1ซามูเอล บทเรียนที่ 22 “ฆ่าหรือไม่ฆ่าดี?”

ดาวิดตัดชายเสื้อคลุม

1ซามูเอล บทที่ 22  “ฆ่าดี หรือ ไม่ฆ่าดี?”107   (1 ซามูเอล 24:1-22)

คำนำ

เหตุการณ์ในถ้ำเหมือนฉายหนังซ้ำกับเมื่อเอกโลนกษัตริย์โมอับถูกฆ่าในผู้วินิจฉัย 3:12-31 ชาวโมอับข่มเหงชาวอิสราเอล และพระเจ้าทรงได้ยินคำร้องทุกข์จากประชากรของพระองค์ จึงประทานผู้ช่วยคนหนึ่งชื่อเอฮูด เป็นคนเบนยามินที่ถนัดซ้าย เอฮูดรับหน้าที่ “นำส่วย” ของอิสราเอลไปมอบให้กษัตริย์โมอับ ท่านเหน็บดาบประจำตัวไว้ที่ต้นขาขวาใต้เสื้อคลุม ก่อนที่เอฮูดจะเข้าเฝ้ากษัตริย์ คงต้องถูกค้นตัว และคงค้นเฉพาะด้านซ้ายตามที่คนถนัดขวาทั้งหลายเหน็บดาบ เมื่อเอฮูดเข้าเฝ้าในห้องส่วนตัวที่มีห้องน้ำชั้นบนโดยลำพัง เอฮูดแทงเอกโลนจนตาย และหลบหนีออกมา คนละทางกับขาเข้า ปิดประตูล็อคห้องชั้นบนและหนีไปโดยไม่มีใครเห็น เวลาผ่านไปนานพอควร พวกมหาดเล็กรู้สึกไม่สบายใจ เพราะกษัตริย์อยู่ในห้องน้ำนานเกินควร — ไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวนจนกระทั่งพวกเขาเปิดประตูเข้าไปดู ก็พบว่าเอกโลนถูกฆ่าตาย

เหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกือบเกิดขึ้นในถ้ำที่ดาวิดและคนของท่านหลบซ่อนตัว เป็นที่ๆซาอูลใช้ส่งทุกข์ส่วนตัว ในสภาพที่ป้องกันตัวเองไม่ได้้ ดาวิดสามารถฆ่าซาอูลได้อย่างสบาย หรืออาจสั่งให้คนของท่านลงมือแทนก็ได้ แต่ท่านเลือกที่จะไว้ชีวิต ปล่อยซาอูลออกจากถ้ำไปโดยไม่ทำอันตรายใดๆ และโดยไม่รู้ตัวว่าดาวิดอยู่ใกล้แค่เอื้อม สิ่งที่ดาวิดทำนอกเหนือจากนี้ น่าอัศจรรย์ใจ เราจะมาเรียนการตอบสนองของซาอูลที่ก็น่าทึ่งเช่นกัน

เรากำลังเรียนเรื่องราวยิ่งใหญ่ในบรรยากาศที่ตึงเครียด เรื่องที่ต้องเผชิญกับอันตราย ทั้งน่ากลัวและประหลาดใจ เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ผู้เขียนๆได้เก่ง อ่านสนุก แต่เป็นเรื่องที่เหมาะกับการดำเนินชีวิตคริสเตียนในทุกวันนี้ เหมาะอย่างไร? ดาวิดเป็นผู้ที่พระเจ้าเลือก แต่งตั้งและเจิมให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล เหตุการณ์ตอนที่เรากำลังศึกษาอยู่เกิดในช่วงที่ดาวิดได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป จนถึงวันที่ท่านได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างสมบูรณ์

เราทั้งหลายที่วางใจในพระเยซูคริสต์ เป็นผู้ยกความผิดบาปและประทานความรอดนิรันดร์ให้ กำลังจะเป็น “กษัตริย์และปุโรหิต”

12ก ถ้าเรามีความอดทน เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ … (2 ทิโมธี 2:12ก).

“พระองค์ได้ทรงโปรดให้เขาเป็นราชอาณาจักร และเป็นปุโรหิตของพระเจ้าของเรา และพวกเขาจะได้ครอบครองแผ่นดินโลก” (วิวรณ์ 5:10)

ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี (วิวรณ์ 20:6)

กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียง หรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างของเขา และเขาจะครอบครองอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ (วิวรณ์ 22:5)

การรอคอยที่จะได้ครอบครองเป็นเรื่องสำคัญมาก มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้มากมาย ในแวดวงคริสเตียนปัจจุบัน (และตลอดประวัติศาสตร์ของคริสตจักร) เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน จนถึงเวลาครอบครองของพระคริสต์ร่วมกับธรรมิกชนในอนาคต บางคนผิดพลาดเพราะคิดว่าสามารถ “ครอบครอง” ได้ทันที หรือเรียกว่านำประโยชน์จากสิ่งที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาใช้ก่อน บทเรียนนี้เช่นเดียวกับพระคำที่เหลือในพระคัมภีร์ ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงว่าขณะรอคอยการครอบครองในอนาคต พระเจ้ากำลังเตรียมเราให้ผ่านประสบการณ์ถูกปฏิเสธ ทอดทิ้ง และทนทุกข์ เช่นเดียวกับที่พระเจ้ากำลังเตรียมดาวิดให้พร้อม พระองค์ก็ทรงทำเช่นเดียวกันกับเรา ขอให้เราตั้งใจฟัง เพราะไม่ใช่เป็นแค่เรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ แต่เป็นคำสั่งของพระเจ้ามาถึงเราโดยผ่านแบบอย่างของธรรมิกชนเช่นดาวิด และคนที่น่าสมเพชเช่นซาอูล

ดาวิดไม่อยากเป็นผู้แค่แอบดูอยู่ในถ้ำ (24:1-7)

1อยู่มาเมื่อซาอูลเสด็จกลับจากการไล่ตามคนฟีลิสเตียแล้ว มีคนมาทูลว่า “ดูเถิด ดาวิดอยู่ในถิ่นทุรกันดารเมืองเอนเกดี” 2 แล้วซาอูลก็ทรงนำพลที่คัดเลือกจากคนอิสราเอลแล้วสามพันคน ไปแสวงหาดาวิดกับคนของท่านที่หินเลียงผา 3 และพระองค์เสด็จมาที่คอกแกะริมทาง มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่งที่นั่น และซาอูลก็เสด็จเข้าไปส่งทุกข์ ฝ่ายดาวิดกับคนของท่านนั่งอยู่ที่ส่วนลึกที่สุดของถ้ำ 4คนของดาวิดก็เรียนท่านว่า “วันนี้เป็น วันที่พระเจ้าตรัสกับท่านว่า ‘ดูเถิด เราจะได้มอบศัตรูของเจ้า ไว้ในมือของเจ้า และเจ้าจะทำกับเขาตามที่เจ้าเห็นควร'” แล้วดาวิดก็ลุกขึ้นย่องเข้าไปตัดชายฉลองพระองค์ของซาอูล 5 อยู่มาภายหลังดาวิดก็เสียใจ เพราะท่านได้ตัดชายฉลองพระองค์ ของซาอูล 6 ท่านว่าแก่คนของท่านว่า “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้ข้าพเจ้า กระทำสิ่งนี้ต่อเจ้านายของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่พระ เจ้าทรงเจิมตั้งไว้ คือที่จะเหยียดมือออกต่อสู้กับท่าน ด้วยว่าท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้” 7 ดาวิดก็ห้ามคนของท่านด้วยถ้อยคำเหล่านี้ และไม่ยอมให้เขาทั้งหลายทำร้ายซาอูล และซาอูลก็ทรงลุกขึ้นออกจากถ้ำเสด็จไปตามทางของพระองค์

บทที่ 23 เหมือนซาอูลเกือบได้ดาวิดไว้ในกำมือ ไล่ไปจนเกือบประชิดตัว แต่เมื่อผู้ส่งสารมาทูลว่าอิสราเอลกำลังถูกโจมตี ซาอูลต้องล้มเลิกการไล่ล่า ไปจัดการกับฟิลิสเตียแทน เราไม่รู้ว่าผลการรบออกมาอย่างไร อย่างน้อยก็รู้ว่าซาอูลกลับมาปลอดภัย ในขณะที่ใจยังจดจ่ออยู่ที่เรื่องของดาวิด ก็มีคนมาทูลว่าดาวิดหลบซ่อนตัวอยู่ในถิ่นทุรกันดารเอนเกดี 108

ซาอูลคาดว่าจะเผชิญหน้ากับดาวิดได้ที่หน้า “หินเลียงผา” (24:2)109  จึงมุ่งตรงไปทางนั้น ผมคิดว่าซาอูล คงศึกษาภูมิประเทศแถบนี้มาพอควร และคงสรุปว่าดาวิดน่าจะหลบซ่อนอยู่บริเวณเทือกเขาในยูเดียเพื่อให้พ้นจากการตามล่า แต่ดาวิดทำในสิ่งตรงข้าม แทนที่จะหนีออกจากถิ่นทุรกันดารเอนเกดีไปยังบริเวณ “หินเลียงผา” กลับไปในทิศตรงข้าม คือมุ่งหน้าไปทางซาอูล ทั้งสองเดินทางมาเผชิญกันพอดีที่คอกแกะริมทางที่มีถ้ำ ซาอูลถูกธรรมชาติเรียกร้องจึงมองหาที่เป็นส่วนตัวเพื่อปลดทุกข์

ลองคิดดู ถ้าคุณเป็นคนที่ติดตามดาวิด แอบดูจากในถ้ำ เห็นซาอูลและคนของท่านเข้ามาใกล้ทุกที แล้วอยู่ดีๆก็หยุด ผมรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดในอากาศเมื่อสายตาของซาอูลมองมาที่ถ้ำ คนของดาวิดคงหมอบลงต่ำ แทบหยุดหายใจ ซาอูลเดินตรงมาที่ถ้ำ พวกเขาไม่รู้ว่าซาอูลคิดจะทำอะไร นอกจากคิดว่าตายแน่ๆ เมื่อซาอูลเข้ามาในถ้ำ พวกเขาคงกำอาวุธแน่นพร้อมป้องกันตัว คงไม่ต้องอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นจากนั้น บอกได้แค่ว่าเป็นการปลดทุกข์ของทั้งซาอูล และคนของดาวิด

คนของดาวิดคงหายใจได้คล่องขึ้น เริ่มคิดกันว่าเหตุการณ์นี้หมายความอย่าง ไร คงคิดว่าเหมือนพระเจ้าประทานโอกาสฆ่าซาอูลมาให้ มีการกล่าวคำพยากรณ์ให้ดาวิดฟัง

“วันนี้เป็นวันที่พระเจ้าตรัสกับท่านว่า ‘ดูเถิด เราจะได้มอบศัตรูของเจ้าไว้ในมือของเจ้า และเจ้าจะทำกับเขาตามที่เจ้าเห็นควร'” (ข้อ 4)

การตอบสนองของดาวิด มีตัวเลือกหลายทาง แรก-  เราอาจกล่าวว่าคำพยากรณ์นี้เป็นเท็จ ไม่ควรทำตาม (ดู 1พกษ. 22) สอง – คำพยากรณ์นี้หมายถึงคนอื่น (ศัตรูคนอื่น) ที่ไม่ใช่ซาอูล แต่คนของดาวิดเข้าใจผิดคิดว่าหมายถึงซาอูล สาม – พยากรณ์นี้อาจเป็นจริงและหมายถึงซาอูล แต่คนของดาวิดตีความหมายไม่ถูกต้อง และนำมาใช้อย่างผิดๆ ผมว่าน่าจะเป็นข้อสาม

ดาวิดค่อยๆแอบไปที่ซาอูล ที่ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นด้านหลัง เสื้อคลุมของซาอูลคงถอดวางทิ้งไว้ ไกลพอที่ดาวิดจะค่อยๆเอื้อมไปตัดชายเสื้อได้ ทันใดนั้นดาวิดรู้สึกจิตสำนึกเสียดแทงในใจ เชื่อว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะสิ่งที่ทำเป็นสิ่งสำคัญ เหมือนท้าทายและเขย่าบัลลังก์ซาอูล 110แต่ผมไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น สำหรับผม เหมือนดาวิดตั้งใจแค่หาหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าเข้าไปถึงตัวซาอูลขนาดฆ่าได้แต่ไม่ทำ ถ้าเป็นแค่นี้คงไม่น่ารบกวนใจดาวิด นอกจากความจริงว่าท่านทำเสื้อคลุมของซาอูลขาด ถ้าเป็นสมัยนี้ คงเหมือนไปกรีดยางรถยนต์ของซาอูล ฝีมือพวกบ่อนทำลาย

เราไม่ควรตัดสินการกระทำของดาวิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ในแง่ว่าทำต่อใคร เรื่องเล็กน้อยอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าทำกับประธานาธิบดีสหรัฐ ดาวิดกระทำต่อกษัตริย์ของท่าน ที่จริงสิ่งที่ทำเป็นเรื่องเล็กน้อยถ้าเทียบกับการที่คนของท่านจะลงมือฆ่าซาอูล สิ่งที่ดาวิดทำ เหยียดมือต่อต้านกษัตริย์ เท่ากับเป็นการเหยียดมือต่อต้านพระเจ้า เพราะพระจ้าเป็นผู้แต่งตั้งซาอูล และพระองค์เท่านั้นที่จะปลดได้ ไม่ใช่โดยการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์แบบดาวิดทำ:

และดาวิดกล่าวว่า “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด พระเจ้าจะทรงฆ่าพระองค์ท่านเอง หรือจะถึงวันกำหนดที่ พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ หรือพระองค์จะเสด็จเข้าสงคราม และพินาศเสีย” (1 ซามูเอล 26:10)

แล้วซาอูลก็จะถูกปลด พระเจ้าจะเป็นผู้ปลด ไม่ใช่ดาวิด และจนกว่าพระเจ้าปลด ดาวิดยังมีหน้าที่ปรนนิบัติต่อซาอูลอย่างซื่อสัตย์ในฐานะกษัตริย์ แต่การตัดชายเสื้อคลุมของกษัตริย์ ไม่ใช่แค่ต้องการเรียกร้องความสนใจ เหตุนี้จิตสำนึกจึงรบกวนท่านอย่างรุนแรง111

ดาวิดถูกจิตสำนึกตนเองโจมตีอย่างรุนแรงที่ตัดชายเสื้อคลุมของซาอูล แต่คนของท่านร้ายกว่า วางแผนฆ่า การที่ดาวิดตัดชายเสื้อคลุมได้ ทำให้คนเหล่านี้ยิ่งฮึกเหิม อยากจัดการให้สิ้นซาก ซาอูลกำลังตกอยู่ในสภาพช่วยตัวเองไม่ได้ ทหารก็อยู่ไกล (เพราะซาอูลคงต้องการทำธุระส่วนตัวนี้โดยลำพัง) จึงง่ายสำหรับคนของดาวิด112 ที่จะจัดการให้สำเร็จ แต่ปฏิกิริยาของดาวิดทำให้คนของท่านต้องเปลี่ยนใจ การแปลความหมายในฉบับอื่นๆค่อนข้างสุภาพ (“ชักจูง” ในฉบับ NASB) เทียบกับคำที่ผู้เขียนใช้ (ในหมายเหตุของฉบับ NASB บ่งว่าความหมายคือ ฉีกขาด113 )114  เมื่อมีการพูดว่าจะฆ่ากษัตริย์ซาอูล ดาวิดจึงฉีกคนของท่านด้วยคำพูดที่รุนแรงเพื่อปกป้องชีวิตซาอูล และสั่งด้วยว่าถ้าท่านเองยังไม่เหยียดมือต่อสู้ซาอูล คนของท่านก็ต้องไม่ด้วย ในขณะที่คนของท่านมองท่านด้วยสายตาสงสัย ซาอูลทำธุระเสร็จ เก็บเสื้อคลุม (ที่ชายเสื้อถูกตัด) และเดินออกไปนอกถ้ำ

ดาวิดและโกลิอัท ภาค 2115   (24:8-15)

8 ภายหลังดาวิดก็ลุกขึ้นด้วย และออกไปจากถ้ำร้องทูลซาอูลว่า “ข้าแต่พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท” และเมื่อซาอูลทรงเหลียวดู ดาวิดก็ก้มลงถึงดินกราบไหว้ 9 และดาวิดทูลซาอูลว่า “ไฉนพระ องค์ทรงฟังถ้อยคำของคนที่กล่าวว่า ‘ดูเถิด ดาวิดแสวงที่จะทำร้าย พระองค์’ 10 นี่แน่ะ วันนี้พระเนตรของฝ่าพระบาทประจักษ์แล้วว่า พระเจ้าทรงมอบฝ่าพระบาทในวันนี้ไว้ในมือของข้าพระบาทที่ในถ้ำ และบางคนได้ขอให้ข้าพระบาทประหารฝ่าพระบาทเสีย แต่ข้าพระ บาทก็ได้ไว้พระชนม์ของฝ่าพระบาท ข้าพระบาทพูดว่า ‘ข้าพเจ้าจะ ไม่ยื่นมือออกทำร้ายเจ้านายของข้าพเจ้า เพราะพระองค์เป็นผู้ที่พระ เจ้าทรงเจิมไว้’ 11 ดูเถิดเสด็จพ่อของข้าพระบาท ขอดูชายฉลอง พระองค์ในมือของข้าพระบาท เพราะโดยเหตุที่ว่าข้าพระบาทได้ตัดชายฉลองพระองค์ออก และมิได้ประหารฝ่าพระบาทเสีย ขอฝ่าพระ บาททรงทราบและทรงเห็นเถิดว่า ในมือของข้าพระบาทไม่มีความผิด หรือการกบฏ ข้าพระบาทมิได้กระทำบาปต่อฝ่าพระบาท แม้ว่าฝ่าพระ บาทจะล่าชีวิตของข้าพระบาทเพื่อจะทำลายเสีย 12 ขอพระเจ้าทรงพิ พากษาระหว่างข้าพระบาทและฝ่าพระบาท ขอพระเจ้าทรงแก้แค้นแทน ข้าพระบาทต่อฝ่าพระบาท แต่มือของข้าพระบาทจะไม่กระทำอะไรต่อฝ่าพระบาท 13 ดังสุภาษิตโบราณว่า ‘ความอธรรมก็ออกมาจากคนอธรรม’ แต่มือของข้าพระบาทจะไม่กระทำอะไรต่อฝ่าพระบาท 14 พระราชาแห่งอิสราเอลออกมาตามผู้ใด ฝ่าพระบาทไล่ตามผู้ใด ไล่ตามสุนัขที่ตายแล้ว ไล่ตามตัวหมัด 15 เพราะฉะนั้นขอพระเจ้าทรง เป็นผู้พิพากษา และขอทรงประทานคำพิพากษาระหว่างข้าพระบาท และฝ่าพระบาท และทอดพระเนตร และขอว่าความฝ่ายข้าพระองค์ และขอทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ให้พ้นหัตถ์ของฝ่าพระบาท”

ฆ่าซาอูลก็เท่ากับต่อต้านผู้ที่พระเจ้าเจิม การกระทำนี้ขัดกับน้ำพระทัย ดังนั้นคนของดาวิดใช้คำพยากรณ์ในทางที่ผิด ดาวิดจึงต้องยืนกรานขัดขวาง ดาวิดสมควรปฏิบัติต่อซาอูล “ในสิ่งที่ดี” สำหรับตัวท่านเอง และสิ่งดีที่ถูกต้องสำหรับดาวิดคือยอมรับและปรนนิบัติต่อซาอูลด้วยความสัตย์ซื่อ ทำตามพระประสงค์ ความหมายคือดาวิดต้องไม่ต่อต้านหรือกระทำการใดๆให้เป็นที่เสื่อมเสียต่อซาอูล แต่การยอมรับกษัตริย์ของดาวิดมีความหมายมากกว่านี้ ท่านต้องทำทุกวิถีทางที่จะสนับสนุนซาอูล การแปลความหมาย “สิ่งที่ดี” ของดาวิดทำให้ไม่เพียงแต่ซาอูลประหลาดใจ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ประหลาดใจตามๆกัน

ดาวิดและคนของท่านซ่อนอยู่อย่างปลอดภัยในถ้ำ ต้องอดทนรออย่างเงียบสงบจนกว่าคนของซาอูลจะจากไป หลังจากนั้นน่าจะหนีไปในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อป้องกันตัวเองให้พ้นจากอันตราย แต่ดาวิดกลับออกไปที่ปากถ้ำ ร้องเรียกซาอูล ท่านเรียกซาอูลว่า “พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท” (ข้อ 8) และต่อมาก็เรียกว่า “เสด็จพ่อ” (ข้อ 11) ดาวิดก้มลงถึงดินกราบไหว้ แสดงการยอมรับและยอมจำนนต่อซาอูลในฐานะกษัตริย์ (ข้อ 8) ร้องทูลขอให้ซาอูลฟังท่านแทนที่จะไปฟังผู้อื่น ให้ฟังคำของท่านและเปรียบเทียบกับการกระทำ ให้ตัดสินว่าท่านมีความผิดประการใด หรือว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์

ดาวิดกำลังเอาชีวิตตนเองเข้าเสี่ยง ท้าทายว่าซาอูลจะยอมถอยหรือเดินหน้าฆ่าท่าน ท่านไม่ได้จะแย่งชิงบัลลังก์ จึงนำเศษชายเสื้อคลุมให้ซาอูลดู เพื่อแสดงว่าสามารถฆ่าได้ แต่ไม่ทำ เพราะซาอูลเป็นผู้ที่พระเจ้าเจิม ทำร้ายซาอูลก็เท่ากับลุกขึ้นต่อสู้พระเจ้าผู้ตั้งท่านไว้ เมื่อชีวิตของซาอูลตกอยู่ในมือของดาวิด ดาวิดปกป้องด้วยการห้ามไม่ให้คนของตนเองทำอันตราย แต่ตอนนี้ดาวิดกำลังนำชีวิตตนเองมามอบให้ซาอูล และมอบไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าสูงสุด พระเจ้าที่ดาวิดร้องทูลอย่างสุดใจ พระเจ้าที่ดาวิดร้องทูลขอความยุติธรรม ดังนั้นตัวท่านเองจึงไม่สมควรควรทำสิ่งที่เป็นการต่อต้านซาอูล

ดาวิดเตือนกษัตริย์ว่าจะรู้จักมนุษย์ได้ต้องดูจากการกระทำ ดังคำสุภาษิตโบราณว่า “ความอธรรมก็ออกมาจากคนอธรรม” (ข้อ 13) ดาวิดไม่เคยทำสิ่งชั่วร้ายต่อซาอูล ท่านทูลซาอูลว่าจะไม่มีวันยกมือขึ้นต่อสู้ (ข้อ 13) เตือนซาอูลว่าไม่มีเหตุที่ควรกลัว ท่านเปรียบตนเองเหมือนหมาที่ตายแล้ว และเหมือนตัวหมัด (ข้อ 14) ไม่มีเหตุที่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างซาอูลและกำลังทหารควรกลัว

ดาวิดจบคำพูดต่อซาอูลว่าท่านมอบการช่วยกู้และการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระเจ้า มอบให้พระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน และปกป้องให้พ้นจากเงื้อมมือของซาอูล (ข้อ 15) เมื่อพูดจบ การตอบสนองของซาอูลจึงออกมาดังนี้

“การกลับใจ” และคำขอของซาอูล (24:16-22)

16 อยู่มาเมื่อดาวิดทูลคำเหล่านี้ต่อซาอูลแล้ว ซาอูลตรัสว่า “ดาวิดบุตรของข้าเอ๋ย นั่นเป็นเสียงของเจ้าหรือ” ซาอูลก็ทรงส่งเสียงกันแสง 17 พระองค์ตรัสกับดาวิดว่า “เจ้าชอบธรรมยิ่งกว่าข้า เพราะเจ้าตอบแทนข้าด้วยความดี ในเมื่อข้าได้ตอบแทนเจ้าด้วยความร้าย 18 เจ้าได้ประกาศในวันนี้แล้วว่า เจ้าได้กระทำความดีต่อข้าอย่างไร ในการที่เจ้ามิได้ประหารข้าเสีย ในเมื่อพระเจ้าทรงมอบข้าไว้ในมือของเจ้าแล้ว 19 เพราะว่าผู้ใดพบศัตรูของตน เขาจะยอมให้ปลอดภัยไปหรือ ดังนั้นขอพระเจ้าทรงกระทำดีแก่เจ้า สนองการที่เจ้าได้กระทำแก่ข้าในวันนี้ 20 บัดนี้ ดูเถิด ข้าประจักษ์ แล้วว่าเจ้าจะเป็นพระราชาแน่ และราชอาณาจักรอิสราเอลจะสถาปนาอยู่ในมือของเจ้า 21 เพราะฉะนั้นจงปฏิญาณให้แก่ข้าในพระนามของพระเจ้า ว่าเจ้าจะไม่ตัดพงศ์พันธุ์ของข้าเสียเมื่อข้าตายไป และเจ้าจะไม่ทำลายชื่อของข้าเสียจากพงศ์พันธุ์บิดาของข้า” 22 ดาวิดก็ปฏิญาณให้แก่ซาอูล แล้วซาอูลก็เสด็จกลับพระราชวัง และดาวิดกับคนของท่านก็ขึ้นไปยังที่กำบังเข้มแข็ง

ซาอูลคงตกใจแทบสิ้นสติเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกจากด้านหลัง คงไม่เชื่อหูว่าเป็นเสียงดาวิด ซาอูลส่งเสียงร้องไห้และเรียกดาวิดว่า “บุตรของข้า” ซึ่งก็เป็นการง่ายเพราะดาวิดเรียกท่านว่า “เสด็จพ่อ” ในข้อ 11 เมื่อดาวิดก้มลงกราบไหว้ ยอมรับซาอูลในฐานะกษัตริย์ที่ต้องปรนนิบัติอย่างซื่อสัตย์ แม้ชีวิตของท่านจะตกอยู่ในกำมือของดาวิด แต่ดาวิดก็ยังไว้ชีวิต ซึ่งแตกต่างกับสิ่งที่ซาอูลทำกับดาวิด! ซาอูลยอมรับว่าดาวิดชอบธรรมกว่าท่าน เพราะท่านปฏิบัติต่อดาวิดอย่างชั่วร้าย แต่ดาวิดกลับทำใน “สิ่งที่ดี” ดาวิดคงไม่ไว้ชีวิตท่านแน่ถ้าเป็นศัตรู ดังนั้นดาวิดจึงเป็นมิตร ซาอูลจึงร้องขอพระพรจากพระเจ้าสำหรับดาวิด

ข้อ 20 เป็นคำสารภาพที่น่าทึ่ง และเป็นครั้งแรกที่ออกจากปากซาอูลตามที่บันทึกไว้ ซาอูลกำลังยอมรับความจริง ซามูเอลเคยบอกกับท่านแล้ว อาณาจักรของท่านจะไม่ยั่งยืน (13: 14) และท่านถูกพระเจ้าปลดจากการเป็นกษัตริย์อิสราเอล (15:26) ในบทที่ 18 (ข้อ 8-9) ซาอูลเคยพูดว่าดาวิดนั้นได้รับความนิยม เหลือแต่เพียงอาณาจักรเท่านั้นที่ยังไม่ได้ครอบครอง ในข้อ 20:31 ซาอูลบอกโยนาธานว่าจะไม่มีวันได้ขึ้นครองบัลลังก์ ตราบใดที่ดาวิดยังมีชีวิต ที่แล้วๆมาซาอูลทำกับดาวิดเหมือนเป็นคนทรยศ พยายามวางแผนฆ่าและช่วงชิงราชบัลลังก์ (ดู 22:6-13) แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ซาอูลยอมรับว่าพระเจ้ากำลังเอาอาณาจักรของท่านไปมอบให้ดาวิด ยอมรับแล้วว่าดาวิดจะได้ขึ้นครองบัลลังก์

เพราะเหตุนี้ซาอูลจึงร้องขอดาวิดอย่ากำจัดพงศ์พันธ์ของท่าน (24:21) คำขอร้องของซาอูลมีเหตุผล เพราะเมื่อกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครอง เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องทำลายศัตรูหรือคนของกษัตริย์เดิมให้หมดสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหลานและผู้สืบสายโลหิตที่เป็นศัตรูต่อบัลลังก์ (ดู 2 พกษ. 10:11, 15-17; 11:1) ที่น่าแปลก สิ่งที่ซาอูลร้องขอ เป็นสิ่งที่โยนาธานทำพันธสัญญาไว้เรียบร้อยแล้วกับดาวิด (1 ซามูเอล 20:14-17, 41-42) อย่างไรก็ตามดาวิดสาบานกับซาอูลว่าจะไม่ทำลายพงศ์พันธ์ของท่านให้หมดสิ้น116

แล้วทั้งสองฝ่ายก็แยกจากกันไป117ดาวิดกลับไปยังที่กำบังเข้มแข็ง ส่วนซาอูลกลับไปบ้าน (24:22) ดาวิดคงคาดว่าปัญหาของท่านกับซาอูลน่าจะจบสิ้นลง แต่ท่านก็ไม่ได้วางใจ ซาอูลเคย “กลับใจ” มาแล้ว (ดู 19:1-7) แต่ก็เป็นเวลาไม่นาน ดาวิดจะเห็นการตอบสนองของซาอูลได้ก็โดยให้เวลา และเฝ้าดูอยู่ในที่ไกล อีกแง่หนึ่งคือดาวิดกำลังปรนนิบัติต่อซาอูลอย่างไม่เปิดเผย เป็นได้หรือไม่ว่าประชาชนอาจเข้าข้างดาวิดและดูหมิ่นซาอูล? ดาวิดจึงต้องอยู่ให้ห่างไกลจากสายตาประชาชน เพื่อความนับถือที่ประชาชนมีให้ซาอูลจะไม่ตกต่ำลง

บทสรุป

เรื่องนี้นับว่ามหัศจรรย์ ใครจะไปคิดว่า “การเรียกร้องของธรรมชาติ” มีผลทำให้ดาวิดและซาอูลจากกันอย่างสันติ? พระเจ้าทรงครอบครอง พระองค์ทรงควบคุมทุกสิ่ง และ “ทุกสิ่ง” นี้รวมถึงเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันอย่าง “การเรียกร้องของธรรมชาติ”  โดยใช้เรื่องธรรมดานี้ (ที่พวกวัยรุ่นใช้คำว่า “ดิบๆ”) หรือเหนือธรรมชาติ ดลบันดาลให้เกิดขึ้น ประการแรกดาวิดเผชิญหน้ากับซาอูลและแยกจากกันโดยไม่มีใครเสียเลือดเนื้อ ซาอูลสารภาพในสิ่งที่เราไม่คาดว่าจะได้ยินจากปากท่าน ส่วนดาวิดเองก็เสียใจที่ตัดชายเสื้อคลุมของซาอูล จึงยับยั้งไม่ให้คนของท่านฆ่าซาอูล ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการแวะเก็บดอกไม้ของซาอูล ซาอูลเข้าไปในถ้ำเดียวกับที่ “เผอิญ” ดาวิดและคนของท่านหลบซ่อนอยู่ พระจ้าทรงใช้ “สถานการณ์ธรรมชาติ” นี้มาทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ พระเจ้าที่เราทั้งหลายปรนนิบัติอยู่นี้มหัศจรรย์เกินบรรยายครับ!

ในหนังสือ “ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ” (Spiritual Leadership) ของ เจ ออสวอลด์ แซนเดอร์ส กล่าวถึงหลักสามประการในการเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณ:

  • อำนาจอธิปไตย
  • การทนทุกข์
  • การปรนนิบัติรับใช้

ผมเชื่อว่าผู้เขียนท่านนี้ถูกต้อง และเราเห็นหลักทั้งสามประการนี้ชัดเจนในชีวิตดาวิดที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้เป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณ ให้เรานำหลักทั้งสามประการมาพิจารณา

อำนาจอธิปไตย

ข้อเท็จจริง ประการแรก ในการเป็นผู้นำจิตวิญญาณคือเชื่อมั่นในอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ผมเคยเข้าร่วมสัมนาที่คุณแซนเดอร์สเล่าคำพยานว่าพระเจ้าทรงเรียกท่านให้มาเป็นผู้นำ ก่อนหน้าท่านทำพันธกิจด้านอื่นอยู่ เป็นงานที่ทำมาเกือบตลอดชีวิต เมื่อได้รับการติดต่อให้เป็นหัวหน้าองค์กรมิชันนารี่ใหญ่แห่งหนึ่ง ท่าน (และภรรยา) ใช้เวลาถึงหนึ่งปีกว่าจะตระหนักถึงความจำเป็นที่หน่วยงานนี้ต้องการความช่วยเหลือ และพระเจ้า’เรียกท่านให้มารับตำแหน่งผู้นำ พระเจ้าผู้ทรงอำนาจอธิปไตยเป็นผู้เลือกและแต่งตั้งผู้นำฝ่ายวิญญาณ (ให้ดูว่าพระเจ้าทรงเลือก และสร้างเซาโล/เปาโลขึ้นอย่างไรในหนังสือกิจการ)

อำนาจอธิปไตยของพระเจ้าเป็นความจริงที่ดาวิดคำนึงในการเป็นผู้นำ ด้วยอำนาจอธิปไตยพระเจ้าทรงตั้งซาอูลขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล แม้ซามูเอลจะเจิมดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป แต่ดาวิดเชื่อว่าพระเจ้าจะเป็นผู้ปลดซาอูลออกจากตำแหน่ง ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน ตราบใดที่พระเจ้ายังให้ซาอูลอยู่ ยกมือต่อสู้ซาอูลก็เท่ากับยกมือต่อสู้พระเจ้า แม้สถานการณ์จะเอื้อให้ดาวิดและคนของท่านฆ่าซาอูลได้ แต่ท่านยังเชื่อและยึดมั่นในอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า จึงไม่กระทำการใดๆ

ซาตานต่อต้านการปกครองและอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ไม่ต้องการปรนนิบัติพระองค์ อยากเป็นผู้นำเหมือนพระองค์ บาปคือการต่อต้านพระเจ้า ต่อต้านอำนาจอธิปไตยของพระองค์ หาทางอยู่เหนือพระองค์ ดาวิดยอมจำนนต่ออำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ละการแก้แค้นไว้ที่พระองค์ ยอห์น เมอร์เรย์ อธิบายโรม 12:19 ไว้อย่างสอดคล้องว่า:

“นี่คือหัวใจการดำเนินชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า การดำเนินในบาปคือคิดจะแทนที่พระเจ้า คิดจะจัดการทุกสิ่งด้วยมือตนเอง ยอมจำนนกับพระเจ้าต้องใช้ความเชื่อ มอบภาระทั้งสิ้นไว้กับพระองค์ และมุ่งความสนใจอยู่ที่พระองค์ มอบเรื่องราวต่างๆที่ถูกกระทำไว้ที่พระองค์ ความเชื่อคือตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ตัดสิน และมอบการแก้แค้นไว้ให้พระองค์ “118

การทนทุกข์

ข้อเท็จจริง ประการที่สอง ของการเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณคือการทนทุกข์ ออสวอลด์ แซนเดอร์สเคยเล่าถึงคำเทศนาแรกๆของท่าน (เมื่อ 65ปีมาแล้ว!) เล่าว่าหลังจากเทศนาบังเอิญได้ยินสุภาพสตรีสองคนคุยกันเกี่ยวกับคำเทศนาของท่าน สุภาพสตรีคนหนึ่งถามว่า “เธอคิดว่าคำเทศนาเป็นอย่างไร?” อีกคนตอบว่า “ก็ไม่เลว เพียงแต่ว่าถ้าเคยผ่านความทุกข์มาบ้างคงเทศน์ได้ดีกว่านี้”  แซนเดอร์สเล่าต่อว่าหลังจากนั้นพระเจ้าได้ให้ท่านต้องเผชิญความทุกข์อย่างสาหัส สูญเสียภรรยาไปถึงสองคน และหลานที่น่ารักอีกหนึ่ง เช่นกัน หลายครั้งได้ยินเสียงเพลงของคริสเตียนยุคใหม่ ผมรู้สึกอย่างเดียวกับสุภาพสตรีที่เคยวิจารณ์คำเทศนาของแซนเดอร์ส ผมเชื่อว่าเพลงพวกนี้จะมีพลังแตะต้องใจได้ถ้าผู้แต่งเคยผ่านประสบการณ์การทนทุกข์มา บทเพลงสมัยใหม่นี้ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของคนอายุน้อยและขาดประสบการณ์ ยังไม่เคยชิมถ้วยแห่งความทุกข์ลำบาก การทนทุกข์จะเปลี่ยนแปลงเราและการแสดงออกของเรา

นับจากที่ดาวิดได้รับการเจิมจนถึงเวลาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการ ท่านต้องเผชิญความทุกข์แสนสาหัส ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือของซาอูล การที่ดาวิดได้ขึ้นครองไม่ใช่เป็นเพราะท่าน เคยผ่านความทุกข์ยากมาก่อน แต่เป็นจุดมุ่งหมาย การทนทุกข์คือสิ่งที่พระเจ้าเตรียมดาวิดให้เป็นผู้นำ ไม่มียกเว้น โยเซฟต้องทนทุกข์เพราะฝีมือของพี่ๆ แต่เป็นการจัดเตรียมเพื่อช่วยกอบกู้ครอบครัว เมื่อชาวอิสราเอลต้องทนทุกข์อยู่ในอียิปต์ พระเจ้าทรงจัดเตรียมประชากรของพระองค์ให้พร้อมอพยพออกมาเป็นไท การทนทุกข์ของพระเยซูเป็นการเตรียมพระองค์ให้พร้อมสำหรับพระราชกิจที่ต้องกระทำในฐานะจอมกษัตริย์และองค์พระผู้เป็นเจ้า การทนทุกข์ของเราก็จะประสบผลสำเร็จในแบบเดียวกัน

คนของดาวิดถูกทดลองให้ใช้วิธีลัดโดยฆ่าซาอูล เพื่อช่วยดาวิดให้พ้นทุกข์และเร่งเวลาขึ้นครองให้สั้นลง การทดลองของพวกเขาแตกต่างจากการทดลองที่พระเยซูเผชิญในถิ่นทุรกันดารเมื่อเริ่มพระราชกิจ (ดูมัทธิว 4:1-11; ลูกา 4:1-12) เราเองก็ถูกทดลองให้หลีกเลี่ยงการทนทุกข์และเร่งเวลาไปสู่ชัยชนะให้เร็วขึ้น แต่การทนทุกข์นั้นเป็นวิธีที่พระเจ้าเตรียมไว้เพื่อให้เราได้รับชัยชนะ ดาวิดยอมทนทุกข์เพื่อจะเชื่อฟังพระเจ้า แม้ดูขัดกับการขึ้นครองที่จะมาถึงในอนาคต

การปรนนิบัติรับใช้

ข้อเท็จจริงประการสุดท้ายที่แซนเดอร์สอธิบายเกี่ยวกับผู้นำฝ่ายวิญญาณก็คือการปรนนิบัติรับใช้ ผมคิดว่าการปรนนิบัติรับใช้และการยอมจำนนนั้นเกือบจะเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งสองเกี่ยวข้องอย่างมากในการจัดเตรียมของพระเจ้าเพื่อให้ดาวิดขึ้นครองเป็นกษัตริย์ ผู้รับใช้คือผู้ปรนนิบัติผู้อื่นอย่างสัตย์ซื่อ ดาวิดเป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อของซาอูล แม้ซาอูลพยายามจะฆ่าท่าน การยอมจำนนคือยอมละจากความต้องการส่วนตัวเพื่อปรนนิบัติผู้อื่น

ดาวิดปรนนิบัติเจ้านายของท่าน ซาอูล อย่างสัตย์ซื่อ จิตสำนึกของท่านจึงถูกรบกวนอย่างหนัก เมื่อแอบตัดชายเสื้อคลุมของซาอูล เพราะนี่ไม่ใช่การปรนนิบัติอย่างสัตย์ซื่อ ท่านไม่ยอมฆ่าซาอูลหรืออนุญาติให้คนของท่านทำ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการปรนนิบัติต่อซาอูลอย่างไม่สัตย์ซื่อ จะปรนนิบัติอย่างสัตย์ซื่อ ดาวิดต้องจ่ายราคาแพงของการทนทุกข์ ที่จริงแล้วซาอูลเป็นเหมือนศัตรู เมื่อพระเจ้าส่งมอบชีวิตซาอูลให้อยู่ในเงื้อมมือดาวิด ท่านกลับเชื่อว่าการทำสิ่งดีของท่านคือมีหน้าที่ซื่อสัตย์ต่อซาอูล ไม่ใช่ฆ่าทิ้ง และเพื่อทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ ต้องยอมเสี่ยงชีวิต ดาวิดจึงปล่อยซาอูลออกไปโดยไม่ทำอันตราย และแสดงตัวให้รู้ตัวหลังจากนั้น ท่านกล้ากล่าวตำหนิซาอูล และชี้ให้เห็นว่าท่านไม่ใช่ศัตรู ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีให้กับซาอูลตลอดมา ดาวิดปรนนิบัติซาอูลด้วยความเต็มใจตราบเท่าที่ซาอูลมีชีวิต และยังเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าตั้ง ดาวิดกระทำแต่ “สิ่งที่ดี” ต่อซาอูล ซึ่งซาอูลเองก็ยอมรับ ดาวิดทำสิ่งเหล่านี้โดยยอมทนทุกข์ในสิ่งที่ซาอูลทำต่อท่าน และยอมเต็มใจปรนนิบัติซาอูลโดยมอบเรื่องความยุติธรรมและการแก้แค้นไว้กับพระเจ้า

หลักการทั้งสามของ อำนาจอธิปไตย – การทนทุกข์ – และการปรนิบัติรับใช้  ทำให้ดาวิดสามารถแยกแยะน้ำพระทัยของพระเจ้าในสถานการณ์ครั้งนี้ได้อย่างถูกต้อง คนของดาวิด (1 ซามูเอล 24:4) เหมือนกับซาอูล (1 ซามูเอล 23:7) แยกแยะพระประสงค์ของพระเจ้าโดยเอาตนเองเป็นหลัก : พระเจ้าให้โอกาสมีสิทธิฆ่าซาอูล และดูเหมือนพระประสงค์จะเป็นเช่นนั้น แต่ดาวิดแยกแยะน้ำพระทัยพระเจ้า ตามหลักการ เมื่อท่านเลือกจะไปสู้กับโกลิอัท ไม่ใช่เพราะรู้ว่าจะชนะ (ถึงแม้รู้วิธีการที่จะเอาชนะได้โดยที่คนอื่นไม่รู้) แต่เป็นเพราะโกลิอัทพูดดูหมิ่นพระนามพระเจ้า ดาวิดไม่ได้ถือโอกาสเพราะสถานการณ์เอื้อ แต่เพราะท่านไตร่ตรองอย่างรอบคอบเช่นเดียวกับที่ผู้นำฝ่ายวิญญาณควรทำ ไตร่ตรองโดยยึดตามอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า ทนทุกข์และปรนนิบัติรับใช้อย่างสัตย์ซื่อตามพระประสงค์ทั้งสิ้น

ทุกวันนี้ผมเห็นคนที่ทำตามพระประสงค์โดยยึดหลักการในแบบดาวิดน้อยลง แต่กลับเห็นคนที่ทำตามแบบของซาอูลและคนของดาวิดเพิ่มมากขึ้น เคยได้ยินคริสเตียนหลายคนคิดและสอนคนอื่นว่าการทนทุกข์ไม่ใช่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า ความเชื่อที่แท้จริงจะได้รับพระพรในทันที และปราศจากความเจ็บปวดใดๆ ผมพบว่าหลายคนแยกแยะพระประสงค์ของพระเจ้าโดยใช้สถานการณ์เข้าข้างตนเองเป็นหลัก ทำตามที่ตาเห็นมากกว่าทำตามพระวจนะ ผมเห็นคริสเตียนหลายคนได้รับคำแนะนำผิดๆจากคริสเตียนคนอื่นแทนที่จะทำตามหลักการของพระวจนะ ผมอยากให้เราทุกคนยึดดาวิดเป็นแบบอย่างในกรณีนี้ ไม่ใช่ตามแบบคนของท่านที่นิยมใช้ทางลัด จัดการกับความทุกข์ และจัดการกับผู้ที่พระเจ้าตั้งไว้ การกระทำเข้าข้างตัวเองเช่นนี้ เห็นได้จากพวกธรรมาจารย์และฟาริสี (รวมทั้งคนกลุ่มใหญ่ๆอย่างเช่นชาวโรมัน) เมื่อพวกเขาปฏิเสธพระเยซู และตรึงพระองค์ ปล่อยนักโทษฆ่าคนตายอย่างบารับบัสให้เป็นอิสระ

ผมเห็นชีวิตของดาวิดตามที่บันทึกไว้ใน 1ซามูเอลเป็นเหมือนตัวอย่างของพระวจนะหลายข้อในพระคัมภีร์เรื่องการทนทุกข์ การปรนนิบัติรับใช้ และการยอมจำนน เราอาจยังนึกไม่ออก ขอยกตัวอย่างสองสามข้อเพื่อนำมาพิจารณา: สดุดี 7; มัทธิว 5:44; โรม 12:17, 19; 1 เปโตร 2:11-22; 4:12-19 เช่นนี้แล้วขอให้เราดำเนินชีวิตในแบบของดาวิด ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างสุดใจ เพื่อพระ เกียรติแด่พระนาม และพระสิริของพระองค์ และเพื่อการดำเนินชีวิตที่ดีของเรา

 

———————————————————————————————————————-

 

107  ผมมักได้ข้อเสนอแนะดีๆจากสมาชิกที่โบสถ์ ชื่อของตอนนี้แนะนำโดยหนุ่มน้อยวัย 13 ปี ชื่อ เอริค ริทชี่ เอริควาดการ์ตูนเก่ง เขาวาดภาพในพระคัมภีร์ตอนต่างๆไว้หลายตอน

108  ซาอูลได้รับรายงานว่าดาวิดหลบซ่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารเอนเกดี  “โอเอซิสทางชายฝั่งตะวันตกของทะเลตาย มีน้ำพุไหลอยู่ตลอดปีและตั้งอยู่บนหน้าผาสูง” ข้อมูลจาก Dale Ralph Davis ในหนังสือ Looking on the Heart: Expositions of the Book of 1 Samuel (Grand Rapids: Baker Books, 1994), vol. 2, p. 103.

109  จากที่อ่าน  ไม่มีใครทราบแน่ชัดถึงสถานที่ตั้ง แต่ในสดุดี 104:18 อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่สูง ในจุดที่ห่างไกล เป็นที่อยู่ของพวกเลียงผาและแพะภูเขา และเป็นที่ๆพวกทหารคงไม่อยากขึ้นไปตามล่าดาวิด

110 ดาวิส เขียนไว้ว่า : “การกระทำของดาวิดเป็นสัญลักษณ์ของการกระด้างกระเดื่อง สิ่งนี้เป็นเหตุให้ดาวิดรู้สึกเสียใจมาก . . . .” จากข้อเขียนของ Dale Ralph Davis, vol. 2, p. 105.

111 มีคำอธิบายที่น่าสนใจในพระคำตอนนี้ของฉบับ New Geneva Study Bible ที่ควรหามาอ่าน

112 ผม ไม่ค่อยแน่ใจว่าถ้าพวกเขาลงมือทำจริง จะหลุดรอดไปได้อย่างไร คงต้องติดตายอยู่ในถ้ำ หรือว่าคนของดาวิดคิดว่าถ้ากษัตริย์ซาอูลสิ้นชีพ พวกทหารจะกระจัดกระจายไปเอง?

113 คำเดียวกันนี้มีใช้อยู่ในผู้วินิจฉัย 14:6: “พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงสถิตกับแซมสัน อย่างมาก ท่านจึง ฉีกสิงห์ออกอย่างคนฉีกลูกแพะ ทั้งที่ไม่มีอะไรในมือ แต่ท่านมิได้บอกให้ บิดาหรือมารดาของท่านทราบว่าท่านได้ทำอะไรไป”

114 “จากการแปลข้อ 7 ของหลายฉบับ เราไม่อาจทราบได้ว่า ดาวิด “ชักจูง” “ห้ามปราม” หรือ “ยับยั้ง” คนของท่านด้วยคำพูด แต่ในต้นฉบับภาษาฮีบรูเขียนว่า “ดาวิดจึง ฉีก คนของท่านออกด้วยคำพูด ซึ่งน่าจะแปลได้ว่าคงใช้ถ้อยคำที่ข่มอย่างรุนแรง ยับยั้งคนเหล่านั้นให้เย็นลง นักวิชาการหลายคน (ในสมัยโบราณด้วย) คิดว่าเป็นคำที่รุนแรงเกินไป แต่ผมไม่เห็นว่าจะเป็นไร ถ้าผู้เขียนต้องการสื่อให้เห็นชัด : ดาวิดต้องการ ‘ยับยั้งการกระทำอย่างรุนแรง’ หรือ ‘ตัดความต้องการของพวกเขาลง’ ด้วยคำพูด เพื่อจะได้ไม่ทำให้โลหิตของซาอูลตก ” Dale Ralph Davis, vol. 2, pp. 105-106.

115 ช่วงเวลานี้ของดาวิด ซาอูลเปรียบเหมือนโกลิอัทอีกคน ผมคิดว่าการที่จะไปยืนต่อหน้าซาอูลได้ ต้องใช้ความกล้ามาก มากพอๆกับไปยืนต่อหน้าโกลิอัททีเดียว

116  เข้าใจว่าดาวิดกำลังทำพันธสัญญากับซาอูลว่าจะไม่ฆ่าพงศ์พันธ์ของท่านจนหมด เพื่อครอบครัวของท่าน (และชื่อของท่าน) จะดำรงอยู่หลังจากที่ท่านตายไปแล้ว ที่ไม่เข้าใจคือดาวิดสัญญาว่าจะไม่ฆ่าลูกหลานของซาอูล แต่พอมาถึง 2 ซามูเอล 21 ดาวิดส่งลูกหลานของซาอูลไปให้ถูกฆ่าเสียเจ็ดคน ชดเชยที่ซาอูลเคยฆ่าคนกิเบโอน ในจำนวนนั้นมีบุตรชายสองคนของริสปาห์ ผู้เป็นสนมของซาอูล บุตรชายห้าคนของเมราบบุตรสาวของซาอูลที่เกือบจะได้แต่งงานกับดาวิด ดาวิดไม่ได้ฆ่าบุตรชายของซาอูลหรือบุตรของโยนาธานเลย จึงกล่าวได้ว่าท่านรักษาพันธสัญญาที่มีไว้กับซาอูลและกับโยนาธานทุกประการ

117 การจากกันของดาวิดและซาอูลใน 24:22 เป็นเหมือนเส้นขนานระหว่างการจากกันของ โยนาธานและดาวิดใน 23:18 ผมไม่แน่ใจว่าการจากกันของสองเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่แน่นอนต้องเกี่ยวข้องกัน

118 จากหนังสือของ ยอห์น เมอร์เรย์ ชื่อ The Epistle to the Romans The New International Commentary on the New Testament, 2 vols. [Grand Rapids: Eerdmans, 1965], 2:141-142 ที่ Dale Ralph Davis นำมาใช้ vol. 2, p. 108, fn. 10.

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(Cr.ภาพ jwitness-forum.proboards.com)

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)