1ซามูเอล บทเรียนที่ 27 จากจับปลาสองมือเป็นติดกับตนเอง

บทที่ 27: จาก “จับปลาสองมือ” มาเป็น “ติดกับตนเอง” (1 ซามูเอล 29:1–30:6)

คำนำ

ผมมีเพื่อนวัยเยาว์ที่ชอบพอกันอยู่หลายคน เมื่อเร็วๆนี้มีคนหนึ่งแวะมาหาตอนผมกำลังรวบรวมคำเทศนาของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อนอายุเก้าขวบของผมชื่อลุควิ่งมาดูว่าผมกำลังทำอะไร “ลุงเขียนอะไรไว้บนจอคอมพิวเตอร์ครับ?” ลุคถาม “อ๋อ เป็นคำเทศนาของอาทิตย์ที่แล้ว” ผมตอบ “ยาวจังนะครับ?” เขาคุยต่อ “คงงั้นมั้ง” ผมก็ตอบๆไป แล้วเลื่อนหน้าจอต่อไปเรื่อยๆจนถึงหน้า 10 ลุคชวนคุยไปด้วยมองตามไปด้วยอย่างสนใจ อยู่ดีๆเขาก็พูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวครับลุง บ็อบ !” “ผมว่าผมเห็นอะไรบางอย่าง ลุงช่วยเลื่อนกลับขึ้นไปอีกนิดได้ไหม — อีกนิดเดียวเอง?” แล้วลุคก็ชี้ไปบนจอ ที่คำเทศนาประโยคที่ว่า “ซาอูลผู้บังคับกองพัน หวังว่าดาวิดจะถูกฆ่า” “ลุงหมายความตามนี้จริงๆหรือครับ?” ลุคถาม “สงสัยไม่ใช่” ผมยอมรับ รู้สึกขายหน้าเล็กน้อย แต่ก็ทึ่งครับ ผมจึงแก้ใขประโยคนั้นใหม่จนลุคพอใจ “ซาอูลแต่งตั้งดาวิดให้เป็นผู้บังคับกองพัน ด้วยหวังว่าดาวิดจะถูกฆ่า” เสร็จแล้วเขาก็ไม่สนใจ ออกไปวิ่งเล่นต่อ ผมต้องพูดกับตัวเอง ว่า “ทำได้ไง?”

บางครั้งเราก็ได้รับความช่วยเหลือจากแหล่งที่แปลกๆ เห็นได้ชัดในกรณีของดาวิดใน 1 ซามูเอล 29 ดาวิดหาเรื่องใส่ตัวจนดิ้นแทบไม่หลุด หลังจากได้รับการช่วยกู้หลายต่อหลายหนจากเงื้อมมือของซาอูล ดาวิดเบื่อที่จะต้องรอนแรมไปมาเหมือนผู้อพยพ ในช่วงเวลา แห่งความท้อแท้ ท่านคิดว่ามีเหตุผลพอที่จะหนีไปให้พ้นจากซาอูลโดยเข้าไปอยู่ในดินแดนฟิลิสเตีย ดาวิดมั่นใจว่าถ้าซาอูลรู้ว่าหนีไปแล้วก็จะไม่ออกตามล่าอีก ดาวิดพร้อมด้วยผู้ติดตาม 600 คน ไม่นับภรรยาและลูกๆอีกที่อพยพเข้าไปในฟิลิสเตีย ดาวิดโน้มน้าวกษัตริย์อาคีชของฟิลิสเตียให้ท่านออกไปจากเมืองกัท ไปอยู่หัวเมืองที่ห่างไกลอย่างศิกลากแทน จากเมืองนี้ดาวิดตั้งกองบัญชาการสำหรับโจมตีและปล้นศัตรูของอิสราเอล และหลังการปล้นแทบทุกครั้งท่านจะหลอกอาคีชว่าออกไปปล้นหมู่บ้านหรือเมืองของอิสราเอลที่อยู่ใกล้ๆกัน เพื่อไม่ให้เรื่องนี้ไปถึงหูของอาคีช ดาวิดจึงต้องฆ่าทุกคนไม่ให้เหลือรอดไปได้ ท่านนำของบางส่วนที่ปล้นได้ไปมอบให้อาคีช (ดู 27:9) และในเวลาเดียวกันก็แบ่งให้คนอิสราเอลพี่น้องร่วมชาติด้วย (อย่างน้อยก็หนึ่งครั้ง) (ดู 30:26-31) อาคีชคิดว่าดาวิดไปปล้นเอามา พูดง่ายๆก็คือท่านกำลังจับปลาสองมือ

ดูเหมือนดาวิดจะหลุดรอดไปได้ทุกครั้ง แต่อยู่ๆเหตุการณ์ก็กลับตาลปัตร กลายเป็นดาวิดกำลังจะติดกับตนเอง กษัตริย์อาคีชบอกกับดาวิดว่าผู้บัญชาการกองทัพฟิลิสเตียกำลังรวมพลครั้งยิ่งใหญ่เพื่อไปโจมตีอิสราเอล ดาวิดและพรรคพวกทั้ง 600 คนต้องไปร่วมรบในครั้งนี้ด้วยเพื่อเป็นเกียรติแก่อาคีช ดาวิดทำให้ผู้อ่านพระวจนะตอนนี้ผวาโดยบอกอาคีชว่าท่านจะไปรบอย่างกล้าหาญเพื่อชาวฟิลิสเตีย ท่านสัญญากับอาคีชว่าจะทำเต็มกำลังในสงครามครั้งนี้ อาคีชตอบสนองดาวิดด้วยการมอบสิ่งที่ท่านคิดว่าเป็นรางวัลยิ่งใหญ่สำหรับการรับใช้ที่สัตย์ซื่อ – ตั้งเป็นราชองครักษ์ส่วนตัวตลอดชีพ ใครจะไปนึกถึงว่าดาวิดผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ถือเครื่องอาวุธให้ซาอูล จะได้เป็นองครักษ์ส่วนตัวของกษัตริย์ฟิลิสเตีย

ผู้เขียนทำให้เราตกใจด้วยสถานการณ์ที่หักมุมในทันที หมุนกลับไปเล่าเรื่องซาอูลไปพบหญิงคนทรงที่เมืองเอนโดร์แทน ในบทที่ 29 เราพบว่ากษัตริย์ซาอูลกลายเป็นคนท้อแท้หมดเรี่ยวแรง ไม่ได้รับความเห็นใจหรือคำแนะนำใดๆจากพระเจ้า ท่านรู้ดีว่าคงต้องถูกฟิลิสเตียบดขยี้แน่ ขณะจมอยู่ในความทุกข์ ซาอูลไปขอคำปรึกษาจากหญิงคนทรงที่เมืองเอนโดร์ และเมื่อรู้แน่ว่าพระเจ้าจะไม่ช่วย แต่จะมอบท่านและกองทัพอิสราเอลให้ตกอยู่ในเงื้อมมือฟิลิสเตียแทน ซาอูลหมดสภาพโดยสิ้นเชิง แน่นิ่งไปด้วยความกลัว ในที่สุดท่านยอมฝืนกินอาหารเพื่อจะมีเรี่ยวแรงเดินทางกลับได้ในคืนนั้น กลับสู่กองทัพของท่านเพื่อออกสู่สนามรบโดยรู้ดีว่าสงครามครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร

ตลอดเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวระหว่างซาอูลและหญิงคนทรงที่เอนโดร์ เรายังคาใจอยู่ที่เรื่องของดาวิด ที่นำตนเองเข้าไปพัวพันในสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่น เหมือนถูกสั่งให้จับตายในหนังจารกรรม ไม่รู้จะออกไปจากสถานการณ์นี้อย่างไร ถ้าดาวิดร่วมรบอย่างสัตย์ซื่อให้อาคีชพร้อมกับชาวฟิลิสเตีย ก็เท่ากับกำลังต่อสู้กับคนของท่านเอง (คนอิสราเอล) กษัตริย์ของท่านเอง (ซาอูล) และกับเพื่อนรักอย่างโยนาธาน ถ้าดาวิดไม่ไปรบเพื่อชาวฟิลิสเตีย แน่นอนหมายความว่าท่านต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามกับฟิลิสเตียในสนามรบ สรุป ท่านก็ตกอยู่ในปัญหาที่ยังหาทางออกไม่ได้ พระประสงค์ของพระเจ้าคือต้องการมอบอิสราเอลให้อยู่ในเงื้อมมือของฟิลิสเตีย และต้องการเอาชีวิตของซาอูลและบุตรของท่านในสงคราม ถ้าดาวิดไปสู้กับฟิลิสเตีย ก็เท่ากับไปต่อต้านพระประสงค์ของพระเจ้า แล้วท่านควรทำอย่างไร? ในตอนต้นของบทที่ 27 การไปอยู่ในฟิลิสเตียดูจะเป็นการหาทางออกที่ชาญฉลาด รอดไปจากเงื้อมมือของซาอูล และทำตัวให้กลมกลืนไปได้ทั้งกับฟิลิสเตียและอิสราเอล แต่แล้วไม่นาน กลับพบว่าตนเองติดกับที่ทำเอาไว้ หาทางออกไม่ได้ ในเวลาเช่นนี้ มีความช่วยเหลือมาจากแหล่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ — จาก พวกผู้ใหญ่ในกองทัพฟิลิสเตีย

ข้อสังเกตุเบื้องต้น

ก่อนจะไปติดตามเรื่องที่ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้อย่างชาญฉลาด ให้มาดูข้อสังเกตุหลายประการที่จะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น

ประการแรก ไม่มีบันทึกว่าทำไมดาวิดถึงทำในสิ่งที่ท่านทำ ด้วยการดลใจจากพระเจ้า ผู้เขียนมักจะบอกอย่างชัดเจนถึงแรงจูงใจและความตั้งใจของดาวิด ตัวอย่างเช่นในตอนต้นของ 1 ซามูเอล ที่เล่าถึงสาเหตุที่ซาอูลเลื่อนดาวิดขึ้นให้รับตำแหน่งผู้นำ พร้อมทั้งเสนอยกธิดาให้แต่งงานด้วย ผู้คนรอบข้างยังเห็นไม่ชัดเจนในตอนนั้น แต่ผู้เขียน 1 ซามูเอลบอกผู้อ่านถึงแรงจูงใจและความตั้งใจที่แท้จริงของซาอูล : ท่านอิจฉาและกลัวว่าดาวิดจะมาแย่งเอาความนิยมไป จึงจงใจฆ่าและเพื่อเป็นการกำจัดศัตรูของราชบัลลังก์ด้วย ในบทที่ 27 เล่าถึงสาเหตุที่ดาวิดหนีจากซาอูลไปพึ่งกษัตริย์อาคีช : เพราะท่านกลัวและไม่เชื่อว่าจะอยู่ได้อย่างปลอดภัย จึงไปขอลี้ภัยอยู่ในฟิลิสเตีย ตอนนี้เราอยากรู้ว่าดาวิดวางแผนจะทำสิ่งใด และด้วยเหตุผลใด แต่กลับไม่มีบันทึกไว้

เรารู้แน่ว่าผู้เขียนไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลนี้ คงมีเหตุผลหลายประการที่ไม่บอกถึงความตั้งใจของดาวิดและทำไม (1) ผู้เขียนต้องการให้เราสงสัยว่าดาวิดคิดอะไร เพื่อให้ดูลึกลับหวาดเสียว นักเขียนที่ดีจะดึงความสนใจของผู้อ่านไว้ให้นาน แล้วค่อยๆเปิดเผย (2) ผู้เขียนไม่ต้องการทำให้ดาวิดเป็นเหมือนวีรบุรุษ แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นเพียง “มนุษย์ที่ยังมีกิเลส” ยังมีความสงสัย มีความกลัว และยังทำผิดเหมือนเราทั้งหลาย (3) ถ้าเรารู้ถึงความตั้งใจและเหตุผลของดาวิด เราจะเข้าข้างท่าน และพยายามหาข้อแก้ตัวให้ท่าน

ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่หลักศีลธรรมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หลักนี้ไม่ได้ตัดสินจากการกระทำ – ตัวอย่างเช่น การทำผิดศีลธรรม – เป็นความผิด แต่กลับไปพยายามแยกแยะ “ผิด” “ถูก” ในแง่ของแรงจูงใจ ถ้าผู้ชายทำผิดประเวณีเพราะ”ความรัก” “ความสงสาร” ฝ่ายตรงข้าม ไม่ควรนับว่าเป็นการกระทำผิด ทั้งที่เห็นอยู่ทนโท่ว่าทำผิด แรงจูงใจและทัศนคติใดก็ไม่ทำให้ถูกต้องไปได้ ผู้เขียนไม่ต้องการให้เรา “เข้าใจ” ว่าทำไมดาวิด ถึงทำเช่นนั้น แต่ให้เราเศร้าใจว่าทำไมท่านถึงทำ

ประการที่สอง ในบทนี้ผู้เขียนไม่เรียงตามลำดับเหตุการณ์อย่างที่เคย ในบทที่ 28 เราพบว่าอิสราเอลตั้งค่ายอยู่ที่กิลโบอา ขณะที่ฟิลิสเตียชุมนุมอยู่ที่ชูเนม (28:4) ซึ่งอยู่ทางเหนือไกลจากสนามรบจริงของทั้งสองฝ่าย (ดู 31:1) แต่ในบทที่ 29 ฟิลิสเตียรวมตัวกันอยู่ที่อาเฟก ในขณะที่อิสราเอลอยู่ที่ยิสเรเอล ซึ่งอยู่ใต้ลงไปมากกว่าที่เขียนไว้ในบทที่ 28 ก็แปลว่าเหตุการณ์ในบทที่ 29 เกิดก่อนบทที่ 28 ผู้เขียนตั้งใจจะไม่เรียงตามลำดับเหตุการณ์ แต่เรียงตามใจความสำคัญ ท่านต้องการชี้ให้เราเห็นประเด็นของท่านมากกว่าไปห่วงเรื่องเวลา เหมือนผู้เขียนตั้งใจเขียนให้เราเปรียบเทียบระหว่างเรื่องของซาอูลกับดาวิดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

ประการที่สาม ผู้เขียนไม่ได้อธิบายให้เราเห็นชัดเจน ไม่แม้กระทั่งเปิดเผยให้เห็นเต็มๆว่าเหตุการณ์นี้เป็นมาจากพระเจ้า ท่านเกรงว่าจะเป็นการทำลายแผนและจุดประสงค์ของเรื่องที่ตั้งใจจะอุบไว้ก่อน พระธรรมตอนนี้แทบไม่พูดถึงสิ่งที่ “พระเจ้าตรัส” แต่สิ่งที่ “พระเจ้าตรัส” กลับมาจากปากของกษัตริย์ต่างชาติอย่างอาคีชแทนที่จะมาจากปากของดาวิด ผมคิดว่าผู้เขียนไม่ต้องการดูถูกผู้อ่านด้วยการบอกทุกตอนว่าควรคิดอย่างไร ท่านคาดหวังให้เราอ่านเรื่องนี้ให้เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ศักดิ์สิทธิ อยู่ในกรอบของศาสนศาสตร์ตามธรรมบัญญัติโมเสส ต้องการให้ผู้อ่านคิดเอาเอง และหาข้อสรุปตามหลักพระคัมภีร์

ประการที่สี่ ขณะที่ดาวิดมีบทบาทเป็น – “ดารานำ” – ในเรื่องนี้ ท่านกลับเป็นนักพูดที่ไม่เก่ง ท่านพูดน้อยมาก อาคีชพูดมากที่สุด รองลงมา ก็พวกผู้ใหญ่ของฟิลิสเตีย

แมลงวันที่เกาะอยู่ในเต็นท์ของพวกฟิลิสเตีย (29:1-5)

1 ฝ่ายคนฟีลิสเตียชุมนุมกำลังทั้งสิ้นอยู่ที่อาเฟก และคนอิสราเอล ก็ตั้งค่ายอยู่ที่น้ำพุซึ่งอยู่ในเมืองอิสราเอล 2 เมื่อเจ้านายฟีลิสเตีย เดินผ่านไปตามกองร้อยและกองพัน และดาวิดกับคนของท่านก็ผ่านไปเป็นกองหลังกับอาคีช 3 แม่ทัพของคนฟีลิสเตียกล่าวว่า “พวกฮีบรูเหล่านี้มาทำอะไรที่นี่” และอาคีชก็รับสั่งแก่แม่ทัพคนฟีลิสเตียว่า “นี่คือดาวิดมหาดเล็กซาอูลกษัตริย์อิสราเอลไม่ใช่หรือ เขาอยู่กับเรามาเป็นวันเป็นปีแล้ว ตั้งแต่วันที่เขาหนีมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังไม่พบความผิดในตัวเขาเลย” 4 แต่เจ้านายฟีลิสเตียโกรธท่าน และเจ้านายฟีลิสเตียทูลท่านว่า “ขอส่งชายคนนั้นกลับไป เพื่อให้เขากลับไปยังที่ที่ท่านกำหนดให้เขาอยู่ และอย่าให้เขาลงไปรบพร้อมกับเราเกรงว่าเมื่อเรารบกัน เขาจะเป็นศัตรูของเรา เพราะว่าชายคนนี้จะคืนดีกับเจ้านายของเขาได้อย่างไร มิใช่ด้วยศีรษะของคนที่นี่ดอกหรือ 5 คนนี้ดาวิดมิใช่หรือ ซึ่งเขาร้องเพลงขับรำรับกันว่า ‘ซาอูล ฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ'”

พวกฟิลิสเตียเลือกอาเฟกให้เป็นเมืองสำหรับรวบรวมกำลังพลทั้งหมดเพื่อไปโจมตีอิสราเอล ที่นี่บรรดาเจ้านายของฟิลิสเตีย (ดูจากบทที่ 5 และ 6) เดินทางมาพร้อมกับคนใต้บังคับบัญชาของตน (เจ้านายเหล่านี้น่าจะเป็นกษัตริย์ห้าหัวเมืองหลักของฟิลิสเตีย อาคีชเป็นกษัตริย์เมืองกัท จึงนำกองกำลังมาจากเมืองในแถบนั้น) เมื่อมีการเดินตรวจ กองร้อยและกองพัน เจ้านายของฟิลิสเตียสี่ในห้าตกใจและรู้สึกโกรธต่อสิ่งที่เห็น

บางทีเราก็เคยพูดว่า “อยากเป็นแมลงวันไปเกาะที่ผนังจริงๆ จะได้ยินว่าเขาพูดอะไรกัน…” แปลว่าอยากไปอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่กำลังเกิดขึ้น ด้วยการดลใจจากพระเจ้า พวกเราได้เป็น ‘แมลงวันเกาะฝาผนัง’ ในค่ายของฟิลิสเตีย – อยู่ในเต็นท์ที่มีการถกเถียงกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดระหว่างพวกผู้นำ

“กองหลัง” ในกองทัพฟิลิสเตียเป็นใครไปไม่ได้นอกจากดาวิดและคนของท่าน ผมใช้เวลานานพอดู (แถมมีเวลาค่อนข้างจำกัด) กว่าจะเข้าใจถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องทหาร ยังจำได้หรือไม่ว่าอาคีช “ให้เกียรติ” ดาวิดโดยแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์ส่วนตัว ผมคิดว่ากองกำลังทั้งห้าที่เดินให้ตรวจพลนั้น กองที่ห้าน่าจะเป็นของอาคีชซึ่งมีดาวิดอยู่ท้ายขบวน151 เป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก เพราะศัตรูอาจลอบโจมตีจากด้านหลัง ซึ่งมีโอกาสพอๆกับด้านหน้า กองหลังมักเป็นพวกเก่งกล้ามีฝีมือ ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี ดาวิดและคนของท่านได้รับ “เกียรติ” นี้

สิ่งที่อาคีชเห็นว่าเป็นการ “ให้เกียรติ” กลับกลายเป็น “ฝันร้าย” ของเจ้านายฟิลิสเตียที่เหลือ ในขณะที่ไม่มีการเล่าว่าดาวิดคิดหรือวางแผนอะไรในใจ เรากลับมี โอกาสได้ยินข้อถกเถียงของผู้นำทหารสูงสุดระหว่างอาคีชและเจ้านายทั้งสี่ เจ้านายทั้งสี่คงโกรธจนหน้า เขียว นึกไม่ถึงว่าอาคีชจะไร้เดียงสาขนาดนี้ เอาดาวิดมาร่วมรบด้วย แถมยังให้อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด พวกเขาไม่พอใจอย่างมาก และไม่รอที่จะพูดกับอาคีชให้รู้เรื่อง ดาวิดกับพรรคพวก (ฮีบรู) 600 คนมาทำอะไรอยู่ในกองทัพฟิลิสเตีย? อาคีชมีคำตอบอยู่แล้ว นี่คือดาวิดผู้รับใช้ของซาอูลกษัตริย์อิสราเอลใช่หรือไม่? อาคีชมองโลกตรงกันข้ามกับผู้นำทั้งสี่สิ้นเชิง ท่านเห็นว่าดาวิดเป็นสมบัติล้ำค่า เพราะตัวดาวิดเอง ดาวิด “เปลี่ยนสี” ไปแล้ว มาสัตย์ซื่อกับท่านแทนซาอูล ใครจะไม่เห็นคุณค่าของคนที่เคยเป็นสมบัติล้ำค่าของซาอูลมาก่อน แล้วอยู่ๆกลับกลายมาเป็นพันธมิตร เราเห็นชัดเจนว่าดาวิดได้เปลี่ยนไปแล้ว มาเป็นพวกเดียวกับเรา คงกลับไปอิสราเอลไม่ได้อีกแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อาคีชรับรองกับพวกผู้นำ ตลอดเวลาที่ดาวิดหนีมาจากซาอูล อาคีชยังไม่เห็นท่านทำผิดประการใด “เชื่อผมเถอะพวก ดาวิดเป็นฝ่ายเราแน่ๆ และจะเป็นประโยชน์กับเราอย่างมหาศาล”

ผู้นำทั้งสี่ไม่ได้ประทับใจในสิ่งที่อาคีชพูด แถมคำตอบของอาคีชยิ่งทำให้พวกเขาโกรธแค้นเข้าไปใหญ่ หมอนี่ถูกดาวิดหลอกได้ยังไง? ทำไมถึงได้โง่ขนาดนี้? ทำไมมองไม่ออกว่าดาวิดเป็นยังไง? ดาวิดเป็นคนฮีบรู เป็นฮีบรูที่ถูกเนรเทศ และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ซาอูลใจอ่อน จะทำให้สำเร็จได้ก็ต้องแกล้งมาประจบฟิลิสเตีย และหักหลังในระหว่างสงคราม152 อาคีชลืมความสามารถทางทหาร ความหลักแหลมและความนิยมที่คนอิสราเอลมีต่อดาวิดได้อย่างไร? ลองเอาเพลงที่เคยร้องมาทบทวนดูสักครั้ง : “ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ ; ดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ”

ผู้นำทั้งสี่ไม่ยอมให้อาคีชมีทางเลือก พวกเขาสั่งให้ส่งดาวิดกลับไป – กลับไปที่ ศิกลาก ไม่ต้องมาร่วมรบ หรือจะพูดให้ชัดๆไม่ต้องการออกไปรบพร้อมกับดาวิด ถ้าอาคีชยังอยากให้ดาวิดลี้ภัยอยู่ ให้อยู่ในศิกลากก็ดีแล้ว เพราะที่นั่นอยู่ไกลเกินกว่าจะก่อเรื่องได้ ส่งดาวิดกลับไปศิกลาก ไม่มีการออกไปร่วมรบกับ ฟิลิสเตีย เป็นอันยุติ!

อาคีชขอโทษดาวิดและขอให้ท่านกลับไป (29:6-11)

6 อาคีชจึงเรียกดาวิดเข้ามารับสั่งแก่ท่านว่า “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ ฉันใด ท่านได้ปฏิบัติตนเป็นคนซื่อสัตย์มาแล้ว สำหรับเรา เราก็เห็นชอบ ที่ท่านออกทัพไปกับเรา เพราะเราไม่เห็นมีความผิดอันใดในท่านตั้งแต่วัน ที่ท่านมาอยู่กับเราจนถึงวันนี้ แต่อย่างไรก็ตามบรรดาเจ้านายไม่เห็นพ้องในเรื่องท่าน 7 ฉะนั้นขอท่านกลับไปเสีย จงไปอย่างสันติเถิดเพื่อไม่ให้เป็นที่ขัดใจเจ้านายฟีลิสเตียทั้งหลาย” 8 และดาวิดก็ทูลอาคีชว่า “แต่ข้าพระบาทได้กระทำสิ่งใด หรือฝ่าพระบาทได้พบสิ่งใดในตัวของข้าพระบาทตั้งแต่วันที่ข้าพระบาทเข้ามารับราชการจนบัดนี้ว่า ข้าพระบาทไม่ควรจะไปรบกับศัตรูของพระราชาเจ้านายของข้าพระบาท” 9 อาคีชก็รับสั่งตอบดาวิดว่า “เราทราบแล้วว่าในสายตาของเรา ท่านดีแล้วอย่างทูตสวรรค์ของพระเจ้า แต่บรรดาแม่ทัพแห่งฟีลิสเตียกล่าวว่า ‘อย่าให้เขาขึ้นไปในการรบกับเรา เลย’ 10 เมื่อเป็นอย่างนี้ ขอท่านลุกขึ้นแต่เช้าพร้อมกับพวกพลแห่งนายของท่าน คือคนที่มากับท่าน เมื่อพวกท่านลุกขึ้นในเวลาเช้ามืด พอมีแสง ก็จงออกเดิน” 11 ดาวิดจึงลุกขึ้นตั้งแต่มืด คือตัวท่านพร้อมกับคนของท่าน เพื่อออกเดินในตอนเช้ากลับไปยังแผ่นดินฟีลิสเตีย แต่คนฟีลิสเตีย ขึ้นไปยังยิสเรเอล

อาคีชมีภาระที่ไม่น่าอภิรมย์นักที่ต้องทำให้ดาวิดรู้สึก “ผิดหวัง” ด้วยการบอกให้กลับบ้านไป อาคีชใช้ภาษาพูดที่ดูไม่สมกับความเป็นคนต่างชาติ: “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด . . .” (29:6) ตรงนี้ท่านไม่ได้หมายถึง “พระ” ทั่วไป แต่เป็นคำในภาษาฮีบรู ยาเวห์ พระเจ้าเที่ยงแท้เพียงพระองค์เดียว พระเจ้าของอิสราเอล ต่อมา ในข้อ 9 กษัตริย์อาคีชกล่าวว่าดาวิดเป็นเหมือน “ทูตสวรรค์ของพระเจ้า” ซึ่งเป็นการใช้คำที่แปลกมาก แทนที่ดาวิดจะเป็นพูดคำว่า “พระเจ้า” กลายเป็นอาคีชแทน อาจเป็นได้ที่อาคีชเลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมกับความเชื่อของดาวิด หรืออาจเป็นได้ว่า ความเชื่อของดาวิดมีอิทธิพลต่ออาคีช

เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ได้ยินอาคีชพูดเรื่องดีๆเกี่ยวกับดาวิด ดูยกยอจนเกินไป ไม่สมจริง อาคีชบอกดาวิดว่าในสายตาของท่าน ท่านพอใจดาวิดมากตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ด้วย ดาวิดไม่ได้ทำผิดประการใดต่อท่าน อาคีชจะรู้สึกแบบนี้อยู่หรือเปล่าถ้ารู้ว่าที่จริงแล้วดาวิดทำอะไร? ไปปล้นฆ่าใครมา? และรายงานที่อาคีชได้รับเป็นเรื่องจอมปลอมทั้งสิ้น ผมว่าคงจะไม่! แต่อาคีชมีสิ่งดีๆที่พูดเกี่ยวกับดาวิด พูดว่าในสายตาของท่านดาวิดเป็นเหมือน “ทูตสวรรค์ของพระเจ้า” (ข้อ 9) อาคีชถูกดาวิดตบตา และการหลอกลวงของดาวิดก็เห็นได้ชัดจากคำเยินยอของกษัตริย์ต่างชาติผู้นี้ อาคีชไม่เพียงแต่ยกยอดาวิดยังขอโทษอีกด้วย อธิบายว่าท่านเองนั้นต้องการให้ดาวิดไปร่วมรบในสงครามต่อสู้อิสราเอลด้วย แต่เจ้านายที่เหลือทั้งสี่ไม่ยอม ดาวิดและคนของท่านจึงต้องกลับไปที่ศิกลากในตอนเช้า

ดาวิดยังทำให้ผมประหลาดใจอีก ถ้าผมเป็นดาวิด พอได้ยินคำพูดเช่นนี้จากอาคีช คงดีใจจนเนื้อเต้นเพราะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เจ้านายทั้งสี่ของฟิลิสเตียไม่ยอมให้ไปร่วมรบ และอาคีชก็มาพูดถึง “ข่าวร้าย” นี้อย่าง เจื่อนๆ ข่าวร้ายหรือ? นี่เป็นเรื่องวิเศษสุด! ดาวิดไม่ต้องไปต่อสู้กับอิสราเอล กับซาอูล หรือกับโยนาธาน หรือแม้กับอาคีชหรือพวกฟิลิสเตียเอง ที่ท่านต้องทำคือเดินทางกลับบ้านที่ศิกลาก แทนที่จะยอมรับคำสั่งของอาคีชและพวกผู้นำฟิลิสเตียอย่างถ่อมตัว ท่านกลับท้วงให้พวกผู้นำคิดดูใหม่ ประหนึ่งว่าท่านกระหายที่จะออกไปร่วมรบด้วย พอได้รับ “ทางออก” ดาวิดกลับทำเป็นไม่สนใจ

เดล ราล์ฟ ดาวิสพูดถึงเรื่องนี้อย่างติดตลกว่า :

“เหตุการณ์ตอนนี้ดูน่าขัน (ข้อ 6-8) อาคีชยืนขอโทษและย้ำว่าที่จริงอยากให้ดาวิดไปด้วยมาก ท่านเยินยอในความสัตย์ซื่อของดาวิด ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ ในขณะเดียวกันดาวิดทำสีหน้าเหลือเชื่อ ทำเสียงฉุนเฉียวไม่พอใจทั้งๆที่ไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนั้น คนถูกหลอกพยายามปกป้องผู้มาหลอก และคนที่หลุดรอฉุนเฉียวกับโอกาสที่รอดไปได้ !”153

ถ้าคำพูดท้วงของดาวิดเป็นการแสดง ท่านก็เป็นนักแสดงที่เก่งมาก เป็นเรื่องน่ายินดีที่เจ้านายทั้งสี่ของฟิลิสเตียหนักแน่นไม่เปลี่ยนใจ ดาวิดต้องกลับไปศิกลากวันรุ่งขึ้น เช้าวันรุ่งขึ้นดาวิดและทหารฟิลิสเตียต่างก็ไปตามทางของตน ฟิลิสเตียไปยังยิสเรเอลที่อิสราเอลตั้ง ค่ายอยู่ ส่วนดาวิดกลับไปศิกลาก ท่านได้รับการช่วยผ่านทางความโกรธเกรี้ยวของผู้นำทั้งสี่ของฟิลิสเตีย ที่ไม่ยอมรับแผนการของอาคีช

ปัญหาที่บ้าน (30:1-6)

1 อยู่มาในวันที่สามเมื่อดาวิดกับคนของท่านมาถึงเมืองศิกลาก ปรากฏว่าคนอามาเลขได้มาปล้นเนเกบกับปล้นศิกลากแล้ว เขา ชนะศิกลากและเผาเสียด้วยไฟ 2 และจับผู้หญิงกับทุกคนที่อยู่ในนั้นไปเป็นเชลยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ได้ฆ่าผู้ใดเลยแต่กวาดต้อน ไปตามทางของเขา 3 เมื่อดาวิดกับคนของท่านมาที่ตัวเมืองก็เห็นว่าเมืองนั้นถูกเผาด้วยไฟ และภรรยากับบุตรชายบุตรหญิงของเขา ก็ถูกกวาดไปเป็นเชลย 4 แล้วดาวิดกับประชาชนที่อยู่กับท่านก็ร้องไห้เสียงดังจนเขาไม่มีกำลังจะร้องไห้อีก 5 อาหิโนอัมชาวยิสเรเอล และอาบีกายิลแม่ม่ายของนาบาลชาวคารเมล ภรรยาทั้งสองของดาวิดก็ถูกกวาดไปเป็นเชลยด้วย 6 และดาวิดก็เป็นทุกข์หนักเพราะ ประชาชนพูดกันว่าจะขว้างท่านเสียด้วยก้อนหินด้วยจิตใจของประชาชนต่างก็ขมขื่นมาก เพราะบุตรชายและบุตรหญิงของเขา แต่ดาวิดก็มีกำลังขึ้นในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน

ขณะที่ดาวิดและคนของท่านอยู่กับอาคีชที่อาเฟก คนอามาเลขก็มาปล้นบ้านของท่านที่ศิกลาก มีบทเรียนบางประการที่นี่ ถ้าเราล้มเหลวในการทำตามแผนการของพระเจ้าอย่างครบถ้วน ผลที่เกิดตามมานั้นจะวอดวาย ความล้มเหลวของซาอูลที่ไม่กำจัดคนอามาเลขให้สิ้น ทำให้การปกครองของท่านสิ้นสุด ท่านและบรรดาบุตรต้องจบชีวิตลง ดาวิดออกไปปล้นฆ่าขณะอยู่ที่ศิกลาก เป็นการออกไปจัดการกับศัตรูของอิสราเอล รวมถึงพวกอามาเลขด้วย (ดู 27:8) การถูกปล้นคราวนี้เกี่ยวกันหรือไม่? ไม่ว่าจะเหตุผลใด ชาวอามาเลขถือโอกาสในขณะที่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลของฟิลิสเตีย มาบุกและจู่โจมชาวบ้านที่ไม่มีทางสู้ หนึ่งในนั้นคือเมืองศิกลาก บ้านเมืองถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น แต่ยังไว้ชีวิตผู้คนและสัตว์เลี้ยง ผิดกับดาวิดที่จัดการกับคนอามาเลขอย่างดุเดือด154

สำหรับดาวิดและคนของท่าน ได้กลับจากอาเฟกไปศิกลากทำให้รู้สึกโล่งใจ เหมือนนักเรียนที่กำลังจะไปทัศนาจรต่างจังหวัด ผมพอนึกภาพออกว่าดาวิดรู้สึกโล่งใจที่ได้ออกมาจากค่ายทหารฟิลิสเตียและเดินทางกลับศิกลาก พวกเขาถูกให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจนี้อย่างมีเกียรติ แทนที่จะอย่างน่าอับอาย อาคีชยังมองดาวิดในแง่ดี และผู้นำทั้งสี่ยังมีความกลัวดาวิดอยู่ พวกเขาไม่ต้องออกต่อสู้กับพี่น้องร่วมชาติ และไม่ต้องทรยศกับฟิลิสเตีย พวกเขาได้รับการช่วยกู้ ไม่มีใครต้องเสียชีวิตในสงคราม ที่ต้องทำคือกลับไปบ้านที่ศิกลาก ไปใช้เวลากับครอบครัว155 เหมือนโฆษณาในทีวีคนพวกนี้สะกดคำว่า “โล่งใจ” อย่างไร? พวกเขาสะกดว่า “ศิ ก ล า ก”

เมื่อเข้าไปใกล้ศิกลาก พวกเขาเริ่มมองเห็นหรืออาจได้กลิ่นควัน ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในกองทหารเล็กๆนี้ เราคงนึกภาพว่าสีหน้าเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นตื่นตระหนก มีเสียงถามกันเซงแซ่ แล้วตามมาด้วยความนิ่งงัน เมืองทั้งเมืองพินาศมอดไหม้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือ ไม่มีศพใครนอนตาย อาจมีคนเหลือรอด แต่พวกที่รอดคงอยากตายมากกว่า

เป็นเวลาที่มืดมนที่สุดสำหรับดาวิดอีกครั้ง ในชั่วขณะไม่มีใครนึกถึงเรื่องไล่ตามไป ไม่ว่าจะเป็นฝีมือใคร156 ภรรยาทั้งสองของดาวิดและครอบครัวของคนของท่านถูกจับไปด้วย ทุกคนตกใจแทบสิ้นสติ ไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องเลวร้ายอย่างนี้เกิดขึ้น พวกเขาคร่ำครวญร้องให้จนไม่มีน้ำตาหรือเรี่ยวแรงเหลืออยู่เลย

เป็นภาพที่ไม่น่าดู และน่าเกลียดยิ่งขึ้นเมื่อเริ่มซึมซับว่าเกิดอะไรขึ้น คนของดาวิดเริ่มตั้งสติและคิดทบทวน น่าจะเป็นความผิดของดาวิด ที่นำพวกเขาออกมาจากเมืองกัทมาอยู่ที่ศิกลาก ให้นำครอบครัวมาด้วย ดาวิดนำทีมออกปล้นฆ่า มีชาวอามาเลขอยู่ในจำนวนนั้น การกระทำของท่านทำให้ต้องเข้าไปพัวพันกับกองทัพฟิลิสเตีย เพราะท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาคีช ต้องเดินทางไปไกลถึงอาเฟก ไกลจากครอบครัวที่ตกอยู่ในอันตราย ถูกลักพาตัวไป พวกเขารู้สึกพอกันทีกับดาวิดและการนำของท่าน พวกเขาเครียดจัดจนโกรธเกรี้ยว พูดคุยกันว่าสมควรเอาหินทุ่มดาวิดให้ตาย

เหตุการณ์ตอนนี้เลวร้ายกว่าที่ดาวิดคาดคิด ท่านถูกซาอูลและพี่น้องอิสราเอลหลายคนขับไล่ พี่น้องในเผ่าเดียวกันก็พร้อมจะขายท่านให้ซาอูลเพื่อฆ่าให้ตาย หลังจากถูกซาอูลและคนอิสราเอลปฏิเสธ ท่านหนีไปพึ่งอาคีช ที่อ้าแขนต้อนรับด้วยความยินดี แต่แล้วกลับถูกฟิลิสเตียต่อต้านและถูกส่งกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านก็พบว่าทั้งครอบครัวและคนที่เหลือทั้งหมดถูกจับไป ฝูงสัตว์ถูกต้อนไป และเมืองถูกเผาราบ ที่แย่ไปกว่านั้น ท่านถูกคนของท่านเองปฏิเสธและอยากฆ่าให้ตาย ความเลวร้ายต่างๆที่ไม่น่าเกิดก็เกิดขึ้นทั้งหมดในทันที

บทสรุป

ในขณะที่เราหยุดคิดถึงช่วงเวลาอันมืดมิดของดาวิด ให้เรามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น และเราสามารถเรียนรู้จากเรื่องนี้ได้อย่างไร

บทเรียนบทแรก คือผลของบาปจะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่ยังไงก็หนีไม่พ้น สิ่งที่เราอ่านจากบทเรียนตอนนี้คือผลของการ ตัดสินใจที่ผิดพลาดในส่วนของดาวิดหนึ่งปีก่อนหน้า ท่านตัดสินใจละทิ้งแผ่นดินอิสราเอล หนีไปหาอาคีชที่ฟิลิสเตียเพื่อขอความคุ้มครอง (27:1) จากคำพูดที่พูดกับซาอูลในบทที่ 26 เราคงค้านการตัดสินใจหอบผู้คนและครอบครัวของพวกเขาไปยังฟิลิสเตียไม่ได้ อย่างน้อยการตัดสินใจในครั้งนั้นค้านกับคำพิพากษาที่ท่านเองพูดไว้อย่างมีเมตตาต่อซาอูลก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นในตอนนั้นออกมาดีมาก ดาวิดและคนของท่านได้อยู่กับครอบครัว ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากอาคีช ได้อาศัยอยู่อย่างสุขสบาย และมีโอกาสไปปล้นฆ่าศัตรูของอิสราเอล และยังได้รับความนิยมจากพี่น้องอิสราเอลบางพวกอีก (30:26-31) พวกเขาเหยียบเรือสองแคม หวังผลจากทั้งสองฝ่าย และดูท่าจะไปได้สวย

สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ ผลพวงของบาปเริ่มปรากฎชัดออกมา อาคีชปลื้มดาวิดมาก แทนที่จะให้เป็นแค่ผู้ลี้ภัย ดาวิดได้รับแต่งตั้งให้เป็นราชองครักษ์ส่วนตัวของกษัตริย์ฟิลิสเตีย และเป็นผู้นำของคน 600 คนในกองทัพฟิลิสเตีย ดาวิดติดอยู่ตรงกลาง ถึงเวลาที่ต้องพิสูจน์ตนเองแล้ว ตอนนี้ท่านต้องออกไปสู้กับคนที่พระเจ้าเจิมไว้ สู้กับโยนาธานผู้เป็นบุตรและเป็นเพื่อนรักที่สุด ดาวิดหนีไปฟิลิสเตียเพราะต้องการ “รักษา” ชีวิตคนของท่านและครอบครัวเพื่อให้พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน แต่แล้วกลับถูกจับไปเป็นเชลยโดยใครก็ไม่รู้ คนของดาวิดที่ได้รับประโยชน์จากการหนีตามท่านไปฟิลิสเตียกำลังจะเอาหินทุ่มท่านให้ตาย พวกนก (คำสุภาษิต) มักกลับมาตายรัง น่าจะอธิบายได้ชัดเจน

พระเจ้ากับมารต่างกันมหาศาลตรงจุดนี้ พระเจ้าแสดงให้เห็นผลของบาปอย่างชัดเจน แม้มีรายละเอียดมากมาย เราสามารถสรุปทั้งหมดได้ด้วยคำพูดว่า : “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (โรม 6:23) แม้จะเป็นเรื่องการสามัคคีธรรมกับพระองค์ – การติดตามพระเยซูคริสต์ – พระผู้เป็นเจ้าของเราต้องการสำแดงให้เราเห็นทั้งผลที่เกิดขึ้นในทันที และประโยชน์ในระยะยาว พระเจ้าไม่ได้ “หลอกล่อ” ให้เราทำดีโดยติดป้ายรางวัลไว้สวยหรู “แต่พวกมารทำ” มันทำให้เห็นว่าผลของบาปนั้นเล็กนิดเดียว และบางทีแทบไม่มีเลย (เช่น “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก!” ปฐมกาล 3:4) แต่ขอ ให้แน่ใจเถิดว่าราคาของความบาปนั้นสูงมาก

หลายปีมาแล้วผมและครอบครัวไปใช้เวลากันที่ซิกส์แฟลคส์ในเท็กซัส (เป็นสวนสนุก) ไปกับอีกครอบครัวหนึ่ง มีคนสกิดใจให้ผมนึกถึงค่าจ้างของความบาป หลังจากที่เราจ่ายค่าผ่านประตูที่แพงลิบเข้าไป และยืนเข้าแถวรอเล่นเครื่องเล่นที่โฆษณาสรรพคุณเสียเลิศเลอ พอเล่นจบ ผมหันไปพูดกับเพื่อนว่า : “นี่เป็นการสาธิตให้เห็นผลของความบาปอย่างดี ราคาแพงมาก แต่สนุกประเดี๋ยวเดียว!” เช่นกันกับดาวิด เวลาที่สนุกผ่านไปแล้ว ถึงเวลาต้องชดใช้

16 คนมีปัญญาก็ระวังตัวและหันเสียจากความชั่วร้าย แต่คนโง่ขาดความยับยั้งและสะเพร่า (สุภาษิต 14:16)

ประการที่สอง เราเห็นจากบทเรียนตอนนี้ว่า ผลพวงจากความบาปจะแผ่ไปถึงคนรอบด้าน สร้างความเจ็บปวดและความทุกข์ให้กับคนที่เรารักที่สุดเสมอ ผมแน่ใจว่าดาวิดคิดว่าตนเองทำดีที่สุดให้กับครอบครัวโดยการพาไปอยู่ในดินแดนฟิลิสเตีย แต่การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผิดสำหรับท่าน (บทที่ 26) สำหรับครอบครัวของท่านด้วย แม้เรารู้ว่าในที่สุดจะกลับกลายเป็นดีก็ตาม แต่ในช่วงเวลาเหล่านั้น คนในครอบครัวต้องเผชิญกับความกลัว ความบอบช้ำมากมาย เป็นการจ่ายด้วยราคาที่แสนแพง – โดยความทุกข์! เมื่ออับรามสั่งภรรยา นางซารายให้โกหกคนอื่นว่านางเป็นน้องสาวนั้น ทั้งสองเจ็บปวดที่ต้องแยกจากกัน คืนแล้วคืนเล่านับเป็นค่าจ้างราคาแพงสำหรับความบาปของท่าน

อาสาฟ ผู้เขียนสดุดีในสมัยโบราณเขียนสดุดีบทหนึ่งในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ในชีวิตของท่าน สดุดีบทที่ 73 เริ่มต้นด้วยการยืนยันหลักการของพระคัมภีร์ :

1 แท้จริงพระเจ้าทรงดีต่ออิสราเอล ต่อบุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์ (สดุดี 73:1)

แล้วท่านก็พูดต่อไปว่าท่านมองไปรอบข้าง เหมือนไม่เป็นความจริง คนชอบธรรมถูกข่มเหง คนอธรรมกลับมั่งคั่ง พวกเขาเยาะเย้ยพระเจ้า อาสาฟเกือบจะยกธงขาวยอมแพ้ แต่ท่านตระหนักว่าถ้าท่านทำบาปคนอื่นจะต้องรับกรรมไปด้วย :

15 ถ้าข้าพระองค์ได้พูดว่า “ข้าพเจ้าจะพูดอย่างนี้” ข้าพระองค์จะไม่จริงต่อพวกบุตรทั้งหลายของพระองค์อยู่แล้ว (สดุดี 73:15)

นี่คือทิศทางของบาป ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้กระทำได้รับความเจ็บปวดเท่านั้น แต่จะมีผลกระทบไปถึงคนอื่นๆด้วย ในท่ามกลาง “คนอื่นๆ” มีคนที่เรารักมากที่สุดอยู่ด้วยเสมอ เมื่อสามีภรรยาเลือกที่จะทิ้งคำสาบานของการแต่งงาน ไปประพฤติผิดประเวณี จะก่อให้เกิดความทุกข์สาหัสเสมอ ไม่เพียงแต่กับคู่ของเขา แต่ทั้งครอบครัว ความบาปไม่คุ้มกับที่ต้องสูญเสียไป แต่ผู้ที่ “จ่าย” มากมายไปเพื่อความบาปของเรามักเป็นคนที่เรารัก เพื่อเห็นแก่พระเจ้า เห็นแก่ตัวคุณและเห็นแก่ทุกคนที่คุณรัก ให้เรามองความบาปอย่างที่มันควรเป็น และทำความเสียหายได้มากเพียงใด การร้องไห้คร่ำครวญในบทเรียนตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างราคาความบาป บาปของดาวิด อย่างที่พูดไปแล้วสำหรับคนที่ตั้งใจจะทำบาป ผมขอพูดอีกครั้งสำหรับคนที่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี (วางแผนและพยายามทำให้ได้ตามแผน) ผมยังคงเห็นบางคน เลือกที่จะทำ และเมื่อมองย้อนกลับไปที่ความบาปนั้นเขากลับยิ้มและรู้สึกว่ามันคุ้มค่า

ประการที่สาม บทเรียนตอนนี้เน้นเรื่องราคาแพงของความบาป แต่ขณะเดียวกันก็มอบความหวังให้ – เตือนให้เรารู้ว่ายังมีหนทาง ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่พูดไว้ว่า : “โคลนไม่ได้เลอะแค่เท้าของผม แต่มันเลอะไปจนถึงใต้วงแขนทีเดียว!”157 ดาวิดเลอะไปด้วยโคลน “จนถึงใต้วงแขน” แต่ให้เราสังเกตุสิ่งที่ผู้เขียนต้องการให้เห็น ข้อแตกต่างระหว่างซาอูลและดาวิด ซาอูลและดาวิดเอาตนเองเข้าไปพัวพันในสถานการณ์ที่ร้ายแรง ดูเหมือนสิ้นหวัง ทั้งคู่เป็นทุกข์หนัก หนักจนไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ เมื่อซาอูลกลับไป ท่านไปใน “ตอนกลางคืน” เมื่อดาวิดไปจากพวกฟิลิสเตียนั้นเป็น เวลา “ตอนเช้า” เหมือนผู้เขียนต้องการให้เราเห็นข้อแตกต่างระหว่างซาอูลกับดาวิด แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกัน

ตอนท้ายของข้อ 6 มีความหมายสำคัญแฝงอยู่ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องข้อแตกต่างระหว่างดาวิดและซาอูล แต่พูดถึงแหล่งที่มาของความแตกต่างนี้ :

แต่ดาวิดก็มีกำลังขึ้นในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน (ข้อ 6)

ซาอูลไปขอคำปรึกษาจากคนทรง ; ดาวิดมีกำลังขึ้นในพระผู้เป็นเจ้าของท่าน มีความต่าง ซาอูลไม่เคยสำนึกผิด ไม่เคยมีจิตใจแสวงหาพระเจ้า ดาวิดมีจิตใจเพื่อพระเจ้าและท่านสำนึกผิด ดาวิดก็เหมือนเราทั้งหลาย จะพบจุดหักเหก็ต่อเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ความเศร้าโศกในช่วงชีวิตที่มืดมิด แต่ในช่วงชีวิตมืดมิดของดาวิด เมื่อไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ท่านหันไปพึ่งพระเจ้า

ท่านทำได้อย่างไร? ท่านมีกำลังขึ้นในพระเจ้าของท่านได้อย่างไร? เราจะสังเกตเห็นว่าผู้เขียนไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรไว้ ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีขั้นตอนที่ผ่านการทดสอบมา เรากำลังอาศัยอยู่ในโลกที่ผู้คนต้องการการแก้ปัญหาอย่างทันด่วน แน่นอนเราเห็นบ่อยครั้งที่แสดงขั้นตอนการทำชัดเจน – เรียกว่าเป็นสูตรสำเร็จ ในตอนท้ายของบทเรียนนี้ ผมไม่คิดว่าชีวิตคริสเตียนดำเนินอยู่บนสูตรสำเร็จแต่อยู่บนความจริงและหลักการ มีคำสั่ง “ให้ทำ” หรือห้าม “ไม่ให้ทำ” แต่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ ให้เราจำไว้ว่าดาวิดมีกำลังเข้มแข็งในวิญญาณขึ้นด้วยการพึ่งพิงพระเจ้า

อย่างที่พูดไป ไม่มีสูตรสำเร็จซ่อนอยู่ในตอนนี้ แต่เราพบสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนที่ต้องการเข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า เราคงจำเหตุการณ์ตอนที่โยนาธานช่วยดาวิดให้เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้าได้ :

15 และดาวิดเห็นว่าซาอูลได้ทรงออกมาแสวงชีวิต ของเธอ ดาวิดอยู่ในป่าศิฟที่โฮเรช 16 และโยนาธาน ราชบุตรของซาอูลได้ลุกขึ้นไปหาดาวิดที่โฮเรช และ สนับสนุนมือของเธอให้เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า 17 โยนา ธานพูดกับเธอว่า “อย่ากลัวเลยเพราะว่ามือของซาอูล เสด็จพ่อของฉันจะหาเธอไม่พบ เธอจะได้เป็นพระราชา เหนืออิสราเอล และฉันจะเป็นอุปราช ซาอูลเสด็จพ่อ ของฉันก็ทราบเรื่องนี้ด้วย” 18 และทั้งสองก็กระทำพันธ สัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้า ดาวิดยังค้างอยู่ที่โฮเรช และโยนาธานก็กลับไปวัง (1 ซามูเอลl 23:15-18)

ถ้าดาวิดเข้มแข็งขึ้นในพระเจ้าได้ เราน่าจะลงความเห็นได้ว่าคงเหมือนโยนาธานที่ทำก่อนหน้านี้ ดาวิดต้องตักเตือนตนเองอีกครั้งถึงพระลักษณะของพระเจ้าและพระสัญญาของพระองค์ และถ้าพระเจ้าเป็นพระองค์เอง มีพระลักษณะที่เป็นพระองค์ เราควรมั่นใจได้ว่าสิ่งที่พระองค์สัญญา พระองค์จะกระทำให้สำเร็จตามที่เปาโลกล่าวไว้ :

6 ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวก ท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซู คริสต์ (ฟิลิปปี 1:6) 12 เพราะเหตุนั้นเองข้าพเจ้าจึงได้ทนทุกข์ลำบากเช่นนี้ ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ละอาย เพราะว่าข้าพเจ้ารู้จักพระ องค์ที่ข้าพเจ้าได้เชื่อ และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า พระองค์ทรง สามารถรักษาซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์ จนถึงวัน พิพากษาได้ (2 ทิโมธี 1:12; ดูยากอบ 1:24-25ด้วย)

มีข้อเท็จจริงอีกข้อเกี่ยวกับการที่ดาวิดเข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า อยู่ต่อจากข้อ 6:

7 ดาวิดจึงพูดกับอาบียาธาร์ ปุโรหิตบุตรของอาหิเมเลคว่า “ขอนำเอโฟดมาให้ข้าพเจ้า” อาบียาธาร์ก็นำเอโฟดมาให้ ดาวิด 8 และดาวิดทูลถามพระเจ้าว่า “สมควรที่ข้าพระองค์ จะติดตามกองปล้นนี้หรือ ข้าพระองค์จะขับทันเขาหรือ” พระองค์ตอบท่านว่า “จงติดตามเถิดเจ้าจะไปทันเขาแน่ และ จะช่วยได้แน่” 9 ดาวิดก็ยกออกติดตามพร้อมกับคนที่อยู่กับท่านหกร้อยนั้น และเขามาถึงลำธารเบโสร์ คนที่ล้าหลังก็พักอยู่ที่นั่น (1 ซามูเอล 30:7-9)

ดาวิดไม่เพียงแต่เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า ท่านแสวงหาการทรงนำจากพระองค์ด้วย แสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในเหตุการณ์ครั้งนี้ และทำตาม ดาวิดช่างแตกต่างจากซาอูล กำลังของดาวิดเหมือนจะมาจากที่ท่านใคร่ครวญดูว่าพระเจ้าคือผู้ใด พระองค์ทรงสัญญาไว้อย่างไร และพระองค์ต้องการให้ทำสิ่งใด ดาวิดอาจเข้าไปพัวพันกับปัญหาอื่นๆเพราะการตัดสินใจที่โง่เขลา แต่ท่านก็หันกลับมาหาพระ เจ้าที่ท่านมอบความไว้วางใจทั้งหมดให้

ประการที่สี่ พระวจนะตอนนี้มีคำสอนที่หนุนใจเราบางประการเกี่ยวกับพระเจ้า พระวจนะตอนนี้เตือนเราถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้า แม้เมื่อเราขาดความเชื่อ

13 ถ้าเราไม่มีความสัตย์จริง พระองค์ก็ยังทรงไว้ซึ่งความ สัตย์จริง เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นพระองค์เองไม่ได้ (2 ทิโมธี 2:13)

พระเจ้าทรงเจิมดาวิดให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล และพระองค์จะทำให้สำเร็จจนดาวิดได้ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ไม่ว่าจะซาอูลหรืออิสราเอลที่ไม่เชื่อฟัง กษัตริย์ฟิลิสเตียหรือพวกทหาร แม้กระทั่งตัวดาวิดเองจะไม่สามารถยับยั้งท่านไม่ให้ขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอลได้ พระประสงค์และพระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงเสมอ

จากที่เห็นในบทเรียน พระเจ้าไม่เพียงแต่สัตย์ซื่อเท่านั้น พระองค์ทรงมีพระทัยเมตตา ดาวิดเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับปัญหาจนยุ่งเหยิง มันง่ายที่เราจะพูดว่าดาวิดเป็นคนผูกเอง ก็สมควรต้องแก้เอง เรารู้สึกอย่างไรที่เห็นดาวิดค่อยๆจมลงไปในโคลนดูดทีละนิดๆ พระเจ้าอนุญาตให้ดาวิดมีประสบการณ์ในความเจ็บปวดเพราะผลของบาป แม้พระองค์ไม่อยากทำก็ตาม ; พระเจ้ามีพระประสงค์จะแสดงพระเมตตา จึงเข้ามาช่วยดาวิด ช่วยคนของท่าน ครอบครัว และทรัพย์สมบัติที่ถูกยึดไป เราจะเห็นสิ่งนี้สำเร็จลงในไม่ช้า

เราเห็นอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าชัดเจนเมื่อพระองค์ช่วยกู้ดาวิดและคนของท่านออกจากการไปช่วยฟิลิสเตียรบกับอิสราเอล พระเจ้าทรงใช้ดาวิดและแม้ความบาปของท่านทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จลง พระเจ้าไม่ได้ทำให้ดาวิดทำบาป หรือยกเว้นไม่เอาผิด แต่ที่สุดแล้วอำนาจอธิปไตยของพระองค์ (ควบคุมทุกสิ่ง) นั้นยิ่งใหญ่ พนะองค์สามารถนำการไม่เชื่อฟังและความบาปของมนุษย์มาทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จลง ทรงใช้บาปแห่งการทรยศขายโยเซฟโดยพวกพี่ชายมาช่วยกู้ชนชาติอิสราเอล ในบทเรียนตอนนี้ พระเจ้าทรงใช้มนุษย์ที่ทำบาป ทรงใช้ดาวิด อย่างที่เราเห็น ทรงใช้ความไร้เดียงสาของกษัตริย์อาคีช ใช้สติปัญญาของผู้นำฟิลิสเตียทั้งสี่ และทรงใช้แม้กระทั่งการโจมตีของพวกอามาเลขเพื่อพระประสงค์ของพระองค์ ผมชื่นชอบข้อเขียนของดาวิสที่เขียนเกี่ยวกับที่พระเจ้าทรงใช้ศัตรูของพระองค์ :

“แล้วเราก็เห็นอีกครั้ง ว่าพระยาเวห์ใช้เครื่องมือใดมาช่วยผู้รับใช้ของพระองค์ออกจากปัญหา? ทรงใช้คำสั่งของผู้นำกองทัพฟิลิสเตีย และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระยาเวห์ทำให้ศัตรูกลายมาเป็นผู้ช่วยกู้ (ดู 23:19-28) ฟิลิสเตียกลายเป็นผู้รับใช้ที่เกิดผลโดยไม่ตี้งใจ! ผู้ใดเป็นที่ปรึกษาของพระองค์?!(จาก อิสยาห์ 40:13-14)”158

“บทเรียนครั้งนี้สอนว่าแม้ในความโง่เขลาอวดดีของเรา พระเจ้าทรงมีหนทางที่เราคาดไม่ถึงมาช่วยคนของพระองค์ ยืมปากของคนฟิลิสเตีย พระองค์สามารถให้ศัตรูมาช่วยในฐานะเพื่อน ไม่เพียงแต่ทรงเตรียมสำรับของเราต่อหน้าต่อตาศัตรู แต่ยังทรงใช้ความสามารถพิเศษให้ศัตรูเป็นผู้จัดเตรียมสำรับให้เราด้วย !”159

ผมคิดว่าบางทีเราชอบสรุปเองว่า พระเจ้าคือพระผู้ช่วยให้รอดที่บนไม้กางเขนบนเนินหัวกระโหลกเท่านั้น ความจริงคือพระเจ้าเป็นผู้ช่วยเหลือและยังคนเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอด พระองค์ทรงช่วยกู้มนุษย์ตั้งแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์ พระผู้ช่วยองค์นี้ช่วยโนอาห์และครอบครัวจากน้ำท่วมโลก (ปฐมกาล 6-9) ช่วยอับรามออก จากอียิปต์ จากมือของอาหิเมเลคในเกราร์ (ปฐมกาล 13, 20) ทรงช่วยโลทและบุตรสาวออกมาจากโสดม โกโมราห์ (ปฐมกาล 19) ทรงช่วยยาโคบและตระกูลนี้ไม่ให้หมดไป จัดตั้งให้เป็นประเทศได้ (ปฐมกาล 37) ทรงช่วยชาวอิสราเอลออกจากเงื้อมมือฟาโรห์ ออกจากบรรดากษัตริย์และชนชาติที่ชั่วร้าย ทรงช่วยกู้อิสราเอลให้พ้นจากศัตรูรอบด้านตลอดเวลาในยุคผู้วินิจฉัย ถ้าพระเจ้าต้องฝึกปรือพระองค์ในการช่วยกู้มนุษย์ (ซึ่งพระองค์ไม่จำเป็นต้องทำแน่นอน!) พระองค์คงจะต้องมีฝีมือที่เก่งฉกาจทีเดียว

แต่การช่วยกู้ในอดีตทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่อาจเทียบได้กับการช่วยกู้มนุษย์ออกจากความบาปโดยยอมสละพระองค์เองเป็นเครื่องถวายบูชา พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และฟื้นคืนพระชนม์ ยอมตายเพื่อบาปของเรา ยอมรับเอาการลงโทษทั้งสิ้นแทนเรา พระองค์ไม่เพียงยอมแบกความผิดบาปของเราเท่านั้น แต่ทรงมอบความชอบธรรมให้แก่เรา เพื่อเราจะสามารถมีชีวิตนิรันดร์และอยู่กับพระองค์ได้ตลอดไป พระเจ้าทำสิ่งนี้ให้สำเร็จลงได้ด้วยบาปแห่งการทรยศของยูดาส ความริษยาและอุบายชั่วของผู้นำชาวยิว ความร่วมมือของผู้ปกครองต่างชาติโรมัน (ผู้พยายามทำให้ถูกต้องตามนโยบายการเมือง) และความเฉยเมย (หรืออาจมีส่วนร่วม) ของประชาชน สิ่งที่พระองค์ทำก็ เพื่อมนุษย์ที่เป็นคนบาปจะได้รับการอภัย ได้รับความชอบธรรมจากพระเจ้าโดยทางพระพระเยซูคริสต์

คุณได้รับการช่วยให้รอดบาปหรือยัง? คุณเห็นสิ่งที่บาปพยายามยัดเยียดให้คุณหรือไม่? พระเจ้าจัดเตรียม “ทางออก” ไว้ให้ด้วยวิธีที่ไม่มีใครคิดถึงหรือทูลขอ – โดยทางพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขนบนเนินหัวกระโหลก สิ่งที่คุณต้องทำคือ ยอมรับการให้อภัยนี้เป็นของประทานจากพระเมตตาและพระคุณของพระเจ้า ได้รับการอภัย ได้เป็นไทโดยการช่วยเหลือของพระเจ้าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในโลก ขอให้พระเกียรติและพระสิริทั้งสิ้นเป็นของพระองค์เพียงผู้เดียว

__________________________________________________

150 ดาวิสตั้งชื่อตอนนี้ว่า “รับเอาฟิลิสเตียเป็นผู้ช่วยให้รอด” จากข้อเขียนของ Dale Ralph Davis, Looking on the Heart: Expositions Of The Book Of 1 Samuel (Grand Rapids: Baker Books, 1994), vol. 2, pp. 159-166.

151 ที่อาจเป็นได้ตามที่เพื่อนของผม มาร์วิน บอลล์แนะนำคือ พวกผู้นำทั้งห้ากองทัพฟิลิสเตีย จะอยู่ตอนท้ายขบวนเพื่อหลบเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดในสงคราม และอยู่ในตำแหน่ง “กองบัญชาการ” เคลื่อนที่ ถ้าเป็นเช่นนี้ ดาวิดไม่เพียงแต่จะปกป้องอาคีชเท่านั้น แต่ปกป้องผู้นำทั้งห้าด้วย ถ้าพูดแบบร่วมสมัยคงต้องพูดว่า “ฝากปลาย่างไว้กับแมว”

152 เพื่อนผมชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นความกลัวแบบเลื่อนลอย เราห็นได้จากบททบทวนใน 1 ซามูเอล 14:21.

153 ข้อเขียนของดาวิส, vol. 2, p. 161.

154 ฮิวจ์ เบลวินส์เพื่อสูงวัยของผมชี้ให้เห็นว่าการไว้ชีวิตคนศิกลากไมใช่เป็นการกระทำที่เต็มด้วยมนุษยธรรม เป็นการหวังผล พี่ชายของโยเซฟไว้ชีวิตท่านไม่ใช่เพราะสงสาร พวกเขาขายท่านไปเป็นทาสเพื่อเห็นแก่เงิน และอาจ “สะใจ” ที่รู้ว่าน้องชายต้องทนทุกข์เป็นทาสไปตลอดชีวิต ร่างคนตายไม่มีประโยชน์อะไร แต่ถ้ายังมีชีวิตขายไปเป็นทาสยังได้เงินตอบแทน

155 เรารู้จักชั้นเชิงของดาวิดที่ผ่านมาในอดีตเป็นอย่างดี ท่านอาจกำลังวางแผนออกไปปล้นฆ่าอีก เพราะในขณะนั้นพวกฟิลิสเตียไม่มีเวลามาสนใจดู

156 ในข้อหนึ่งของบทที่ 30 พูดว่าชาวอามาเลขมาปล้นศิกลาก แต่ดูเหมือนดาวิดไม่รู้ว่าเป็นพวกใดในตอนแรก จนไปพบกับชายหนุ่มที่ถูกทิ้ง คงถูกทิ้งไว้ให้ตาย (30:11-15).

157 ผมจำได้ว่า ดร.แฮดดอน โรบินสันพูดไว้ต่อหน้าผมเมื่อหลายปีมาแล้ว

158 จากข้อเขียนของ Davis, vol. 2, p. 163.

159 จากข้อเขียนของ Davis, vol. 2, p. 164.

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ Onechurch.org)