1ซามูเอล บทเรียนที่ 26 “แสวงหาคำตอบจากพระเจ้า วิธีใดไม่เกี่ยง

บทที่ 26: แสวงหาคำตอบจากพระเจ้า

วิธีใดไม่เกี่ยง (1 ซามูเอล 28:1-25)

คำนำ

ไม่นานมานี้ คนอเมริกันหลายล้านคนมีความโกรธเคืองบริษัทอเมริกาออนไลน์ (AOL) อย่างมาก ในช่วงคริสต์มาส  AOL ได้จัดรายการพิเศษ เสนอให้ใช้บริการอินเตอร์เน็ทอย่างไม่อั้น ในราคาเพียงเดือนละ 19.95 เหรียญ (ประมาน 800บาท) ปัญหาก็คือทุกคนเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ “เยี่ยมมาก” ลูกค้าเดิมของ AOL ที่มีอยู่เริ่มใช้บริการกันมากขึ้น – เพราะใช้ถึงเดือนละ 15 ชั่วโมงก็จ่ายเท่ากับที่เคยใช้มา 5 ชั่วโมง รวม ทั้งลูกค้าหน้าใหม่ที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาอย่างมากมาย ผลก็คือหายนะสำหรับทุกคน เพราะ ทุกคนรุมกันใช้บริการของ AOL อย่างพร้อมเพรียง

เรามีคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่บ้านที่ใช้บริการของ AOL และเป็นเวลาติดต่อกันหลายอาทิตย์ที่เราไม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ ไม่สามารถอ่านหรือส่งอีเมล์ได้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ลูกค้าของ AOL เริ่มไม่พอใจ บางรายถึงกับโกรธจัด ไม่ยอมอยู่นิ่ง ฟ้องร้อง ขู่ทำร้าย ทำให้ สถานการณ์ตอนนั้นย่ำแย่ไปหลายอาทิตย์เพราะลูกค้าไม่สามารถใช้บริการได้รวดเร็วเหมือนที่เคยเป็น หลายคนนึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้

ถ้าความโกรธเคืองนี้เป็นสาเหตุจากความผิดพลาดของบริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ท เรามาลองนึกภาพดูว่าถ้ามันเกิดขึ้นกับการสื่อสารของเรากับพระเจ้า จะเป็นอย่างไร? สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นกับซาอูล พระธรรมตอนนี้มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้กษัตริย์ซาอูลกลัวถึงขีดสุด ท่านกำลังขุดหา “ที่พึ่งทางธรรม” กำลังแสวง หา “คำตอบจากพระเจ้า” เพื่อจะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรให้พ้นจากความวิบัตินี้ ท่านพยายามแล้วหลายวิธี ทุกอย่างล้มเหลวไม่เป็นท่า พระเจ้าทรงอยู่ แต่พระองค์ทรงนิ่งเฉย ถ้าเป็นสมัยนี้ สิ่งที่ซาอูลกำลังทำอยู่คงเรียกได้ว่าพยายามต่อเข้าไป “ออน ไลน์” กับพระเจ้าอย่างสุดชีวิต แต่ไม่มีบริษัทอินเตอร์เน็ทใดสามารถให้บริการได้ ซาอูลกำลังตกที่นั่งลำบาก ไม่สามารถขอคำแนะนำจากพระเจ้าเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ แล้วจะทำอย่างไร? คำตอบก็คือ : ท่านทำบางสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน และคงจะไม่กล้าทำอีกต่อไป

ที่ผ่านมาเวลานี้นับเป็นเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตของซาอูล แล้วเราจะพบในไม่ช้าว่ามืดมนเพียงใด และท่านตกเข้าไปอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร ให้เราเรียนรู้ที่จะแยกแยะบทเรียนนี้ีสำหรับอิสราเอลในยุคโบราณและสำหรับตัวเราในยุคนี้ให้ได้ เตรียมตัวให้ดีเพราะ บทเรียนตอนนี้ เป็นบทเรียนที่ซับซ้อนที่สุดในพระธรรม 1 ซามูเอล ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จบแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” นะครับ ที่จริงแล้วตรงกันข้าม ให้เราฟังและเรียนให้เข้าใจ เพื่อจะไม่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับซาอูล

พระเจ้าทรงอยู่ แต่พระองค์ทรงนิ่งเฉย  (28:1-7)

1 อยู่มาในครั้งนั้น คนฟีลิสเตียได้รวบรวมกำลังเพื่อทำสงครามสู้รบกับอิสราเอล และอาคีชตรัสกับดาวิดว่า “จงเข้าใจเถิดว่า ท่านกับคนของท่านจะออกทัพไปกับเรา” 2 ดาวิดทูลอาคีชว่า “ดีทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ ฝ่า พระบาทจะได้ทราบว่าผู้รับใช้ ของฝ่าพระบาทจะกระทำอะไรได้บ้าง” และอาคีชรับสั่งกับดาวิดว่า “ดีแล้ว เราจะให้ท่านเป็นองครักษ์ของเราตลอดชีพ” 3 ฝ่ายซามูเอลได้สิ้นชีพแล้ว และคนอิสราเอลทั้งปวงก็ไว้ทุกข์ให้ท่านและฝังศพท่านไว้ในเมืองรามาห์ ซึ่งเป็นเมืองของท่านเอง และซาอูลทรงกำจัดคนทรงและพ่อมดแม่มดเสียจากแผ่นดิน 4 คนฟีลิสเตียก็ชุมนุมกันและมาตั้งค่ายอยู่ที่ชูเนม และซาอูลทรงรวบรวมอิสราเอลทั้งสิ้น และเขาทั้งหลายตั้งค่ายอยู่ที่กิลโบอา 5 เมื่อซาอูลทอดพระเนตร กองทัพของคนฟีลิสเตียก็กลัว และพระทัยของพระองค์ก็หวั่นไหวมาก 6 และเมื่อซาอูลทูลถามพระเจ้า พระเจ้ามิได้ทรงตอบพระองค์ ไม่ว่าด้วย ความฝัน หรือด้วยอูริม หรือด้วยผู้เผยพระวจนะ 7 ซาอูลจึงรับสั่งกับมหาด เล็กของพระองค์ว่า “จงออกไปหาหญิงที่เป็นคนทรง เพื่อเราจะได้ไปหา และถามเขาดู” และมหาดเล็กก็กราบทูลว่า “ดูเถิด มีหญิงคนทรงคนหนึ่ง อยู่ที่บ้านเอนโดร์”

เราทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ของวันที่แย่ที่สุด เป็นวันที่เรื่องร้ายๆที่ไม่ควรเกิดก็เกิดขึ้นพร้อมๆกัน และนี่คือวันนั้นของซาอูล (ว่าไปวันของดาวิดก็ไม่ได้ดีไปกว่า) ปัญหาของซาอูลมีแต่จะดิ่งลงเหว แรกสุด พวกฟิลิสเตียกำลังก่อสงครามกับ อิสราเอล แต่ครั้งนี้ดูจะหนักหนาสาหัสที่สุด ฟิลิสเตียข่มขู่คนอิสราเอลตลอดมาในรัชสมัยของซาอูล142  แต่ครั้งนี้กษัตริย์ฟิลิสเตียตั้งใจจะเอาชนะกองทัพอิสราเอลให้เด็ดขาด สิ่งที่พวกเขาทำคือรวบรวมกำลังทั้งหมดไปที่อาเฟก (29:1) และจากอาเฟกจะเดินทัพขึ้นทางเหนือไปยังที่ราบเอสดราเอโลนเพื่อต่อไปยังชูเนม (28:3-25) ยุทธวิธีของพวกเขาคือ “ผ่ากลางและปราบให้สิ้น” โดยแบ่งประเทศอิสราเอลออกตรงกลางและต่างฝ่ายต่างรบทั้งเหนือและใต้ ฟิลิสเตียมีกำลังเข้มแข็งกว่ามาก อิสราเอลแทบไม่มีเลย ทหารพรานของซาอูลรายงานถึงกำลังและที่ตั้งของกองทัพฟิลิสเตีย ตัวเลขฟังแล้วหน้ามืด ที่ร้ายกว่าคือพวกเขาปักหลักอยู่ที่พื้นราบ เพื่อจะได้ใช้รถม้ารบได้อย่างเต็มที่ ผมแทบจะได้ยินเสียงซาอูลพึมพำว่า “ตายแน่ๆ”

ข้อสอง ซาอูลอาจได้ยินมาว่าดาวิดร่วมอยู่ในกองทัพฟิลิสเตียมาต่อสู้กับอิสราเอล ถ้าซาอูลกำลังกลัวการเผชิญหน้ากับกองทัพอันมหึมาของฟิลิสเตียท่านคงสั่นแทบตายเมื่อรู้ว่าดาวิดอยู่ฝ่ายนั้นด้วย พระธรรมบทนี้เริ่มด้วยกษัตริย์อาคีชของฟิลิสเตียแจ้งดาวิดว่าท่านและคนของท่านต้องออกไปร่วมรบในครั้งนี้ด้วย ดาวิดพูดให้อาคีชมั่นใจว่าท่านจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นพันธมิตรที่มีค่าเพียงใด ทำให้อาคีชตัดสินใจแต่งตั้งดาวิดเป็นองครักษ์ส่วนตัว เราเรียนรู้จากบทที่ 29 ว่าดาวิดและคนของท่าน ไปที่อาเฟกกับกษัตริย์อาคีช และที่เมืองนี้เองที่ดาวิดถูกสั่งให้กลับไปที่ศิกลาก ทหารพรานของซาอูลอาจเห็นดาวิดอยู่กับพวกฟิลิสเตียที่อาเฟก คุณคงพอนึกออกว่าซาอูลกลัวแค่ไหนที่ต้องออกไปสู้รบกับดาวิด โดยเฉพาะเมื่อท่านเคยพูดกับดาวิดไว้ว่า :

“20 บัดนี้ ดูเถิด ข้าประจักษ์แล้วว่า เจ้าจะเป็นพระราชาแน่ และราชอาณาจักรอิสราเอลจะสถาปนา อยู่ในมือของเจ้า” (1 ซามูเอล 24:20)

25 แล้วซาอูลจึงตรัสกับดาวิดว่า “ดาวิดบุตรของเราเอ๋ย ขอพระเจ้าทรงอวยพรเจ้าเจ้าจะกระทำหลายสิ่งหลายอย่างและจะสำเร็จแน่” ดาวิดจึงไปตามทางของท่าน และซาอูลก็เสด็จกลับสู่ราชสำนักของพระองค์ (1 ซามูเอล 26:25)

ข้อสาม ซาอูลตระหนักถึงอันตรายที่คอยท่าอยู่ ท่านกลัวจนแทบสิ้นหวัง เราคงพอทราบกันว่าซาอูลเป็นคนขี้ขลาด (กลัวจนหัวหด) มาแต่แรก ท่านอยากเลิกการไปตามหาลาของบิดาอย่างง่ายๆ (9:5) ท่านไม่ยอมบอกลุง (อับเนอร์?) ว่าซามูเอลพูดอะไรกับท่าน (10:14-16) ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่กองสัมภาระเมื่อถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์ (10:22) ตั้งแต่ที่เราอ่านมาใน 1 ซามูเอล ไม่มีสักครั้งที่ซาอูลเริ่มไปโจมตีฟิลิสเตียก่อน แม้การปลดแอกอิสราเอลจากฟิลิสเตียเป็นหน้าที่หลักที่ท่านถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์ (9:16) และเมื่อถูกวิญญาณชั่วเข้าสิงท่านกลัวจนเป็นบ้า (ดู 16:14; 17:11; 18:12) การที่ฟิลิสเตียยกมาโจมตีในครั้งนี้จึงเป็นลางแห่งความพ่ายแพ้ทุกประตูสำหรับซาอูล ดังนั้นผู้เขียนจึงบอกเราว่าซาอูลกลัวแทบตาย (ข้อ 5)

ข้อสี่ แม้ซาอูลพยายามทุกวิถีทางเพื่อแสวงหาคำตอบจาก “ที่มาจากพระเจ้า” แต่ก็ไม่เคยได้รับ จากที่อ่านมา ซาอูลไม่เคยมีประสบการณ์ในการแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้ามาก่อน ซึ่งต่างจากดาวิด (ดู 1 ซามูเอล 22:10, 15) ซาอูลไม่คุ้นเคยกับการขอการทรงนำจากพระเจ้า143  ตอนที่ไปตามหาลาของบิดาก็ไม่ใช่ความคิดของท่านที่ให้ไปปรึกษา “คนทำนาย” (1 ซามูเอล 9:5-9) เมื่อมีการจับสลากว่าพระเจ้าทรงเลือกผู้ใดให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ซาอูลไม่มีส่วนร่วมด้วย ท่านหลบไปซ่อนตัว (10:22) ซาอูลไม่เคยขอการทรงนำจากพระเจ้าทุกครั้งที่ไปสู้รบกับฟิลิสเตีย อาจ ไม่จำเป็น เพราะส่วนมากโยนาธานเป็นตัวตั้งตัวตีเริ่มให้ (เช่นบุกขึ้นไปโจมตีพวกฟิลิส เตียที่กองกำลังในเกบาห์ — 13:3) ต่อมาในบทที่ 13 ซาอูลไปเผาเครื่องถวายบูชา “ด้วยตนเอง” แทนที่จะรอซามูเอลต่อ เมื่อทำเช่นนี้ ซาอูลฝ่าฝืนคำสั่งของซามูเอล ที่สั่งไว้ในบทที่ 10 เป็นคำสั่งที่มาจากพระเจ้า

“8 และท่านจงลงไปที่กิลกาลก่อนฉัน และดูเถิด ฉันจะลงมาหา ท่านเพื่อจะถวายเครื่องเผาบูชา และถวายสัตว์เป็นเครื่องศานติ บูชา ท่านจงคอยอยู่ที่นั่นเจ็ดวันจนฉันมาหาท่านและสำแดงแก่ ท่านว่า ท่านควรจะกระทำอะไร” (1 ซามูเอล 10:8)

ซาอูลได้รับคำสั่งจากซามูเอลให้คอยการทรงนำจากพระเจ้า แต่ไม่เชื่อฟัง

ในบทที่ 14 เมื่อโยนาธานลอบขึ้นไปโจมตีชาวฟิลิสเตีย เกิดแผ่นดินไหวจนสับสนอลหม่านในท่ามกลางทหารฟิลิสเตีย ซาอูลเห็นเหตุการณ์นี้จากระยะไกล จึงมีคำสั่งให้นำหีบแห่งพระเจ้าออกมา (14:18) ตอนนั้นปุโรหิตกำลังอยู่ในระหว่างขอการทรงนำากพระเจ้า และเมื่อฟิลิสเตียกำลังแตกตื่นท่านสั่งให้ปุโรหิตหยุดก่อน เพื่อออกไปไล่ฆ่าฟิลิสเตียแทน (14:19) คำสั่งอันโง่เขลาของซาอูลขัดขวางการติดตามให้ต้องหยุดชะงักและเป็นเหตุให้พวกทหารต้องทำบาปโดยกินเลือดพร้อมเนื้อสัตว์เพราะความหิวโหย (14:24-35) เมื่อพวกทหารอิ่ม ซาอูลก็พร้อมจะออกล่าฟิลิสเตียต่อ แต่ปุโรหิตต้องการให้มีการ“เข้าเฝ้าพระเจ้า” ก่อนเพื่อแสวงหาน้ำพระทัย (14:36) เมื่อไม่มีคำตอบ ซาอูลจึงสรุปว่าเป็นเพราะความบาป (ของโยนาธาน) จึงให้มีการจับสลากระหว่างคนอิสราเอลฝ่ายหนึ่ง โยนาธานและซาอูลอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายซาอูลและโยนาธานถูกจับได้ จึงให้มีการจับสลากอีกระหว่างซาอูลและโยนาธาน คราวนี้จับได้โยนาธาน ; ซาอูลตั้งใจให้มีการจับสลากเพื่อหาเหตุฆ่าบุตรของตนเอง และคงจะทำสำเร็จถ้าพวกผู้ใหญ่ไม่ยับยั้งเสียก่อน จึงเรียกได้ว่าซาอูลห่างไกลจากการแสวงหาการทรงนำของพระเจ้า

จากสถานการณ์เหล่านี้ดูเหมือนแรงจูงใจที่ซาอูลแสวงหาน้ำพระทัยจะไม่ค่อยบริสุทธิ์นัก รู้สึกว่าท่านไม่ได้จริงใจในการ “เข้าเฝ้าพระเจ้า” เพื่อแสวงหาน้ำพระทัยและทำตาม ซึ่งเป็นข้อสรุปเดียวกับที่ผู้เขียน 1 พงศาวดารบันทึกไว้ :

13 ซาอูลจึงสิ้นพระชนม์ด้วยความไม่ซื่อสัตย์ของพระองค์ พระองค์มิได้ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าในเรื่องที่พระองค์มิได้รักษา พระบัญชาของพระเจ้า และได้ทรงแสวงการนำโดยทรงปรึกษา คนทรง 14 และมิได้ทรงแสวงการนำจากพระเจ้า พระเจ้าจึง ทรง สังหารพระองค์เสีย และทรงยกราชอาณาจักรให้แก่ดาวิด บุตรเจสซี (1 พงศาวดาร 10:13-14)

เรารู้ว่าซาอูลได้มีการ “ทูลถามพระเจ้า” (28:6) ไม่ใช่ด้วยความจริงใจแต่เป็นการวิงวอนขอพระเจ้าให้ช่วยหลุดจากปัญหาที่ตนเองก่อขึ้น การวิงวอนทูลขอพระเจ้าในแบบเดียวกันนี้มีอยู่ในพระธรรมเยเรมีย์ด้วย :

1 ต่อไปนี้เป็นถ้อยคำซึ่งมาจากพระเจ้าถึงเยเรมีย์ เมื่อ กษัตริย์เศเดคียาห์ทรงใช้ให้ปาชเฮอร์ บุตรมัลคีอาห์ และเศฟันยาห์ปุโรหิตบุตรมาอาเสอาห์ไปหาเยเรมีย์ว่า 2 “ขอจงทูลถามพระเจ้าเพื่อเรา เพราะเนบูคัดเนสซาร์ กษัตริย์บาบิโลนกำลังทำสงครามกับเรา ชะรอยพระเจ้า จะทรงกระทำกับเราตามบรรดาราชกิจอันอัศจรรย์ของ พระองค์ จะทรงกระทำให้เนบูคัดเนสซาร์ถอยทัพ (เยเรมีย์ 21:1-2)

ความไม่สบายใจของซาอูลเริ่มกลายเป็นความกลัวและกลัวมากขึ้นจนถึงขีดสุด ท่านต้องตัดสินใจทำบางอย่างที่รุนแรง ดูเหมือนท่านกำลังกลับไปทำซ้ำในบทที่ 13 เพียงแต่ครั้งนี้ความวิบัติที่เผชิญอยู่นั้นยิ่งใหญ่กว่า ฟิลิสเตียตั้งค่ายอยู่ที่ชูเนม ส่วนซาอูลและกองทัพตั้งมั่นอยู่ที่กิลโบอา (ข้อ 4) ฟิลิสเตียกำลังจะโจมตีและซาอูลรู้ว่าไม่มีทางสู้เลย จึงต้องทำบางอย่างโดยด่วน ท่านตัดสินใจทำในสิ่งที่เสี่ยงและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เป็นเพราะไม่ได้รับความสนใจจากพระเจ้าไม่ว่าด้วยวิธีใดจึงตัดสินในไปปรึกษาคนทรง

เสียงจากคนตาย (28:7-14)

7 ซาอูลจึงรับสั่งกับมหาดเล็กของพระองค์ว่า “จงออกไปหาหญิงที่ เป็นคนทรง เพื่อเราจะได้ไปหาและถามเขาดู” และมหาดเล็กก็กราบ ทูลว่า “ดูเถิด มีหญิงคนทรงคนหนึ่งอยู่ที่บ้านเอนโดร์” 8 ซาอูลจึง ปลอม พระองค์และทรงฉลองพระองค์อย่างอื่นเสด็จออกไปพร้อมกับ ชายสองคน ไปหาหญิงคนทรงในเวลากลางคืน พระองค์ตรัสว่า “ขอ ทำนายให้ฉันโดยวิญญาณของคนตาย ฉันจะออกชื่อผู้ใดก็ให้เรียกผู้ นั้นขึ้นมา” 9 หญิงคนนั้นจึงทูลตอบพระองค์ว่า “ท่านคงทราบแน่แล้ว ว่าซาอูลทรงกระทำอะไร ที่ได้กำจัดคนทรงและพ่อมดแม่มดเสียจาก แผ่นดิน ทำไมท่านจึงมาวางกับดักชีวิตของข้าพเจ้าเล่า” 10 แต่ซาอูล ทรงปฏิญาณกับหญิงนั้นในพระนามของพระเจ้าว่า “พระเจ้าทรงพระ ชนม์อยู่แน่ฉันใด เจ้าจะไม่ถูกโทษเพราะเรื่องนี้แน่ฉันนั้น” 11 หญิงนั้น จึงทูลถามว่า “ท่านจะให้ข้าพเจ้าเรียกใครขึ้นมา” ซาอูลตรัสว่า “เรียก ซามูเอลขึ้นมาให้ฉัน” 12 และเมื่อหญิงคนนั้นเห็นซามูเอล จึงร้องเสียง ดังและหญิงนั้นกราบทูลซาอูลว่า “ไฉนพระองค์จึงทรงล่อลวงหม่อมฉัน พระองค์คือซาอูล” 13 พระราชาตรัสแก่นางว่า “อย่ากลัวเลย เจ้าได้เห็น อะไร” และหญิงนั้นกราบทูลซาอูลว่า “หม่อมฉันเห็นเทพยเจ้าองค์หนึ่ง เสด็จขึ้นมาจากแผ่นดิน” 14 พระองค์ถามนางว่า “รูปร่างของเขาเป็น อย่างไร” และนางตอบว่า “เป็นผู้ชายแก่ขึ้นมามีเสื้อคลุมกายอยู่” ซาอูล ก็ทรงทราบว่าเป็นซามูเอล พระองค์ทรงโน้มพระกายลงถึงดินกราบไหว้

เมื่อซาอูลไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติจึงหาวิธีอื่น ซามูเอลเป็นผู้เผยพระวจนะคนเดียวที่ให้คำแนะนำโดยตรงจากพระเจ้าแก่ซาอูล อาจมีคนอื่นๆ แต่ไม่มีการบันทึกไว้ ซามูเอลมรณภาพไปแล้ว (ข้อ 3) แต่ซาอูลมีความคิดบางอย่าง ท่านอาจติดต่อกับซามูเอลได้ บางทีอาจใช้พวกคนทรงปลุกวิญญาณขึ้นมาเพื่อจะพูดกับซามูเอล ซาอูลจึงสั่งมหาดเล็กให้ไปหาหญิงคนทรง และพบว่ามีอยู่คนหนึ่งอาศัยอยู่ที่เอนโดร์

แผนการที่จะใช้หญิงคนทรงนี้ก็มีปัญหาในตัวมันเองอยู่แล้ว ซึ่งเราจะมาดูกันต่อไป

ประการแรก พระเจ้าสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้ติดต่อกับพวกคนทรง มีหลายแห่งในพระคัมภีร์เดิมที่สั่งห้ามไม่ให้มีพวกคนทรง หมอผีอยู่ในแผ่นดินอิสราเอล และสั่งห้ามไม่ให้คนอิสราเอลปรึกษาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนเหล่านี้ ลองมาดูกฎเหล่านี้ที่มีอยู่ในธรรมบัญญัติของโมเสส :

31 “อย่าไปหาคนทรงหรือพ่อมดแม่มด อย่า เที่ยวค้นหาให้ตนมลทินไปเพราะเขาเลย เรา คือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (เลวีนิติ 19:31)

“6 “ผู้ใดใฝ่หาคนทรงผีหรือพ่อมดแม่มด เล่นชู้กับ เขา เราจะหมายหน้าผู้นั้น และอเปหิเขาเสียจากชน ชาติของตน” (เลวีนิติ 20:6)

“27 “ชายหรือหญิงคนใดที่เป็นคนทรงหรือพ่อมด แม่มด จงฆ่าเสีย จงเอาหินขว้าง ที่เขาต้องตายนั้น เขาเองรับผิดชอบ” (เลวีนิติ 20:27)

10″อย่าให้มีคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านซึ่งให้บุตรชาย หรือบุตรหญิงของเขาลุยไฟ อย่าให้ผู้ใดเป็นคนทำนาย เป็นหมอดู เป็นหมอจับยามดูเหตุการณ์ หรือเป็นนักวิท ยาคม 11 เป็นหมอผี เป็นคนทรง เป็นพ่อมด แม่มด หรือ เป็นหมอพราย 12 ผู้ใดที่กระทำอย่างนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจ แด่พระเจ้า เพราะกระทำสิ่งพึงรังเกียจเหล่านี้ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลายจึงทรงขับไล่เขาเสียจากท่าน 13 ท่านทั้งหลายจงเป็นคนปราศจากตำหนิต่อพระพักตร์ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน 14 เพราะว่าประชาชาติเหล่า นี้ ซึ่งท่านกำลังจะไปขับไล่นั้นเชื่อฟังหมอดูและคนทำนาย แต่ส่วนตัวท่านนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านไม่ทรง ยินยอมให้ท่านกระทำเช่นนั้น” (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-14)

ปัญหาประการที่สองคือ ครั้งหนึ่งที่ซาอูลได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง : “และซาอูลทรงกำจัด คนทรงและพ่อมดแม่มดเสียจากแผ่นดิน” (ข้อ 3ข) นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เพราะซาอูลเคยทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่หนึ่งครั้ง แต่บัดนี้เมื่อกำลังถูกฟิลิสเตียบดขยี้ท่านกลับมองหาคนทรงเพื่อทำในสิ่งที่พระคัมภีร์เดิมห้ามไว้ ปัญหาใหญ่สำหรับการนี้คือ ท่านกลับขัดคำสั่งของตัวเอง พอเข้าใจไหมครับ : ซาอูลรู้สึกเสียใจ ที่ทำผิดในสิ่งที่ตนเองเคยเป็นผู้ทำให้ถูกต้องมาก่อน

ยังมีปัญหาประการที่สามอีก เป็นเรื่องระยะทาง พวกฟิลิสเตียตั้งค่ายอยู่ที่ชูเนม ซาอูลและกองทัพตั้งอยู่ที่กิลโบอา เมืองเอนโดร์อยู่ไปทางเหนือของกิลโบอาประมาณ 15 กม. จะไปที่นั่นได้ซาอูลต้องเดินทางอ้อมพวกฟิลิสเตียไป

ส่วนปัญหาประการที่สี่ : ซาอูลเปิดเผยตัวไม่ได้ ซาอูลไม่สามารถเปิดเผยตนเองในเรื่องนี้ให้ใครต่อใครรู้ได้ การฆ่ากษัตริย์ของฝ่ายศัตรูได้ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ดังนั้นกษัตริย์จึงตกเป็นเป้าสำคัญที่สุด จึงจำเป็นต้องปลอมตัวในบางกรณีเพื่อความปลอดภัย (ดู 1พกษ. 22:29-36) นอกจากนี้ซาอูลไม่ต้องการให้คนทรงจำได้ เพราะถ้านางรู้นางอาจไม่ยอมติดต่อกับวิญญาณให้ เพราะซาอูลเองเป็นผู้สั่งขับไล่ พ่อมดหมอผีคนทรงออกไปจากแผ่นดิน (ดูข้อ 9) ท่านจึงหาทางออกโดยเดินทางไปตอนกลางคืน เปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ ไม่ใส่ชุดที่กษัตริย์ใส่

เมื่อไปถึงบ้านหญิงคนทรง ซาอูลไม่อ้อมค้อม ต้องการให้คนทรงยอมติดต่อกับวิญญาณใดก็ตามที่ท่านสั่ง นางไม่ยอมเพราะกลัวว่าเป็นแผนของสายสืบของซาอูลที่จะมาล่อให้ติดกับ ไม่ต้องการถูกจับด้วยข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งของกษัตริย์ นางไม่รู้จักคนพวกนี้ เป็นคนแปลกหน้าสำหรับนาง ที่น่าขันคือซาอูลกลับสาบานต่อนางในนามของพระเจ้าว่านางจะไม่ถูกจับเพราะเรื่องนี้ (ข้อ10) แล้วสั่งให้นางเรียกวิญญาณซามูเอลขึ้นมา นางทำตามโดยไม่สอบถามต่อ เมื่อเห็นซามูเอลนางตกใจร้องเสียงดัง ไม่เพียงแต่จำซามูเอลได้เท่านั้น ตอนนี้เริ่มจำได้แล้วว่าซาอูลคือคนที่สั่งให้ทำเช่นนี้ ผมคิดว่าผมได้ยินนางกระซิบกับตัวเองว่า “ตายแน่ๆ”

ซาอูลบอกนางว่าไม่ต้องกลัว และให้อธิบายว่านางได้เห็นผู้ใด144 วิญญาณที่เห็นและคำอธิบายของนางคงจะไม่ใช่เป็นการเรียกวิญญาณธรรมดาขึ้นมา นางบอกซาอูล ว่าเห็น “เทพยเจ้าองค์หนึ่ง” (พระคัมภีร์ฉบับ NASB; KJV ใช้คำว่า “เทพเจ้า”) ฉบับภาษาฮีบรูใช้คำว่า “เอโลฮิม” (เทพ, พระ) ฉบับเซพตัวจินท์ใช้ภาษากรีกว่า “เธอุส” (เทพ, พระ) นี่ไม่ใช่ “วิญญาณธรรมดา” แต่เป็น “เทพยเจ้า” ที่เห็น จึงไม่แปลกที่นางตกใจกลัว และอธิบายให้ซาอูลฟังว่า “เทพยเจ้า” องค์นี้เป็นชายแก่มีเสื้อคลุมกายอยู่ คำว่า “เทพยเจ้า” ที่ใช้ทำให้ซาอูลรู้ทันทีว่าเป็นซามูเอลจึงโน้มกายลงถึงดิน “กราบไหว้” (ข้อ 14)

เสียงจากหลุมศพ (28:15-19)

15 แล้วซามูเอลพูดกับซาอูลว่า “ท่านรบกวนเราด้วยเรียกเรา ขึ้นมาทำไม” ซาอูลทรงตอบว่า “ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนัก เพราะคนฟีลิสเตียกำลังมาทำสงครามกับข้าพเจ้า และพระเจ้า ทรงหันจากข้าพเจ้าเสียแล้ว มิได้ทรงตอบข้าพเจ้าอีกเลย ไม่ว่า โดยผู้เผยพระวจนะหรือโดยความฝัน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอ เรียกท่านขึ้นมาเพื่อท่านจะได้แจ้งว่า ข้าพเจ้าจะกระทำประการ ใดดี” 16 และซามูเอลตอบว่า “ในเมื่อพระเจ้าทรงหันจากท่าน เสียแล้ว และเป็นศัตรูของท่าน ท่านจะมาถามข้าพเจ้าทำไมเล่า 17 พระเจ้าได้ทรงกระทำแก่ท่านอย่างที่พระองค์ตรัสบอกทาง ข้าพเจ้าแล้วนั้น เพราะพระเจ้าทรงฉีกราชอาณาจักรนั้นออกเสีย จากมือของท่านและทรงมอบให้แก่คนอื่น คือดาวิด18 เพราะท่าน มิได้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า มิได้กระทำตามพระพิโรธของ พระองค์ที่ทรงมีต่ออามาเลข ฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงกระทำสิ่งนี้แก่ ท่านในวันนี้ 19 ยิ่งกว่านั้นอีกพระเจ้าจะทรงมอบอิสราเอล พร้อม กับตัวท่านไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย พรุ่งนี้ตัวท่านพร้อมกับบุตรชายทั้งหลายของท่านจะอยู่กับเรา และพระเจ้าจะทรงมอบกองทัพอิสราเอลไว้ในมือของคนฟีลิสเตียด้วย”

ในช่วงชีวิตของซาอูลเมื่อซามูเอลยังมีชีวิต ซามูเอลทำหน้าที่แทนพระเจ้าอย่างชัดเจนต่อซาอูล ท่านไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องที่ซาอูลอยากได้ยินเท่านั้น ที่จริงบางครั้งท่านเองก็หวั่นใจว่าสิ่งที่พูดไปอาจทำให้ซาอูลโกรธ (ดู 16:2) ในบทที่ 13 และ 15 ซามูเอลตำหนิซาอูลเรื่องความบาป และเตือนท่านอย่างตรงๆว่าจะสูญเสียอาณาจักรไป มาคิดดูให้ดีตอนนี้ซาอูลคิดว่าซามูเอลจะพูดเรื่องอื่นใดได้อีกหรือ? ถ้าซาอูลคาดว่าการให้คนทรงเรียกซามูเอลขึ้นมาเพื่อจะได้ยินเรื่องที่แตกต่าง ท่านก็กำลังรบกวนวิญญาณของผู้ตายอย่างไม่สมควรที่สุด

ผมมีลูกสาวห้าคน และเธอๆทั้งหลายเป็นประเภทที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “คนตื่นเช้า” (ที่จริงผมเองก็ไม่ใช่) ซาอูลเรียนรู้ว่าการปลุกซามูเอลขึ้นมานั้นยากพอๆกับปลุกลูกสาวผมในตอนเช้า เหมือนกับไปปลุกหมีที่จำศีลอยู่ ผมเคยล้อเล่นว่าเวลาจะปลุกสาวๆเหล่านี้คงต้องใช้ไม้เขี่ยจากระยะไกล อย่างไรก็ตามซามูเอลดูเหมือน “อารมณ์เสีย” เพราะท่านพูดว่า : “ท่านรบกวนเราด้วยเรียกเราขึ้น มาทำไม?” ท่านคงไม่พอใจที่ถูกซาอูลรบกวน (อันที่จริงท่านมีโอกาส “เหน็บ” ซาอูล ได้โดยไม่ต้องหวั่นใจเหมือนเมื่อตอนมีชีวิต ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกซาอูลฆ่าอีกแล้ว) หรือท่านต้องการตำหนิซาอูลที่กำลังทำในสิ่งที่ไม่สมควร – ติดต่อกับวิญญาณคนตาย ไม่ว่าจะอย่างไรเราเห็นชัดเจนว่าซามูเอลไม่พอใจ

ซาอูลมีอาการเหมือนเด็กนักเรียนที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าทำผิด ยืนเข่าสั่นอยู่ ท่านพยายามแก้ตัวว่ามีความทุกข์หนัก และเหตุผลคือฟิลิสเตียกำลังมาทำสงคราม และพระเจ้าทรงละทิ้งท่านไปแล้ว ไม่ตอบเลยไม่ว่าเรื่องใด ดูเหมือนซาอูลพูดทำนองว่า “ผมเลยต้องเรียกท่าน เพราะผมไม่รู้จะทำอย่างไร ขอท่านช่วยแนะนำด้วย ผมรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายนะครับ”

ซามูเอลไม่สนใจฟัง ท่านไม่ได้ให้คำแนะนำใดกับซาอูล และกล่าวตำหนิซาอูลที่มาบอกให้ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้มาพูดแทนพระเจ้าในเมื่อพระเจ้าไม่สถิตอยู่ด้วยแล้วก็เหมือนสั่งให้บาลาอัมไปสาปแช่งประชากรของพระเจ้าเมื่อพระเจ้าต้องการจะอวยพรพวกเขา ซามูเอลไม่สามารถและไม่ต้องการบอกซาอูลด้วยว่าควรทำอย่างไร  เป็นเรื่องของซาอูลเอง แต่เมื่อซาอูลได้พยายามติดต่อท่าน ท่านก็จะบอกให้ทราบว่าพระเจ้าจะทำอย่างไรกับซาอูลในวันรุ่งขึ้น ซาอูลพบว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อตอนซามูเอลพูดไว้ในบทที 13 และ 15 ซาอูลกำลังตระหนักว่าคำพยากรณ์ที่ซามูเอลเคยพูดไว้นั้นเริ่มเป็นจริง

คำพูดของซามูเอลบอกซาอูลถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นและสาเหตุอย่างชัดเจน ซามูเอลเคยพูดมาก่อนหน้าแล้ว พระเจ้าจะฉีกอาณาจักรไปจากท่านและนำไปมอบให้กับ “คน อื่น”145  คือดาวิดแทน เป็นเพราะซาอูลไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าเรื่องจัดการกับคนอามาเลข คำพยากรณ์ที่ซามูเอลให้ไว้ในบทที่ 15 เริ่มเป็นจริง ท่านกล่าวต่อไปว่าในวันพรุ่งนี้พระเจ้าจะทรงมอบอิสราเอล ซาอูล และบุตรของท่านให้กับพวกฟิลิสเตีย ซาอูลและบุตรของท่านจะถูกฆ่าตาย ซามูเอลพูดตรงว่า “พรุ่งนี้ตัวท่่านพร้อม กับบุตรชายทั้งหลายของท่านจะอยู่กับเรา” ข่าวนี้น่าสะพรึงและไม่ใช่เป็นเรื่องที่ซาอูลอยากได้ยิน ท่านบังอาจปลุกวิญญาณของผู้เผยพระวจนะขึ้นมา และซามูเอลก็ยังเป็นผู้เผยพระวจนะที่พูดในเรื่องเดิม

อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของซาอูล  (28:20-25)

20 แล้วซาอูลก็ทรงล้มลงเหยียดยาวบนพื้นดินในทันที กลัวยิ่ง นักเพราะถ้อยคำของซามูเอล และไม่มีกำลังเหลืออยู่ในพระองค์ เพราะไม่ได้เสวยมาตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่งแล้ว 21 หญิงนั้นก็ เข้ามาหาซาอูล และเมื่อนางเห็นว่าพระองค์ตกพระทัยมาก จึงทูล ว่า “ดูเถิด ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทก็ย่อมฟังรับสั่งของฝ่าพระบาท ยอมเสี่ยงชีวิต และยอมฟังพระดำรัสที่พระองค์ตรัสสั่งทุกประการ 22 เพราะฉะนั้นขอฝ่าพระบาทจงฟังเสียงผู้รับใช้ของ ฝ่าพระบาท บ้าง ขอหม่อมฉันได้ถวายพระกระยาหารแก่พระองค์สักหน่อยหนึ่ง ขอพระองค์เสวย เพื่อพระองค์จะทรงมีพระกำลังเมื่อกลับตามทาง ของพระองค์” 23 พระองค์ก็ทรงปฏิเสธ รับสั่งว่า “ไม่กิน” แต่มหาด เล็กกับหญิงนั้นอ้อนวอนพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟังเสียงของเขา พระองค์ทรงลุกขึ้นประทับบนเตียง 24 หญิงนั้นมีลูกโคอ้วนอยู่ใน บ้านตัวหนึ่ง ก็รีบฆ่าเสีย เอาแป้งมานวดปิ้งทำขนมปังไร้เชื้อ 25 นางก็นำมาถวายแก่ซาอูลและทรงเสวย กับให้มหาดเล็กเขารับ ประทาน แล้วก็ทรงลุกขึ้นเสด็จกลับไปในคืนนั้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเป็นภาพที่ไม่น่าดูนัก คืนนั้นซาอูลมาหาคนทรงที่เอนโดร์ด้วยท่าทางน่าเกรงขาม หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านกลายเป็นคนอ่อนปวกเปียก คำพูดของซามูเอลทำให้เกิดอาการสั่นสะท้านล้มลงถึงดินแน่นิ่งไป เหมือนถูกยิงด้วยกระสุนทั้งชุด ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องมานาน แถมยังเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล แต่หนักที่สุดคือความกลัวสุดขีด ผมพอนึกภาพว่า หญิงคนทรงคงเริ่มรู้สึกเป็นห่วง และอยากให้ซาอูลเดินทางกลับไปโดยเร็ว

นางขอร้องให้ซาอูลฟังเพราะอย่างน้อยนางก็ได้เสี่ยงชีวิตให้ ขอให้ได้ทำอาหารเลี้ยงเพื่อจะมีกำลังเดินทางกลับไปได้ ซาอูลปฏิเสธไม่อยากกินอะไร นางและมหาดเล็กของซาอูลจึงช่วยกันอ้อนวอน ไม่ใช่เพราะความหิวแต่เพื่อจะได้มีกำลังเดินทางกลับไปที่ค่ายทหารได้ เหมือนกับบิดาของบุตรน้อยหลงหาย หญิงคนทรงแห่งเอนโดร์ฆ่าโคอ้วนของนางและทำอาหารให้ซาอูล (ดูลูกา15:22-24, 29) แต่ไม่ใช่เพื่อเลี้ยงฉลองเพราะบุตรที่หนีไปกลับใจมาขอคืนดี แต่เป็นการปลุกให้ตื่นขึ้น นางฆ่าโคของนางและจัดเตรียมทำอาหารพร้อมกับขนมปัง ซาอูลรับประทาน ก่อนเดินทางกลับในตอนกลางคืน เป็นช่วงชีวิตที่มืดมนที่สุดของซาอูล แต่เวลาที่มืดมนกว่ากำลังคืบเข้ามา — วันรุ่งขึ้น — เมื่อคำพยากรณ์ของซามูเอลเป็นจริง

บทสรุป

เราเคยได้ยินคำพูดที่ว่า : “ต้นร้ายปลายดี” ถ้าเป็นจริงคงใช้ไม่ได้กับซาอูล เดล ราล์ฟ ดาวิส ตั้งชื่อตอนในหนังสือข้อคิดเห็นของพระธรรมตอนนี้ว่า “ขณะนั้น เป็นเวลากลางคืน”146  ที่ใช้ชื่อนี้เพราะมีสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนกลางคืน (28:8, 25) อาจเป็นการเล่นคำให้เหมือนในพระกิตติคุณยอห์น 13:30 ที่พูดถึงเมื่อยูดาสทิ้งพระเยซูและพวกสาวกไว้เพื่อไปขายพระองค์ ในยอห์นเขียนว่า “ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน”

ไม่ต้องคิดซ้ำสองครับ เวลานี้เป็นเวลาที่มืดมนที่สุดสำหรับซาอูลเท่าที่เคยพบมา แล้ววันรุ่งขึ้น (วันสุดท้าย) จะมืดมนสักแค่ไหน? นี่หรือกษัตริย์อิสราเอล กษัตริย์ผู้อ่อนแอ หิวโหยและหวาดกลัว แม้แต่จะทรงกายขึ้นยังไม่ไหว แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าโทรมๆเพื่อพรางตนแต่ก็ไร้ผล ไปที่บ้านของหญิงคนทรงเพื่อให้นางช่วย และเมื่อติดต่อกับซามูเอลได้ สิ่งที่ท่านผู้เผยพระวจนะพูดก็คือคำพูดแสนโบราณที่เราชอบพูดกัน “บอกแล้วใช่ไหม?” แถมยังบอกอีกว่าท่านและบุตรทั้งสิ้นจะตายในวันรุ่งขึ้น ไม่มีการให้กำลังใจ ไม่มีความหวัง ไม่มีแม้โอกาสให้กลับใจ มันสายเกินไป เป็นภาพโศกนาฏกรรมของซาอูลที่เราเห็นได้จริงๆ

สี่สิบปีก่อนหน้า ซาอูลเป็นนักปกครองหนุ่มที่มีอนาคตไกล มีรูปลักษณ์โดดเด่น สูงสง่ากว่าชาวอิสราเอลทั่วไป (9:1-2) ท่านเริ่มต้นงานแรกด้วยการปลดชาวยาเบช- กิเลอาดจากการข่มขู่ของชาวอัมโมน (บทที่ 11) จากนั้นมาทำไมทุกสิ่งดูเหมือนผิดพลาดไปทั้งหมดสำหรับซาอูล พลาดถึงขนาดมาจบสิ้นบนพื้นบ้านของหญิงคนทรงต้องห้ามเช่นนี้? คำตอบตามที่ซามูเอลพูดนั้นเป็นเรื่องแสนธรรมดา – การไม่เชื่อฟัง ความผิดข้อใหญ่และข้อแรกของซาอูล (เท่าที่เราอ่านจากในพระคัมภีร์) คือที่กิลกาล ท่านขัดคำสั่งของซามูเอลไม่ยอมรอให้ซามูเอลมาถวายเครื่องเผาบูชา (ดู 10:7-8) เพื่อขอคำแนะนำ (ที่มาจากพระเจ้า) ซาอูลลงมือเผาเครื่องถวายบูชาด้วย ตนเอง147  

ความผิดข้อใหญ่ประการที่สองดูเผินๆเหมือนมีความตั้งใจดี แต่ที่จริงกลับฉุดให้ตกต่ำลงไปอีก ซามูเอลให้คำสั่งชัดเจนจากพระเจ้าในฐานะเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล เป็นหน้าที่ของซาอูลที่ต้องกำจัดชาวอามาเลขให้สิ้นซากเพื่อเป็นการตอบแทนที่พวกเขาปฏิบัติต่อชาวอิสราเอลเมื่อครั้งอพยพอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ชาวอามาเลขทุกคนต้องถูกฆ่ารวมถึงกษัตริย์ด้วย ที่จริงคำสั่งของซามูเอลในเรื่องนี้ชัดเจนมาก (15:1-3) ห้ามเว้นแม้แต่เด็กหรือฝูงสัตว์ แม้ได้รับคำสั่งเช่นนี้ ซาอูลยังไว้ชีวิตกษัตริย์อากักและฝูงสัตว์ที่ดีที่สุด ซามูเอลบังคับให้ซาอูลรับผิดชอบต่อความบาปครั้งนี้ แต่ซาอูลพยายามให้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย อ้างว่าที่ทำเช่นนั้นเพราะต้องการเก็บฝูงสัตว์ที่ดีที่สุดไว้เพื่อนำไปถวายบูชาแด่พระเจ้า ซามูเอลจึงสั่งสอนชัดเจนถึงหลักในการปฏิบัติ เป็นหลักที่สะท้อนก้องอยู่ในใจของผู้คนจากนั้นตลอดมาจนถึงยุคพระคัมภีร์ใหม่ :

22 และซามูเอลกล่าวว่า “พระเจ้าทรงพอพระทัยใน เครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชามากเท่ากับการจะ เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ ดูเถิดที่จะเชื่อ ฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะสดับฟังก็ดีกว่าใข มันของบรรดาแกะผู้ 23 เพราะการกบฎก็เป็นเหมือน บาปแห่งการถือฤกษ์ถือยาม และความดื้อดึงก็เป็น เหมือนบาปชั่วและการไหว้รูปเคารพ เพราะเหตุที่ท่าน ทอดทิ้งพระวจนะของพระเจ้า พระองค์จึงทรงถอด ท่านออกจากตำแหน่งกษัตริย์ (1 ซามูเอล 15:22-23)

ดูเหมือนซาอูลคิดว่าของถวายของมนุษย์เป็นสิ่งมีค่าที่สุดสำหรับพระเจ้า แม้ต้องขัดคำสั่งเพื่อจะให้ได้มา ซามูเอลเห็นตรงข้ามสิ้นเชิง พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชามากเท่ากับการจะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ การเชื่อฟังพระเจ้าสำคัญที่สุด การไม่เชื่อฟังจึงเป็นความบาปชั่วที่ร้ายแรง ซาอูลคิดหรือว่าพระเจ้าจะพอพระทัยที่ท่านขัดคำสั่งเพียงเพื่อจะได้ทำการถวายบูชา? แน่นอนพระองค์ไม่ทรงพอพระทัย ที่จริงเพราะองค์มองเรื่องการฝ่าฝืนนี้ว่าเป็นการกบฎเหมือนการถือฤกษ์ถือยามและเป็นการกราบไหว้รูปเคารพ ซาอูลคิดว่าพระเจ้าจะพอพระทัยในสิ่งที่ท่านและชาวอิสราเอลทำในเรื่องชาวอามาเลข แต่ซามูเอลกลับบอกว่าสิ่งที่ซาอูลทำนั้นเป็นสิ่งชั่วร้ายที่สุด

เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดด้วยมุมมองแบบนี้ แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจพระธรรม 1ซามูเอล 15:22-23 ดีขึ้นจากข้อพระคำใน 1 ซามูเอล 28:3 ตรงนี้ผู้เขียนบอกเราว่าซาอูลได้ กำจัดบรรดาพ่อมดหมอผีคนทรงออกไปจากแผ่นดินอิสราเอล และเมื่อมองย้อนไปใน บทที่ 15 ผมเริ่มเข้าใจว่า เมื่อซาอูลได้กำจัดพวกหมอผีคนทรงออกไปจากแผ่นดินแล้วท่านคงรู้สึกดีเพราะได้ทำตามธรรมบัญญัติของโมเสส148 แต่หลังจากนั้นเมื่อท่านถูกสั่งให้กำจัดชาวอามาเลขให้หมดสิ้น ท่านทำเพียงแค่บางส่วน และอย่างที่บอกไป การเชื่อฟังเพียงบางส่วนก็คือการไม่เชื่อฟังนั่นเอง เมื่อพระเจ้ากล่าวตำหนิซาอูลผ่านทางซามูเอล พระองค์ตรัสว่าการไม่เชื่อฟังก็เท่ากับการถือฤกษ์ถือยามหรือการกราบ ไหว้รูปเคารพ ซาอูลรู้สึกดีเพราะได้กำจัดพ่อมดหมอผีออกไปจากแผ่นดินหรือ? ท่านเห็นด้วยหรือเปล่าว่าการกระทำของพวกนี้เป็นความชั่วร้ายแรง? การไม่เชื่อฟังของท่านมองได้เท่ากับการถือฤกษ์ถือยามและกราบไหว้รูปเคารพ ดังนั้นความบาปของท่านเรื่องชาวอามาเลขที่ท่านเลือกเชื่อฟังพระเจ้าเฉพาะบางส่วนจึงเป็นบาปพอๆกับการถือฤกษ์ยามและกราบไหว้รูปเคารพ

ผมคิดว่าคำตำหนิของซามูเอลในบทที่ 15 มีมากกว่านั้น ท่านกล่าวว่าถ้าซาอูลไม่ยอมสำนึกในบาปแห่งการไม่เชื่อฟังและการกบฎจะนำไปสู่บาปของการถือฤกษ์ถือยามและการกราบไหว้รูปเคารพ พูดให้ชัดคือ ถ้าซาอูลไม่ยอมสำนึกผิดในเรื่องชาวอามาเลข ซามูเอลกำลังพยากรณ์ว่าซาอูลจะเป็นคนทำ “บาป” นี้เสียเอง บาปที่ท่านได้เคยสั่งให้กำจัดพ่อมดหมอผีไปจากแผ่นดิน

เหตุการณ์ในบทที่ 28 ผ่านไปอย่างน่าขนลุก เพราะซาอูลไม่ยอมรับในบาปของตนเองจึงถูกซามูเอลกล่าวตำหนิอย่างรุนแรง ผมมองเห็นความเหมือนค่อนข้างชัดระหว่างบทที่ 13 และ 15 ทั้งสองบทซาอูลทำบาปด้วยการตั้งใจขัดคำสั่งพระเจ้า และในทั้งสองกรณีเมื่อถูกซามูเอลตำหนิ ท่านพยายามป้ายความผิดไปที่ผู้อื่น (อย่างน้อยก็บางส่วน) ในบทที่ 13 ซาอูลแก้ตัวว่าเป็นเพราะซามูเอลมาสาย (เป็นความผิดของซามูเอล) และประชาชนกำลังละทิ้งไป (เป็นความผิดของประชาชน) ในบทที่ 15 อีกที่ซาอูลพยายามปัดความรับผิดชอบ อ้างว่าท่านเชื่อฟังพระเจ้า แต่ซามูเอลไม่รับฟังท่านจึงโยนไปที่ประชาชนว่าเป็นพวกที่แอบเก็บฝูงสัตว์ดีๆไว้ แต่ในที่สุดซาอูลก็ยอมรับว่ากลัวประชาชน แต่ก็ยังไม่ยอมรับผิดชอบในฐานะกษัตริย์ ในบทที่ 13 และ 15 ซาอูลคิดว่าเป็นเพราะสถานการณ์คับขัน อ้างว่า “อยู่ในสภาวะ เดือดร้อนอย่างหนัก” ทำให้ต้องใช้ “กฎอัยการศึก” แทนกฎเกณฑ์ของพระเจ้า และเมื่อข้ออ้างอ่อนๆของท่านใช้ไม่ได้ผล การ “สำนึกผิด” ของท่านยังไม่สมควรเรียกได้ว่าท่าน “รู้สึกเสียใจ” แม้สักนิดเดียว

เราจึงเห็นว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงเกิดขึ้นอีกในบทที่ 28 ซาอูลเหมือนจะเริ่มต้นด้วยดีแต่แล้วในระยะเวลาอันสั้นท่านเริ่มไม่ระมัดระวังที่จะเชื่อฟังพระเจ้า แม้จะถูกกล่าวตำหนิก็ยังไม่สำนึกอย่างจริงใจ การตกลงไปในบาปเดิมจึงเป็นเรื่องหนีไม่พ้น ตามที่ซามูเอลเคยพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าในบทที่ 15 เราจึงไม่ประหลาดใจนักที่ซาอูลไปขอความช่วยเหลือจากคนทรง ถ้าผู้ใดคิดว่าบัญญัติของพระเจ้านั้นน่ารังเกียจ ก็เป็นการ ง่ายที่พวกเขาจะไม่แยแส คงไม่ต้องสงสัยว่าคนเช่นนี้จะไม่หันไปพึ่งหมอดูหรือพวกทรงเจ้าเข้าผี (หรือใช้หนทางลัดใดก็ได้) และพวกเขาจะ”ถูกนำ”ไปสู่หนทางที่เคยอยากทำมาตั้งแต่แรก (เปรียบเทียบกับ 2ทิโมธี 4:3-4) เราเห็นว่าซาอูลจบชีวิตลงอย่างโศกนาฏกรรม เป็นสิ่งที่ไม่น่าประหลาดใจ เป็นผลของทางที่ท่านเองเลือกเดิน

เมื่อเราอ่านเรื่องน่าขายหน้าของซาอูลที่เกิดในบ้านของหญิงคนทรงในเอนโดร์ เราอาจปลอบใจตนเองว่าเรื่องแปลกๆอย่างนี้น่าจะเป็นเรื่องฟลุค ผมขอบอกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องฟลุคแน่ๆ ที่จริงผมเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องของซาอูลเป็นเรื่องเกิดขึ้นตาม “กฎเกณฑ์” ไม่ใช่กรณี “ยกเว้น” ซาอูลเป็นภาพพจน์ของชนชาติอิสราเอล149 ที่เราเห็นจากชีวิต (และความตาย) ของท่าน เป็นภาพจำลองของประวัติศาสตร์อิสราเอล อิสราเอลก็เหมือนกับซาอูล ไม่ได้ถูกเลือกเพราะโดดเด่นกว่าผู้อื่น ที่จริงแล้วมาจากตระกูลที่เล็กน้อยด้วยซ้ำ (เทียบดูกับเฉลยธรรมบัญญัติ 7:7-8; 1 ซามูเอล 9:21; 10:22; 15: 17) เช่นเดียวกับประเทศอิสราเอล พระเจ้าตั้งซามูเอลให้มา “ทำลาย” ชาวคานาอันให้ หมดสิ้น (เปรียบเทียบเฉลยธรรมบัญญัติ 7:1-2; 1 ซามูเอล 15:1-3) ซามูเอลก็เช่นเดียวกับประเทศอิสราเอล คือต้องวางใจในพระเจ้าและรักษาพระบัญญัติของพระองค์ ไม่ทำตามอย่างคนต่างชาติ (เปรียบเทียบเฉลยธรรมบัญญัติ 7:2-5, 9-16; 1 ซามูเอล 15:20-23) และเช่นกันกับอิสราเอลพระเจ้าจะทำลายซาอูลสำหรับการกบฎที่ไม่รู้จักจบสิ้นของท่าน (ดูเฉลยธรรมบัญญัติ 7:4; 1 พงศาวดาร 10:13-14) ลองสังเกตดูว่าทั้งสองกรณีนี้เกี่ยวพันกันอย่างไรในบทที่ 12:

14 ถ้าท่านทั้งหลายจะยำเกรงพระเจ้าและปรนนิบัติพระองค์ และฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และไม่กบฏต่อพระบัญชา ของพระเจ้า และถ้าท่านทั้งหลายและพระราชาผู้ปกครองเหนือ ท่านจะเป็นผู้ติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งหลาย ก็ดีแล้ว 15 แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า แต่กบฏต่อพระบัญชาของพระเจ้า แล้วพระหัตถ์ของพระเจ้าจะ ต่อสู้ท่านทั้งหลาย และบรรพบุรุษของท่าน 16 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ท่านทั้งหลายจงยืนนิ่งอยู่ คอยดูเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ต่อไปนี้ ซึ่ง พระเจ้าจะทรงกระทำต่อหน้าต่อตาของท่านทั้งหลาย 17 วันนี้ เป็นฤดูเกี่ยวข้าวสาลีไม่ใช่หรือ ข้าพเจ้าจะร้องทูลต่อพระเจ้า ขอพระองค์จัดส่งฟ้าร้องและฝน และท่านทั้งหลายจะทราบ และเห็นเองว่า ความอธรรมของท่านนั้นใหญ่โตเพียงใด ซึ่งท่าน ได้กระทำในสายพระเนตรพระเจ้า ในการที่ได้ขอให้มีพระราชา สำหรับตน” 18 ซามูเอลจึงร้องทูลต่อพระเจ้า และพระเจ้าทรง ส่งฟ้าร้องและฝนมาในวันนั้น ประชาชนก็เกรงกลัวพระเจ้าและ ซามูเอลยิ่งนัก 19 และประชาชนทั้งหลายเรียนซามูเอลว่า “ขอ ท่านอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเผื่อผู้รับใช้ทั้ง หลายของท่าน เพื่อเราทั้งหลายจะไม่ถึงตาย เพราะเราได้ เพิ่มความชั่วนี้เข้ากับบาปทั้งสิ้นของเรา คือขอให้มีพระราชา สำหรับเราทั้งหลาย” 20 และซามูเอลกล่าวแก่ประชาชนว่า “อย่ากลัวเลย ท่านทั้งหลายได้กระทำความชั่วนี้ทั้งสิ้นจริงๆแล้ว แต่ท่านทั้งหลายอย่าหันไปเสียจากการติดตามพระเจ้า แต่จง ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจของท่าน 21 และอย่าหันเหไปติด ตามสิ่งอนิจจังซึ่งไม่เป็นประโยชน์ หรือไม่ช่วยให้พ้นเพราะเป็น สิ่งอนิจจัง 22 เพราะพระเจ้าจะไม่ละทิ้งประชากรของพระองค์ ด้วยเห็นแก่พระนามใหญ่ยิ่งของพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงพอ พระทัยแล้วที่จะกระทำให้ท่านเป็นประชากรของพระองค์ 23 ยิ่งกว่านั้นส่วนข้าพเจ้าขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาป ต่อพระเจ้าด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย แต่ข้าพเจ้า จะแนะนำทางที่ดีและที่ถูกให้ท่าน 24 จงยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น ปรนนิบัติพระองค์ด้วยใจซื่อสัตย์สุจริต และด้วยสิ้นสุดใจของท่าน จงพิเคราะห์ถึงมหกิจซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำแก่ท่านแล้วนั้น 25 แต่ถ้าท่านทั้งหลายขืนกระทำความชั่วอยู่ ท่านจะต้องพินาศ ทั้งตัวท่านทั้งหลายเองและ พระราชาของ ท่านด้วย” (1 ซามูเอล 12:14-25)

ท้ายสุดนี้ ชนชาติอิสราเอลได้รับเลือกจากพระเจ้าให้เป็น “อาณาจักรปุโรหิต” (อพยพ 19:6) แต่การดำเนินในฐานะ “บุตรของพระเจ้า”เป็นไปได้ไม่นานเพราะขาดการเชื่อฟัง (ดูอพยพ 4:23) ต่อมากษัตริย์ของอิสราเอลต้องดำเนินในฐานะ “บุตรของพระเจ้า” ปกครองประเทศชาติ (ดู 2 ซามูเอล 7:14; สดุดี 2:4-9) แต่ที่สุดแล้วมีเพียง “กษัตริย์” ที่สมบูรณ์แบบพระองค์เดียว “บุตรของพระเจ้า” ที่ทำให้เราหลุดพ้นจากบาปและสามารถครอบครองร่วมกับพระองค์ได้ (ยอห์น 1:12; โรม 8:14-25).

ซาอูลไม่เป็นเพียงภาพพจน์ของอิสราเอลเท่านั้น ยังเป็นตัวอย่างของความวิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับเราได้ คนที่ปรารถนาจะเรียนรู้น้ำพระทัยและตั้งใจทำตามจะมีความเข้าใจเรื่องนี้ เพราะพระเจ้าจะทรงเผยให้ทราบ (ดูยอห์น 7:17) แต่ถ้าเราดื้อดึงกบฎต่อพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงฟังคำอธิษฐานของเรา จะไม่ทรงเปิดเผยพระองค์และน้ำพระทัยให้ปรากฎ (จะไม่ “โยนใข่มุกให้พวกหมู” ดูสดุดี 68:18; ยอห์น 2:23-25; มาระโก 4:20-25ด้วย) และบรรดาผู้ที่ต่อต้านไม่ยอมทำตามน้ำพระทัยและพระคำของพระองค์ (ซึ่งยากที่จะแยกแยะออก) จะมองหาหลักคำสอนอื่นที่ดูคล้ายกับ หลักของ “คริสเตียน” แต่ไม่ใช่ มาทดแทน (ดู 2 ทิโมธี 3:1-13; 4:1-4).

ผมเชื่อว่าคนบางคนเป็นพวก “กู่ไม่กลับ” และบางครั้งพระเจ้าก็มาถึงจุดที่หยุดลงโทษคนบาป แต่กลับปล่อยให้ใจกลับแข็งกระด้างขึ้นเพราะปฏิเสธไม่รับพระกิตติคุณ บางครั้งมนุษย์ก็มาถึงจุดที่เรียกว่าสายเกินแก้ คนที่หลงงมงายอยู่ในความบาปและปฏิเสธพระคุณโดยคิดว่ายังไงๆพระเจ้าก็ทรงมี “พระเมตตา” อยู่เสมอนั้น ผมขอบอกว่าคิดผิดครับ

1 ในเมื่อเราทำงานร่วมกับพระคริสต์แล้ว เราจึงขอ วิงวอนท่านว่า อย่าสักแต่รับพระคุณของพระเจ้าเท่า นั้น 2 เพราะพระองค์ตรัสว่า ในเวลาอันชอบเราได้ ฟังเจ้าในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า นี่แน่ะ บัดนี้เป็นเวลาอันชอบ นี่แน่ะ บัดนี้เป็นวันแห่งความ รอด (2 โครินธ์ 6:1-2)

ผมคิดว่าคริสเตียนบางคนที่อยู่ในความกบฎดื้อดึงวันหนึ่งจะมาถึงเมื่อ “สายเกินแก้” ไม่ได้หมายความว่าคนเช่นนี้จะสูญเสียความรอด แต่พวกเขาจะสูญเสีย “ความยินดี” ในความรอด พวกเขาอาจสูญเสียความมั่นใจในความรอด แน่นอนพวกเขาสูญเสียความสัมพันธ์ที่ติดสนิทและการสามัคคีธรรมที่ควรมีกับพระคริสต์และคริสตจักรของพระองค์ อาจถึงสูญเสียชีวิตเช่นเดียวกับซาอูล (ดู 1 โครินธ์ 5:1-5; 1 ทิโมธี 1:18-20; 1 ยอห์น 5:13-17)

แม้ฟังดูไม่ค่อยดีผมว่าเราทั้งหลายอาจเป็นเหมือนซาอูลอย่างที่เรานึกไม่ถึง ทุก คนมี “ซาอูล” อยู่ในตัว และนี่คือเหตุที่เราต้องติดสนิทกับพระคริสต์และพระวจนะอยู่เสมอ นี่คือเหตุที่เราต้องอธิษฐานขอการเสริมกำลังเพื่อจะไม่ต้องตกอยู่ในการทดลอง และนี่คือเหตุที่ทำให้เราต้อง “ไม่ละทิ้งการประชุม “ และคำหนุนใจจากพี่น้องคริสเตียน และต้องระมัดระวังไม่ให้ตกอยู่ในความบาปที่เรายังอยากฝ่าฝืนทำอยู่เรื่อยๆ (ฮีบรู 10:19-31).

เราเห็นแล้วว่าบทเรียนตอนนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องนิทาน ซาอูลไม่ได้จบชีวิตลงอย่าง “แฮปปี้ เอ็นดิ้ง” เหมือนพระเอกในนิทาน เช่นเดียวกับคนที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ให้เราตื่นขึ้นและถ่อมลงด้วยบทเรียนจากซาอูล ให้ยอมรับในความอ่อนแอและวางใจทั้งหมดของเราไว้ในพระองค์

142 เมื่อย้อนรอยประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของซาอูล เราจะเห็นว่ามีการเผชิญหน้ากับฟิลิสเตียตลอดพระธรรม 1 ซามูเอล ดังนั้นถ้าดูจากประสบการณ์เดิมจึงไม่น่าแปลกที่ครั้งนี้ซาอูลจะรู้สึกแย่เอามากๆ แม้ซาอูลจะถูกตั้งให้เป็นกษัตริย์เพื่อช่วยกู้ชาวอิสราเอลจากฟิลิสเตีย (9:16) ชัยชนะของท่านไม่มีอะไรเด่นชัดหรือเด็ดขาดสักที ในบทที่ 13 โยนาธาน เป็นผู้เร่งเร้าให้เกิดสงครามใหญ่ระหว่างฟิลิสเตียและอิสราเอล บุกไปโจมตีกองทหารที่เกบาห์ (13:3) ซาอูลกลับไม่กล้า ดังนั้นคนที่ท่านรวบรวมมาต่อสู้จึงหลบหนีหายไปจนเกือบหมด โยนาธานไปโจมตีฟิลิสเตียอีกครั้งและได้รับชัยชนะ เพราะพระเจ้าทรงบันดาลให้เกิดแผ่นดินไหว (14:15) ระหว่างการไล่ตามฟิลิสเตียไป ผลจากการออกคำสั่งโง่ๆของซาอูล ทำ ให้้อิสราเอลไม่ชนะอย่างเด็ดขาดและโยนาธานเกือบต้องตาย ในขณะที่โยนาธานออกเดินหน้าไปรบกับฟิลิสเตียนั้น ดาวิดก็เช่นกัน การที่เอาชนะโกลิอัทและพวกฟิลิสเตียได้นั้นทำให้ท่านมีชื่อเสียงเกินหน้าซาอูล รวมแล้วก็คือซาอูลไม่เคยจัดการกับพวกฟิลิสเตียได้อย่างเด็ดขาด จึงทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมท่านจึงกลัวนักในครั้งนี้

143 ลองเปรียบเทียบกับดาวิดดู (ดู 1 ซามูเอล 22:10, 15).

144 ทำให้เราทราบว่าหญิงคนทรงนี้ “เห็น” ซามูเอล แต่ซาอูลไม่เห็น ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ต้องอธิบายกับซาอูลถึงลักษณะของซามูเอล แม้ซาอูลจะได้พูดกับซามูเอลแต่ไม่มีการบ่งชัด ว่าท่าน “เห็น” ตัวซามูเอล

145 น่าคิดนะครับว่าซาอูลไม่ต้องถามว่า “คนอื่น” นั้นคือใคร? ดาวิดหรือ?

146 จากหนังสือของ Dale Ralph Davis, Looking on the Heart: Expositions of the Book of 1 Samuel (Grand Rapids: Baker Books, 1994), vol. 2, pp. 147-157.

147 ผมใช้คำว่าเครื่องเผาบูชาเป็นคำเอกพจน์ในภาษาอังกฤษ เพราะซามูเอลมาถึงในขณะที่ซาอูลกำลังเผาเครื่องถวายบูชา ไม่เช่นนั้นซาอูลคงเผาเครื่องถวายบูชาศานติต่อไปด้วย (ดู 13:9-10).

148 เป็นไปได้ที่ซามูเอลสั่งให้ซาอูลกำจัดพ่อมดหมอผีคนทรงออกไปจากแผ่นดินเหมือนกับที่สั่งให้กำจัดคนอามาเลขให้หมดสิ้น

149 เปรียบเทียบกับ อิสยาห์ 6; 29:10; เยเรมีย์ 21; เอเสเคียล 14, 20

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ Artnet.com)