บทเรียน 2 ซามูเอล บทเรียนที่ 10

บทที่ 10: ดาวิด และ พระเจ้า (นาธัน) (2 ซามูเอล 12)

คำนำ

หลายปีที่แล้ว ผมและเจนเน็ทภรรยาไปเที่ยวประเทศอังกฤษและสก็อตแลนด์กับคุณพ่อคุณแม่ของผม ทุกคืนเราจะพักที่ที่พักแบบ “เตียงนอนและอาหารเช้า” ขณะที่เราขับรถเที่ยวไปในแคว้นเวลส์ มีฟาร์มหรือบ้านไร่อยู่หลายแห่ง ตัวเมืองส่วนมากไม่ค่อยมีที่ให้พักค้างคืน เราจึงขับไปตามป้ายบอกทาง “เตียงนอนและอาหารเช้า” เราขับไปเรื่อยๆตามถนนในชนบท ไปตามป้ายจนถึงสถานที่ — เป็นบ้านไร่ชายทุ่งที่น่ารักมาก มีแกะหลายร้อยตัวกำลังเล็มหญ้า มีสะพานและโรงนาทำด้วยหิน เป็นที่ๆสมบูรณ์แบบจริงๆ แต่ที่เราไม่รู้คือสะพานหินที่เห็นอยู่นั้นที่จริงแล้วคือทางรถไฟที่มีรถไฟวิ่งไปมาหลายขบวนในตอนดึก ห่างจากบ้านที่เราพักไปไม่กี่ก้าว แถมยังมีแม่วัวตกลูกพร้อมกันอีกสองตัวในคืนนั้น ถึงผมเคยอยู่ฟาร์มมา แต่ไม่เคยได้ยินเสียงวัวร้องก้องไปมาอยู่ในโรงนาที่เป็นหินมาก่อนเลย

นอกจากฝูงแกะนับร้อยที่เล็มหญ้าอยู่ในทุ่งข้างบ้านแล้ว ยังมีแกะตัวเล็กๆตัวหนึ่งอยู่ในคอกติดกับตัวบ้าน มันขี้เล่นและเป็นมิตร พวกเราชอบออกไปเล่นกับมัน แต่สงสัยว่าทำไมแกะตัวนี้ถึงถูกเก็บไว้ต่างหากไม่ไปรวมอยู่ในฝูงข้างนอก ถามเด็กที่เป็นหลานของเจ้าของฟาร์มตั้งนานกว่าจะเข้าใจสำเนียงหนักๆของเขาได้ เขาบอกว่ามันเป็น “สัตว์เลี้ยง” เอาไว้ดูเล่น แต่พูดด้วยสำเนียงท้องถิ่น กว่าจะจับคำได้เกือบเผลอฟังไปเป็นคำอื่นแล้วสิ นี่เป็นแกะอีกสถานะหนึ่ง ไม่ใช่เป็นแค่ “แกะ” หรือ “ลูกแกะ” ทั่วไป แกะที่เป็น “สัตว์เลี้ยง” ตัวนี้อยู่ในคอกพิเศษติดกับตัวบ้าน ได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษต่างกับตัวอื่นๆ

เป็นแกะตัวเดียวในฝูงแกะทั้งหลายที่ดูเหมือนมีความสุขกับการถูกแยกมาต่างหากไว้เป็น “สัตว์เลี้ยง” ของครอบครัว เรื่องที่นาธันเล่าให้ดาวิดฟังไม่เหมือนกับเรื่องแกะตัวนี้ครับ นาธันเล่าให้ดาวิดฟังถึงเรื่อง “แกะ ที่เป็นสัตว์เลี้ยง” ที่เจ้าของแสนยากจนมีเพียงตัวเดียว มันไม่ได้อยู่ในคอกข้างบ้าน แต่อาศัยอยู่ในบ้าน อยู่ในอ้อมอกของผู้เป็นเจ้าของ กินและดื่มด้วยกันกับเขา เรื่องที่นาธันเล่าให้ดาวิดฟังเป็นเรื่องที่พระเจ้าทรงใช้ให้นาธันมาชี้ให้ดาวิดเห็นถึงบาปชั่วของท่าน และเป็นบทเรียนตอนนี้ของเรา อีกครั้ง มีเรื่องสอนเราได้มากมาย รวมทั้งสอนดาวิดด้วย ให้เราตั้งใจฟังถ้อยคำของนาธันที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเรียนรู้จากแกะตัวนั้น

ปูมหลัง

ดาวิดขึ้นครองเป็นกษัตริย์ของยูดาห์และอิสราเอล ท่านรวบรวมแผ่นดินขึ้นเป็นปึกแผ่น ยึดเมืองเยบุสและตั้งขึ้นเป็นเมืองหลวงโดยให้ชื่อใหม่ว่าเยรูซาเล็ม สร้างพระราชวังสำหรับตนเอง และคิดจะสร้างพระนิเวศน์ให้กับพระเจ้า (แต่พระเจ้าให้ทบทวนดูใหม่) ท่านได้บรรดาเมืองต่างๆรอบด้านเป็นเมืองขึ้น รบกับพวกอัมโมนและมีชัย แต่ยังไม่ได้เข้าไปยึดครองเต็มตัว พวกอัมโมนถอยหนีไปตั้งหลักในเมืองรับบาห์ เมื่อฤดูร้อนมาถึง ดาวิดส่งกองทัพอิสราเอลนำโดยโยอาบไปล้อมเมืองนี้ไว้ รอเวลาให้ยอมแพ้ ท่านไม่อยากออกไปนอนคอยที่ค่ายทหารในทุ่งโล่งนอกเมือง เลือกที่จะอยู่บ้านในเยรูซาเล็มแทน นอนตื่นสายและเตรียมตัวเข้านอนอีกในตอนเย็น ท่านออกไปเดินเล่นบนดาดฟ้าหลังคาของพระราชวัง และมองลงไปเห็นสตรีงามนางหนึ่งกำลังอาบน้ำ อาจเป็นพิธีชำระตัวให้พ้นมลทินตามธรรมบัญญัติก็เป็นได้

นางไม่ได้จงใจทำตัวไม่เหมาะสม กำลังอาบน้ำในตอนค่ำ และอาจจะเพราะความจน (ดู 12:1-4) จึงไม่มีห้องน้ำเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกษัตริย์มีพระราชวังที่อยู่สูงกว่าคนทั่วไป จึงมองลงมาเห็นได้ ดาวิดตะลึงในความงามของนางจึงส่งคนออกไปสืบเสาะว่าเป็นใคร เมื่อรู้ว่าเป็นใคร และรู้ด้วยว่าแต่งงานแล้วกับอุรียาห์คนฮิทไทต์ ท่านก็น่าจะยุติเรื่องนี้แต่กลับไม่ ส่งคนไปนำนางมาที่พระราชวังและนอนกับนาง เมื่อชำระตัวให้สิ้นมลทินแล้วนางจึงกลับบ้านไป

เรื่องน่าจะยุติเพราะดาวิดไม่ได้ต้องการภรรยาเพิ่ม ไม่ได้แม้แต่อยากจะสานต่อ ท่านกำลังมองหาความตื่นเต้นเหมือนในสนามรบ แต่เป็นบนเตียง! เรื่องกลับตาลปัตรเมื่อบัทเชบาส่งคนมาส่งข่าวว่าตั้งครรภ์ ดาวิดหาทางปกปิดบาปของตนเองโดยสั่งโยอาบให้ส่งอุรียาห์กลับมาบ้าน หยุดพักงานชั่วคราว ทำทีเหมือนกลับมารายงานเรื่องสงคราม ดาวิดพยายามทำแผนให้อุรียาห์กลับบ้านเพื่อไปนอนกับภรรยา เป็นความใจดีของท่านแต่เมื่อไม่สำเร็จ เริ่มเปลี่ยนเป็นขู่แกมบังคับ และหนักขึ้นไปอีกด้วยการมอมเหล้าให้เมาเพื่อจะทำในสิ่งที่ถ้าปกติดีจะไม่คิดทำ เมื่อแผนการล้มเหลว (เพราะบุคคลิกที่ซื่อตรงของอุรียาห์) ดาวิดจึงส่งอุรียาห์กลับไปหาโยอาบพร้อมกับคำสั่งให้พยายามทำให้เขาตายในสนามรบ โยอาบทำตามคำสั่ง ส่งคนกลับไปรายงานให้ดาวิดทราบ : “งานสำเร็จแล้วพะย่ะค่ะ” เราจะมาเริ่มเรียนต่อจาก ตรงนี้ครับ

เมื่ออุรียาห์ตายลง (11:26-27)

บัทเชบาตอบสนองต่อการตายของสามีตามที่เราคาดไว้ จากในพระคัมภีร์นางไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆต่อแผนการที่ดาวิดคิดร้ายต่อสามีของนาง โดยเฉพาะเรื่องฆาตกรรม ไม่ต้องสงสัย บัทเชบารู้ข่าวการตายของสามีเหมือนหญิงม่ายคนอื่นๆรู้ ไม่ว่าจะในสมัยนั้นหรือสมัยนี้ เมื่อได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการว่าสามีสิ้นชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในราชการ นางคร่ำครวญและไว้อาลัยให้กับอุรียาห์ เราไม่แน่ใจว่าเป็นเวลานานเท่าใด รู้จากตัวอย่างว่าหญิงพรหมจารีในสมัยโบราณ (ที่ไม่ใช่พวกคานาอัน) เมื่อประเทศของตนตกเป็นเมืองขึ้นของอิสราเอล และถูกจับไปเป็นเชลย คนอิสราเอลสามารถเอาไปเป็นภรรยาได้ หลังจากที่ได้อาลัยคร่ำครวญถึงบิดามารดา (ที่ตายในระหว่างสงคราม) แล้วเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม (เฉลยธรรมบัญญัตติ 21:10-13) ผมเชื่อว่าบัทเชบาโศกเศร้าอย่างแท้จริง คงไม่ได้แกล้งทำ เชื่อว่านางคร่ำครวญถึงการตายของสามีเพราะความรักที่นางมีต่อเขา

ส่วนดาวิดไม่ได้แสดงอาการเสียใจ ไม่ได้แม้กระทั่งแกล้งทำเป็นโศกเศร้าเมื่อนักรบคนเก่งของอิสราเอลตายลง ดาวิดจะนำให้คนทั้งชาติไว้อาลัยในการสูญเสีย ดาวิดคร่ำครวญถึงการตายของซาอูลและบุตรที่ถูกฆ่าในระหว่างสงครามกับฟิลิสเตีย (2 ซามูเอล 1) ดาวิดคร่ำครวญต่อการตายของอับเนอร์ ที่ถูกโยอาบฆ่าอย่างทารุณ (2 ซามูเอล 3:28) ท่านเคยส่งคณะผู้แทนไปในพิธีไว้อาลัยให้กับนาหาช กษัตริย์ของอัมโมน (2 ซามูเอล 10) แต่เมื่ออุรียาห์ถูกฆ่าตาย “ในสงคราม” ดาวิดไม่เอ่ยสักคำถึงการสูญเสียครั้งนี้ ท่านไม่ได้รู้สึกเสียใจ โล่งใจต่างหาก แทนที่จะจัดพิธีไว้อาลัยให้อุรียาห์ ท่านกลับส่งข่าวกลับไปให้โยอาบว่าไม่ต้องเป็นกังวล

เมื่อการไว้อาลัยของบัทเชบาสิ้นสุดลง ดาวิดส่งคนไปรับนางมาเป็นภรรยา ผมว่าไม่เห็นท่านคุกเข่าขอนางแต่งงาน ไม่เห็นท่านแสดงท่าทีโรแมนติก ส่งดอกกุหลาบไปให้ ที่เห็นคือส่งคนไป “นำ” ตัวนางมาอีกครั้ง มีคำถามผุดขึ้นในใจครับ “ทำไม?” ทำไมดาวิดถึงยอมไปรับนางมาให้อยู่ที่บ้านในฐานะภรรยา? คิดว่าท่านคงไม่คิดพยายาม “ปกปิด” บาปอีกต่อไป มันสายเกินไป “ครรภ์” นางคงใหญ่พอเห็นได้ชัด คงไม่ยากเกินไปสำหรับคนอิสราเอลที่จะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น กลายเป็นว่าถึงตอนนี้ ดาวิดไม่คิดจะปกปิดอีกต่อไป แต่พยายามแก้ใขให้เป็นเรื่องถูกต้อง ไม่ว่าดาวิดจะมีเหตุผลใด คงไม่ใช่ เรื่องฝ่ายวิญญาณหรอกครับ แต่เป็นเรื่องสนองตัณหาตัวเองมากกว่า

นาธันแสดงการตอบสนองต่อการตายของอุรียาห์ด้วย อยู่ในตอนต้นของบทที่ 12 แต่ขอรอไว้ก่อน ให้มาดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตดาวิดบ้างที่ไม่มีบันทึกไว้ และผู้เขียนพระธรรมซามูเอลไม่ได้เล่าถึง แต่ดาวิดเองเปิดเผยให้เรารู้จากพระธรรมสดุดีที่ท่านเขียน สะท้อนให้เราเห็นภาพของเหตุการณ์ในตอนนี้

ดาวิดเตรียมตัวกลับใจ (สดุดี 32:3-4)

3 เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไป โดยการคร่ำครวญวันยังค่ำของข้าพระองค์ 4 พระหัตถ์ ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน กำลังของข้าพระองค์ ก็เหี่ยวแห้งไปอย่างความร้อนในหน้าแล้ง

สดุดีบทที่ 32 เป็นหนึ่งในสองบท (อีกบทคือบทที่ 51) ที่ดาวิดสะท้อนให้เห็นถึงความบาปของท่าน การกลับ ใจและกลับคืนสู่สภาพดี ข้อ 3-4 ของบทที่ 32 มุ่งไปยังสิ่งที่ผมจะบอกว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น พระวจนะสองข้อนี้ตรงกับเหตุการณ์ในบทที่ 11 และ 12 ของ 2 ซามูเอล นาธันผู้เผยพระวจนะ มาเผชิญหน้ากับดาวิดตามที่บันทึกใน 2 ซามูเอลบทที่ 12 เป็นเหตุให้ดาวิดสำนึกผิดและสารภาพบาป แต่การสารภาพไม่ได้มาจากที่ถูกนาธันตำหนิ แต่เป็นสิ่งที่ดาวิดตอบสนองต่อสิ่งที่พระเจ้าทำในจิตใจท่านก่อนจะสารภาพบาป  และในขณะที่ท่านกำลังพยายามปกปิดมัน

พระวจนะสองข้อนี้ดาวิดแสดงให้เห็นชัดว่าพระเจ้ากำลังทำงานของพระองค์อยู่ แม้จะไม่เห็นจากภายนอกก็ตาม ระหว่างที่ดาวิดพยายามปกปิดบาปของตน พระเจ้าทรงทำงานอยู่โดยให้สำแดงชัดแจ้งในใจ ไม่ใช่เวลาแห่งความสุขสักนิดอย่างที่พวกมารชอบให้เราคิด แต่เป็นวันคืนที่น่าเศร้า ดาวิดระทมอยู่ในความรู้สึกผิด นอนไม่ได้ และเหมือนกินไม่ได้ด้วย กลางคืนท่านไม่หลับ เริ่มอ่อนเพลีย น้ำหนักลด ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่พระเจ้ากำลังทำงานอยู่ในท่าน อย่างน้อยท่านก็รู้ตัวว่าตกอยู่ในความระทมทุกข์ ความทุกข์นี้ที่ทำให้ท่านอ่อนลง เตรียมรับคำตำหนิที่มาจากนาธัน และทำให้สำนึกผิดและกลับใจ ดาวิดไม่ได้กลับใจหลังจากที่ประเมินสถานการณ์แล้ว แต่เป็นการแทรกแซงของพระเจ้า ท่านจมลึกลงไปในบาปจนนึกอะไรไม่ออก พระเจ้ากำลังทำการอยู่ในชีวิตของท่าน ทำให้ท่านใจแตกสลาย และนำท่านกลับมาสู่พระคุณของพระองค์

เมื่ิอนาธันเล่าเรื่องแกะให้อดีตเด็กเลี้ยงแกะฟัง (12:1-6)

1 พระเจ้าทรงใช้ให้นาธันไปหาดาวิด นาธันก็ไปเข้าเฝ้าและกราบทูลพระองค์ว่า “ในเมืองหนึ่งมีชายสองคน คนหนึ่งมั่งมี อีกคนหนึ่งยากจน 2 คนมั่งมีนั้นมีแพะแกะและโคเป็นอันมาก 3 แต่คนจนนั้นไม่มีอะไรเลย เว้นแต่แกะตัวเมียตัวเดียวที่ซื้อเขามา ซึ่งเขาเลี้ยงไว้ และอยู่กับเขา มันได้เติบโตขึ้นพร้อมกับบุตรของเขา กินอาหารร่วมและดื่มน้ำถ้วยเดียวกับเขา นอนในอกของเขา และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา 4 ฝ่ายคนมั่งมี คนนั้นมีแขกคนหนึ่งมาเยี่ยม เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือโคของตน มาทำอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยมนั้น จึงเอาแกะตัวเมียของชายคนจนนั้นเตรียมเป็นอาหารให้แก่ชายที่มาเยี่ยมตน” 5 ดาวิดกริ้วชายคนนั้นมาก และรับสั่งแก่นาธันว่า “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ผู้ชายที่กระทำเช่นนั้นจะต้องตาย 6 และจะต้องคืนแกะให้สี่เท่าเพราะเขาได้กระทำอย่างนี้ และเพราะว่าเขาไม่มีเมตตาจิต”

มีสาระสำคัญหลายเรื่องที่เราต้องมาดูเกี่ยวกับการพบกันครั้งนี้ ระหว่างนาธันและดาวิด

ประการแรก สังเกตดูนาธันถูกใช้ให้มาพบดาวิด แน่นอนนาธันเป็นผู้เผยพระวจนะ แต่ท่านรู้ว่าดาวิดทำอะไรลงไป ขอโทษถ้าผมจะบอกว่าดาวิดไม่สามารถตบตาท่านได้ ถ้อยคำของท่านเมื่อนำมาพิจารณา ล้วนแล้วแต่เป็นถ้อยคำของพระเจ้า (ดู 12:11) ถ้านาธันเป็นผู้เผยพระวจนะ ท่านต้องเป็นเพี่อนของดาวิดด้วย ดาวิดเองตั้งชื่อบุตรชายคนหนึ่งว่านาธัน (2 ซามูเอล 5:14) ดาวิดเคยบอกนาธันเรื่องความตั้งใจจะสร้างพระนิเวศน์ (ในบทที่ 7) และนาธันเป็นผู้ตั้งชื่อให้บุตรคนที่สองของดาวิดและนางบัทเชบา (12:25) ท่านจงรักภักดีต่อดาวิดและต่อซาโลมอน เมื่ออาโดนียาห์คิดกบฎต่อราชบัลลังก์ (1 พกษ. 2) นาธันไม่ได้มาพบดาวิดในฐานะผู้พูดแทนพระเจ้า แต่มาในฐานะเพื่อนของท่านด้วย

บาดแผลที่มิตรทำก็สุจริต แต่การจุบของศัตรูนั้นมากเกินความจริง (สุภาษิต 27:6)

ประการที่สอง สังเกตดู นาธันถูกใช้ให้มาพบดาวิด ในบทที่แล้วผู้เขียนใช้คำว่า “ทรงใช้” ถึงสิบสองครั้ง หลายครั้งเมื่อเอ่ยถึงดาวิด “ทรงใช้” คนให้ไปพบ หรือ “ทรงใช้” ให้ไปตามตัวใครมา ดาวิดมีอำนาจในมือ จึงสามารถ “ใช้” ให้คนไปทำในสิ่งที่ต้องการ รวมทั้งฆ่าอุรียาห์ด้วย แต่ตอนนี้กลับเป็นพระเจ้าที่ “ทรงใช้” แทน ดาวิดหลงไหลในอำนาจหรือไม่? ท่านเริ่มคุ้นเคยกับการ “ใช้” ให้คนไปทำโน่นทำนี่ให้ (เช่นใช้โยอาบและทหารอิสราเอลไปรบกับอัมโมน) หรือ? ตอนนี้ดาวิดต้องเริ่มเห็นแล้วว่าพระเจ้ากำลังใช้ให้นาธันมา

ประการที่สาม นาธันมาหาดาวิดพร้อมกับมีเรื่องมาเล่า ในฉบับแปล NASB ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดา แต่เป็นเหมือนบทกวี เรียงร้อยถ้อยคำในแบบเดียวกับพระธรรมสดุดี 43 ผมใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเข้าใจ ถ้าเช่นนั้นหมายความว่านาธันเตรียมตัวก่อนมาพบดาวิด ท่านรับการดลใจ ผมแน่ใจว่าพระเจ้าดลใจผู้เผยพระวจนะให้สามารถกล่าวถ้อยคำออกมาเป็นบทกวีได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องแต่งมาก่อน แต่ดูไม่เป็นเช่นนั้น นาธันเตรียมตัวอย่างดีเพื่อมาพบดาวิด ไม่เพียงแต่ “ถักทอบทกวี” เท่านั้นแต่กำลังเล่าเรื่องสำคัญที่เต็มไปด้วยสาระสำหรับดาวิดด้วย

ประการที่สี่ เรื่องของนาธันเป็น “เรื่องแกะ” ซึ่งผู้เลี้ยงแกะทุกคนจะเข้าใจความหมายอย่างทะลุปรุโปร่ง ดาวิดเคยเป็นเด็กเลี้ยงแกะมาก่อน อย่างที่รู้กันจากพระธรรมซามูเอล (ดู 1 ซามูเอล 16:11; 17:15, 28) ผมสงสัยว่าระหว่างที่เลี้ยงแกะ จะต้องมีแกะสักตัวที่ดาวิดเอ็นดูเป็นพิเศษ จนนำมาเป็น “สัตว์เลี้ยง” ของตน แล้วแกะตัวนี้คงต้องกินและดื่มด้วยกันกับท่าน เป็นไปได้หรือไม่?

ปะการที่ห้า เรื่องที่นาธันเล่าเป็นเรื่องที่เกิดกับใครก็ได้ — หมายความว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ “เกี่ยวข้องกับใครโดยตรง” ไม่เกี่ยวกับบาปที่ดาวิดทำกับนางบัทเชบาและอุรียาห์ แกะ (ที่เราคิดว่าสื่อความหมายถึงนางบัทเชบา) ถูกฆ่าตาย ไม่ใช่ตัวเจ้าของที่ถูกฆ่าตาย (ซึ่งเราคิดว่าเป็นเจ้าของแกะยากจน) ผมคิดว่าเราต้องนำข้อเท็จจริงตรงนี้มาพิจารณาดูให้ดี ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวเราจะแปลเรื่องนี้เกินความหมายที่แท้จริง

ทำไมถึงต้องเล่าเรื่อง? ทำไมไม่พูดกับดาวิดตามตรง? หลายคนพูดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นการใช้กลยุทธที่ชาญฉลาด เพราะทำให้ดาวิดกล่าวคำพิพากษาตนเองก่อนที่จะรู้ว่าตนเองคือจำเลยในคดีนี้ ผมว่าเรื่องนี้น่าจะจริง ดาวิดรู้สึกโกรธที่ “เศรษฐี” คนนี้ใจดำ ถ้าทำได้ท่านต้องการนำชายคนนี้มาฆ่าเสีย (!) ที่จริงเพื่อความเป็นธรรมต้องมีการชดใช้ถึงสี่เท่า และเมื่อท่านยอมรับในหลักการนาธันจึงนำหลักการเดียวกันนี้มาใช้กับท่านอย่างเจาะจง

ตามที่ผมเข้าใจพระคัมภีร์ มีความหมายอื่นมากกว่าเรื่องที่เล่า องค์พระเยซูคริสต์ทรงเล่าเรื่องหลายเรื่อง ทำไมเป็นเช่นนั้น? เพราะพระองค์พยายามทำให้ยากเย็นจนหาความหมายไม่เจอหรือ? หรือว่าพยายามทำให้เข้าใจได้ง่าย? บางครั้งพระเยซูทรงเล่าเรื่องให้ผู้เชี่ยวชาญทางศาสนาฟัง พวกที่ชอบนำศัพท์สูงมาใช้เพื่อโต้แย้ง ผมกำลังคิดถึงเรื่องชาวสะมาเรียใจดีที่บันทึกอยู่ในพระกิตติคุณลูกาบทที่ 10 บาเรียนคนหนึ่งยืนขึ้นถามพระเยซูทั้งๆที่ไม่ได้อยากรู้ แต่ต้องการทำให้พระเยซูเสียหน้าต่อสาธารณะ เขาถามว่า “ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์?” พระเยซูทรงกลับคำถามนั้นใหม่ เพราะชายคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติโมเสส ธรรมบัญญัติสอนว่าอย่างไร? บาเรียนคนนั้นตอบว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ลูกา 10:27) แล้วพระเยซูทรงตอบว่า “ใช่แล้ว ทำเลย” ปัญหาของธรรมบัญญัติคือไม่มีใครสามารถทำได้ครบถ้วน ดังนั้นไม่มีใครไปถึงสวรรค์ได้ด้วยการความดีของตนเอง

บาเรียนรู้ดีว่าตกลงไปในหลุมที่ตัวเองขุดขึ้น จึงพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา (นับว่าเลือกทำในสิ่งที่ผิด) เขา (เช่นเดียวกับนักกฎหมายทั้งหลายในอดีตและปัจจุบัน) คิดว่าจะรอดไปได้ด้วยข้อโต้แย้งที่ใช้คำศัพท์สูงเกินกว่าจะเข้าใจ เขาจึงมีคำถามถามพระเยซูต่อ  “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?” พระเยซูไม่ได้ต่อปากต่อคำกับชายผู้นี้ พระองค์ไม่ปรารถนาจะใช้วิธีเล่นคำ แต่กลับทรงเล่าเรื่องที่แสนธรรมดา เรื่องชาวสะมาเรียใจดี เมื่อเล่าจบพระองค์ถามขึ้นว่า

“36 ในสามคนนั้น ท่านคิดเห็นว่าคนไหนปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น” 37 เขาทูลตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา” พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด” (ลูกา 10:36-37)

บาเรียนผู้นี้เริ่มมีปัญหาแล้ว เพราะเรื่องที่พระเยซูเล่าไม่มีคำศัพท์สูงที่โต้แย้งได้เลย แต่กลับนำมาที่จุดเดิม ไม่มีทางเล่นคำโต้แย้งได้ เมื่อจนตรอกบาเรียนนั้นรู้ดีว่า “เพื่อนบ้าน” ที่เขาถามถึงนั้นหมายความว่าอย่างไร เขาหลบเลี่ยงไม่ได้เลย เรื่องเล่านี้สำเร็จทะลุเป้า เพราะเจาะไปที่หัวใจของเรื่องโดยไม่ต้องเติมรายละเอียดเพื่อให้มีการโต้แย้งได้ บาเรียนไม่สามารถทำให้พระเยซูเสียหน้า แต่กลายเป็นว่าพระเยซูทำให้บาเรียนผู้นั้นรู้สึกอับอายขายหน้าด้วยเรื่องธรรมดาๆเพียงเรื่องเดียว

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่นาธันเล่าเรื่องให้ดาวิดฟัง ท่านไม่ได้ต้องการนำบาปของดาวิดมาเปิดเผย แต่ต้องการชี้ให้ดาวิดเห็นถึงบาปของท่านตามหลักการ ด้วยวิธีที่ปฏิเสธไม่ได้ เมื่อเปิดทางได้ ท่านจึงนำเข้าสู่เรื่องความบาปของดาวิดอย่างเจาะจง

เรื่องที่นาธันเล่าเป็นเรื่องแสนธรรมดา ชายสองคนอยู่ในเมืองเดียวกัน คนหนึ่งร่ำรวยอีกคนยากจน คนรวยมีฝูงแพะแกะมากมาย 44 ไม่ได้มีแค่ฝูงแพะแกะเท่านั้นยังมีฝูงสัตว์ใหญ่ๆอีกมากมายหลายฝูง เราคงพูดได้ว่าชายคนนี้ “รวยติดอันดับ” ส่วนชายยากจนมีเพียงแกะตัวเมียตัวเดียว ที่เลี้ยงไว้ให้้เป็น “สัตว์เลี้ยง” เขาซื้อมันมาและเลี้ยงดูให้อยู่ในบ้าน เฝ้าอยู่ใกล้ๆ อุ้มมันไปมาและให้นอนอยู่บนอก อยู่ในบ้านไม่ใช่ข้างนอก กินอาหารและดื่มจากภาชนะเดียวกัน พวกคุณหลายคนคงนึกภาพไม่ออก ฟังดูน่ากลัวใช่ไหม? ใครจะไปเลี้ยงสัตว์แบบนี้? ผมตอบได้คำเดียวว่าคุณคงไม่ได้ไปที่บ้านเรานานแล้ว เลยไม่ได้พบกับแมวสองตัวของเรา (ที่อยู่ทั่วไปจนทำให้ภรรยาผมหงุดหงิด — บางทีขึ้นไปนอนและเดินเล่นบนโต๊ะด้วย) แล้วมีหมาอีกสี่ตัว (ซึ่งที่จริงไม่ใช่ของบ้านเราสักตัว)

มีแขกมาเยี่ยมบ้านของคนรวย และในฐานะเจ้าของบ้านเขาต้องจัดอาหารเลี้ยง ชายคนนี้ตัดสินใจจะใช้แกะเป็นอาหาร แต่ไม่อยากเอาแกะจากฝูงของตน กลับไปเอาแกะของชายยากจนมาแทน ฆ่าและนำไปปรุงเป็นอาหารเลี้ยงแขก จะได้ไม่เสียของๆตน เขาไม่เพียงแต่ (ขู่บังคับ) เอาแกะมาจากชายยากจนเท่านั้น เขาพรากแกะตัวเดียวที่ชายคนนี้มี มันเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว

หวังว่าผมคงไม่ได้ทำให้เรื่องนี้ “ฟังดูเกินจริง” เพียงแต่ต้องการย้ำเนื้อเรื่องให้ชัดเจน — มันมีความรักความผูกพันอยู่ระหว่างชายยากจนและ “แกะ” ของเขา ลองนึกถึงอุรียาห์ บัทเชบาและดาวิด ขอสรุปว่าผู้เขียนต้องการแสดงให้เห็นว่าอุรียาห์และบัทเชบารักกันมาก เมื่อดาวิด “มานำ” นางไปที่ห้องนอนของท่านในค่ำคืนนั้น และต่อมาก็ทำให้สามีของนางตายลง เขาพรากภรรยามาจากสามีอันเป็นที่รัก บัทเชบาและอุรียาห์รักกันมาก จึงทำให้ข้อโต้แย้งว่านางไม่มีส่วนในความบาปของดาวิดมีน้ำหนักขึ้น และยังทำให้เห็นถึงบุคคลิกที่ซื่อตรงของอุรียาห์ ที่แม้อยากอยู่ใกล้ภรรยา และถูกกษัตริย์คะยั้นคะยอ ยังปฏิเสธเพราะต้องการยึดมั่นอยู่ในหลักการ

ดาวิดยังไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องที่นาธันเล่าทำให้ท่านโกรธมาก ดาวิดผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยคิดจะจัดการกับนาบาลและทั้งครัวเรือน (1 ซามูเอล 25) กำลังคิดจะจัดการกับชายใจร้ายในเรื่องที่นาธันเล่า ผมว่าการตอบสนองของดาวิดดูจะมากเกิน ทำให้นึกถึงยูดาห์ในปฐมกาลบทที่ 38 ที่รู้เรื่องลูกสะใภ้ท้องโดยไม่มีพ่อ หารู้ไม่ว่าตนนั่นแหละคือพ่อของเด็กในท้อง ยูดาห์พร้อมที่จะเผาทามาร์ให้ตาย มันดูน่าขัน คนที่ทำบาปกลับทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นทำบาปเหมือนกับตัวเอง

ดาวิดเป็นเหมือนความชั่วร้ายทั้งสองประการที่ชายผู้นี้ทำ ประการแรก ชายผู้นี้พรากแกะมา ซึ่งตามธรรมบัญญัติ ต้องชดใช้คืนถึงสี่เท่า (อพยพ 22:1) ประการที่สอง ดาวิดเริ่มตระหนักถึงความบาปที่ร้ายแรงกว่า คือความใจร้ายของชายร่ำรวยผู้นี้ ดาวิดโกรธเพราะชายผู้นี้ขโมยและฆ่าแกะของชายยากจน แต่ท่านยังมองไม่เห็นความเกี่ยวเนื่องที่ท่านขโมยคู่ชีวิตของชายยากจนมา ภรรยาของอุรียาห์นางบัทเชบา และฆ่าอุรียาห์เป็นการกระทำที่โหดร้าย ดาวิดพยายามแสดงออกถึงความชอบธรรมในด้านจิตวิญญาณโดยใช้คำพูดว่า “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด” (ข้อ 5)

คำฟ้องร้องของนาธัน (12:7-12)

7 นาธันจึงทูลดาวิดว่า “ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น พระเยโฮวาห์พระเจ้า แห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า ‘เราได้เจิมตั้งเจ้าไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล และ เราช่วยกู้เจ้าออกมาจากมือของซาอูล 8 และเราได้มอบวงศ์เจ้านายของเจ้าไว้ในมือของเจ้า และได้มอบภรรยาเจ้านายของเจ้าไว้ในอกของเจ้า และมอบวงศ์วาน อิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์ให้แก่เจ้า ถ้าเท่านี้ยังน้อยไป เราจะเพิ่มให้อีกเท่านี้ 9 ทำไมเจ้าดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์ เจ้าได้ฆ่าอุรีอาห์คนฮิตไทต์เสียด้วยดาบ เอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของตน และได้ฆ่าเขาเสียด้วยดาบของคนอัมโมน 10 เพราะฉะนั้นดาบนั้นจะไม่ คลาดไปจากราชวงศ์ของ เจ้าเพราะเจ้าได้ดูหมิ่นเรา เอาภรรยาของอุรีอาห์คน ฮิตไทต์มาเป็นภรรยาของเจ้า’ 11 พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า ‘ดูเถิด เราจะให้เหตุร้ายบังเกิดขึ้นกับเจ้า จากครัวเรือนของเจ้าเอง และเราจะเอาภรรยาของเจ้าไปต่อหน้าต่อตาเจ้า ยกไปให้แก่เพื่อนบ้านของเจ้า ผู้นั้นจะนอนร่วมกับภรรยาของเจ้าอย่างเปิดเผย 12 เพราะเจ้าทำการนั้นอย่างลับๆ แต่เราจะกระทำการนี้ต่อหน้า อิสราเอลทั้งสิ้นและอย่างเปิดเผย'”

ดาวิดติดกับตนเองแล้วครับ และนาธันกำลังจะเปิดเผยให้รู้ สิ่งแรกที่นาธันทำคือฟ้องว่าดาวิดคือคนร้าย : “ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น!”  อึ้งอย่างเงียบงัน ดาวิดกำลังฟังข้อหาของตนเอง ท่านมัวแต่คิดถึงความชั่วร้ายที่ชายผู้นี้ทำ ขโมยและพรากแกะมาจากเจ้าของ พูดอีกอย่างคือดาวิดมัวแต่คิดในแง่อาชญากรรม และการกระทำที่สังคมไม่ยอมรับ แต่ไม่ใช่ในแง่ของความบาป ในข้อ 7-12 นาธันดึงความสนใจของดาวิดมาที่บาปของท่านที่กระทำต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และผลที่กำลังตามมา ให้มาดูคำสรรพนาม “เรา” ที่พระเจ้าทรงใช้ในข้อ 7 และ 8: “เราได้…

  • … เจิมตั้งเจ้าไว้ให้เป็นกษัตริย์
  • … ช่วยกู้เจ้าออกมาจากมือของซาอูล
  • … มอบวงศ์เจ้านายของเจ้าไว้ในมือของเจ้า และได้มอบภรรยาเจ้านายของเจ้าไว้ในอกของเจ้า
  • … มอบวงศ์วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์ให้แก่เจ้า

พระเจ้าตรัสกับดาวิดเหมือนท่านลืมเรื่องนี้ไปแล้ว หรือท่านอาจคิดว่าทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยมือของท่านเอง ทุกสิ่งที่มีอยู่ พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ ลืมไปแล้วว่าในอดีตท่านเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะ? ดาวิด “มั่งคั่ง” ขึ้นมาเพราะพระเจ้าประทานให้ และถ้าท่านคิดว่ายังรวยไม่พอ พระเจ้าจะประทานให้อีก ดาวิดเริ่มหลงไหลใน “ความมั่งคั่ง” มากกว่ายึดเอาพระเจ้าผู้ประทานความมั่งคั่ง

ผมเกรงว่าเราอาจหลงประเด็นตรงนี้ อ่านเรื่องที่นาธันเล่า และได้ยินสิ่งที่ท่านตำหนิดาวิด ราวกับบาปของดาวิดนั้นผิดเพียงเรื่องเพศ จริงอยู่ดาวิดทำบาปล่วงประเวณีเมื่อนำนางบัทเชบามานอนด้วยที่พระราชวังทั้งๆที่รู้ว่าแต่งงานแล้ว แต่ล่วงประเวณีเป็นเพียงอาการของบาป จากที่นาธันพูด ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มาจากพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้เพียงพูดว่า “น่าขายหน้าที่สุดดาวิด ดูสิเจ้ามีภรรยาและนางสนมอยู่มากมาย และถ้าผู้หญิงพวกนี้ยังไม่ทำให้พอใจ เจ้าก็ยังไปหาใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นคนที่แต่งงานแล้ว” นาธันเล่าเรื่องชายมั่งคั่งและชายยากจนให้ดาวิดฟัง พระเจ้าตรัสกับดาวิดผ่านทางนาธันว่าทุกสิ่งที่ดาวิดมีอยู่ในครอบครอง (ความมั่งคั่ง) พระองค์เป็นผู้ประทานให้ พระองค์ไม่เพียงแต่จะเพิ่มเติมให้อีกเท่านั้น (ไม่ใช่เติมให้ในฮาเร็ม) แต่ปัญหาของดาวิดกลับกลายเป็นความมั่งคั่งเริ่มครอบครองท่าน ท่านถูก “ความร่ำรวย” ครอบอยู่หมัด จนเสียดายที่จะใช้มันไป กลับอยากต้องการ “มาก” และ “มากยิ่งขึ้น” จึงเริ่มไปชิงเอาของๆผู้อื่นมา แทนที่จะทูลขอจากผู้ที่ประทานให้

เราเริ่มเข้าใจแล้ว ทำไมดาวิดจึงเขียนสดุดี 51:4: “ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ ต่อพระองค์เท่านั้น”

เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือบาปที่ดาวิดทำเป็นบาปที่กระทำต่อพระเจ้า ท่านเลิกถ่อมใจที่จะยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้ประทานทุกสิ่งที่ครอบครองอยู่ เลิกมองไปที่พระเจ้าว่าพระองค์เป็นผู้จัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็น — ที่ท่านปรารถนาให้ ดาวิดไม่เพียงเลิกที่จะทูลขอจากพระเจ้าเท่านั้น แต่กลับไปทำบาปไม่เชื่อฟัง ล่วงประเวณีและทำฆาตกรรม บาปที่ดาวิดทำต่อพระเจ้าสำแดงออกมาโดยความชั่วที่ท่านทำต่อผู้อื่น นาธันใช้สรรพนาม “เจ้า” ย้ำอยู่ในแทบทุกประโยค :

  • ทำไมเจ้าดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์
  • เจ้าได้ฆ่าอุรีอาห์คนฮิตไทต์เสียด้วยดาบ
  • (เจ้าได้) เอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของตน
  • (เจ้าได้) ฆ่าเขาเสียด้วยดาบของคนอัมโมน

แล้วนาธันกล่าวต่อไปถึงผลของบาปที่จำต้องเกิดกับดาวิดและครอบครัวของท่าน :

  • เพราะฉะนั้นดาบนั้นจะไม่คลาดไปจากราชวงศ์ของเจ้าเพราะเจ้าได้ดูหมิ่นเรา เอาภรรยาของอุรีอาห์คน ฮิตไทต์มาเป็นภรรยาของเจ้า’
  • ‘ดูเถิด เราจะให้เหตุร้ายบังเกิดขึ้นกับเจ้า จากครัวเรือนของเจ้าเอง เราจะเอา ภรรยาของเจ้าไปต่อหน้าต่อตาเจ้า ยกไปให้แก่เพื่อนบ้านของเจ้าผู้นั้นจะนอนร่วม กับภรรยาของเจ้าอย่างเปิดเผย
  • เพราะเจ้าทำการนั้นอย่างลับๆแต่เราจะกระทำการนี้ต่อหน้า อิสราเอลทั้งสิ้นและอย่างเปิดเผย

ความชั่วที่ดาวิดทำต่อผู้อื่นแสดงถึงการจงใจขัดคำสั่งของพระเจ้าชัดเจน ดาวิดเป็น “บุรุษที่ทำตามพระทัยพระเจ้าอย่างสุดใจ” แต่ตอนนี้กลับเป็น “ได้ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า” เมื่อดาวิดสำนึกผิดด้วยใจจริงและได้รับการอภัย แต่ท่านไม่สามารถยับยั้งผลของความบาปได้ เพราะเป็นสิ่งที่สมกับความยุติธรรม สมกับอาชญากรรมที่ดาวิดก่อขึ้น ท่านใช้มือและดาบของคนอัมโมนฆ่าอุรียาห์ ดังนั้นคมดาบจะไม่ห่างไปจากราชวงศ์ของท่าน ไปแย่งภรรยาคนอื่นมา ภรรยาของท่านเองจะถูกแย่งเอาไปโดยคนในราชวงศ์ของท่านเอง

นอกจากจะยุติธรรมแล้ว ยังรุนแรงพอๆกัน ดาวิดไปแย่งชิงภรรยาผู้อื่นมา คนอื่นจะมาแย่งชิงบรรดาภรรยาของท่านไป เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่ออับซาโลมกบฎต่อบิดา แย่งชิงบัลลังก์ไปชั่วขณะ และด้วยคำแนะนำจากอาหิโทเฟล อับซาโลมตั้งเต็นท์ขึ้นบนดาดฟ้าพระราชวังของดาวิด (ที่เดียวกับที่ดาวิดขึ้นไปและมองลงมา เห็นบัทเชบา) และบนนั้นเอง ทุกสายตาของชาวอิสราเอลจะเห็นอับซาโลมนอนกับบรรดาสนมของดาวิด เพื่อเป็นการประกาศว่าเขายึดครองบัลลังก์ของบิดาและทุกสิ่งได้สำเร็จ (2 ซามูเอล 16:20-22) เมื่อดาวิดกระทำบาปในที่ลับ พระเจ้าจะสำแดงให้เห็นถึงผลของมันในที่แจ้งที่สุด

บทสรุป

เรื่องราวก็ดำเนินต่อไปตามที่ทราบ แต่เราจะหยุดอยู่ตรงนี้ ตรงที่พระเจ้าใช้ให้นาธันมาตำหนิดาวิดในบทต่อไป เราจะมาพิจารณาเรื่องการสำนึกบาปและผลร้ายของบาปที่ติดตามมาในทันที ให้เราจบบทเรียนตอนนี้โดยนำสาระสำคัญที่เกิดจากบาปของดาวิด และคำตำหนิของนาธันมาพิจารณา

(1) นาธันเป็นผู้เผยพระวจนะและเป็นแบบอย่างที่ดีของเพื่อนที่สัตย์ซื่อ พระธรรมสุภาษิตกล่าวไว้ ดังนี้ :

บาดแผลที่มิตรทำก็สุจริต แต่การจุบของศัตรูนั้นมากเกินความจริง (สุภาษิต 27:6)

ผมสงสัยว่าในหมู่เพื่อนๆของผม มีกี่คนกันที่ไม่กล้า หรือไม่ยอมตักเตือนคนใกล้ตัวเมื่อเกิดการทำผิด เพราะคิดว่าเพื่อนไม่ควรดุด่าเพื่อน เพื่อนที่ดีจะไม่ปล่อยให้เราดำเนินอยู่ในทางไปสู่ความพินาศ นาธันทำหน้าที่ผู้เผยพระวจนะ แต่ท่านก็ทำหน้าที่ในฐานะเพื่อนด้วย จะดีไหมถ้าเรามีเพื่อนที่เป็นผู้เผยพระวจนะเพิ่มมากขึ้น หรือว่าเราเองจะเป็นเพื่อนผู้เผยพระวจนะให้กับเพื่อนที่กำลังเดินมุ่งไปสู่ความพินาศ

11 จงช่วยบรรดาผู้ที่ถูกนำไปสู่ความมรณา จงช่วยยึดบรรดาผู้ที่ตุปัดตุเป๋ไปเพื่อถูกฆ่า (สุภาษิต 24:11)

(2) พระเจ้าเห็นความบาปของเรา แม้มนุษย์มองไม่เห็น บาปของเราไม่หลุดรอดไปจากสาย พระเนตรพระเจ้าครับ คนชั่วทั้งหลายชอบคิดว่าพระเจ้าไม่ทันเห็น หรือถ้าเห็นก็ไม่ได้ใส่พระทัย:

11 และเขาทั้งหลายพูดว่า”พระเจ้าทรงทราบได้อย่างไร พระเจ้าผู้สูงสุด มีความรู้หรือ”? (สดุดี 73:11; ดู 2 เปโตร 3:3)

พระเจ้าอาจจะไม่พิพากษาหรือลงโทษในทันที แต่พระองค์ไม่ทรงละเลยความบาปของเราแน่นอน

20 โมเสสจึงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “ถ้าท่านทั้งหลายจะหยิบอาวุธขึ้นเข้าสู่ สงครามต่อพระพักตร์พระเจ้า 21 และคนของท่านที่ถืออาวุธทุกคนจะข้ามแม่น้ำ จอร์แดนไปต่อพระพักตร์พระเจ้า จนกว่าพระองค์จะทรงขับไล่ศัตรูให้พ้นพระองค์ 22 และแผ่นดินนั้นจะพ่ายแพ้ต่อพระพักตร์พระเจ้าแล้ว ภายหลังท่านจึงจะกลับ และพ้นจากพันธะที่มีต่อพระเจ้า และอิสราเอล และแผ่นดินนี้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของท่านต่อพระพักตร์พระเจ้า 23 แต่ถ้าท่านทั้งหลายมิได้กระทำเช่นนี้ ดูเถิดท่าน ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเจ้า จงรู้แน่เถิดว่า บาปของท่านก็ตามทัน  (กันดารวิถี 32:20-23 ผมขอย้ำด้วยคน)

(3) พระเจ้าไม่ได้อยู่ในเงื่อนใขที่จะหยุดเราไม่ให้ทำบาป บางคนหาทางทำบาปโดยกล่าวว่า: “ผมได้อธิษฐานถามพระเจ้าแล้วว่าถ้ามันผิด ช่วยยับยั้งผมด้วย … .” และเมื่อพระเจ้าไม่ได้ยับยั้ง พวกเขาก็อ้างว่ามันถูกต้องดีแล้ว พระเจ้าน่าจะหยุดดาวิดไว้เมื่อท่านคิดจะอยู่บ้านไม่ออกไปรบ หรือเมื่อท่านเริ่มฝักใฝ่ในภรรยาของอุรียาห์ หรือแม้กระทั่งเมื่อทำบาปล่วงประเวณีแล้ว แต่พระองค์กลับปล่อยให้ดาวิดทำบาปต่อไปอีกระยะหนึ่ง พระองค์อนุญาตให้ดาวิดถึงกับทำฆาตกรรมด้วย พระวจนะห้ามดาวิดไม่ให้ทำบาปแห่งความโลภ บาปล่วงประเวณี และบาปฆาตกรรม พระวจนะมีคำสั่งให้หยุด แต่ท่านไม่หยุด พระเจ้าอนุญาตให้ดาวิดตกอยู่ในบาปชั่วระยะหนึ่ง แต่ไม่ใช่ตลอดไป พระองค์อนุญาตให้บาปของดาวิดเต็มขนาด เพื่อที่ท่าน (และเราทั้งหลาย) จะเห็นว่าบาปเติบโตอย่างไร (เปรียบเทียบกับปฐมกาล 15:12-16)

(4) บาปของดาวิดไม่ใช่มีไว้ให้เราใช้เป็นข้ออ้างที่จะทำบาป แต่เป็นการเตือนว่าเราทุกคนมีสิทธิตกอยู่ในบาปเดียวกัน ผมเคยได้ยินนับครั้งไม่ถ้วนว่า “ดูสิขนาดดาวิดยังทำบาป เลย… .” ที่เขาหมายความก็คือ “แล้วประสาอะไร ที่คนอย่างผมจะทำบาปบ้างไม่ได้?” ถ้าดาวิดเป็นผู้มีจิตวิญญาณสูงส่ง ยังทำบาปได้ขนาดนี้ แล้วประสาอะไรคนอย่างเราจะดีไปกว่าท่าน?”

ถ้าศึกษาพระคัมภีร์ให้ดี เราจะเข้าใจว่าทำไมจึงมีการบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนให้เราทำบาป แต่เตือนให้เห็นถึงอันตรายของบาป และต้องการให้เราหลีกหนีจากบาปให้ไกลแสนไกล เมื่อเปาโลชี้ให้เห็นถึงบาปประการใหญ่ที่ชนชาติอิสราเอลกระทำในถิ่นทุรกันดารใน 1 โครินธ์ 10:1-10 ท่านจึงนำมาใช้เป็นอุทาหรณ์สอนใจชาวโครินธ์และเราทั้งหลาย :

11 เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย ซึ่งกำลังประสบวาระสุดท้ายแห่งบรรดายุคเก่า 12 เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง 13 ไม่มีการทดลองใดๆเกิดขึ้นกับท่าน นอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่าน ต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อท่านถูกทดลองนั้น พระองค์ จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้ (1 โครินธ์ 10:11-13; ดูโรม 15:4-6)

ผมขอพูดเรื่องนี้ต่ออีกนิดครับ ดาวิดไม่ได้ตั้งใจจะทำบาปเหมือนกับที่หลายๆคนชอบใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทำบาป ดาวิด “ตก” ลงไปในบาป แต่พวกชอบใช้ข้ออ้างที่จะทำบาปเป็นพวก “พุ่งหลาว” ลงไปครับ มีความแตกต่างกันอยู่มาก นอกจากนั้นบาปของดาวิดเป็นกรณียกเว้น ไม่ใช่เป็นกฎตายตัว :

5 เพราะว่าดาวิดทรงกระทำ สิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า และมิได้ทรงหันไปจากสิ่งใด ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ นอกจากเรื่องอุรีอาห์คนฮิตไทต์ (1พกษ. 15:5 และผมด้วย)

(5) ความบาปของดาวิด ก็เหมือนกับบาปอื่นๆทั้งหมด คือไม่เคยคุ้มค่า มีคนถามผมว่าบทลงโทษของบาปชนิดใดชนิดหนึ่งคือสิ่งใด นี่คือคนที่กำลังคิดวางแผนที่จะทำ และวางแผนว่าจะได้รับการอภัย หลายคนชอบเล่นกับบาป คิดว่าถ้าทำแล้วอาจถูกลงโทษชั่วขณะ ถึงอย่างไรพระเจ้าก็จะให้อภัย ความรอดและชีวิตนิรันดร์ยังอยู่ ไม่สูญไปไหน ไม่ว่าจะทำบาปด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เคยมีสถานการณ์ที่ผู้นำคริสตจักรทิ้งภรรยาของตน หนีตามภรรยาคนอื่นไป วางแผนจะกลับใจทีหลัง และหวังว่าจะได้กลับมามีสามัคคีธรรมในโบสถ์เดิมอีกครั้ง การทึกทักเข้าข้างตัวเองเป็นบาปที่ร้ายแรงและอันตรายที่สุด เหมือนเปิด “กะป๋องที่เต็มด้วยหนอน” ผมขอเตือนว่า “ไม่มีใครเลยเลือกทำบาป แล้วหลุดรอดไปได้ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส”

ผมเคยสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียน และบ่อยครั้งครูใหญ่จะเรียกเด็กจอมเกเรทั้งหลายมาพบ ผมจำได้ไม่ลืม ครั้งหนึ่งเด็กในห้องผมถูกเรียกไป และกลับมาพร้อมด้วยรอยยิ้มกวนโทโส มีเสียงประท้วงเกิดขึ้นในห้องทันที “ดูสิครับครู ไปพบครูใหญ่แล้วยังมีหน้ายิ้มกลับมาได้อีก!” ผมว่าพวกนี้พูดถูกครับ การถูกเรียกไปพบที่ห้องครูใหญ่ควรจะสำนึกและทำตัวเสียใหม่ ไม่ใช่กลับมายิ้มยียวนกวนประสาท มีบางครั้งผมคิดว่าน่าจะมี การ “ลงไม้เรียว” กันบ้าง ผมว่าคงไม่มีใครกลับมาที่ห้องพร้อมกับรอยยิ้มแน่ๆ แล้วก็จริงครับ (รวมทั้งลูกชายของครูใหญ่เองด้วย แต่เผอิญไม่ได้อยู่ในห้องผมครับ)

ผมยังไม่เคยเจอคริสเตียนคนไหนเลือกที่จะทำบาป และหลังจากลงมือทำไปแล้วคิดว่ามันคุ้ม บาปของดาวิดและผลของมันไม่ใช่เป็นแบบที่ทำให้เราอยากทำตาม แต่ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้เราหลีกหนีบาปไปให้ไกลแสนไกล ผลลบของบาปนั้นหนักหนาสาหัสกว่าความสุขชั่วครู่ที่ได้จากการทำบาป ความบาปไม่เคยคุ้มค่าคุ้มราคาแม้จะได้รับการอภัยแล้วก็ตาม

(6) เป็นเรื่องการฆ่าลูกแกะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใหญ่หลวงของบาปที่ดาวิดกระทำ เป็นเรื่องการฆ่าลูกแกะของพระเจ้าซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใหญ่หลวงของบาปที่เราทำ ประหลาดใจไหมครับ ดาวิดมืดบอดอยู่ในบาปของตัวเองจนมองอะไรไม่ออก? เพราะเรื่องฆ่าแกะของชายยากจนจึงทำให้ท่านมองเห็นบาปใหญ่หลวงของตนเองได้ ดาวิดเห็นถึงความบาปของตนเองเมื่อได้ยินเรื่องที่นาธันเล่า ซึ่งฟังแล้วน่าจะเป็นบาปของคนอื่น ไม่น่าเกี่ยวกับตัวท่านสักนิด

นี่คือเรื่องเดียวกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำบนไม้กางเขนเพื่อเรา เราทั้งหลายตายแล้วด้วยการละเมิดและด้วยบาป (เอเฟซัส 2:1-3) เราถูกปิดหูปิดตาไม่ให้เห็นถึงความใหญ่หลวงของบาป (2 โครินธ์ 4:4) การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ ชีวิตที่ไร้ตำหนิของพระองค์ ที่บริสุทธิ์ ทรงสละชีวิตเป็นเครื่องบูชา การฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ แต่พระกิตติคุณก็เป็นเรื่องเล่าด้วย เป็นเรื่องจริง เมื่อเราอ่านพระกิตติคุณในพระคัมภีร์ใหม่เรากำลังสัมผัสกับเรื่องราวที่แสนมหัศจรรย์ น่าทึ่ง และน่าเศร้ากว่าเรื่องที่นาธันเล่าให้ดาวิดฟัง เมื่อเราเห็นผู้ไม่เชื่อปฏิบัติกับพระเจ้าของเรา เรารู้สึกตระหนก กลัวและโกรธ เราอยากร้องตะโกนว่า “พวกนี้สมควรตาย!” พวกเขาตายไปหมดแล้วครับ แต่เรื่องของพระกิตติคุณไม่ได้เขียนให้เราเห็นแต่บาปของพวกเขาเท่านั้น — คนเหล่านั้นได้ยินจากพระเยซูแล้วยังส่งเสียงร้องตะโกนว่า “เอาไปตรึงกางเขน เอาไปตรึงกางเขน” — แต่เขียนขึ้นเพื่อพระวิญญาณของพระเจ้าจะร่ำร้องอยู่ในใจเรา “เจ้าแหละคือผู้นั้น!” เมื่อเราเห็นในสิ่งที่เขาทำต่อพระเยซู เราก็เห็นในสิ่งที่เราเองทำกับพระองค์ด้วยถ้าเราอยู่ที่นั่น เห็นว่าเราทำอะไรกับพระองค์ในทุกวันนี้ นั่นแหละพี่น้อง เผยให้เห็นถึงความใหญ่หลวงในบาปของเราเอง และความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องกลับใจและทูลขอการอภัย

ข่าวประเสริฐของค์พระเยซูคริสต์เป็น “ข่าวดี” ข่าวดีเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ที่เผยให้เห็นถึงความใหญ่หลวงในบาปของเรา และการกระทำที่ใหญ่ยิ่งของพระเจ้า พระองค์สามารถให้อภัยบาปของเรา ที่พระองค์ยอมตายเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป พระองค์ตายแทนที่เรา ชดใช้การลงโทษแทนเราทุกประการ พระองค์แบกรับความผิดบาปของเราบนไม้กางเขน เมื่อเราเข้ามาวางใจในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู การถูกฝังไว้ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ เราเองก็ได้ตายต่อบาปและถูกชุบขึ้นใหม่ในชีวิตนิรันดร์ ในองค์พระเยซูคริสต์ ข่าวประเสริฐจะนำเราให้ตระหนักถึงความใหญ่หลวงในบาปของเราก่อน ความรู้สึกผิด และนำเราไปสู่ความยิ่งใหญ่แห่งพระคุณของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ บาปของเราจะได้รับการอภัย คุณมองเห็นความใหญ่หลวงในบาปของคุณต่อเบื้องพระพักตร์หรือยัง? ผมอยากให้คุณมีประสบการณ์ของความ ยิ่งใหญ่ที่ได้รับความรอด ที่พระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียมให้ โดยการสิ้นพระชนม์ ถูกฝังไว้ และฟื้นคืนพระชนม์ของ องค์พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยองค์มหัศจรรย์!

ความบาปชั่วของคนชั่วร้ายดักเขาเอง และเขาก็ติดอยู่กับตาข่ายบาปของเขา (สุภาษิต 5:22)

“แต่ผู้ที่พลาดขาดเราก็กระทำตัวเองให้เจ็บ บรรดาผู้ที่เกลียดเราก็รับความมรณา” (สุภาษิต 8:36)

ผู้ใดจะกล่าวได้ว่า “ข้าพเจ้าได้กระทำใจของข้าพเจ้าให้สะอาดแล้ว ข้าพเจ้า บริสุทธิ์พ้นบาปของข้าพเจ้า”? (สุภาษิต 20:9)

บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสีย จะได้ความกรุณา (สุภาษิต 28:13)

__________________________________________________

43 ผมอยากเสริมว่าฉบับอื่นๆไม่ได้แปลในแบบของ NASB เพราะต้องแปลและจัดเรียงให้เป็นบทกวี

44 มีการกล่าวถึง “ฝูงแพะแกะ” หลายครั้งในพระคัมภีร์ คำว่า “ฝูงแพะแกะ” มักหมายถึงสัตว์เล็กๆ เช่นแพะและแกะเท่านั้น ส่วน “ฝูงสัตว์” มักหมายถึงสัตว์ใหญ่ๆจำพวกโคกระบือ ฯลฯ

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ youtube.com)