1ซามูเอล บทเรียนที่ 23 “เรียนคุณศิราณี”

ดาวิดและอาบีกายิล

บทที่ 23: เรียนคุุณศิราณี (1 ซามูเอล 25:1-44)

คำนำ

แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เวลาที่ผมคิดว่ากำลังทำสิ่งถูกต้อง แต่แล้วที่แย่ที่สุดคือหลังจากนั้นไม่นาน กลับทำสิ่งที่โง่เขลาและเป็นบาปแทน สิ่งเดียวที่ให้กำลังใจผมคือ (ไม่ใช่ข้อแก้ตัวนะครับ) พบว่ามีหลายคนเคยอยู่ในสภาพวิญญาณแบบเดียวกัน ผมคิดถึง อ.เปโตรเป็นคนแรก (ใครจะไม่คิดเล่าครับ?) ท่านเป็นสาวกคนแรกที่โพล่งตอบพระเยซูก่อนเพื่อนเมื่อพระองค์ถามว่า “แล้วพวกท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร? “ (มัทธิว 16:13-20) หลังจากที่พระเยซูชมเชยเปโตรได้ไม่นาน สองสามนาทีจากนั้น ทรงดุเปโตร “อ้ายซาตานจงไปให้พ้น!” (ข้อ 23) เพราะพยายามพูดขัดขวางไม่ให้พระองค์ไปสิ้นพระชนม์ที่บนกางเขน ต่อมาเปโตรรับรองกับพระเยซูอีกว่า แม้คนอื่นๆจะปฏิเสธ เขาจะยังซื่อสัตย์และติดตามพระองค์ไป (ลูกา 22:31-34) ห่างกันแค่สองสามข้อและสองสามชั่วโมงต่อมา เปโตรก็ปฏิเสธพระองค์ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่สามครั้ง (ลูกา 22:54-62)

ในพระคัมภีร์เดิม เราเห็นความเชื่อและการเชื่อฟังที่โลเลเอาแน่ไม่ได้ แม้จากคนที่ได้รับการยกย่องมาก (หรือแม้ในสมัยนี้) อย่างดาวิดใน1 ซามูเอลบทที่ 24 เราเห็นจุดสูงสุดในความเชื่อของท่าน กษัตริย์ซาอูลแวะมาใช้ถ้ำเป็นห้องสำราญส่วนตัว หารู้ไม่ว่าชีวิตตกอยู่ในเงื้อมมือของดาวิดและลูกน้องที่หลบซ่อนลึกเข้าไปในถ้ำ ดาวิดปฏิเสธที่จะยกมือขึ้นต่อสู้กับซาอูล และห้ามปรามคนของท่านไม่ให้ทำด้วย ท่านเองยังเสียใจที่แอบไปตัดชายเสื้อคลุมของซาอูล ในที่สุดท่านยอมเสี่ยงชีวิต แสดงตัวต่อซาอูลเพื่อบอกว่าท่านเป็นผู้รับใช้ของกษัตริย์ที่สัตย์ซื่อ ไม่เคยคิดชั่วร้ายถึงแม้โอกาสจะอำนวย

แต่บทต่อมา ดาวิดกลับบันดาลโทสะเพราะถูกคนโง่บางคนพูดจาดูหมิ่น ไม่เพียงแต่คิดจะฆ่าคนโง่นี้เท่านั้น แต่ท่านคิดจะฆ่าผู้ชายทุกคนในบ้านหลังนั้นหมด แต่เป็นเพราะสตรีนางหนึ่งที่มีสติปัญญา กล้าเสี่ยงชีวิตทำบางสิ่งที่ช่วยชีวิตสามีไว้ และช่วยไม่ให้ดาวิดกระทำการโง่เขลาเพื่อตอบโต้ ผมเชื่อว่าผู้เขียน 1 ซามูเอลไม่เพียงแต่มองนางอาบิกายิล ภรรยาของนาบาลเป็นเพียงสตรีที่มีรูปโฉมและฉลาดเท่านั้น แต่เป็นแบบอย่างแห่งการยอมจำนนในวิถีของพระเจ้า การยอมจำนนของนางไม่ใช่ธรรมดา เราจึงต้องใส่ใจในเนื้อหาของบทเรียนนี้เป็นพิเศษ

ดาวิดสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ (25:1)

1ฝ่ายซามูเอลก็สิ้นชีวิตและคนอิสราเอลทั้งปวงก็ ประชุมกันไว้ทุกข์ให้ท่าน และเขาทั้งหลายก็ฝังศพ ท่าน ไว้ในบ้านของท่านที่รามาห์ และดาวิดก็ลุก ขึ้นไปยังถิ่นทุรกันดารปาราน119

ซามูเอลเป็นบุคคลที่สำคัญค่อนข้างมากในพระธรรม 1ซามูเอล ชื่อของท่านถูกนำมาเป็นชื่อพระธรรมเล่มนี้ ท่านเป็นผู้ทำหน้าที่เลือกและเจิมตั้งซาอูลให้เป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล (บทที่ 9 และ 10) เป็นผู้เผยพระวจนะว่าซาอูลจะถูกปลดออกจากการเป็นกษัตริย์ (บทที่ 13 และ 15) และเป็นผู้เผยพระวจนะที่เจิมตั้งดาวิดแทนที่ซาอูล (บทที่ 16) ซามูเอลเป็นบุคคลที่ดาวิดหนีไปพึ่งเมื่อถูกซาอูลตามล่า (19:18-24) และเมื่อซามูเอลสิ้นชีวิต ดาวิดรู้สึกถึงความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ซามูเอลจากไปแล้ว เพื่อนรักโยนาธานก็กล่าวลา คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก (บทที่ 23) มีคาลภรรยาของท่าน ลูกสาวของซาอูล ถูกยกให้เป็นภรรยาผู้อื่น (25:44) นอกจากนี้บิดามารดาของท่านก็ตกอยู่ในความดูแลของกษัตริย์โมอับ (22:3) แม้ดาวิดจะมีคนติดตามอยู่ถึง 600 คน แต่ไม่มีสักคนที่เข้าใจเมื่อท่านต้องยอมกับกษัตริย์ซาอูล ท่านคงรู้สึกโดดเดี่ยวนัก

ดาวิดและคนอิสราเอลจำนวนมากไปที่รามาห์บ้านเกิดซามูเอล ไปไว้อาลัยให้กับผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เมื่อการไว้อาลัยสิ้นสุดลง ดาวิดก็กลับเข้าสู่ที่กำบังเข้มแข็งในถิ่นทุรกันดารปารานอีกครั้ง ถิ่นทุรกันดารปารานเคยเป็นที่ๆนางฮาการ์และลูกชายอิชมาเอลไปอาศัยอยู่หลังจากถูกอับราฮัมและนางซาราห์ขับไล่ (ปฐมกาล 21:21) ที่นี่ยังเป็นสถานที่ๆชาวอิสราเอลมาตั้งค่ายหลังจากอพยพออกจากภูเขาซีนาย และยังเป็นที่ซึ่งมีการส่งสายสืบ 12 คนเข้าไปสอดแนมแผ่นดินคานาอัน (กันดารวิถี 10:12; 13:3) และตอนนี้เป็นสถานที่ซึ่งดาวิดใช้หลบซ่อนตัว

เวลาตัดขนแกะและเวลาแห่งการแบ่งปัน (25:2-8)

2 มีชายคนหนึ่งในมาโอนมีการงานอยู่ในคารเมล ชายผู้นั้นมั่งมีมาก มีแกะสามพันและแพะหนึ่งพัน เขาตัดขนแกะของเขาอยู่ที่คารเมล 3 ชายคนนั้นชื่อนาบาล และภรรยาของท่านชื่ออาบีกายิล สตรีคน นั้นมีความรอบคอบและหน้าตาสวยงามด้วย แต่ชายคนนั้นเป็นคน สามานย์และประพฤติตัวเลวทราม เป็นวงศ์วานของคาเลบ 4 ดาวิด อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ทราบว่านาบาลกำลังตัดขนแกะของเขาอยู่ 5 ดาวิดจึงใช้ชายหนุ่มสิบคน และดาวิดสั่งชายหนุ่มเหล่านั้นว่า “จงขึ้น ไปที่คารเมลไปหานาบาล และคำนับเขาในนามของเรา 6 ท่านทั้ง หลายจงกล่าวคำคำนับเขาเช่นนี้ว่า ‘สวัสดิภาพจงมีแก่ท่าน สวัสดิภาพ จงมีแก่ครอบครัวของท่าน และสวัสดิภาพจงมีแก่บรรดาสิ่งที่ท่านมี 7 ข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านมีคนตัดขนแกะ ฝ่ายผู้เลี้ยงแกะของท่านนั้นอยู่กับเรา เรามิได้กระทำอันตรายเขาเลย และเขาก็มิได้ขาดอะไรไปตลอดเวลาที่ เขาอยู่ในคารเมล 8 ขอถามคนหนุ่มของท่านดูเถิด เขาทั้งหลายคงจะ บอกแก่ท่าน เพราะฉะนั้นขอให้คนหนุ่มของ ข้าพเจ้าได้รับความกรุณา ในสายตาของท่าน เพราะเรามาในวันมีการเลี้ยง ขอท่านได้ให้สิ่งที่มี ติดมือของท่านแก่พวกผู้รับใช้ของท่านและแก่ดาวิดบุตรของท่าน'”

มีการแนะนำคนสำคัญให้เรารู้จักเพิ่มตอนนี้ถึงสองคนด้วยกัน ผู้ชายชื่อนาบาล และภรรยาชื่ออาบิกายิล นาบาลมีฐานะมั่งคั่ง (ตามมาตรฐานในสมัยนั้น) ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองมาโอน และมีฝูงปศุสัตว์อยู่ที่เมืองคารเมลซึ่งอยู่ห่างไปสี่ห้ากิโลเมตร และใกล้กับคารเมลนี้ที่ดาวิดและคนของท่านหลบซ่อนตัว คำว่านาบาลแปลว่าโง่ และเขาก็โง่จริงๆ มีการบันทึกว่าเขาเป็นคนสามานย์และประพฤติชั่วช้าเลวทราม (ข้อ 3) แต่ภรรยานั้นกลับเป็นตรงข้าม นางอาบิกายิลมีทั้งความสวยและความฉลาดที่สอดคล้องกันอย่างลงตัว

ดาวิดรู้มาว่านาบาลกำลังตัดขนแกะ และเมื่อการตัดขนแกะสิ้นสุดลงจะมีงานเลี้ยงให้กับคนงานและคนที่อยู่ในละแวกนั้น จำได้ไหมว่าในช่วงงานฉลองนี้ ที่ยูดาห์ขึ้นไปที่ทิมนาท และทำให้ลูกสะใภ้ของตน ทามาร์ตั้งครรภ์ (ปฐมกาล 38:12-26) และในช่วงงานฉลองนี้เอง ที่อับซาโลมชักจูงดาวิดให้ส่งบรรดาโอรสไปร่วมฉลองที่บ้านของเขา และหาโอกาสฆ่าอัมโนนเพื่อแก้แค้น (2 ซามูเอล 13:23-29) เรารู้ดีว่าตามธรรมบัญญัติโมเสส มีการสั่งคนอิสราเอลไม่ให้ละเลยเลี้ยงดูคนที่ด้อยโอกาส ขัดสน (ดูเฉลยธรรมบัญญัติ 14:28-29; 26:10-13; เนหะมีย์ 8:10-12) ดังนั้นการที่ดาวิดส่งคนไปขออาหารจากนาบาลจึงเป็นเรื่องปกติ และเนื่องด้วยดาวิดและคนของท่านมีส่วนช่วยให้นาบาลมั่งคั่งและกินดีอยู่ดี การมาขอความกรุณาจึงดูสมเหตุผล

ดาวิดส่งคนหนุ่มสิบคนไปหานาบาล ทักทายและอำนวยพรเขาและครอบครัวในนามของดาวิด พวกเขาขอร้องให้นาบาลนึกถึงเวลาของการตัดขนแกะ และที่พวกเขาไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ แต่กลับดูแลอย่างดี คนของดาวิดไม่เคยทำอันตรายคนงานของนาบาล ที่จริงกลับคอยช่วยเป็นหูเป็นตาระวังภัยให้ฝูงสัตว์ของนาบาลด้วย ยังไงลองสอบถามพวกคนงานดู ดังนั้นจึงมาขอความกรุณาจากนาบาลในเรื่องอาหารและข้าวของ และคอยคำตอบด้วยความคาดหวัง

นาบาลตอบแทนการดีด้วยการร้าย (25:9-13)

9 เมื่อพวกคนหนุ่มของดาวิด มาถึงก็กล่าวคำเหล่านั้นแก่นาบาล ในนามของดาวิด และเขาทั้งหลายก็คอยอยู่ 10 และนาบาลตอบ คนรับใช้ของดาวิดว่า “ดาวิดคือผู้ใด บุตรของเจสซีคือผู้ใด สมัยนี้ มีคนใช้เป็นอันมากที่หนีไปจากนายของตน 11 ควรหรือที่ข้าจะนำ ขนมปังของข้า และน้ำของข้า และเนื้อของข้า ซึ่งข้าได้ฆ่าเสีย สำหรับคนตัดขน แกะของข้ามอบให้แก่คนซึ่งมาจากที่ไหนข้าก็ไม่รู้” 12 พวกคนหนุ่มของดาวิดก็หันกลับ และมาบอกเรื่องราวทั้งสิ้นนี้แก่ ดาวิด 13 และดาวิดสั่งคนของท่านว่า “ทุกคนจงเอาดาบคาดเอวไว้” และทุกคนก็เอาดาบคาดเอวของตน และดาวิดก็เอาดาบคาดเอวด้วย และมีคนติดตามดาวิดไปประมาณสี่ร้อยคน ส่วนอีกสองร้อยคนอยู่เฝ้า กองสัมภาระ

ในขณะที่คนของดาวิดรอคำตอบหรือที่จริงรอของรางวัลจากนาบาล นาบาลมีตัวเลือกหลายทาง (1) เขาอาจส่งคนเหล่านี้กลับไปพร้อมด้วยคำขอบคุณและของตอบแทน (2)อาจส่งคนของดาวิดกลับไปพร้อมกับของฝากเล็กๆน้อยๆเพื่อรักษาน้ำใจ (3) อาจส่งคนของดาวิดกลับไปพร้อมด้วยคำขอโทษ (หรือคำขอบคุณ) แต่ไม่มีสิ่งใดตอบแทน (4) อาจส่งคนของดาวิดกลับไปโดยไม่ให้อะไร แถมพูดเยาะเย้ยถากถางตามไปด้วย และคนอย่างนาบาลก็เลือกข้อสุดท้าย

ฟังเผินๆ คำพูดของนาบาลเหมือนไม่รู้จักดาวิด ถ้าจริงนาบาลคงไม่อยากให้ของกับคนแปลกหน้า แต่นาบาลรู้ว่าดาวิดเป็นใคร เพราะเขาพูดออกมาเอง ว่า “บุตรของเจสซี” ดังนั้นเขารู้ว่าดาวิดเป็นลูกหลานอยู่ของยูดาห์เช่นเดียวกับตนเอง นาบาลเป็นวงศ์วานของ “คาเลบ” (ข้อ 3) และเรารู้ว่าคาเลบเป็นผู้มาจากเผ่ายูดาห์ หนึ่งในสายสืบที่ถูกส่งไปสอดแนมในคานาอัน (กันดารวิถี 13:6) ที่จริงคือดาวิดเป็นญาติห่างๆของนาบาลนั่นเอง แต่นาบาลกลับเอาหูทวนลม เมื่อดาวิดส่งคนมาขอของตอบแทนในช่วงงานฉลอง

นาบาลรู้ดีกว่านั้น เพราะว่าไม่ได้รู้แค่ว่าดาวิดเป็น “บุตรเจสซี” แต่กลับรู้ดีถึงข้อพิพาทระหว่างซาอูลและดาวิด นาบาลพูดทำนองว่าดาวิดนั้นเป็น “คนใช้ของ ซาอูล” ผู้ซึ่ง “หนีมาจากเจ้านายของตนเอง” นางอาบิกายิล ภรรยาของนาบาล รู้ดีว่าดาวิดได้รับการเลือกให้ขึ้นมาครองแทนซาอูล (ข้อ 30-31) แต่นาบาลกลับพูดเพียงว่าดาวิดเป็นคนใช้ที่หนีมาจากเจ้านายของตนเอง คล้ายกับทาสที่แอบหลบหนี ผมไม่คิดว่านาบาลปฏิเสธคำขอของดาวิดเพราะกลัวอิทธิพลของซาอูล จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอาหิเมเลขและพวกปุโรหิต เมื่อเอาขนมปังและดาบของโกลิอัทให้ดาวิดไป เพราะคำพูดของเขาไม่ได้บอกว่ากลัวอิทธิพล แต่เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวและใจดำมากกว่า เขาจะไม่มีวันแบ่งข้าวของที่เป็นของเขาให้ดาวิดและพรรคพวกแน่ (สังเกตุดูมีการใช้คำว่า “ของข้า” ในข้อ 11)

ประโยคสุดท้ายที่นาบาลพูดนั้นน่าสนใจ เขาบอกกับคนของดาวิดว่า “ควรหรือที่ข้าจะนำขนมปังของข้า และน้ำของข้า และเนื้อของข้า ซึ่งข้าได้ฆ่าเสียสำหรับคนตัดขนแกะของข้า มอบให้แก่คนซึ่งมาจากที่ไหนข้าก็ไม่รู้ ” (ข้อ 11) ถ้าผมเข้าใจคำพูดของนาบาลถูกต้อง เขากำลังแสดงอาการโอ้อวดและหยิ่งยโส นาบาลเป็น “ชาวคาเลบ” มาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียง ส่วนดาวิดและคนของท่านมาจากที่ใดไม่รู้หัวนอนปลายเท้า แล้วทำไมคนมีระดับอย่างนาบาลถึงต้องไปใส่ใจกับพวกกระจอกด้วย? ที่น่าขันคือทั้งดาวิดและนาบาลมาจากรากเดียวกัน ยูดาห์ และถ้านาบาลคิดว่าสามารถอวดได้ว่าเขาสืบสายโลหิตเดียวกันกับคาเลบ ก็ควรออกมาจากกะลาได้ เพราะเขาไม่มีอะไรดีเท่ากับบรรพบุรุษคาเลบของเขาเลย ดาวิดต่างหากที่เป็นเหมือนวีรบุรุษในแบบคาเลบ

คนของดาวิดกลับไปมือเปล่า นำคำพูดของนาบาลไปถ่ายทอดให้ดาวิดฟัง ท่านโกรธจน “ควบคุมตนเองไม่อยู่” “ทุกคนจงเอาดาบคาดเอวไว้!” ดาวิดตะโกนสั่งลูกน้องพร้อมทั้งเอาดาบคาดเอว และมุ่งไปเพื่อหวังจะให้นาบาลจ่ายให้สาสม  จ่ายด้วยชีวิต ทั้งชีวิตของนาบาลและผู้ชายครัวเรือนทั้งสิ้น 120  ถ้าเป็นศัพท์สมัยใหม่คงต้องพูดว่า ดาวิดทะลุ “จุดเดือด” ในข้อ 21 และ 22 ยังพลุ่งพล่านอยู่ ดูได้จากคำพูดของท่าน :

21 ดาวิดกล่าวไว้แล้วว่า “ข้าได้เฝ้าทุกสิ่งที่คนนี้มีอยู่ใน ถิ่นทุรกันดารเสียเปล่า ไม่มีสิ่งใดของเขาขาดไปเลย และ เขายังกระทำความชั่วต่อข้าตอบแทนความดี 22 ถ้าถึง พรุ่งนี้เช้าข้ายังปล่อยให้ชายสักคนหนึ่งในบรรดาที่เขามี อยู่นั้นเหลืออยู่ ก็ขอพระเจ้าทรงลงโทษดาวิด และยิ่ง หนักกว่า”

ดาวิดโกรธเพราะการกระทำของท่านไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ท่านไม่ได้มองเรื่องนี้อย่าง “เจาะลึก” จากมุมมองของท่านท่านคิดว่าทำดีที่สุดแล้วกับนาบาล และถึงเวลาที่นาบาลควรตอบแทนด้วยความดี แต่แทนที่จะตอบแทนดาวิดและคนของท่าน นาบาลกลับพูดจาเยาะเย้ยดูถูกและส่งกลับไปมือเปล่า ดาวิดจึงสรุปว่าการดีที่ท่านทำให้นั้นไร้ความหมาย และถ้านาบาลตอบแทนการดีด้วยความชั่ว จึงสมควรแล้วที่จะจัดการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

เราควรจะหยุดชั่วครู่ นำทัศนคติและการกระทำของดาวิดมาทบทวน ผมขอรวบรวมเหตุผลของดาวิดดังนี้

  • ดาวิดกระทำการดีต่อนาบาลและครัวเรือนทั้งสิ้นของเขา
  • ดาวิดคาดหวังนาบาลตอบแทนด้วยใจกว้างขวาง แต่กลับไม่ได้รับสิ่งใด นอกจากคำพูดเยาะเย้ยถากถาง
  • ดาวิดจึงรู้สึกเป็นการยุติธรรมที่จะจัดการฆ่านาบาล และผู้ชายทุกคนในครัวเรือนนี้

หลายคนคิดและให้เหตุผลแบบเดียวกับดาวิด แต่ผมขอบอกว่าดาวิดทำผิด ผิดมากด้วย ผิดที่คิดว่าถ้าทำสิ่งดีแล้วควรจะได้รับการตอบแทนด้วยความเมตตา ดาวิดทำดีต่อซาอูล ปรนนิบัติซาอูลด้วยความสัตย์ซื่อ ไม่เคยคิดทำร้ายแม้โอกาสอำนวย แต่ซาอูลกลับตอบแทนด้วยการชั่ว ไม่ใช่ด้วยการดีตามที่สารภาพกับดาวิด :

18 “เจ้าชอบธรรมยิ่งกว่าข้า เพราะเจ้าตอบแทนข้าด้วยความดี ในเมื่อข้าได้ตอบแทนเจ้าด้วยความร้าย 18 เจ้าได้ประกาศใน วันนี้แล้วว่า เจ้าได้กระทำความดีต่อข้าอย่างไร ในการที่เจ้ามิได้ประหารข้าเสีย ในเมื่อพระเจ้าทรงมอบข้าไว้ในมือของเจ้าแล้ว” (1 ซามูเอล 24:17ข-18)

ดาวิดยอมรับในการกระทำที่ร้ายกาจของซาอูล แต่รับไม่ได้กับคำพูดถากถางของนาบาล เพราะอะไร? ผมว่าพอมีคำตอบ ข้อแรก ซาอูลอยู่ในฐานะที่สูงกว่าในเรื่องอำนาจ ดาวิดเป็นเพียงผู้รับใช้ของซาอูล ยอมรับการกระทำที่อยุติธรรมของผู้มีอำนาจเหนือกว่า ข้อสอง ดาวิดรู้ดีว่าจะได้ขึ้นครองแทนที่ซาอูล จึงทนต่อการกระทำของซาอูลได้ เพราะรู้ดีว่าอีกไม่นานจะได้ไปแทนที่

นาบาลไม่ได้มีอำนาจเหนือดาวิด และท่านไม่ชอบการกระทำของนาบาลด้วย นอกจากนั้น ดาวิดไม่ได้กำลังดำเนินในความเชื่อเมื่อคิดจะไปฆ่านาบาลและครัวเรือนของเขา ท่านต้องการ “โต้กลับ”  ทันทีในสิ่งที่ท่าน “ลงแรงไป”  ช่วยดูแลฝูงสัตว์ของนาบาล ท่านคาดหวังจะได้สิ่งตอบแทนจากนาบาล ตอนนี้ท่านลืมเรื่องบำเหน็จในสวรรค์เสียสนิท

พวกเรากี่คนที่ทำงานรับใช้ผู้อื่นโดยมีไม้บันทัดอยู่ในมือ? พร้อมที่จะรักและรับใช้ผู้อื่นด้วยความเสียสละ และด้วยความคาดหวังบางอย่าง คาดว่าความรัก การเสียสละที่เราปรนนิบัติต่อผู้อื่นนั้น ต้องได้รับอย่างเดียวกันกลับคืนมา แต่เมื่อเราทำดีแล้วกลับได้รับการชั่วตอบแทนเหมือนดาวิด เราก็ควันออกหู มองหาทางที่จะเอาคืน ลืมไปว่าเช่นเดียวกับพระเยซูคริสต์ คำพูดและการกระทำของเราอาจนำมาซึ่งการถูกข่มเหงและทนทุกข์มากกว่าจะได้รับการยอมรับและเห็นคุณค่า บำเหน็จในสวรรค์ของเรานั้นยิ่งใหญ่ แต่อาจไม่มีผลตอบแทนใดๆบนโลกนี้  ให้เราระมัดระวังในการทำหน้าที่ของเราเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า มองที่พระองค์เป็นรางวัลตอบ แทน ไม่ใช่ไปคาดหวังกับคนที่เราทำดีด้วย ดาวิดคงเรียนรู้ว่าปัญหาของการเป็นผู้รับใช้คือทุกคนจะปฏิบัติต่อคุณเหมือนผู้รับใช้ การรับใช้เพื่อหวังจะได้เลื่อนตำแหน่งนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง  แต่รับใช้เพื่อจะถูกลดฐานะลงมานั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

(ร้อง) เรียนคุณอาบิกายิล (25:14-17)

14 แต่มีคนหนุ่มคนหนึ่งไปบอกนางอาบีกายิล ภรรยาของนาบาลว่า “ดูเถิด ดาวิดส่งผู้สื่อสารมาจากถิ่นทุรกันดาร เพื่อจะคำนับนายของ เราและนายกลับดุว่าคนเหล่านั้น 15 แต่คนเหล่านั้นเคยดีต่อเรามาก และเราไม่ต้องถูกทำร้ายอย่างใดเลย และไม่ขาดสิ่งไรตราบใดที่เรา ไปกับเขาเมื่อเราอยู่ในทุ่งนา 16 เขาเป็นเหมือนกำแพงของเราทั้ง กลางคืนและกลางวัน ตลอดเวลาที่เราเลี้ยงแกะอยู่กับเขา 17 บัดนี้ ขอท่านทราบเรื่องนี้และพิจารณา ว่าท่านควรจะกระทำประการใด เพราะเขาคงมุ่งร้ายต่อนายของเรา และต่อครัวเรือนทั้งสิ้นของนาย นายนั้นเป็นคนสามหาว ใครจะพูดด้วยก็ไม่ได้”

คนงานหนุ่มคนหนึ่งของนาบาลสังเกตุเห็นเหตุการณ์ระหว่างนาบาลและคนของดาวิด เขารู้ดีว่าดาวิดและพรรคพวกสร้างประโยชน์ให้กับนาบาลมากมาย และนาบาลตอบแทนอย่างไร เขารู้ด้วยว่าดาวิดกำลังมาแก้แค้น ถ้าไม่รีบแก้ใขจะมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแน่  หนุ่มคนนี้รู้ว่านาบาลเป็นคนโง่ ไม่ยอมฟังเหตุผล  ไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูดกับนาบาล จึงมาร้องเรียนกับนางอาบิกายิลแทน ให้ช่วยเหลือ ดูเหมือนผู้รับใช้คนนี้เห็นถึงศักยภาพและความเที่ยงตรงในตัวของอาบิกายิลที่พอจะพึ่งพาได้ เขาไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรนาง เพียงเล่าความจริง เพื่อให้รีบแก้ไขสถานการณ์ด้วยสติปัญญาของนาง

การตอบสนองของอาบิกายิลและปฏิกิริยาของดาวิด (25:18-22)

18 แล้วนางอาบีกายิลก็รีบจัดขนมปังสองร้อยก้อน และเหล้าองุ่นสองถุง หนัง และแกะที่ทำเสร็จแล้วห้าตัว และข้าวคั่วห้าถัง และองุ่นแห้งร้อยช่อ และขนมมะเดื่อสองร้อยแผ่นบรรทุกหลังลา 19 นางก็สั่งชายหนุ่มของนาง ว่า “จงรีบไปก่อนเรา ดูเถิด เราจะตามเจ้าไป” แต่นางมิได้บอกนาบาลสามี ของนาง 20 เมื่อนางขี่ลาลงมา มีสันเขาบังฝ่ายนางอยู่ ดูเถิด ดาวิดกับคน ของท่านก็ลงมาทางนาง และนางก็พบเขาทั้งหลายเข้า 21 ดาวิดกล่าวไว้ แล้วว่า “ข้าได้เฝ้าทุกสิ่งที่คนนี้มีอยู่ในถิ่นทุรกันดารเสียเปล่า ไม่มีสิ่งใด ของเขาขาดไปเลย และเขายังกระทำความชั่วต่อข้าตอบแทนความดี 22 ถ้าถึงพรุ่งนี้เช้าข้ายังปล่อยให้ชายสักคน หนึ่งในบรรดาที่เขามีอยู่นั้นเหลือ อยู่ ก็ขอพระเจ้าทรงลงโทษดาวิด และยิ่งหนักกว่า”

เราต้องมาดูว่าอาบิกายิลทำสิ่งนี้โดยไม่แจ้งหรือขออนุญาตจากสามี ที่ไม่ถามเพราะคงพอรู้คำตอบ นางไม่ได้บอกสามีว่าจะทำอะไร เพราะถ้าบอก สามีคงสั่งห้ามคนใช้  มาดูกันว่าสิ่งที่นางอาบิกายิลทำ เป็นแบบอย่างที่ดีของการยอมจำนนอย่างแท้จริง แม้ดูเผินๆอาจไม่ใช่

สิ่งที่นางทำในทันทีคือจัดอาหารมากมายให้คนใช้รีบขนไปล่วงหน้า ตอนนี้ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ ดาวิดกำลังเดินทางมาด้วยความตั้งใจที่จะฆ่าชายทุกคนที่พบในครัวเรือนนาบาล รวมทั้งตัวนาบาลด้วย ดูเหมือนเสบียงจะถึงมือดาวิดก่อนอาบิกายิล แม้ไม่มีการบันทึกไว้ เพียงแต่บอกว่าให้รีบส่งเสบียงไปล่วงหน้าเพื่อดาวิดจะได้รับทันเวลา

ผมอดไม่ได้ สงสัยว่านางอาบิกายิลจัดเสบียงอาหารตั้งมากมายขนาดนี้ได้รวดเร็วอย่างไร ถ้าคิดไม่ผิดสถานการณ์นี้คงสนุก เรารู้ว่านางส่งขนมปังไป 200 ก้อน เหล้าองุ่นสองถุงหนัง แกะ 5 ตัวที่เตรียมแล้ว ยังแถมด้วยข้าวคั่ว องุ่นแห้ง และผลมะเดื่อ ขณะที่นางอาบิกายิลออกจากบ้านไป นาบาลคงกำลังมีงานเลี้ยงฉลองอยู่ในบ้าน คงเป็นงานใหญ่พอๆกับในวัง (ข้อ 36) ผมเชื่อว่าเสบียงอาหารที่อาบิกายิลส่งให้ดาวิดนั้นมาจากที่นาบาลเตรียมไว้ใช้ในงานฉลอง คุณพอนึกภาพออกไหม พอนาบาลเข้าไปในครัวแล้วพบว่าอาหารที่เตรียมไว้หายไปจำนวนมาก  เขาจะทำอย่างไร? หรือว่ามีมากพอจนไม่รู้สึกว่าอะไรขาดไป

หลังจากส่งอาหารไปล่วงหน้า อาบิกายิลก็ขี่ลาลงมาจากภูเขา สันเขาบัง ทำให้ดาวิดและคนของท่านมองไม่เห็น ดาวิดก็เช่นกันกำลังลงมาจากที่สูง คงกำลังโมโหนาบาล และคงวางแผนจะจัดการคนบ้าอำนาจนี้ด้วยวิธีใด ทั้งสองฝ่ายไม่ทันได้คาดคิด ทั้งดาวิดและอาบิกายิลมาเผชิญหน้ากันระหว่างทางพอดี

คำพูดฉลาดสามารถดับความโกรธ (25:23-31)

23 เมื่อนางอาบีกายิลเห็นดาวิดนางก็รีบลงจากหลังลา ซบหน้าลง ต่อดาวิดกราบลงถึงดิน 24 นางกราบลงที่เท้าของดาวิดกล่าวว่า “เจ้านายของดิฉันเจ้าข้า ความผิดนั้นอยู่ที่ดิฉันแต่ผู้เดียว ขอให้ผู้รับ ใช้ของท่านได้พูดให้ท่านฟัง ขอท่านได้โปรดฟังเสียงผู้รับใช้ของท่าน 25 ขอเจ้านายของดิฉันอย่าได้เอาความกับนาบาลชายสามหาวคนนี้ เลย คือนาบาล เพราะเขาเป็นอย่างที่ชื่อของเขาบอก นาบาลเป็นชื่อ ของเขา และความโง่เขลาก็อยู่กับเขา แต่ดิฉันผู้รับใช้ของท่านหาได้ เห็นพวกคนหนุ่มของเจ้านายซึ่งท่านได้ใช้ไปนั้นไม่ 26 เหตุฉะนั้น เจ้านายของดิฉัน พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด และท่านมีชีวิตอยู่ แน่ฉันใด ด้วยว่าพระเจ้าทรงกระทำให้ท่านระงับเสียจากความผิดที่ทำ ให้โลหิตตก และจากการแก้แค้นด้วยมือของท่านเอง เพราะฉะนั้นขอ ให้ศัตรูของท่าน และบรรดาผู้ที่กระทำร้ายต่อเจ้านายของดิฉันจงเป็น อย่างนาบาล 27 สิ่งเหล่านี้ซึ่งผู้รับใช้ของท่านได้นำมาให้เจ้านายของ ดิฉัน ขอมอบแก่บรรดาคนหนุ่มซึ่งติดตามเจ้านายของดิฉัน 28 ได้โปรด อภัยความผิดของผู้รับใช้ของท่านเถิด เพราะพระเจ้าคงทรงกระทำให้ เจ้านายของดิฉันเป็นพงศ์พันธุ์ที่มั่นคง ด้วยว่าเจ้านายของดิฉันทำสงคราม อยู่ฝ่ายพระเจ้า ตราบใดที่ท่านมีชีวิตอยู่จะหาความชั่วที่ตัวท่านไม่ได้เลย 29 แม้มีคนลุกขึ้นไล่ตามท่านและแสวงชีวิตของท่าน ชีวิตของเจ้านาย ของดิฉันจะผูกมัดอยู่กับกลุ่มชีวิตซึ่งอยู่ในความพิทักษ์ของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน แต่ชีวิตศัตรูของท่านจะถูกเหวี่ยงออกไปดั่งออกไปจาก รังสลิง 30 และเมื่อพระเจ้าจะทรงกระทำแก่เจ้านายของดิฉันแล้วตาม บรรดาความดีซึ่งพระองค์ทรงลั่นวาจาเกี่ยวกับท่าน และทรงตั้งท่านไว้ เป็นเจ้านายเหนืออิสราเอล 31 เจ้านายของดิฉันจะไม่มีเหตุที่ต้องเศร้าใจ หรือระกำใจ เพราะได้กระทำให้โลหิตเขาตกด้วยไม่มีสาเหตุหรือ เพราะ เจ้านายของดิฉันทำการแก้แค้นเสียเอง และเมื่อพระเจ้าทรงกระทำความ ดีแก่เจ้านาย ของดิฉันแล้วก็ขอระลึกถึงผู้รับใช้ของท่านบ้าง”

ทันใดนั้นเส้นทางของอาบิกายิลและดาวิดก็มาบรรจบกัน อาบิกายิลรีบลงจากหลังลา ซบหน้าลงถึงดินกราบดาวิด (เหมือนกับที่ดาวิดกระทำต่อซาอูลในบทที่แล้ว) ทุกสิ่งที่อาบิกายิลพูดและทำแสดงให้เห็นถึงการยอมจำนน นางพูดว่านางเป็นผู้ รับใช้ของดาวิดถึงหกครั้ง และเรียกดาวิดว่า “เจ้านายของดิฉัน” ถึงสิบสี่ครั้ง นางเริ่มด้วยการอ้อนวอนให้ดาวิดเห็นว่าความผิดทั้งหมดนั้นตกอยู่ที่นางผู้เดียว ผู้เดียวเท่านั้น ถ้าดาวิดต้องการแก้แค้นโดยฆ่านาบาลและผู้ชายในบ้าน นางขอให้เขามาลงโทษที่นางแทน  งานนี้นอกจากนางจะช่วยชีวิตสามีไว้ ยังช่วยชีวิตคนอื่นๆในครัวเรือนด้วย

ในการยอมตกเป็นแพะรับบาป อาบิกายิลอ้อนวอนให้ดาวิดฟังคำของนาง แน่นอนดาวิด นั้นต่างจากนาบาลคนผู้ไม่ยอมฟังใคร (ข้อ 17) เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ท่านจึง ยอมรับฟัง นางอาบิกายิลเริ่มด้วยการขอร้องไม่ให้ดาวิดเอาความกับนาบาล นางบอกกับดาวิดว่านางไม่ทราบเรื่องที่นาบาลทำกับดาวิด ขบวนลาขนเสบียงที่อยู่ใกล้ๆคงเป็นพยานอย่างดีในสิ่งที่นางพูด นางบอกกับดาวิดว่าสามีของนางนั้นโง่สมชื่อ เพราะชื่อนาบาลนั้นแปลว่า “โง่”

สตรีผู้นี้เรียกสามีว่า “โง่” ได้อย่างไร ซ้ำยังได้รับการยอมรับและยกย่องอย่างชัดเจน ตามที่เราห็น? คำตอบนั้นไม่ยาก สามีนางเป็นคนโง่อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แม้คนใช้ยังรู้ (ข้อ 17) แล้วยังคนอื่นๆที่รู้จักเขาอีก มีเหตุผลดีบางประการที่อาบิกายิลเรียกสามีว่าเป็นคนโง่ เพราะอาจเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ยังจำตอนที่ดาวิดหลบหนีซาอูลไปที่เมืองกัทได้ไหม? เมืองที่เป็นบ้านเกิดของโกลิอัท แล้วท่านเริ่มรู้ตัวว่าชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตราย ต้องแกล้งทำเป็นคนบ้า เพราะกษัตริย์อาจออกคำสั่งให้ฆ่าดาวิดอย่างง่ายๆถ้ารู้ว่าสติไม่ดี แต่พอกษัตริย์แน่ใจว่าดาวิดบ้าจริง แทนที่จะฆ่า กลับไล่ให้ออกจากเมืองไป เพราะฆ่าคนบ้าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด แกล้งทำบ้าจึงช่วยรักษาชีวิตดาวิดไว้ การเรียกนาบาลว่าโง่ อาจช่วยชีวิตเขาไว้ก็ได้

ถ้าอาบิกายิลสามารถโน้มน้าวดาวิดว่าฆ่านาบาลไม่เกิดประโยชน์ใดสำเร็จ นางก็กำลังแสดงให้ดาวิดเห็นด้วยว่า การแก้แค้นรังแต่จะทำให้ดาวิดเสียหาย ชี้ให้ดาวิดเห็นว่าพระเจ้ายับยั้งไม่ให้ท่านกระทำให้ผู้อื่นโลหิตตก และให้ท่านเลิกจากการแก้แค้นด้วยมือของท่าน (ข้อ 26) นางพูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น หรือพูดถึงวิธีการที่พระเจ้ายับยั้งไม่ให้ดาวิดแก้แค้นซาอูลด้วยตัวของท่านในบทที่แล้วหรือ? ผมไม่แน่ใจในเรื่องนี้ แต่คำพูดของนางชี้ให้เห็นว่าเป็นพระหัตถ์ของพระเจ้าที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ พระเจ้าเป็นผู้ยับยั้งดาวิดไม่ให้ทำให้ผู้อื่นโลหิตตก และยับยั้งการแก้แค้นด้วยน้ำมือของตนเอง นางแสดงความมั่นใจว่าถ้าดาวิดละการแก้แค้นไว้ที่พระเจ้า พระองค์จะจัดการกับนาบาลเอง และกับทุกคนที่กระทำการชั่วต่อดาวิด

อาบิกายิลขอร้องให้ดาวิดรับเสบียงที่นางเตรียมมาและแบ่งปันให้คนของท่านด้วย นางยังขอดาวิดยกโทษให้แก่นาง ซึ่งดูเหมือนเป็นผู้ทำความผิดเพียงผู้เดียว และมาถึงตอนสำคัญ นางแค่คิดว่านาบาลสามีของนางเมินเฉยปฏิเสธดาวิดว่าเป็นพวกมีปัญหาหรือ? เปล่าเลย อาบิกายิลรู้ดีกว่านั้น นางแสดงความมั่นใจว่าดาวิดจะได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์อิสราเอล และพงศ์พันธ์ของท่านก็จะไม่มีวันสลาย 121  ดาวิดทำสงครามอยู่ฝ่ายพระเจ้า นางกล่าวว่าด้วยเหตุนี้ ความชั่วจะไม่มีวันทำอันตรายท่านได้ ถ้าผู้ใดลุกขึ้นต่อต้านและแสวงชีวิตท่าน ควรจะรู้ไว้ว่าท่านนั้นมีค่ามากกับพระเจ้า หรืออีกความหมายคือ ชีวิตของศัตรูนั้นไร้ค่า พระเจ้าจะเหวี่ยงพวกศัตรูออกไปเหมือนเหวี่ยงออกจากรังสลิง 122

สำหรับอาบิกายิลไม่มีข้อสงสัย ดาวิดต้องขึ้นเป็นกษัตริย์แน่ พระสัญญาที่พระเจ้าให้กับดาวิดจะสำเร็จลง พระเจ้าจะตั้งท่านให้ปกครองเหนืออิสราเอล (ข้อ 30) จะเป็นเรื่องน่าเศร้าและมืดมิดถ้าดาวิดขึ้นครองหลังจากที่ทำการแก้แค้นด้วยความหุนหัน และกระทำให้โลหิตไร้ความผิดตกด้วยมือของท่าน ธรรมบัญญัติโมเสสในพระคัมภีร์เดิมพูดถึงหลักในการรักษาความยุติธรรมว่า : ตาแทนตา ฟันแทนฟัน (ดูอพยพ 21:24; เลวีนิติ 24:20; เฉลยธรรมบัญญัติ 19:21; ดูมัทธิว 5:38 ด้วย) นาบาลพูดดูหมิ่นดาวิด เป็นความผิดของเขา แต่ผู้ชายที่เหลือในครัวเรือนไม่ได้ทำผิดใดต่อดาวิด เท่าที่เรารู้ ฆ่านาบาลและผู้ชายทั้งหมดในครัวเรือนเพราะคิดว่าเป็นพวกเห็นแก่ตัวและดูถูกดาวิด ก็เท่ากับเป็นการทำให้โลหิตไร้ความผิดตก ดังนั้นการลงโทษดูจะสาหัสเกินกว่าการทำผิด

อาบิกายิลพูดอย่างมั่นใจว่าพระเจ้าจะกระทำการดีแก่ดาวิดตามที่พระองค์ตรัส และถ้าแผนการของพระเจ้านั้นดี แล้วทำไมดาวิดถึงต้องการทำชั่ว? ทัศนคติและการกระทำของดาวิดไม่ควรค้านกับพระคำและพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะดาวิดเป็นผู้ที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างที่สุด ท่านต้องรู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่คิดจะทำ ท่านจะรู้สึกโศกเศร้าและฝังใจไปตลอดถ้าลงมือทำ คราวก่อนท่านถูกจิตสำนึกโจมตีอย่างรุนแรงเมื่ออยู่ในถ้ำในบทที่ 24 ครั้งนี้กำลังจะเกิดขึ้นซ้ำ ทำไมจึงไม่หยุดเสียในทันที และละลายความโกรธให้หมดสิ้น?

เราคงนึกสงสัยว่าอาบิกายิลได้ยินเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างซาอูลและดาวิดในถ้ำมาก่อนหรือเปล่า? ถ้าเคย นางได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่รู้มา แต่ถ้าไม่เคย แสดงว่าพระเจ้าใส่ถ้อยคำให้นาง เพื่อดาวิดจะได้หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า อาบิกายิลเพียงแต่ผลักดันให้ดาวิดทำตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานเดิมของท่าน อย่างที่ท่านเคยกล่าวไว้ในบทที่ 24 นางหนุนใจให้ดาวิดปฏิบัติกับนาบาลเหมือนอย่างที่ปฏิบัติต่อซาอูล ละการแก้แค้นไว้ที่พระเจ้า และไม่กระทำให้โลหิตไร้ความผิดตก

เมื่อดาวิดหวนนึกไปถึงเหตุการณ์ครั้งก่อน ท่านตระหนักว่านางอาบิกายิลจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างชาญฉลาด ท่านจะจดจำเรื่องนี้ไว้ ผมเชื่อว่าอาบิกายิลอาจไม่ตระหนักว่าทุกสิ่งที่นางพูด วันหนึ่งพระเจ้าจะอวยพระพรนาง กำจัดนาบาลไปและให้นางได้เป็นภรรยาของดาวิด คำพูดของนางนั้นใกล้เคียงกับที่โยเซฟพูดกับพนักงานน้ำองุ่นของฟาโรห์ในปฐมกาล 40:14-15

ยกย่องในสติปัญญา (25:32-35)

32 ดาวิดจึงกล่าวแก่อาบีกายิลว่า “สาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้า แห่งอิสราเอล ผู้ทรงใช้เจ้าให้มาพบเราในวันนี้ 33 ขอให้ความสุขุม ของเจ้ารับพระพร และขอให้ตัวเจ้าได้รับพระพร เพราะเจ้าได้ป้องกัน เราในวันนี้ให้พ้นจากความผิดที่ทำให้โลหิตตก และจากการแก้แค้น ด้วยมือของเราเอง 34 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ทรงระงับเราเสียจากการกระทำร้ายเจ้า ทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ถ้าเจ้ามิได้รีบมาพบเราเสีย ถึงพรุ่งนี้เช้าคงไม่มีเหลือแก่นาบาลแม้ แต่เพียงชายสักคนหนึ่งเป็นแน่” 35 แล้วดาวิดก็รับบรรดาสิ่งที่นางนำ มาจากมือของนาง และดาวิดกล่าวแก่นางว่า “จงกลับไปยังบ้านเรือน ของเจ้าด้วยสวัสดิภาพเถิด ดูซิเราได้ฟังเสียงของเจ้าแล้ว และเราก็ได้ อนุโลมตามคำขอร้องของเจ้า”

คำพูดของอาบิกายิลเป็นความจริง สิ่งที่นางยกมาอ้างเป็นเรื่องเดียวกับที่พระเจ้าเคยสอนดาวิดทั้งสิ้น ดาวิดรู้ว่านางพูดถูกและท่านยอมรับโดยการยกย่องนางต่อหน้าคนของท่าน ดาวิดตระหนักว่าพระเจ้าส่งนางมาช่วยท่านจากคำพูดและการกระทำของนาง พระเจ้ายับยั้งท่านจากการแก้แค้นนาบาล และจากบาปที่ทำให้โลหิตไร้ความผิดตก ถ้านางไม่ได้รีบลงมือแก้ใข ดาวิดจะทำสำเร็จตามแผน นางได้ช่วยท่านให้พ้นจากความเขลาและความผิด ขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาชีวิตสามีและคนในครัวเรือน ยอมตามที่ขอ ดาวิดรับเสบียงที่นางจัดมาให้ และส่งนางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

นาบาลในพระหัตถ์พระเจ้า (25:36-38)

36 และอาบีกายิลก็กลับไปหานาบาล และนี่แน่ะ เขากำลังมีการเลี้ยง ใหญ่ในบ้านของเขาอย่างการเลี้ยงของพระราชา และจิตใจของนาบาล ก็ร่าเริงอยู่ เพราะเขามึนเมามาก นางจึงมิได้บอกอะไรให้เขาทราบจน เวลารุ่งเช้า 37 และในเวลาเช้า เมื่อเหล้าองุ่นสร่างจากนาบาลไปแล้ว ภรรยาของเขาก็เล่าเหตุการณ์เหล่านี้ให้ฟัง และจิตใจของเขาก็ตายเสีย ภายใน และเขากลายเป็นดังก้อนหิน 38 อยู่มาอีกประมาณสิบวันพระเจ้า ทรงประหารนาบาลและท่านก็สิ้นชีวิต

โดยไม่สำเหนียกถึงการกระทำที่โง่เขลาของตัว นาบาลไม่รู้ว่าความตายนั้นอยู่ไกล้แค่เอื้อม ยังมีงานเลี้ยงใหญ่ในบ้าน เหมือนงานเลี้ยงของพระราชา เมื่ออาบิกายิลกลับมา นาบาลมีจิตใจเบิกบาน น่าจะเพราะความเมา อาบิกายิลฉลาดพอที่จะไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้สามีฟังทันที พอรุ่งเช้าเมื่อนาบาลสร่างเมาตื่นขึ้น อาบิกายิลจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง นาบาลหน้าถอดสี เริ่มเข้าใจแล้วว่าความโง่ของเขาก่อให้เกิดสิ่งใด เขาตกใจ กระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ในพระ คัมภีร์กล่าวว่า “จิตใจของเขาก็ตายเสียภายใน และเขากลายเป็นดังก้อนหิน” น่าจะแปลได้ว่าคงหัวใจวายเป็นอัมพาต สิบวันต่อมาเขาก็ถูกพระเจ้าประหาร เป็นการดีเพียงใดที่ชายคนนี้ตายด้วยพระหัตถ์พระเจ้า และไม่ใช่ด้วยฝีมือของดาวิด

รางวัลของดาวิดและอาบิกายิล (25:39-44)

39 เมื่อดาวิดได้ยินว่านาบาลสิ้นชีวิตแล้ว ท่านจึงว่า “สาธุการแด่พระเจ้า ผู้ทรงแก้แค้นการเหยียดหยามที่ข้าพระองค์ได้รับจากมือของนาบาลและ ทรงป้องกันผู้รับใช้ของพระองค์ไม่ให้ทำความชั่ว พระเจ้าทรงตอบแทน การกระทำชั่วของนาบาลให้ตกบนศีรษะของเขาเอง” แล้วดาวิดก็ส่งคน ไปสู่ขออาบีกายิลให้มาเป็นภรรยาของท่าน 40 และเมื่อผู้รับใช้ของดาวิด มาถึงอาบีกายิลที่คารเมล เขาทั้งหลายก็พูดกับนางว่า “ดาวิดได้ให้เรา ทั้งหลายมานำเธอไปให้เป็นภรรยาของท่าน” 41 และนางก็ลุกขึ้นซบหน้า ลงถึงดินกล่าวว่า “ดูเถิด ผู้รับใช้ของท่านเป็นผู้รับใช้ที่จะล้าง เท้าให้ แก่ผู้รับใช้แห่งเจ้านายของดิฉัน” 42 อาบีกายิลก็รีบลุกขึ้นขี่ลาตัวหนึ่ง พร้อมกับสาวใช้ปรนนิบัติเธออีกห้าคน นางตามผู้สื่อข่าวของดาวิดไป และได้เป็นภรรยาของดาวิด 43 ดาวิดยังได้รับนางอาหิโนอัม ชาวยิสเร เอลมาด้วย และทั้งสองก็เป็นภรรยาของท่าน 44 ซาอูลได้ทรงยกมีคาล ราชธิดาของพระองค์ ผู้เป็นภรรยาของดาวิด ให้แก่ปัลทีบุตรลาอิชชาวกัลลิมแล้ว

ข่าวเรื่องการตายของนาบาลรู้ไปถึงหูของดาวิด ท่านทั้งประหลาดใจและขอบพระคุณ สรรเสริญพระเจ้าที่ทรงรับฟังคำร้องทูลเรื่องนาบาล ยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้ป้องกันไม่ให้ท่านทำชั่ว เข้าใจแล้วว่าเป็นการดีที่จะละความแค้นไว้ที่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้กำจัดนาบาล ไม่ใช่ดาวิด นี่คือวิธีที่ถูกต้อง เป็นเพราะสติปัญญาที่ฉลาดของสตรีชื่ออาบิกายิล

ผู้รับใช้ของดาวิดมาที่บ้านของอาบิกายิล มาแจ้งนาง ไม่เชิงว่าเป็นการขอแต่งงาน แต่เป็นเหมือนเรียกให้มา : “ดาวิดได้ให้เราทั้งหลายมานำเธอไปให้ เป็นภรรยาของท่าน” สตรีผู้นี้ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำสอง ซบหน้าลงถึงดินรับข้อเสนอด้วยความถ่อมใจ นางไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นราชินีของดาวิด เป็นแต่เพียงผู้รับใช้ผู้ยินดีจะล้างเท้าให้กับผู้รับใช้ของดาวิด นางลุกขึ้น ติดตามคนของดาวิดไปพร้อมด้วยสาวใช้อีกห้าคน และได้ไปเป็นภรรยาของดาวิด

ข้อพระคำตอนสุดท้ายในบทนี้กล่าวว่าอาบิกายิลเป็นภรรยาคนที่สองของดาวิด ท่านมีนางอาหิโนอัมคนยิสเรเอลเป็นภรรยาอยู่ก่อน มีคาลเคยเป็นภรรยาท่าน แต่เมื่อต้องหลบหนีซาอูล ซาอูลนำนางมีคาลไปมอบให้กับปัลทีบุตรลาอิชชาวกัลลิมแทน

บทสรุป

บุคคลสำคัญหลายคนในบทนี้มีบางสิ่งสอนเรา ให้มาสรุปโดยเรียนรู้จากนางอาบีกายิล จากนาบาล และจากดาวิดเอง

อาบีกายิล

บทที่ 25 ของ 1ซามูเอล ดูจะเริ่มต้นและจบลงด้วยเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันนัก ข้อ 1 พูดเรื่องการตายของซามูเอล ข้อ 43 และ 44 พูดถึงเรื่องดาวิดมีภรรยาคนที่สอง คนแรก (มีคาล) ถูกยกให้คนอื่นไป ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เชื่อว่าผู้เขียนมีจุดประสงค์บางอย่าง ดาวิดสูญเสียคนสำคัญในชีวิตของท่านไปถึงสองคน ซามูเอลผู้เผยพระวจนะ ผู้เจิมตั้งท่านและเป็นผู้ที่ท่านไปพึ่งพิงเมื่อถูกซาอูลไล่ล่า (ดู 19:18-24) เราไม่รู้เรื่องของอาหิโนอัมภรรยาคนแรกมากนัก รู้เพียงว่าเป็นคนยิสเรเอล และเป็นมารดาของอัมโนน (2 ซามูเอล 3:2) บุตรชายที่ข่มขืนทามาร์น้องสาวตนเอง (2 ซามูเอล 13) ส่วนมีคาลเป็นบุตรสาวคนที่สองที่ซาอูลเสนอยกให้เป็นภรรยาของดาวิด (1 ซามูเอล 18) ดูเหมือนทั้งสองจะรักกัน อย่างน้อยก็ในช่วงแรก (18:20-29) การที่นางถูกยกให้ไปเป็นภรรยาคนอื่น คงเป็นเรื่องที่ทารุณจิตใจดาวิดอย่างมาก

ผมขอสรุปว่า ตลอดเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาในบทที่ 25 พระเจ้าทรงเตรียมผู้ช่วยที่มีสติปัญญาให้ดาวิด พระองค์ทรงชดเชยที่ท่านต้องสูญเสียซามูเอลและมีคาลไป คำพูดของอาบีกายิลทำให้ดาวิดระลึกถึงคำพยากรณ์ที่ซามูเอลเคยกล่าวไว้ ความฉลาดของอาบิกายิลช่วยให้นางสามารถเป็นคู่คิดและที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดที่สุดให้กับสามีได้ ความงามของนางจะช่วยปลอบประโลมให้ดาวิดลืมมีคาลได้ ถ้าเราจะสลับคำพูดในพระคัมภีร์ “พระเจ้าทรงเอาไปเสีย และพระเจ้าประทาน” (ดูจาก โยบ 1:21) การจัดเตรียมของพระเจ้านั้นประเสริฐนัก พระองค์ทรงจัดการกับนาบาลเอง ซึ่งแน่นอนดีกว่าที่ดาวิดคิดจะทำ และทรงประทานภรรยาม่ายของนาบาลให้ เป็นสตรีที่ดาวิดทั้งรักและนับถือ พระเจ้าจะจัดเตรียมอย่างสัตย์ซื่อให้กับความจำเป็นของเรา พระองค์ทรงทราบถึงความต้องการทั้งสิ้นของเรา

อาบิกายิลเป็นการสำแดง (จะเรียกว่าเป็นแบบอย่างก็ได้) ในการจัดเตรียมความรอดของพระเจ้าให้กับมนุษย์ ด้วยความเขลาของนาบาล บ้านทั้งหลังของอาบิกายิลตกอยู่ในอันตราย ผู้ชายทุกคนเกือบต้องตาย ถ้านางไม่คิดแก้ไข ทั้งหมดคงต้องตายด้วยฝีมือของดาวิด ด้วยความฉลาดและความถ่อม อาบิกายิลก้าวออกไปเสนอตัวยอมรับโทษทั้งสิ้นแทน (ดูข้อ 24) นี่เป็นภาพแทนบางเรื่องใช่หรือไม่? เป็นภาพสะท้อนของพระเยซูคริสต์ เพราะบาปของอาดัมและของเราทุกคนต้องพินาศ และความพินาศ ก็ใกล้เข้ามา แต่องค์พระเยซูคริสต์ (ผู้ทรงบริสุทธิ์และปราศจากบาป) ก้าวออกมา ยอมรับโทษแทนเรา พระองค์เสนอแทนที่เราโดยยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน รับการลงโทษแทนความบาปทั้งสิ้นของเรา และด้วยความเชื่อในพระองค์ เราสามารถเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ และในพระองค์เราจะเป็นดังเจ้าสาวของพระคริสต์

นอกจากนี้ อาบิกายิลยังเป็นตัวแทนของการยอมจำนนที่แท้จริง แน่นอนคุณคงงรู้สึกประหลาดใจ ผู้หญิงที่กระทำการโดยไม่ปรึกษาสามี ทำสิ่งที่ค้านกับความต้องการและคำสั่งของสามี แถมยังกล่าวว่าสามีเป็นคนโง่อีก จะเรียกว่าเป็นแบบอย่างของภรรยาที่เชื่อฟังสามีได้อย่างไร? ผมอยากแนะนำว่าสิ่งที่อาบิกายิลทำเป็นการแสดงแต่ภายนอกเท่านั้น แน่นอนนางทำในสิ่งที่ค้านกับสามี สิ่งที่สามีปฏิเสธไม่ทำเป็นสิ่งที่นางกลับทำ แต่ภายในจิตใจ นางเป็นผู้ที่ยอมเชื่อฟังอย่างแท้จริง การยอมทำตามโดยไม่ลืมหูลืมตา หรือยอมทำตามคำสั่งของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ไม่เรียกว่าเป็นการเชื่อฟังที่ถูกต้อง การเชื่อฟังที่ถูกต้องคือการกระทำที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยยอมสละความชอบใจของเรา การเชื่อฟังที่แท้จริงมีอธิบายอยู่ในหนังสือฟิลิปปีบทที่ 2 :

1 เหตุฉะนั้นถ้าชีวิตในพระคริสต์อำนวยการเร้าใจประการใด ถ้ามีการ หนุนใจประการใดในความรัก ถ้ามีส่วนประการใดกับพระวิญญาณ ถ้ามี การรักใคร่เอ็นดูและเห็นอกเห็นใจประการใด 2 ก็ขอให้ท่านทำให้ความ ยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยมด้วยการมีความคิดอย่างเดียวกัน มีความรัก อย่างเดียวกัน มีใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน 3 อย่าทำสิ่งใดในทางชิง ดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว 4 อย่าให้ต่างคนต่าง เห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย 5 ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6 ผู้ทรงสภาพ ของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้อง ยึดถือ 7 แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8 และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน  (ฟิลิปปี 2:1-8)

อาบิกายิลไม่ได้ทำเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว นางคงจะเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบถ้าทำทุกสิ่งตามที่นาบาลต้องการ เพียงแต่อยู่บ้านคอยผสมเครื่องดื่มให้สามี ดาวิดคงจะเป็นผู้ “ปลดปล่อย” นางให้เป็นอิสระ เมื่อสามีโง่เขลาของนางถูกฆ่าตาย นางก็จะหลุดพ้นจากการถูกกดขี่ แต่อาบิกายิลเป็นผู้ที่ยอมกับสามีแท้จริง โดยช่วยชีวิตเขาไว้ (และชีวิตของผู้ชายทุกคนในบ้าน) เพื่อจะช่วยชีวิตพวกเขานางยอมเอาชีวิตเข้าแลก ออกไปตามลำพัง ไปพบผู้ที่กำลังจะมาฆ่าสามีและผู้ชายทุกคนในบ้าน เมื่อเผชิญหน้ากับดาวิด นางขอให้ท่านเอาความโกรธและโทษทั้งสิ้นให้ตกอยู่ที่นางผู้เดียว ผู้เดียวเท่านั้น การยอมของนางคือการทำในสิ่งที่เกิดผลดีแก่สามี โดยเป็นผู้จ่ายราคาด้วยตนเอง การไม่ทำสิ่งใดเลย (แต่ดูเหมือนเป็นผู้ยอมเชื่อฟัง) จะเกิดผลดีกับนางแทนโดยมีสามีเป็นผู้จ่ายราคา

ผมต้องระมัดระวังในสิ่งที่กำลังจะพูด และในสิ่งที่คุณกำลังคิด ส่วนมากการยอมเชื่อฟังแสดงให้เห็นได้โดยการทำตามทุกสิ่งที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าสั่ง ส่วนมากการยอมเชื่อฟังแสดงให้เห็นโดยเราพยายามทำในสิ่งที่ทำให้ผู้บังคับบัญชาของเราได้รับเกียรติ แต่ บางครั้งการยอมเชื่อฟังแสดงออกในแบบที่ต่างออกไป บางครั้งเราต้องทำในสิ่งที่ขัดกับความต้องการของผู้ที่เหนือกว่า แต่จะเกิดเฉพาะในกรณีที่ขัดและค้านกับน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างชัดเจน และเป็นการกระทำที่เราต้องเปลืองตัวเพื่อผลดีจะตกอยู่กับผู้อื่น

ผมอยากจะบอกว่าการยอมเชื่อฟังในแบบนี้ – แบบของอาบิกายิล – เป็นกรณียกเว้น ไม่ใช่กฎตายตัว ถึงกระนั้นมีบางครั้งที่เราพยายามปลอบใจตัวเองโดย “ประนีประ นอม” ทำในสิ่งที่ผิด อ้างว่าเรากำลังยอมเชื่อฟัง การยอมเชื่อฟังในแบบของพระ เจ้าคือการยอมเชื่อฟังพระองค์ก่อน รองลงมาคือยอมเชื่อฟังมนุษย์ในแนวทางของพระเจ้า การยอมเชื่อฟังในแบบของพระเจ้าคือการกระทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นมากกว่าประโยชน์ของตนเอง บางครั้งการยอมเชื่อฟังพระเจ้าทำให้เราต้องทำในสิ่งที่ค้านกับความต้องการของผู้มีอำนาจเหนือกว่า ผมไม่ได้พูดเพื่อทำให้คุณทิ้งกฎเกณฑ์เดิมที่เคยยึดถือ เพียงแต่อยากให้เพิ่มเข้าไป ขอให้เราทุกคนระมัดระวัง ไม่นำสิ่งนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อจะทำบาป

สุดท้ายนี้ ให้เราเรียนรู้้จากอาบิกายิลว่าการยอมเชื่อฟังเป็นการกระทำที่เราสามารถนำมาใช้ขัดเกลา แก้ใขข้อบกพร่องของผู้เชื่อคนอื่น สังเกตุเห็นหรือไม่ อาบิกายิลไม่ได้พยายามแก้ไขนาบาลในเหตุการณ์ครั้งนี้? เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะนางคงเคยใช้เหตุผลโต้แย้งมาก่อน และรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปแก้ไขคนโง่อย่าง นาบาล คนรับใช้ในบ้านเองคงทราบดีจากคำพูดของเขา แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า อาบิกายิลไม่เพียงแต่ยอมเชื่อฟังสามีเท่านั้น ยังยอมกับผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ในอนาคต ถ้านางอาบิกายิลยอมกับพระเจ้า แล้วจะไม่ยอมให้กับดาวิดในฐานะกษัตริย์องค์ต่อไปหรือ? เนื้อหาในพระธรรมตอนนี้ทำให้เราเห็นชัดเจน อาบิกายิลใช้ท่าทีที่ถ่อมและยอมจำนนที่สุดถือโอกาสแก้ไขและขัดเกลาดาวิดขณะที่ท่านคิดจะทำสิ่งโง่เขลาเพราะความโกรธ ท่าทีและคำพูดที่ยอมจำนนของนางทำให้ดาวิดตั้งสติได้

การอยู่ใต้บังคับบัญชา (โดยเฉพาะกับผู้เชื่อด้วยกัน) ไม่ไช่ข้อแก้ตัวที่จะทำเป็นมองไม่เห็น เมื่อผู้นั้นกำลังทำในสิ่งที่ขัดกับพระประสงค์และพระวจนะ หลายครั้งผมได้ยินคำปฏิเสธไม่ยอมไปกล่าวตำหนิผู้ใหญ่ เพราะคิดว่าตนเองเป็นเพียงผู้น้อย ผมขอแนะนำว่าจากพระวจนะตอนนี้ ทัศนคติและท่าทีถ่อมใจของเราในฐานะผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เป็นสิ่งที่ใช้ขัดเกลาแก้ไขข้อบกพร่องของผู้อื่นได้ เมื่อเราพยายามจะแก้ไขจาก “ที่สูงลงมา” ท่าทีความถ่อมใจและยำเกรงพระเจ้าที่เราต้องสำแดงนั้นยากยิ่งกว่า แต่ขอให้เรามีสำนึกรับผิดชอบที่จะแก้ใขตักเตือนเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของเขา โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า และขอให้เป็นท่าทีที่ถ่อมใจและยอมกับผู้นั้นด้วย ใจจริง

1 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้ ท่านซึ่ง อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ จงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้ง ตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง เกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย 2 จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติ ของพระคริสต์ 3 เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญ ทั้งๆที่เขา ไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง 4 ทุกคนจงสำรวจการกระทำ ของตนเอง จึงจะมีอะไรๆที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น 5 เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง  (กาลาเทีย 6:1-5)

ดาวิด

ผมเคยชี้ให้เห็นบ้างแล้วว่าดาวิดทำผิด หวังจะได้รับบำเหน็จในทันที แทนที่จะรอคอยบำเหน็จนิรันดร์ ท่านทำดีต่อนาบาลเพราะหวังจะได้รับผลตอบแทน แต่เมื่อนาบาลแสดงว่าไม่เห็นบุญคุณ ดาวิดก็พร้อมจะแก้แค้นทันที นี่เป็นอีกเรื่องที่ดาวิดต้องการแก้แค้นเองแทนที่จะมอบให้กับพระเจ้า เมื่อเวลานั้นจึงดูเหมือนดาวิดมีชีวิตแค่ตรงนั้น ไมใช่อยู่เพื่อรอคอยชีวิตนิรันดร์ ในพระคัมภีร์ใหม่ อัครสาวกเรียกร้องให้เรามีชีวิตปัจจุบันที่รอคอยความหวังในชีวิตนิรันดร์:

11 ดูก่อนท่านที่รัก ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลายผู้อาศัยในโลก อย่างโลกไม่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน ให้เว้นจากตัณหาของเนื้อหนัง ซึ่งเป็นข้าศึกต่อวิญญาณจิตของท่าน 12 จงรักษาความประพฤติอัน ดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติ เพื่อว่าเมื่อมีคนติเตียนท่านว่าประพฤติ ชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของท่าน และเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวัน ที่พระองค์เสด็จมา (1 เปโตร 2:11-12)

12 ดูก่อนท่านที่รัก อย่าประหลาดใจที่ท่านต้องได้รับความทุกข์ยาก อย่างแสนสาหัสเป็นการลองใจ เหมือนหนึ่งว่าเหตุการณ์อันประหลาด ได้เกิดขึ้นกับท่าน 13 แต่ว่าท่านทั้งหลายจงชื่นชมยินดีในการที่ท่าน ได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ เพื่อว่าเมื่อพระสิริของ พระเจ้าปรากฏขึ้น ท่านทั้งหลายก็จะได้ชื่นชมยินดีเป็นอันมากด้วย 14 ถ้าท่านถูกด่าว่า เพราะพระนามของพระคริสต์ ท่านก็เป็นสุข ด้วยว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริและของพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน  (1 เปโตร 4:12-14)

ความเชื่อในพระธรรมฮีบรูบทที่ 11 เต็มไปด้วยเรื่องราวของหญิงชายมากมายที่ดำเนิน ชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยแสงสว่างแห่งพระสัญญาของพระเจ้า และด้วยความแน่ใจในบำเหน็จนิรันดร์ที่จะได้รับ

ชีวิตของอับราฮัมเป็นตัวอย่างของความโลเลในชีวิตคริสเตียน มีความเชื่อและการเชื่อฟังที่เอาแน่ไม่ได้ เราคิดว่าท่านเจ็บปวดเมื่อต้องมอบภรรยาให้ผู้อื่นไปในอียิปต์ เพราะท่านพูดว่านางซารายเป็นน้องสาวไม่ใช่ภรรยา ท่านคงจะไม่ทำผิดซ้ำ แต่เมื่ออ่านถึงปฐมกาลบทที่ 20 ท่านก็ทำซ้ำอีก บอกใครต่อใครว่านางซารายเป็นน้องสาว (20:13) ชัยชนะในอดีตไม่ได้เป็นหลักประกันว่าในอนาคตเราจะชนะได้แบบเดิม จึงต้องระมัดระวังเพราะเรามีโอกาสล้มเหลว ต้องพึ่งพิงพระเจ้าตลอดเวลาด้วยการฟังพระวจนะ และพึ่งในพระวิญญาณของพระองค์

ดาวิดก็ไม่ต่างไปจากเรา ผิดพลาดล้มเหลวในเรื่อง “การเชื่อมโยง” ท่านมองเห็นถึง “ความเชื่อมโยง” ระหว่างความเชื่อของท่าน พระสัญญาของพระเจ้า และการกระทำที่ท่านทำต่อซาอูลในถ้ำ (บทที่ 24) แต่ทำนองเดียวกัน หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบทที่ 24 ดาวิดกลับมองข้ามหลักการเดียวกันนี้ในบทที่ 25 แต่ด้วยคำพูดที่ชาญฉลาดของอาบีกายิล เตือนดาวิดให้เห็นหลักความจริงของ “การเชื่อมโยง” ในความโง่และคำพูดสามหาวของนาบาล ผมคิดถึงอัครสาวกและผู้นำคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็มในพระธรรมกิจการบทที่ 10 และ 11 พวกเขาเชิญเปโตรไปที่บ้านของคนต่างชาติ เพื่อประกาศพระกิตติคุณให้ทุกคนที่นั่นฟัง พวกเขาสรุปกันว่าพระเจ้าประทานความรอดให้แก่คนต่างชาติด้วยเช่นเดียวกับที่ให้คนยิว (กิจการ 11:18) แต่เมื่อพวกเขาเองออกไปประกาศ กลับประกาศให้เฉพาะคนยิวเท่านั้น (กิจการ 11:19) พวกเขามองไม่เห็น “การเชื่อมโยง” ระหว่างคำสอนของพระเจ้าและการนำไปใช้ในชีวิตจริง เราเองทุกคนก็เป็นเหมือนกันด้วย

ดาวิดเป็นเหมือนสิ่งเตือนให้เรานึกถึงพระคุณที่เทลงมาอย่างล้นเหลือให้เรา โดยเฉพาะ (ในบทนี้) เมื่อทรงเข้ามาแทรกแซงไม่ให้เราทำในสิ่งที่โง่เขลา เรารู้ดีว่าได้รับความรอดโดยพระคุณล้วนๆ ไม่มีส่วนใดจากตัวเราเอง รู้ดีอีกว่าทุกสิ่งดีในชีวิตเป็นผลมาจากพระคุณทั้งสิ้น มีหญิงชราบางคนพูดไว้ว่า “ทุกอย่างล้วน เป็นพระคุณ” ซึ่งก็ใช่ และในท่ามกลางทุกสิ่ง คือการเข้ามาคั่นกลางเพื่อป้องกันเราจากบาปและการกระทำอันโง่เขลา ผมไม่ได้บอกว่าพระเจ้าจะกันเราออกจากความบาปเสมอไป แต่กำลังบอกว่าถ้าพระเจ้าไม่เข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันของเรา เราคงต้องทำบาปมากมายเกินกว่าจะนึกได้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ดาวิดคงทำชีวิตของตนเองป่นปี้ด้วยการไปฆ่านาบาลและคนในครัวเรือน ผมสงสัยว่าเราคงทำบาปโง่เขลาลงไปมากมายถ้าพระเจ้าไม่เข้ามาขัดขวางไว้ อาจไม่ใช่วิธีเดียวกับที่ทูตสวรรค์ขัดขวางบาลาอัม แต่ขอบพระคุณที่พระองค์ที่ได้ช่วยขัดขวางเราไว้ !

สุดท้ายนี้ เราได้รับบทเรียนจากการที่ดาวิดถ่อมใจรับฟังผู้ที่ด้อยกว่า ท่านได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล มีผู้ติดตาม 600 คน รวมทั้งอาบีอาธาร์ปุโรหิต และยังมี “เอโฟด” เพื่อแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าด้วย แม้ดาวิดจะมีการทรงนำหลายวิธีจากพระเจ้า ท่านยังยินยอมฟังคำของสตรีผู้นี้ อาบีกายิล ดาวิดอาจคิดทำสิ่งโง่เขลา แต่อย่างน้อยก็ยังเห็นคุณค่าในถ้อยคำของนาง รับฟังและเรียนรู้ ท่านเข้าใจดีว่าความรู้ไม่จำเป็นต้องมาจากผู้ที่่เหนือกว่าเสมอไป บางคนยอมฟังเฉพาะผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าเท่านั้น เพราะคิดว่าไม่มีทางเรียนรู้ได้จากผู้ที่ด้อยกว่า สามีหลายคนไม่ยอมฟังสติปัญญาที่พระเจ้ามอบให้ทางภรรยา หรือแม้กระทั่งผ่านทางลูกๆ ขอให้เราทั้งหลายตระหนักว่าสติปัญญาและของประทานไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่่งหรือผู้ที่มีอำนาจสูงกว่า ขอให้เราเรียนรู้จากสติปัญญาเหล่านี้ไม่ว่ามาจากแหล่งใดก็ตามที่พระเจ้าทรงใช้

นาบาล

นาบาลเป็นตัวแทนของความเลวร้ายในมนุษย์ เป็นคนหยิ่งยโสและเห็นแก่ตัว ไม่ตระหนักเลยว่าความมั่งคั่งที่ได้รับนั้นมาจากพระเจ้า เขาตัดสินผู้อื่นด้วยรูปกายภายนอก เช่นวงศ์ตระกูล ชื่อเสียง ไม่ชื่นชมในสติปัญญา และไม่ยอมฟังเสียงของผู้ที่ช่วยแบ่งเบาปัญหาได้ แม้กระทั่งช่วยชีวิตไว้ด้วย เขามองไม่เห็นถึงสติปัญญาของภรรยาที่พระเจ้าประทานให้ คิดว่าความมั่งคั่งเป็นตัววัดคุณค่าของคน จึงรู้สึกว่าไม่ต้องการคำแนะนำจากใคร เขานึกไม่ถึงว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามา นาบาลเป็นคนเลวร้ายได้ถึงที่สุด เป็นคนที่ต้องการพระคุณอย่างยิ่ง แต่กลับเชื่อมั่นว่าสามารถสร้างได้ด้วยตนเอง นาบาลมองไม่เห็นและไม่สนใจในกษัตริย์ของพระเจ้า แม้จะได้ยินกับหูก็ตาม เขาเป็นคนที่ทำให้ตัวเองต้องประสบกับหายนะ

นาบาลนับว่าเป็นคนที่แย่ที่สุด และดาวิดก็เกือบทำในสิ่งที่ไม่ต่างกัน ถ้านางอาบิกายิลไม่ห้ามไว้ ขอให้เรายกย่องในสติปัญญาของสตรีผู้นี้ และให้เกียรติแก่นาง :

30เสน่ห์เป็นของหลอกลวง และความงามก็เปล่า ประโยชน์ แต่สตรียำเกรงพระเจ้าสมควรได้รับคำสรรเสริญ 31 จงให้เธอรับผลแห่งน้ำมือของเธอ และให้การงานของเธอสรรเสริญเธอที่ประตูเมือง (สุภาษิต 31:30-31)

 

—————————————————————————————————————–

119 มีบันทึกถึงการสิ้นชีวิตของซามูเอลซ้ำอีกใน 28:3 คิดว่าผู้เขียนคงไม่ได้ต้องการบันทึกตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่การเสียชีวิตของซามูเอลคงมีผลกระทบสำคัญต่อเหตุการณ์ที่ตามมา

120 คำว่า “ผู้ชาย” ใน ครัวเรือน (ในฉบับแปลภาษาอังกฤษใช้คำนี้) แปลมาจากคำในภาษาฮีบรูที่มีความหมายว่า “ผู้ที่ถ่ายปัสสาวะรดกำแพง” ผมไม่แน่ใจว่าทำไมดาวิดจึงใช้เฉพาะคำว่า “ผู้ชาย” กับครัวเรือนของนาบาล แต่ก็มีที่อื่นที่ใช้ในทำนองเดียวกัน เช่น 1 ซามูเอล 25:34; 1 พกษ. 14:10; 16:11; 21:21; 2 พกษ. 9:8.

121 สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ในคำพูดของอาบิกายิล คือพระเจ้ายังไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้กับดาวิดจน ถึง 2 ซามูเอลบทที่ 7 คำพูดของนางไปไกลกว่าที่พระเจ้าได้เผยไว้กับดาวิดในตอนนั้น คำพูดของนางจึงน่าจะเป็นคำพยากรณ์

122 การเลือกใช้คำพูดของอาบิกายิลสำคัญมาก นางเลือกใช้ภาพของรังสลิง ซึ่งเป็นอาวุธชนิดเดียวกับที่ดาวิดใช้ฆ่าโกลิอัทมาเป็นตัวเปรียบเทียบ

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ livingbetter50.com)