั้งยิ่งใหญ่ของนครนั้น และได้ “เปลี่ยนพระทัยพระเจ้า” บทที่ 4 แสดงให้เห็นว่าทัศนคติของโยนาห์ก็ยังไม่เปลี่ยน เพราะมีการอธิบายถึงสาเหตุที่ขัดคำสั่งด้วยคำพูดที่ไม่น่าประทับใจ ทำไมท่านถึงไม่อยากไปประกาศแก่ชาวอัสซีเรีย?

แม้จะมีหลักฐานท่วมท้นแย้งกับบริบทในหนังสือโยนาห์ มีบางคนอุตส่าห์หาการกลับใจให้เจอให้ได้ในบทที่ 2 ยังไงก็ไม่เจอ เราอาจจะไขว้เขวไปด้วยคำศัพท์ต่างๆที่ท่านใช้ คัดลอกมาจากสดุดีเกือบทั้งหมด แต่เมื่อเปรียบเทียบ “สดุดี” ของโยนาห์กับ “บทสดุดี” ในทางศาสนศาสตร์ เราจะเห็นชัดทันทีว่าคำสดุดีของโยนาห์นั้นตื้นและขาดคุณภาพ

ความสำคัญและการเข้าถึงเนื้อหา

ผมเคยเทศนาเรื่องโยนาห์เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และพบว่าวิธีการและข้อสำคัญต่างๆที่เคยใช้นั้นเปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนผมจะใช้เวลาค้นคว้าหาเอกสารข้อมูลเรื่องปลาที่สามารถกลืนคนลงไป แล้วคนนั้นยังรอดชีวิตกลับมาเล่าให้ฟังได้ แต่เมื่อมองดูเนื้อหาเราจะเห็นทันทีว่าไม่มีการพูดเรื่องปลามาก พูดแต่เพียงว่าปลามหึมาเท่านั้น อาจเป็นเพราะปลาเชื่อฟังคำสั่ง แต่โยนาห์ไม่ และในเมื่อหนังสือเล่มนี้เลือกที่จะพุ่งความสนใจไปที่การไม่เชื่อฟังของโยนาห์และของชาวอิสราเอล ปลาก็เลยถูกเบียดที่ให้เหลือเล็กนิดเดียว เราอาจสนใจแต่เรื่องปลาเพื่อพยายามพิสูจน์เรื่องการอัศจรรย์ เลยทำให้พลาดวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ถึงยังไงก็ตามถ้ามีเอกสารที่ยืนยันได้เรื่องปลากลืนคนแล้วคนไม่ตาย เรื่องนี้ก็คงไม่เป็นเรื่องอัศจรรย์อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเรื่องแปลกตามธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในบางครั้ง และไม่ควรนับเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติใดๆ

รวมทั้งเรื่องที่สงสัยกันว่าโยนาห์ตายหรือไม่ตาย ความจริงที่โยนาห์อธิษฐานและบนกับพระเจ้านั้น เล็งถึงภาพของการสิ้นพระชนม์ การฝังพระศพในอุโมงค์ และการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ แต่ว่าท่านตายจริงหรือเปล่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าท่านน่าจะเหมือน “ตายทั้งเป็น” จนกระทั่งปลามาช่วยไว้ ประเด็นสำคัญคือท่านพูดว่า “พระองค์ยังทรงนำชีวิตของข้าพระองค์ ขึ้นมาจากปากแดนคนตาย”

ผมจะแยกแยะคำอธิษฐานของโยนาห์ในบทนี้เพื่อให้เห็นว่ายังห่างไกลจากบทสดุดีในพระคัมภีร์เดิม และบอกเหตุผลบางประการที่ทำไมเราถูกโน้มน้าวในทางวิญญาณจาก “คำอธิษฐานนี้” มากเกินควร ก่อนอื่นต้องกลับไปดูจากหนังสือสดุดีในพระคัมภีร์เดิมเพื่อหาข้อแตกต่าง จากนั้นนำสิ่งที่ได้รับจากคำอธิษฐานของโยนาห์ไปใช้กับผู้เผยพระวจนะที่หลงลืมพระคุณท่านนี้ ชาวอิสราเอล และที่สุดกับตัวเราเอง

โครงร่างของพระธรรมโยนาห์ 2

โครงร่างจากเนื้อหาที่เราคัดออกมามีดังนี้ : 1:17, 2:1

บทนำ:

ความรอดของโยนาห์ และลักษณะคำอธิษฐานของท่าน 2:2-9

คำอธิษฐานของโยนาห์ 2:10

บทสรุป: การอพยพของโยนาห์

ลักษณะของคำอธิษฐาน

17 และพระเจ้าทรงกำหนดให้ปลามหึมาตัวหนึ่งกลืนโยนาห์เข้าไป โยนาห์ก็อยู่ในท้องปลานั้นสามวันสามคืน

1 แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจากภายใน ท้องปลา…

“คำอธิษฐาน” ของโยนาห์เป็นกลอนอธิบายถึงการช่วยกู้จากการจมน้ำ ปลามหึมาไม่เพียงเป็นการเลือกของพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือเท่านั้น (1:17) แต่ยังเป็นสถานที่ๆคำอธิษฐานนี้เกิดขึ้น (2:1) เราคงพอจินตนาการออกว่าความคิดที่แล่นเข้าไปในหัวของโยนาห์ขณะกำลังเผชิญวิกฤติขนาดนั้นเป็นอย่างไร ขณะกำลังจมลงผิวน้ำ โยนาห์รู้ว่าท่านต้องตายแน่ๆ (2:2-7) ในวินาทีแห่งสัมปชัญญะสุดท้าย ท่านร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ทันใดนั้นทุกสิ่งก็มืดมิด อาจมืดเพราะปลามหึมาบัง แต่โยนาห์ไม่ทันสังเกตุ แล้วมีบางสิ่งเกิดขึ้น มีความรู้สึกเหมือนเคลื่อนไหลไป น่าจะเป็นความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับตอนทารกแรกเกิดเมื่อผ่านจากปากปลาลงสู่ท้องปลา ทางแคบๆที่ผ่านอาจเป็นทางที่ปลาใช้กำจัดน้ำออกจากปอดซึ่งน่าจะคล้ายกับเครื่องช่วยหายใจ

เมื่อสติค่อยคืนมา ความรู้สึกหวาดผวาแรกที่โยนาห์มีน่าจะ : สัมผัสของผนังท้องปลาที่หุ้มห่อตัว ความระคายจากน้ำย่อยที่ซึมอยู่บนผิวหนัง กลิ่นที่ไม่อาจบรรยายได้ เศษอาหารที่ปลากินเข้าไป ความมืดรอบๆตัว คงจะพักใหญ่กว่าท่านจะรู้ว่าท้องปลานี้ยังไม่ใช่จุดจบ แต่น่าจะเป็นการช่วยกู้จากพระเจ้าเมื่อได้ยินคำอธิษฐานที่ท่านร้องขอ ท่านต้องการมีชิวิตอยู่ คำอธิษฐานในข้อ 2-9 นั้นแต่งขึ้นในท้องปลา ถ่ายทอดออกมาทีหลังตามที่เราได้อ่าน ให้มาดูเนื้อหาของ “คำอธิษฐานของผู้เผยพระวจนะที่เหลือเชื่อท่านนี้” เพื่อค้นหาว่ามีสิ่งใดที่สอนใจเราเกี่ยวกับท่าน ชนชาติอิสราเอล และเราทั้งหลาย

“คำอธิษฐาน” ของโยนาห์ และพระธรรมสดุดี

วิธีที่จะเข้าใจ “คำอธิษฐาน” ของโยนาห์ให้ดีที่สุดคือต้องมาหาลักษณะเด่นเฉพาะตัว และนำลักษณะเด่นนี้ไปเทียบกับลักษณะเฉพาะของพระธรรมสดุดีในพระคัมภีร์เดิม พอทำดูจะเห็นความด้อยใน “คำอธิษฐาน” ของท่านชัดเจน ลองมาดูลักษณะต่างๆต่อไปนี้จาก “คำอธิษฐาน” ของโยนาห์

(1) “คำอธิษฐาน” ของโยนาห์ใช้บทกลอน และถ้อยคำต่างๆในรูปแบบเดียวกับบทสดุดีในพระคัมภีร์

ในโยนาห์ 2:9 อ่านว่า “การที่ช่วยกู้นั้นเป็นของพระเจ้า”

เช่นกัน ในสดุดี 3:8 อ่านว่า “การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า”

สังเกตุดูความเหมือนของถ้อยคำระหว่าง สดุดี 18 และโยนาห์ 2:

สายมัจจุราชล้อมข้าพระองค์ไว้ กระแสแห่งความหายนะท่วมข้า พระองค์ สายใยของแดนผู้ตายพันตัวข้าพระองค์ บ่วงมัจจุราชประทะ ข้าพระองค์ ในยามทุกข์ระทมใจข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า ข้าพเจ้า ร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าของข้าพเจ้า จากพระวิหารของ พระองค์ และเสียงร้องของข้าพเจ้าได้ยินไปถึงพระกรรณพระองค์ (สดุดี 18:4-6).

“2ในคราวที่ข้าพระองค์ตกทุกข์ได้ยาก ข้าพระองค์ ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า และพระองค์ทรงตอบข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้อง ทูลจากท้องของ แดนคนตาย และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์ 7 เมื่อจิตใจอ่อน เพลียไปในตัวของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกถึงพระเจ้า และคำอธิษฐานของข้าพระองค์มาถึงพระองค์ เข้าสู่พระวิหาร บริสุทธิ์ของพระองค์ (โยนาห์ 2:2, 7)

ในสดุดี 42 ผู้แต่งใช้ “น้ำ” เพื่อสร้างจินตนาการ ซึ่งมีความเหมือนกับที่โยนาห์ใช้ใน “คำอธิษฐาน” ของท่าน

จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่? ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า? จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า จิตใจ ของข้าพระองค์ฝ่ออยู่ภายในข้าพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงระลึกถึงพระองค์ ตั้งแต่แผ่นดินแห้งแม่น้ำจอร์แดนและแห่งภูเขาเฮอร์โมน ตั้งแต่เนินมิซาร์ เมื่อเสียงน้ำแก่งตก ที่ลึกก็กู่เรียกที่ลึก บรรดาคลื่นและระลอกของพระองค์ ท่วมข้าพระองค์แล้ว กลางวันพระเจ้าทรง บัญชาความรักมั่นคงของพระองค์ และกลางคืนเพลงของพระองค์อยู่กับข้าพเจ้า เป็นคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตของข้าพเจ้า (สดุดี 42:5-8 )17

(2) “คำสดุดี” ของโยนาห์เพ่งไปที่การช่วยทางกายจากการจมน้ำ คำร้อยกรองของโยนาห์ที่อธิษฐานนั้นมุ่งไปที่ความรู้สึกของคนใกล้ตายในทะเล ถูกห่อหุ้มไปด้วยระลอกคลื่น (ข้อ 3, 5) ถูกสาหร่ายพันรอบกาย (ข้อ 5) ท่านใกล้หมดสติเมื่อร้องขอให้พระเจ้าช่วย (ข้อ 2, 4, 7) เสียงร้องขอน่าจะทำนองเดียวกับตอนเปโตรเดินบนน้ำไปหาพระเยซู และอยู่ดีๆก็เริ่มจมลง (มัทธิว 14:22-33) ไม่มีเวลาคิดอย่างอื่นนอกจากร้องเรียกให้ช่วย พระเจ้าเลือก “ปลามหึมา” ให้กลืนโยนาห์ลงไป ขณะที่ท่านไม่ได้พูดถึงปลา แต่เรารู้ว่าปลาให้ที่พักพิงใต้ท้องน้ำถึงสามวันสามคืน (1:17) ขณะอยู่ในพุงปลา ผู้เผยพระวจนะแต่งคำอธิษฐานนี้ขึ้น (2:1) เช่นเดียวกับเซาโลซึ่งต่อมากลายเป็นอัครทูตเปาโล ตามืดมัวไปสามวันเพื่อมีเวลาพิจารณาถึงพระกิตติคุณ (กิจการ 9:9) โยนาห์มีเวลาคิดถึงการช่วยกู้ของพระเจ้าถึงสามวัน แต่เรื่องยังไม่จบลงแค่นี้ ยังมีปัญหาเล็กๆบางอย่างก่อนที่ท่านจะได้รับการปลดปล่อยออกมาจากคุกใต้น้ำ

(3) คำอธิษฐานของโยนาห์มีแต่เรื่องของตัวท่านเอง โยนาห์พร่ำพรรณนาแต่ความเดือดร้อนของตนเอง อันตรายที่ตนกำลังเผชิญ การช่วยกู้ และความชื่นชมยินดี ในพระธรรมสดุดี ผู้แต่งพรรณนาถึงการช่วยกู้ แม้อาจข้ามรายละเอียดไปบ้าง พูดถึงแต่เพียงเล็กน้อยบ้าง เช่นในตอนขึ้นต้นของสดุดี (เช่นสดุดี 3, 18) แต่แล้ว ผู้เขียนบทสดุดีในพระคัมภีร์เดิม จะรีบเปลี่ยนจากเรื่องราวตนเอง ไปเป็นพระลักษณะของพระเจ้าที่สำแดงอยู่ในการช่วยกู้ ถ้าจะสรุปสั้นๆ พระธรรมสดุดีเพ่งไปที่พระเจ้า ขณะที่คำอธิษฐานของ โยนาห์เพ่งไปที่ตัวเอง

สังเกตุดูให้ดี คำอธิษฐานของโยนาห์แฝงไปด้วยความทุกข์ระทมของตน และเปลี่ยนเป็นไปเพ่งที่พระเจ้าแทนอย่างรวดเร็ว

บ่วงของความตายดักอยู่ล้อมข้าพเจ้า ความเจ็บปวดแห่งแดนผู้ตายจับ ข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าประสพความทุกข์ใจและความระทม แล้วข้าพเจ้า ร้องทูลออกพระนามพระเจ้าว่า : “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยชีวิต ข้าพระองค์ให้รอด!” พระเจ้าทรงพระกรุณาและชอบธรรม พระเจ้าของ เราทั้งหลายกอปรด้วยเมตตา (สดุดี 116:3-5)

คำอธิษฐานแบบนี้ไม่ใช่แบบของโยนาห์ ในบทที่ 2 เต็มไปด้วยเความทุกข์ระทมของท่าน ในขณะที่ไม่มีการกล่าวถึงพระคุณของพระเจ้าเลย จนเข้าบทที่ 4 โยนาห์เริ่มกลับมาพูดถึงพระลักษณะของพระเจ้าอีก เรื่องของพระคุณ พระกรุณา ทรงอดทน และเต็มไปด้วยความรักมั่นคง :

ท่านจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่ใน ประเทศของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พูดแล้วว่าจะเป็นไปเช่นนี้มิใช่หรือ? นี่แหละเป็นเหตุให้ข้าพระองค์ได้รีบหนีไปยังเมืองทารชิช เพราะข้าพระ องค์ทราบว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงกอปรพระคุณ และทรง พระกรุณา ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และทรง กลับพระทัยไม่ลงโทษ ข้าแต่พระเจ้า เพราะฉะนั้น บัดนี้ขอพระองค์ ทรงเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะว่าข้าพระองค์ตายเสียก็ดีกว่าอยู่ “ (โยนาห์ 4:2-3)

ในขณะที่ผู้เขียนพระธรรมสดุดี ใช้พระลักษณะของพระเจ้าเพื่อการสรรญเสริญ นมัสการ และด้วยใจที่เชื่อฟัง โยนาห์กลับใช้พระลักษณะของพระเจ้าเป็นข้ออ้างที่จะไม่เชื่อฟังและต่อต้านพระองค์

มีข้ออ้างใหญ่พียงข้อเดียวในคำอธิษฐานของโยนาห์ที่นำมาใช้อ้างกับพระเจ้า มีการพาดพิงถึงคำสอนของพระองค์ผู้ทรงครอบครอง คำอ้างนี้ถูกบิดเบือนและนำมาใช้ไม่ถูกต้อง เพราะแทนที่จะโทษว่าสาเหตุความเดือดร้อนนั้นเป็นเพราะความดื้อรั้นของตนเอง กลับไปพร่ำว่าพระเจ้าเป็นเหตุที่ทำให้ท่านต้องเผชิญภัยอันตรายใหญ่หลวง

“เพราะพระองค์ทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ลงไปในที่ลึก ในท้องทะเลและน้ำก็ท่วมล้อมรอบข้าพระองค์ไว้ บรรดาคลื่นและระลอกของ พระองค์ ท่วมข้าพระองค์แล้ว “ (โยนาห์ 2:3).

ประโยคนี้ฟังดูเหมือนตอนอาดัมแก้ตัวกับพระเจ้าเมื่อถูกจับได้ว่าทำผิด:

“หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้น ส่งผลไม้นั้น ให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับประทาน” (ปฐก. 3:12).

(4) คำอธิษฐานของโยนาห์แสดงให้เห็นว่าท่านดูถูกคนต่างชาติ และหยิ่งยโส ในความเป็นอิสราเอลของตนเอง ในบทที่ 1 เราเรียนรู้เรื่องความเชื่อของชาวเรือต่างชาติ การเชื่อฟังและทำตามทุกสิ่งที่เขารู้ แต่ใน “คำสดุดี” ของโยนาห์ ไม่มีการ พูดถึงที่พระเจ้าช่วยกู้ชาวเรือจากความตาย และที่พวกเขาได้พบความเชื่อแท้ของพระเจ้าแห่งอิสราเอล เราคงกล้าสรุปได้ว่าโยนาห์ไม่มีความยินดียินร้าย หรือเห็นสมควรสรรเสริญพระเจ้าสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเราเจาะเรื่องนี้ให้ลึกลงไป คงสรุปได้ว่าโยนาห์เกลียดคนต่างชาติ และถ้าเลือกได้ คงอยากให้พวกเขาพินาศมากกว่าได้รับการช่วยกู้และได้รับความรอด

ตอนนี้อาจดูเหมือนเดาเอา แต่ถ้าอ่านไปจนถึงบทที่ 4 เราอาจเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น น้ำเสียงของโยนาห์์ในข้อ 8 และ 9 ที่กล่าวว่า : “บรรดาผู้ที่แสดงความนับถือต่อพระ เทียมเท็จ ยอมสละทิ้งพระองค์ผู้ทรง สำแดงความรักมั่นคงเสีย แต่ข้าพระองค์จะถวายสัตวบูชาแด่พระองค์ พร้อมด้วยเสียง โมทนาพระคุณ” (โยนาห์ 2:8-9ก) โยนาห์ดูถูกคนต่างชาติ กล่าวว่าเป็นพวกกราบไหว้รูปเคารพ แต่ขณะเดียวกัน ท่านคิดว่าตนเองสูงส่ง เป็นผู้ที่นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ด้วยเครื่องสัตวบูชา และเป็นผู้ที่พระเจ้าเลือกไว้ โยนาห์ในฐานะเป็นคนอิสราเอล ย่อมเหนือกว่าพวกต่างชาติป่าเถื่อนที่กราบไหว้รูปเคารพ

คำพูดของโยนาห์ตอนนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนเมื่อในบทที่ 1 อย่าลืมว่าคนนอกศาสนาอธิษฐาน แต่ท่านไม่ คนนอกศาสนาพยายามค้นหาความบาป แต่ท่านไม่ คนนอกศาสนากราบไหว้พระของตนเพื่อให้หายพิโรธ แต่ท่านไม่ทำ คนนอกศาสนาสงสารท่าน แต่ท่านกลับไม่สนใจในความทุกข์ร้อนของพวกเขา ยึดหลักมาตรฐานโดยทั่วไป ชาวเรือต่างชาติแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหนือกว่าโยนาห์ในทุกทาง แต่ท่านกลับไปบอกพระเจ้าอย่างไม่อายว่าท่านนั้นสูงส่งกว่าพวกนอกศาสนา

ผู้เขียนพระธรรมสดุดีในพระคัมภีร์เดิมมีความเข้าใจที่ดีกว่า ในบทสดุดีของพวกเขา มีการกล่าวเรื่องการกลับใจและการนมัสการของชาวต่างชาติ :

ข้าพระองค์จะบอกเล่าพระนามของพระองค์แก่พี่น้องของข้าพระองค์ ; ข้าพระองค์จะสรรญเสริญพระองค์ ท่ามกลางชุมนุมชน ท่านผู้เกรงกลัว พระเจ้า จงสรรญเสริญพระองค์ ท่านพงษ์พันธ์ของยาโคบเอ๋ย จง ถวายพระสิริแด่พระองค์ ท่านพงษ์พันธ์ทั้งสิ้นของอิสราเอลเอ๋ย จง เกรงกลัวพระองค์ เพราะพระองค์มิได้ทรงดูถูกหรือสะอิดสะเอียนต่อ ความทุกข์ยากของผู้ที่ทุกข์ใจ และพระองค์มิได้ทรงซ่อนพระพักตร์จาก เขา เมื่อเขาร้องทูล พระองค์ทรงฟัง

คำสรรญเสริญของข้าพระองค์ในที่ชุมนุมชนใหญ่มาจากพระองค์ ข้า พระองค์จะแก้บนต่อหน้าผู้ที่เกรงกลัวพระองค์ คนเสงี่ยมเจียมตัวจะได้ กินอิ่ม บรรดาผู้แสวงหาพระองค์จะสรรญเสริญพระเจ้า ขอจิตใจของ ท่านทั้งหลายมีชีวิตอยู่เป็นนิตย์ ! ที่สุดปลายทั้งสิ้นของแผ่นดินโลก จะจดจำและหันกลับมายังพระเจ้า และตระกูลทั้งสิ้นของบรรดา ประชาชาติ จะนมัสการต่อพระพักตร์พระองค์ เพราะอำนาจการ ปกครองเป็นของพระเจ้า และพระองค์ทรงครอบครองเหนือบรร ดาประชาชาติ (สดด. 22:22-28).

ในสดุดี 67 ผู้เขียนพูดยิ่งกว่านี้ โดยยึดตามพระสัญญาที่พระเจ้าให้ใว้แก่อับราฮัม พระพรสำหรับลูกหลานของท่านนี้วันหนึ่งจะตกไปถึงบรรดาประชาชาติด้วย

ขอพระเจ้าทรงพระเมตตาต่อข้าพระองค์ทั้งหลาย และอำนวยพระพรแก่ข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงให้พระพักตร์ฉายสว่างแก่ข้าพระองค์ เพื่อพระมรรคาของพระองค์ จะเป็นที่รู้จักในแผ่นดินโลก ความรอดของพระองค์จะเป็นที่ทราบท่ามกลางบรรดา ประชาชาติทั้งสิ้น ข้าแต่พระเจ้า ขอชนชาติทั้งหลายสรรญเสริญพระองค์ ให้ชนชาติ ทั้งหลายสรรญเสริญพระองค์ และให้ชาวประเทศทั้งหลายยินดีและร้องเพลง ด้วย ความชื่นบาน เพราะพระองค์ทรงพิพากษาชนชาติทั้งหลาย ด้วยความเที่ยงธรรม และ ทรงนำชาวประเทศทั้งหลายในโลก ข้าแต่พระเจ้า ขอชนชาติทั้งหลายสรรญเสริญพระ องค์ ให้ชนชาติทั้งหลายสรรญเสริญพระองค์ แผ่นดินโลกได้เกิดผล พระเจ้า คือพระ เจ้าของเราทรงอำนวยพระพรแก่เรา พระจ้าทรงอวยพระพรแก่เราแล้ว ให้ที่สุดปลายแผ่นดินโลกเกรงกลัวพระองค์ (สดุดี 67)

โยนาห์ไม่ต้องการให้พระพรที่สงวนไว้เฉพาะชาวยิวตกไปถึงคนต่างชาติ และไม่ต้องการให้พระองค์อวยพรคนต่างชาติโดยผ่านทางคนยิวด้วย ดังนั้นเมื่อพระเจ้าตรัสสั่งโยนาห์ซึ่งเป็นยิว ให้ไปประกาศที่นีนะเวห์ เมืองของคนต่างชาติ ท่านจึงหนี ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ เมื่อคนต่างชาติกลับใจ จึงไม่มีคำสรรเสริญออกจากปากของท่าน แต่เป็นการย้ำให้พระเจ้าฟังว่าชาวยิวนั้นสูงส่งกว่าชาวต่างชาติ

(5) คำสัญญาเดียวที่โยนาห์มีให้กับพระเจ้า คือสัญญาว่าจะไปถวายสัตวบูชา ที่พระวิหาร ในอดีต ผมอ่านพระธรรมโยนาห์์ โดยเฉพาะข้อ 9 บ่อยเป็นพิเศษ : “แต่ข้าพระองค์จะถวายสัตวบูชาแด่พระองค์ พร้อมด้วยเสียงโมทนาพระคุณ ข้าพระองค์ บนไว้อย่างไร ข้าพระองค์จะแก้บนอย่างนั้น การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า” ตอนนั้นผมรู้สึกว่าคำพูดของท่านในข้อนี้เป็นนัยว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ครอบครอง ดังนั้นพระองค์จึงมีอิสระที่จะเลือกประทานความรอดให้ผู้ใดก็ได้ และโยนาห์สัญญาว่าจะทำตามคำสั่งของพระองค์ที่จะไปยังนีนะเวห์

แต่เดี๋ยวนี้ความเข้าใจของผมเปลี่ยนไป เพราะถ้าโยนาห์สาบานว่าจะไปนีนะเวห์ ทำไมพระเจ้าจึงต้องสั่งเป็นครั้งที่สองในข้อแรกของบทที่ 3? เมื่อโยนาห์กล่าวว่า “การช่วยกู้ เป็นของพระเจ้า” ผมเชื่อว่าท่านคงขอบคุณที่พระเจ้าช่วยกู้ให้รอดทางกาย ที่จริงท่านกำลังกล่าวว่า “ความรอดนี้ คือความรอดที่ข้าพระองค์กล่าวถึงในคำอธิษฐาน” เนื้อหาคำบนบานที่ท่านพูดถึงปรากฎอยู่ในข้อ 9 โยนาห์ตั้งใจจะไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อถวายสัตวบูชาโมทนาพระคุณ โดยทั่วไปเวลาบนมักมีการสัญญาว่าจะถวายเครื่องบูชา (สดด 66:13-15) ผมเชื่อว่าโยนาห์หมายความตามที่ท่านอธิษฐานในตอนต้นของข้อ 9 ท่านคงดีใจที่ได้กล่าวคำอำลาจากท้องปลากลับสู่แผ่นดินแห้ง และอยากเร่งรีบกลับไปยังแผ่นดินพันธสัญญา เพื่อถวายสัตวบูชาและโมทนาขอบพระคุณ

(6) คำอธิษฐานของโยนาห์ไม่มีเรื่องการกลับใจ หรือการสารภาพบาป ถึงแม้เราจะเห็นชัดจากบทที่ 1ว่าเป็นเรื่องจำเป็น โยนาห์มีเรื่องมากมายที่ต้องสารภาพ แต่ไม่เห็นท่านสารภาพเรื่องใด แม้จะพรรณาถึงเหตุที่ทำให้ต้องเผชิญภัยในข้อ 3 ท่านไม่ได้กล่าวว่าเป็นเพราะบาปใดจึงถูกเหวี่ยงลงกลางทะเล แต่เมื่อนำคำอธิษฐานของท่านไปเทียบกับบทสดุดีที่ผู้เขียนวิงวอนและสารภาพบาปกับพระเจ้า ตัวอย่างเช่น

ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ และข้าพระองค์มิได้ซ่อนบาปผิด ของข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์ทูลว่า “ข้าพระองค์จะสารภาพการละเมิดของข้าพระองค์ ต่อพระเจ้า” (สดุดี 32:5).

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงแสดงพระกรุณาต่อข้าพระองค์ตามความรักมั่นคง ของพระองค์ ขอทรงลบการทรยศของข้าพระองค์ออกไปตามแต่พระ กรุณาอันอุดมของพระองค์ ขอทรงล้างข้าพระองค์จากความบาปผิดให้ หมดสิ้น และทรงชำระข้าพระองค์จากบาปของข้าพระองค์ เพราะข้า พระองค์ทราบถึงการละเมิดของข้าพระองค์แล้ว และบาปของข้า พระองค์อยู่ต่อหน้าข้าพระองค์เสมอ ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ ต่อพระองค์เท่านั้น และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระองค์ ทั้งนี้เพื่อพระองค์จะทรงยุติธรรมในคำพิพากษา และไร้ตำหนิในการ พิพากษานั้น (สดุดี 51:1-4).

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด เพราะน้ำขึ้นมาถึงคอข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์จมอยู่ในเลนลึกไม่มีที่ยืน ข้าพระองค์อยู่ในน้ำ ลึกและน้ำท่วมข้าพระองค์ . … ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงทราบถึง ความโง่ของข้าพระองค์ ความผิดที่ข้าพระองค์กระทำแล้วจะซ่อนไว้ จากพระองค์ไม่ได้ ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขออย่าให้บรรดาผู้ที่หวังใจ ในพระองค์ได้รับความอายเพราะข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของ อิสราเอล …แต่ส่วนข้าพระองค์ ข้าพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์ ข้าแต่ พระเจ้า ในเวลาอันเหมาะสม โดยความรักมั่นคงอันอุดมของพระองค์ ขอทรงโปรดตอบข้าพระองค์ด้วยความอุปถัมภ์อย่างวางใจได้ ขอทรง ช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากจมลงในเลน ขอทรงช่วยกู้ข้าพระองค์จากคน ที่เกลียดชังข้าพระองค์ และจากน้ำลึก ขออย่าให้น้ำท่วมข้าพระองค์์ หรือน้ำที่ลึกกลืนข้าพระองค์เสีย หรือปากแดนผู้ตายงับข้าพระองค์ไว้ (สดุดี 69:1-2, 5-6, 13-15).

ขณะที่โยนาห์รีบกล่าวโทษคนต่างชาติว่ากราบไหว้รูปเคารพ (โยนาห์ 2:8) ท่าน เองคงลืมไปว่าการไม่เชื่อฟังก็เป็นบาปเดียวกับการกราบไหว้รูปเคารพ โยนาห์คงทำได้ดีกว่านี้ถ้าท่านไวในการฟังคำเตือนของสดุดีตอนนี้ :

“เรากินเนื้อวัวผู้หรือ หรือดื่มเลือดแพะหรือ จงนำเครื่องการโมทนา พระคุณมาเป็นเครื่องสักการะบูชาแด่พระเจ้า และแก้บนของเจ้าต่อ องค์ผู้สูงสุด และจงร้องทูลเราในวันทุกข์ยากลำบาก เราจะช่วยกู้เจ้า และเจ้าจะถวายพระสิริแก่เรา” แต่พระเจ้าตรัสกับคนอธรรมว่า “เจ้ามี สิทธิ์อะไรที่จะท่องกฎเกณฑ์ของเรา หรือรับปากตามพันธสัญญาของ เรา เพราะเจ้าเกลียดวินัย และเจ้าเหวี่ยงคำของเราไว้ข้างหลังเจ้า” (สดุดี 50:13-17).

ตรงนี้ ที่พระเจ้าตรัสอย่างเจาะจงว่า ข้อปฏิบัติและพิธีกรรมทางศาสนา (อย่างที่โยนาห์บนในคำอธิษฐาน)นั้น ไม่มีค่าไปกว่าการเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของพระองค์ ในคำอธิษฐานของโยนาห์ ท่านได้ “เหวี่ยงคำสอนของพระเจ้าทิ้ง” โยนาห์จงใจขัดคำสั่งของพระเจ้าที่ให้ไปนีนะเวห์ เหตุใดคำอธิษฐานบนบานของท่านจะมีค่าในสายพระเนตรพระเจ้า?

โยนาห์น่าจะจำได้ถึงคำพูดที่ซามูเอลกล่าวตำหนิกษัตริย์ซาอูลที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า :

“พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องเผาบูชา และเครื่องสัตวบูชามากเท่า กับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ ? ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะสดับฟังก็ดีกว่าใขมันของบรรดาแกะผู้ เพราะการกบฎก็เป็นเหมือนบาปแห่งการถือฤกษ์ถือยาม และ ความดื้อดึงก็เป็นเหมือนบาปชั่ว และการไหว้รูปเคารพ . เพราะ เหตุที่ท่านทอดทิ้งพระวจนะของพระเจ้า พระองค์จึงทรงถอดท่านออก จากตำแหน่งกษัตริย์ “ (1 ซามูเอล 15:22-23).

แล้วเราก็มาถึงบันทัดสุดท้ายใน “คำอธิษฐาน” ของโยนาห์ โดยไม่ได้มีข้อพิสูจน์เลยว่าท่านเปลี่ยนใจ หรือได้กลับใจ แต่กลายเป็นเปิดเผยความบาปและหยิ่งยโสของท่าน ถ้าจะพูดให้ดูดีที่สุด ท่านโมทนาพระคุณเพราะการช่วยกู้ “ทางกาย” เท่านั้น เหตุใดพระเจ้าจึงช่วยโยนาห์ออกจากความตายใน “ท้องปลามหึมา” ถ้าทัศนคติของท่านที่มีต่อพระองค์ยังไม่เปลี่ยนแปลง? ผมเชื่อว่ามีเหตุผลหลายประการ :

(1) พระเจ้ากำลังสำแดงพระคุณต่อโยนาห์ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงสำแดง แก่ชาวเรือ และจะสำแดงแก่ชาวนีนะเวห์ด้วย

(2) พระเจ้าพยายามสอนโยนาห์ และเปลี่ยนทัศนคติคู่กรณีของพระองค์ โดยผ่านทางพระคุณ การมีประสบการณ์รับพระคุณของพระเจ้า อาจช่วยทำให้ท่านรู้สึกซาบซึ้งในสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้กับผู้อื่นเช่นชาวอัสซีเรียด้วย

(3) พระเจ้าต้องการให้โยนาห์มีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อไปยังนีนะเวห์ และต้อง ไปเพื่อประกาศเรื่องความบาปของชาวเมืองนั้นให้ได้ พระเจ้ากำลังรับรองว่า โยนาห์ต้องทำตามคำสั่งของพระองค์ทุกประการ

“ทำไมเราจึงด่วนคิดเอาเองว่าโยนาห์กลับใจแล้ว จากคำอธิษฐานนี้ ? “

(1) ผมคิดว่าที่เราด่วนสรุปแบบนี้ เพราะเห็นแต่เพียงภายนอกเท่านั้น โยนาห์เป็นคนอิสราเอล เป็นผู้เผยพระวจนะ และที่จำเป็นที่สุดคือต้องมีใจฝ่ายวิญญาณ คำอธิษฐานนี้ใกล้เคียงกับบทสดุดีในพระคัมภีร์เดิม ดังนั้นควรเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งฝ่ายวิญญาณ เราจึงต้องรู้ลึกกว่าตัดสินจากที่เห็นภายนอกเท่านั้น

(2) เรากระหายอยากเห็นโยนาห์กลับใจ เพราะไม่อาจยอมรับได้ที่ผู้เผยพระวจนะเป็นพวกหัวดื้อ เป็นคนบาปที่กบฎต่อพระเจ้า เป็นคนที่ให้ตัวเองเป็นใหญ่ และไม่ยอมกลับใจ เรารับไม่ได้ที่คิดว่าผู้เผยพระวจนะเป็นคนบาปหนา เราอยากให้เรื่องนี้จบลงแบบ “แฮปปี้เอนดิ้ง” หรือทุกคนมีความสุขอิ่มเอมใจ รวมทั้งเราที่เอาใจช่วยอยู่ด้วย พระธรรมเล่มนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อความสุขใจ แต่เขียนเพื่อเป็นการตำหนิและเตือนสติ ไม่ได้เพื่อให้เรารู้สึกดี แต่ทำให้รู้สึกอึดอัดคับข้อง พระธรรมเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อสอนให้เรารับรู้ข้อเท็จจริงบางประการที่ไม่น่าอภิรมย์เกี่ยวกับชนชาติอิสราเอล และเกี่ยวกับตัวเราที่จะได้เห็นต่อไป

ข้อสอนใจสำหรับททนี้

ถึงแม้ข้อเท็จจริงที่คับข้องใจเรื่องการกบฎของโยนาห์ยังมีอยู่ในบทนี้ – ที่จริงแล้วเป็นเพราะมีบทเรียนที่สำคัญหลายเรื่องสำหรับตัวเราเอง ก่อนจบบทผมขอโอกาสชี้ให้เห็นบทเรียนสำหรับอิสราเอล และสำหรับคริสตจักรด้วย

บทเรียนสำหรับอิสราเอล

จากที่เราเห็น โยนาห์ไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะที่มีคุณงามความดีเพราะออกไปประกาศหรือเพราะทำสิ่งอื่น แถมยังไม่เชื่อฟังอีกด้วย โยนาห์คือภาพพจน์ของคนอิสราเอลจอมกบฎของพระเจ้าตัวจริง โยนาห์ไม่ทำตามคำสั่งพระเจ้า อิสราเอลก็ไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของโมเสส โยนาห์ปฏิเสธภารกิจไปประกาศกับคนต่างชาติ คนอิสราเอลก็ด้วย เมื่ออิสราเอลร้องทูลขอการช่วยกู้ เช่นเดียวกับโยนาห์ร้องทุกข์กับพระเจ้า แต่ไม่ยอมกลับใจจริง อิสราเอลก็ด้วย โยนาห์ประดับฉากความชอบธรรมภายนอกอย่างสวยงาม และถูกต้องตรงตามแบบแผน แต่ขาดความชอบธรรมที่แท้จริง อิสราเอลก็เช่นกัน

พวกธรรมาจารย์และฟาริสีในสมัยของพระเยซู ก็แสดงภาพของผู้จงใจกบฏให้เห็น แต่เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราสถิตย์อยู่ที่นั่น พระองค์ทรงกวาด ¾ ของหิมะที่ปกคลุมอยู่เหนือกองขยะที่พอกพูนบนศาสนายูดาห์ออกไป พระองค์ทรงเปิดเผยความหน้าซื่อใจคด และหลอกลวงของผู้นำอิสราเอล แบบเดียวกับที่หนังสือโยนาห์เปิดเผยตัวตนของท่าน

พวกธรรมาจารย์และฟาริสีเข้มงวดกับรายละเอียดเล็กๆในเรื่องของพิธีกรรมทางศาสนา (ลูกน้ำที่พวกเขากรองออก) แต่กลับมองข้ามสิ่งจำเป็นที่สุดในการปรนนิบัติพระเจ้า —การเชื่อฟัง (“อูฐ” ที่พวกเขากลืนเข้าไป) เช่นเดียวกับที่โยนาห์ คิดว่าชาวอัสซีเรียไม่สมควรกลับใจและได้รับการอภัย พวกหน้าซื่อใจคดอย่างธรรมาจารย์และฟาริสีก็ทำเป็นโกรธเคืองเหมือนพี่คนโตเมื่อน้องผู้เป็น “บุตรน้อยหลงหาย” กลับคืน (ลูกา 15:11-32) พวกเขาประท้วงไม่พอใจเมื่อพระเยซูใช้เวลากับ “คนบาป” แทนที่จะเป็นพวกเขา (มาระโก 2:16) โยนาห์มองว่าตนเองเป็นผู้ชอบธรรม และคนต่างชาติล้วนเป็นคนบาป (โยนาห์ 2:8-9) ธรรมาจารย์และฟาริสีก็มองคนอื่นด้วยสายตาเดียวกัน :

“คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็น คนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้า พระองค์หาได้ ข้าพระองค์ได้เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย’ ฝ่ายคนเก็บภาษี นั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอ ทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด!’ เราบอกท่านทั้ง หลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรม มิใช่ อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคน ที่ได้ถ่อมตัวลง จะต้องถูกยกขึ้น” (ลูกา 18:11-14)

การที่คนยิวปฏิเสธพระคริสต์และข่าวประเสริฐของพระองค์ คนต่างชาติจึงมีโอกาสได้รับความรอด และการไม่เชื่อฟังของโยนาห์ก็เป็นหนทางให้ชาวเรือและ ชาวอัสซีเรีย ได้รับความรอด :

ข้าพเจ้าจึงถามว่า พวกอิสราเอลสะดุดจนหกล้มที่เดียวหรือ ? หามิได้ แต่การที่เขาละเมิดนั้น เป็นเหตุให้ความรอดแผ่มาถึงพวกชาวต่างชาติ เพื่อให้พวกอิสราเอลมีใจมานะขึ้น แต่ถ้าการที่พวกอิสราเอลละเมิดเป็นเหตุให้ทั้งโลกบริบูรณ์ และถ้าการพ่ายแพ้ของพวกเขาเป็นเหตุให้คนต่างชาติบริบูรณ์ หากได้พวกเขามาเพิ่มด้วยจะดียิ่งกว่านั้นอีกมากหนอ (โรม 11:11-12).

เหตุเพราะการไม่เชื่อฟัง พระเจ้าทรงกระทำให้พันธสัญญาที่มีต่ออับราฮัมในการนำพระพรของพระองค์ไปสู่คนต่างชาติผ่านชาวอิสราเอลนั้นเกิดขึ้น

บทเรียนสำหรับคริสเตียนร่วมสมัยอย่างเราๆ

ก่อนที่จะแสดงให้เห็นถึงความบาปของโยนาห์และความบาปของธรรมมิกชนอย่างพวกเราทุกวันนี้ ผมอยากชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างด้านความคิดของโยนาห์ กับความคิดของพวกเรา ความคิดของโยนาห์ตั้งมั่นอยู่บนธรรมบัญญัติในพระคัมภีร์เดิมของชาวยิว ยึดมั่นในความคิดที่ตนเองเป็นชาวอิสราเอล ผู้ถูกเลือกสรร หลงลืม และผิดพลาดไปในพระคุณของพระเจ้า ไปหลงยึดติดให้ความสำคัญกับการเป็นชนชาติที่ได้รับการ “คัดเลือก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เป็นถึงผู้เผยพระวจนะ ทุกวันนี้พวกเราเองก็ทึกทักเอาแต่พระคุณพระเจ้า แอบอ้างใช้พระคุณเป็นข้อแก้ตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการเชื่อฟัง โยนาห์มองไม่เห็นว่าตัวเองเป็นคนบาปพอๆ หรือมากกว่าคนต่างชาติด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน เราเห็นว่าเราเองนั้นเป็นคนผิดบาป และคิดว่านี่คือความอ่อนแอของมนุษย์ เราเลยเหมาเอาว่ายังไงๆ พระเจ้าก็ต้องมีหน้าที่ให้อภัย ดังนั้นความคิดทั้งสมัยโน้นและสมัยนี้ก็ไม่ต่างกัน คือเรามองภาพพระเจ้าว่าต้องให้อภัย และอำนวยพระพร “ประชากรของพระองค์” ไม่ว่าพวกเขาจะกบฎสักแค่ไหนก็ตาม แต่กลับไปมองภาพความบาปของ “คนนอกศาสนา” ว่าเลวร้ายกว่า “บาปบริสุทธิ์” เช่นการไม่เชื่อฟังของเราแทน

“คำอธิษฐาน” ของโยนาห์เตือนเราถึงอันตรายใกล้ตัวของวิญญานที่ฉาบผิวหน้า สาเหตุที่นักวิชาการด้านพระคัมภีร์และฆราวาสทั้งหลายใส่ใจในคำอธิษฐานของโยนาห์มากเป็นพิเศษ เตือนเราให้ระมัดระวังถึงจิตวิญญาณที่ฉาบหน้าผิวเผิน เช่นในวิวรณ์บทที่สามที่พระเจ้าทรงตักเตือนคริสตจักรในเมืองซาร์ดิสว่า “เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า เจ้าได้ชื่อว่ามีชีวิตอยู่ แต่ว่าเจ้าได้ตายเสียแล้ว” (วิวรณ์ 3:1ข)

วิญญาณที่มีแต่เพียงฉาบหน้าคือการรู้และทำตามพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ครบถ้วน ถูกต้องตามเวลา ทำให้ดูเป็นผู้ยึดมั่นในความดี น่านับถือ แต่ถ้าจะเจาะลงไปให้ลึกสักหน่อยจะเห็นตัวตนที่แท้จริง ผมอาจกล่าวได้ว่าถ้ามีการข่มเหงและความทุกข์ยากเกิดขึ้นสักนิด ตัวตนที่แท้จริงของเราคงเผยโฉมออกมาให้ได้เห็น

ผมหวั่นใจมากว่าวิญญาณของคนอเมริกันกำลังเป็นเช่นนี้ และโดยไม่มีข้อยกเว้น กลัวว่าทั้งตัวผมและที่คริสตจักรเป็นด้วย ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าเปิดตาใจให้เรามองเห็น และจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง

วิญญาณที่มีแต่ฉาบหน้านั้นมีอาการให้เห็นหลายอย่าง เช่นยึดถือในสิ่งผิดๆ ภูมิหลัง วงศ์ตระกูล ความมั่งคั่ง ตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบ (เช่นผู้อาวุโสในคริสตจักร ฯลฯ) หรือความรู้ความสามารถ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นองค์ประกอบที่ดีฝ่ายวิญญาณ และหลายครั้งก็ลวงให้เราหลงผิดได้

วิญญาณที่เพียงฉาบหน้ามักถือพิธีการเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนมากสืบทอดมาจากคนอื่น ดูเหมือนเคร่งแต่ไม่เกิดผลดีใดๆ จะอธิษฐานก็ต่อเมื่อเข้าตาจน แรงจูงใจมักมาจากสถาณการณ์ที่เกินกำลัง และอธิษฐานเพียงแค่เอาตัวให้รอดพอ เป็นการอธิษฐานมุ่งไปที่เรื่องของตัวเองมากกว่าเข้าหาพระเจ้าหรือทำเพื่อคนอื่น ลืมเรื่องความบาปของตนเองสนิท แต่กลับไปเห็นความบาปของคนอื่น ขาดการมีสามัคคีธรรมที่ดีกับพระเจ้า และความกระหายที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ใส่ใจเรื่องอื่นรอบตัว กลับให้เรื่องของตัวเองเป็นใหญ่ (เช่น “ข้าแต่พระเจ้า โปรด อวยพระพรงานพันธกิจของข้า”) บางครั้งบิดเบือนหลักคำสอนเพื่อกลบเกลื่อน หรือหาข้อแก้ตัวให้กับบาปของตน (เช่นเดียวกับที่โยนาห์อ้างในอธิปไตยของพระเจ้าเพื่อบดบังบาปของตนเอง)

การช่วยกู้ของโยนาห์ เตือนให้เราเห็นว่าพระเจ้าเลือกเราด้วยวิธีการของพระองค์ ไม่ใช่วิธีที่แบบที่เราเลือก พระเจ้าไม่ได้ให้ความรอดแก่เราแบบที่เราเลือกเองได้ แต่เป็นการจัดเตรียมของพระองค์ โยนาห์คงไม่ได้เลือกที่จะเข้าไปอยู่ในท้องปลามหึมา แม้จะไม่เป็นที่่น่าอภิรมย์แต่ก็ช่วยให้รอดตาย โยนาห์อาจอยากให้การค้นหาตัวท่านเป็นเรื่องตื่นเต้นประทับใจ เช่นยามชายฝั่งส่งเรือออกไปค้นหา เฮลิคอปเตอร์บินวนดูจากด้านบน นักประดาน้ำดำลงไปดู หรือนักกู้ภัยอุ้มและดึงด้วยสลิงขึ้นไปบนอากาศ ตามด้วยการปั๊มหัวใจ หรือเป่าปากช่วยชีวิตโดยนักกู้ภัยสาว พระเจ้าไม่ได้สนองความต้องการในแบบของโยนาห์ เพราะปัญหาใหญ่ของท่านคือความหยิ่งยโส

เช่นเดียวกัน วิธีการช่วยกู้ของพระเจ้าไม่ได้ยึดติดหรือเป็นไปตามความชอบใจของมนุษย์ การตกเป็นทาสในอียิปต์ถึง 400 ปีคงไม่เป็นที่น่าปรารถนาสำหรับชาวอิสราเอล การเดินข้ามทะเลแดง ข้ามแม่น้ำจอร์แดน การฆ่าสัตว์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เพื่อเอาเลือดมาพรมลงบนพระแท่่นก็เช่นกัน แต่นี่เป็นการจัดเตรียมของพระเจ้า การมองไปที่งูทองคำเพื่อรักษาคนถูกงูกัดก็ดูไม่น่าศรัทธา แต่ก็เป็นเป็นวิธีการของพระเจ้า การเชื่อและวางใจในการสิ้นพระชนม์ การถูกฝัง และการคืนพระชนม์ของจอมกษัตริย์อย่างพระเยซูคริสต์ที่โลกไม่ยอมรับ เป็นวิธีการให้อภัย และการได้รับชีวิตนิรันดร์ในแบบของพระเจ้า ไม่ใช่แบบที่มนุษย์แสวงหา และเป็นวิธีเดียวด้วย ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์ในความรอดกับพระองค์ คุณอาจถูกดึงให้ต่ำลง และถ่อมลงมากพอๆกับโยนาห์ จนไม่ว่าการช่วยกู้จะมาในรูปแบบไหน คุณก็ยินดีน้อมรับทั้งสิ้น

ขอพระเจ้าช่วยอย่าให้เราเป็นคนที่มีวิญญาณฉาบหน้าเหมือน “คำอธิษฐาน” ของโยนาห์ แต่ช่วยให้เรามีจิตวิญญาณที่แจ่มแจ้งเหมือนบรรดาผู้เขียนพระธรรมสดุดี

————————————————————————————————————–

16 อ้างอิงจาก Theodore Laetsch, จาก The Minor Prophets (St. Louis: Concordia Publishing House, 1956), p. 228.

17 เปรียบเทียบกับสดุดี 88:6-7, 17, ที่ผู้เขียนใช้คำว่า “น้ำท่วม” สำหรับตรงนี้ ความเดือดร้อนของผู้เขียนจอมกบฎเป็นมาจากพระเจ้า ไม่ใช่จากมนุษย์

(Cr. ภาพ : www.catholicconvert.com)