บทเรียน 2 ซามูเอล บทที่ 11

บทที่ 13: โศกนาฏกรรมในราชวงศ์ (2 ซามูเอล 13:1-36)

คำนำ

สองสามปีที่แล้วผมและภรรยารวมทั้งลูกสาวไปร่วมงานที่โรงเรียน ระหว่างเดินทางกลับเราแวะที่ร้านไอศครีม พอขับออกจากร้าน อยู่ดีๆมีรถไล่หลังมาด้วยความเร็วสูง ผมเห็นเขาพุ่งใกล้เข้ามาทุกที จึงตัดสินใจเปลี่ยนเลนหลบให้ ผมตัดสินใจผิดครับ คนขับไม่ได้สนใจ (หรือยังไม่สร่างเมาก็ไม่รู้) ตัดสินใจเปลี่ยนตาม ไม่แน่ใจว่าใครตัดสินใจก่อน ผมเปลี่ยนจากขวาสุดมาเป็นเลนกลาง เขาก็เปลี่ยนด้วย ผมใช้รถแบบดีเซล เร่งไม่ขึ้นหรอกครับ คนขับพอเห็นเลยตัดสินใจเปลี่ยนออกไปเลนซ้ายสุดในทันที — ทั้งเร็ว — และทั้งแรงครับ

เรามองเห็นตอนเขาแซงผ่านไป แล้วบังคับรถไม่อยู่ พุ่งเข้าชนที่กั้นกลางถนน แผ่นคอนกรีตที่กั้นกระแทกทะลุถังน้ำมัน น้ำมันพุ่งกระฉูดออกมาเป็นทางยาวไปตามรถ แผ่นเหล็กข้างรถหลุดออกมาและครูดเป็นทางไปกับที่กั้น ทำให้เกิดประกายไฟ สิ่งที่เกิดตามมาเลี่ยงไม่ได้ครับ ไฟลุกใหม้เป็นทางไปตามรอยน้ำมันที่ทะลักออกมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ด้านข้างรถเราและพุ่งเลยไปที่ด้านหน้า เราเองก็เบรกไม่อยู่พอๆกับเขา ในที่สุดรถของเขากระเด้งลอยข้ามที่กั้นไป ผ่านข้ามสามเลนฝั่งตรงข้ามไปหยุดอยู่ที่ข้างถนนของอีกฟาก เราเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกตะลึง เพราะมีกำแพงไฟลุกท่วมเป็นทางยาวกั้นระหว่างรถเราและรถเขา ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองไฟที่ลุกไล่ไปจนถึงตัวรถ ถังน้ำมันระเบิด เราเห็นคนขับติดอยู่ในรถ ข้ามไปช่วยไม่ทัน เขาอยู่ใกลเกินไป และยังมีกำแพงไฟกั้นไว้ แต่เราเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างถนนลากเขาออกมาช่วยชีวิตไว้ได้ จากนั้นไม่นานมีรถพยาบาลมารับตัวไป

เมื่อเริ่มพระธรรม 2 ซามูเอลบทที่ 13 ผมมีความรู้สึกแบบเดียวกัน คือเฝ้าคอยเวลาที่โศกนาฏกรรมจะระเบิดขึ้น รู้ดีว่ายั้งไม่ได้ เราอ่านเรื่องอัมโนนบุตรของดาวิด ที่ปรารถนาในตัวทามาร์น้องสาวต่างมารดา เราอ่านด้วยความประหลาดใจ ทำไมดาวิดถึงสั่งให้ทามาร์ไปหาอัมโนนถึงที่บ้าน ทำไมถึงไม่เฉลียวใจ แค่ฟังว่าอัมโนนสั่งทุกคนให้ออกไปเหลือเขากับทามาร์อยู่กันตามลำพัง ก็น่ากลัวแล้ว เราช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่เห็นทามาร์พยายามขัดขืน แต่ในที่สุดก็ถูกพี่ชายตนเองข่มขืน ที่เลวร้ายกว่านั้นเราเห็น “ความรัก” ของอัมโนนเปลี่ยนเป็นความชัง ชังจนถึงขนาดให้คนมาขับไล่ไปให้พ้นหน้า ทำให้เธอต้องมีชีวิตที่โดดเดี่ยวไปจนวันตาย

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ดาวิดมีส่วนอย่างไร? ทำไมพระเจ้าถึงปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องทนทุกข์ด้วยน้ำมือของคนชั่ว? เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างไร? พระเจ้าปรารถนาให้ธรรมิกชนในยุคพระคัมภีร์เดิมได้เรียนรู้สิ่งใด? และมีบทเรียนใดสำหรับเรา? ขอให้ตั้งใจเรียนให้ดี เพราะมีข้อคิดอยู่มาก มีเรื่องให้ต้องเรียน และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากในปัจจุบัน

ชื่อเรื่องตอนนี้คือ “โศกนาฏกรรมในราชวงศ์” ผมไม่อยากนำเรื่องที่ใครๆพูดกันมาพูดซ้ำ หรืออยากรื้อฟื้นโศกนาฏกรรมของสตรีบางท่านที่เผชิญในแบบเดียวกัน แต่ชื่อตอนเป็นตัวบอกอย่างดีถึงเรื่องราวในตอนนี้ การได้เป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ก็มีส่วนดีหลายอย่าง แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมากด้วยเช่นกัน จากมุมมองของเรา (อย่างน้อยก็ในตอนนั้น) ความเป็นส่วนตัวของราชวงศ์ถูกพวกช่างภาพทำลายจนหมดสิ้น พวกเขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพราคามหาศาล ไม่ว่าสมาชิกในราชวงศ์จะต้องสูญเสียแค่ไหนก็ตาม บทเรียนตอนนี้ไม่มีช่างภาพไร้จรรยาบรรณรู้เห็น แต่บาปที่เกิดขึ้นในราชวงศ์กลายเป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่ว เพราะการกระทำของพวกเขาเอง และจากการบันทึกที่ได้รับการดลใจของผู้เขียนเพื่อให้เป็นบทเรียนสำหรับเราทั้งหลาย เราคงไม่อ่านเรื่องราวโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เหมือนกับอ่านคอลัมน์ซุบซิบบันเทิง เพราะนี่เป็นพระวจนะที่มาถึงเรา เพื่อให้เห็นค่าจ้างราคาแพงของความบาป

ทบทวนเล็กน้อย

ซาอูลผู้เคยแสวงชีวิตดาวิดเพื่อให้ราชบัลลังก์ของตนเองอยู่ให้นานที่สุดก็สิ้นชีวิตไปแล้ว และดาวิดได้ขึ้นครองทั้งยูดาห์ (เผ่าของท่านเอง) และประเทศอิสราเอล (เผ่าที่เหลือของอิสราเอล) ดาวิดได้ปราบประเทศข้างเคียงลงอย่างราบคาบและยึดเอาเมืองเยบุสตั้งขึ้นเป็นเมืองหลวงโดยให้ชื่อใหม่ว่าเยรูซาเล็ม ท่านนำหีบพันธสัญญามาที่เยรูซาเล็ม ตั้งใจจะสร้างพระนิเวศให้เป็นที่สถิตของพระเจ้า แต่ถูกตักเตือน เพราะพระเจ้าต้องการเป็นผู้สร้าง “ราชวงศ์ ของดาวิดให้เป็นปึกแผ่นชั่วนิรันดร์แทน เป็นอาณาจักรที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย

อำนาจและความสำเร็จทำให้ดาวิดหลงไป แทนที่ท่านจะนำทัพสู่สงคราม กลับอยู่บ้าน ส่งโยอาบและกองทัพอิสราเอลไปต่อสู้ที่เมืองรับบาห์ เมืองหลวงของพวกอัมโมนแทน เพื่อเข้ายึดครองและปราบศัตรูลงให้ราบคาบ ขณะที่ยู่บ้านในเยรูซาเล็มดาวิดถือโอกาสปล่อยตัว “ตามสบาย” ในแบบกษัตริย์ นอนดึกและตื่นสาย ตื่นเวลาที่คนอื่นเข้านอน เย็นวันหนึ่งขณะที่ท่านไปเดินแล่นบนดาดฟ้าพระราชวัง ท่านเห็นภาพที่ไม่สมควรเห็น — หญิงงามนางหนึ่งกำลังอาบน้ำ อาจชำระกายตามธรรมบัญญัตติ ดาวิดตั้งใจมองนานเกินไป จนตัดสินใจว่าจะต้องได้ผู้หญิงคนนี้มา ไม่ใช่ให้มาเป็นภรรยาหรือสนมนะครับ เพียงชั่วข้ามคืน เมื่อส่งคนไปสืบเสาะ พวกเขากลับมารายงานว่านางแต่งงานแล้ว เป็นภรรยาของนักรบที่มีฝีมือแห่งกองทัพอิสราเอล อุรียาห์ คนฮิทไทต์

เรื่องน่าจะยุติลงสำหรับดาวิด แต่ไม่เป็นเช่นนั้นท่านกลับส่งคนไปนำตัวนางบัทเชบามาที่พระราชวัง และนอนกับนาง ไม่นานหลังจากนั้นก็ทราบข่าวว่านางตั้งครรภ์ ดาวิดพยายามทุกวิถีทางที่จะให้อุรียาห์กลับมานอนกับภรรยา เพื่อทำให้ดูว่าเด็กที่เกิดมาเป็นลูกของเขา แต่อุรียาห์เป็นผู้ยึดมั่นในคุณธรรมไม่ยอมทำตามแผนของดาวิด ดาวิดจึงต้องสั่งโยอาบผู้บัญชาการกองทัพให้ฆ่าอุรียาห์โดยทำให้เหมือนตายในสนามรบ เรื่องนี้อาจตบตาคนอิสราเอลได้แต่ตบตาพระเจ้าไม่ได้ หรือตบตาผู้เผยพระวจนะนาธันไม่ได้ นาธันมาหาดาวิดพร้อมเรื่องเล่า เป็นเรื่องของเศรษฐีที่แย่งเอาแกะที่ชายยากจนเลี้ยงไว้เป็นลูกไป เมื่อดาวิดออกปาก กล่าวประนามเศรษฐี นาธันจึงบอกว่า นั่นแหละคือตัวท่าน ดาวิดสำนึกต่อบาปในทันที สารภาพว่าท่านไม่เพียงทำผิดต่อพระเจ้าเท่านั้น แต่ทั้งชนชาติอิสราเอลด้วย ตามที่เราได้อ่านในพระธรรมสดุดี 32 และ 51

ผลเจ็บปวดที่เกิดตามมา เริ่มที่การตายของเด็กที่เกิดจากดาวิดและนางบัทเชบา เป็นเด็กที่เกิดจากความบาปของดาวิด แม้ดาวิดจะคร่ำครวญวิงวอนขอชีวิต พระเจ้าทรงปฏิเสธ เด็กจึงตาย ดาวิดตอบสนองต่อพระเจ้าด้วยท่าทีที่ถูกต้อง ทำให้พวกข้าราชการงงงวย เมื่อรู้ว่าเด็กตายแล้วดาวิดลุกขึ้น ชำระร่างกาย และไปนมัสการพระเจ้า กลับบ้านและรับประทานอาหาร ดาวิดมีความหวังในเด็กคนนี้ และท่านมั่นใจในพระเจ้าผู้ทรงปฏิเสธท่าน ในบทที่ 13 เราจะพบกับผลร้ายของบาปที่ดาวิดทำกับนางบัทเชบา ทามาร์ธิดาของดาวิดถูกข่มขืน ลูกชายอัมโนนถูกฆาตกรรม อีกครั้งที่ดาวิดร่ำให้คร่ำครวญต่อการสูญเสียบุตร ในความเป็นจริงท่านคร่ำครวญถึงการสูญเสียบุตรทั้งสอง สูญเสียอัมโนนที่ถูกฆาตรกรรม และสูญเสียอับซาโลมเพราะต้องหลบหนีการถูกลงโทษ

บาปแรกเป็นของอัมโนนต่อทามาร์ (13:1-14)

1 ฝ่ายอับซาโลมราชโอรสของดาวิดมีขนิษฐาองค์หนึ่ง รูปโฉมสะคราญชื่อทามาร์ ครั้นอยู่มาอัมโนนราชโอรสของดาวิดก็รักเธอ 2 ด้วยเหตุทามาร์น้องหญิงนี้ จิตใจ ของอัมโนนก็ถูกทรมานจนถึงกับล้มป่วย ด้วยเหตุว่าเธอเป็นสาวพรหมจารี อัมโนน จึงรู้สึกว่าจะทำอะไรกับเธอไม่ได้เลย 3 แต่อัมโนนมีสหายคนหนึ่งชื่อโยนาดับบุตร ของชิเมอาห์เชษฐาของดาวิด โยนาดับนั้นเป็นคนเจ้าปัญญา 4 จึงทูลถามว่า “ข้าแต่ราชโอรสของพระราชา ไฉนทูลกระหม่อมจึงซมเซาอยู่ทุกเช้าๆ จะไม่บอกให้เกล้าฯทราบบ้างหรือ” อัมโนนตอบเขาว่า “เรารักทามาร์น้องหญิงของอับซาโลมอนุชาของเรา” 5 โยนาดับจึงทูลท่านว่า “ขอเชิญบรรทมบนพระแท่นแสร้งกระทำเป็นประชวร และเมื่อเสด็จพ่อมาเยี่ยมทูลกระหม่อมขอกราบทูลว่า ‘ขอโปรดรับสั่งทามาร์ น้องหญิงมาให้อาหารแก่ข้าพระบาท ให้มาเตรียมอาหารต่อหน้าข้าพระบาท เพื่อข้าพระบาทจะได้เห็น และได้รับประทานจากมือของเธอ'” 6 อัมโนนจึงบรรทมแสร้งทำเป็นประชวร เมื่อพระราชาเสด็จมาเยี่ยม อัมโนนก็ทูลพระราชาว่า “ขอโปรดให้ทามาร์น้องหญิงมาทำขนมสักสองอันต่อหน้าข้าพระบาท เพื่อข้าพระบาทจะได้รับประทานจากมือของเธอ” 7 ดาวิดทรงใช้ คนไปหาทามาร์ที่วังรับสั่งว่า “ขอจงไปที่บ้านของอัมโนนพี่ของเจ้า และ เตรียมอาหารให้เขารับประทาน” 8 ทามาร์ก็ไปยังวังของอัมโนนเชษฐาของเธอ ที่ที่เขาบรรทมอยู่ เธอก็หยิบ แป้งมานวดทำขนมต่อหน้าเชษฐาแล้วปิ้ง 9 และเธอก็ยกกระทะมาเทออก ต่อหน้าเชษฐา แต่อัมโนนก็ไม่ทรงเสวย กล่าวว่า “ให้ทุกคนออกไปเสียให้พ้นเรา” ทุกคนก็ออกไป 10 อัมโนนก็รับสั่งกับทามาร์ว่า “จงเอาอาหารเข้ามาในห้องใน เพื่อพี่จะได้รับประทานจากมือของน้อง” ทามาร์ก็นำขนมที่เธอทำนั้นเข้าไปใน ห้องเพื่อให้แก่อัมโนนเชษฐา 11 แต่เมื่อเธอนำขนมมาใกล้เพื่อให้ท่านรับประทาน ท่านก็จับมือเธอไว้รับสั่งว่า “น้องของพี่เข้ามานอนกับพี่เถิด” 12 เธอจึงตอบท่านว่า “ไม่ได้ดอกพระเชษฐาขออย่าบังคับน้องเลย สิ่งอย่างนี้เขาไม่กระทำกันในอิสราเอล ขออย่ากระทำการโฉดเขลาอย่างนี้เลย 13 ฝ่ายหม่อมฉัน หม่อมฉัน จะเอาความอายไปซ่อนไว้ที่ไหน ฝ่ายท่านเล่า ท่านจะเป็นคนโฉดเขลาในอิสราเอล เพราะฉะนั้นขอทูลพระราชาพระองค์คงจะไม่หวง หม่อมฉันไว้ไม่ให้ท่าน” 14 แต่ท่านก็หาฟังเสียงเธอไม่ ด้วยท่านมีกำลังมากกว่าจึงข่มขืน และนอนร่วมกับเธอ

ผมว่าคุณคงเหมือนผม คือเวียนหัวไปหมดว่าใครเป็นใครในวงศาคณาญาติของดาวิด ตัวเอกในตอนนี้ประกอบด้วย ดาวิด โยนาดับผู้เป็นหลาน เป็นลูกของชิเมอี พี่ชายคนที่สามของดาวิด อัมโนนเป็นลูกคนโตที่เกิดกับนางอาหิโนอัม ส่วนทามาร์กับอับซาโลม เป็นบุตรและธิดาของมาอาคา ภรรยาคนที่สามของดาวิด (เป็นลูกสาวของทาลมาอิกษัตริย์เมืองเกชูร์ ) จำยากใช่มั้ยครับว่าใครเป็นลูกใคร?

ผมคิดว่าเราน่าจะมาทำตารางสรุปวงศ์วานของดาวิดกัน เพื่อเป็นประโยชน์ในการเรียน และมองเห็นภาพความ สัมพันธ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันของแต่ละคนได้ชัดเจนขึ้น

ดาวิดและวงศาคณาญาติ 61  (1 พงศาวดาร 2:13-17)

อาสาเฮล

บรรดาภรรยาและลูกๆของดาวิด 62
1 ซามูเอล 18; 25:39-44; 2 ซามูเอล 2:2; 3:2-5 (ดู 1 พงศาวดาร 3:1-9 ด้วย)

โศกนาฏกรรมในครอบครัวดาวิดครั้งนี้ หลายคนที่เป็นสมาชิกราชวงศ์ — หรืออยู่ใกล้ชิด (เช่นพวกมหาดเล็ก) – มีส่วนเกี่ยวข้อง เต็มใจหรือไม่ก็ตาม เริ่มมาจากอัมโนนบุตรคนแรกของดาวิด (มีคาลเป็นภรรยา คนแรกของดาวิดที่ซาอูลยกให้แล้วก็ถูกนำกลับไป แต่ในที่สุดดาวิดก็ไปนำตัวกลับมา นางไม่มีบุตร –) (2 ซามูเอล 6:23) อาหิโนอัมเป็นภรรยาคนที่สอง เป็นคนแรกที่มีบุตรให้ดาวิดจึงทำให้อัมโนนเป็นบุตรหัวปีของท่าน และน่าจะเป็นผู้สืบต่อราชบัลลังก์อิสราเอล อย่างน้อยก็เป็นประเพณีนิยมในสมัยนั้น ส่วนทามาร์ และพี่ชายอับซาโลมเป็นลูกที่เกิดกับนางมาอาคาห์ ธิดาของกษัตริย์เกชูร์

อัมโนนมีปัญหาหนัก เขา “ตกหลุมรัก””63 ทามาร์น้องสาวแสนสวยต่างมารดา 64 ตามธรรมบัญญัติโมเสส เขาไม่มีทางได้นางมาเป็นภรรยา

17 “ถ้าชายใดพาพี่สาวหรือน้องสาวของตน คือบุตรสาวของพ่อ หรือบุตรสาว ของแม่ และดูของลับของเธอและเธอก็ดูของลับของเขา เป็นสิ่งที่น่าอายมาก จะต้องอเปหิเขาต่อหน้าชนชาติของเขา เพราะเขาได้เปิดของลับของพี่สาว น้องสาวของเขา เขาต้องรับโทษของเขา (เลวีนิติ 20:17)

เมื่อผมอ่านธรรมบัญญัติของโมเสสข้อนี้ ที่ห้ามไม่ให้มีการแต่งงานหรือสัมพันธ์ทางเพศกับพี่น้อง ผมคิดว่าอัมโนนไม่แยแส แต่กลับเป็นสิ่งที่ทามาร์กังวล ไม่ใช่อัมโนน ผู้เขียนเขียนตลอดเวลาว่าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน แต่ที่ทรมานใจอัมโนนกลับเป็นเรื่องอื่น :

2 ด้วยเหตุทามาร์น้องหญิงนี้ จิตใจของอัมโนนก็ถูกทรมานจนถึงกับล้มป่วย ด้วยเหตุว่าเธอเป็นสาวพรหมจารี อัมโนนจึงรู้สึกว่าจะทำอะไรกับเธอไม่ได้เลย (13:2และผม)

อัมโนนเจ็บป่วยเพราะทามาร์เป็นสาวพรหมจารี และเพราะเหตุนี้เขาจึง “ทำอะไรกับเธอไม่ได้” ไม่มีการพูดว่าอัมโนนรักและต้องการจะแต่งงานกับทามาร์ ผมคิดว่าเป็นการสื่อให้รู้ว่าอัมโนนอยากมีเพศสัมพันธ์กับทามาร์เท่านั้น แต่เมื่อเธอยังเป็นพรหมจารีและจะเป็นไปจนกว่าแต่งงาน65 เขาจึงอยากมีเพศสัมพันธ์กับเธอ แต่เธอไม่ยอม เธอต้องการรักษาพรหมจรรย์ไว้ อัมโนนจึงไม่ได้อย่างใจ และก็เป็นที่คาดได้ว่าต้องอารมณ์เสียเป็นที่สุด ความโกรธของเขามีมากเสียจนล้มป่วยลง (ใข้ใจ?) ไม่มีการพูดถึงอาการของ “โรค” แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นอาการเครียดจนลงกะเพาะ ไม่อยากอาหาร และอดหลับอดนอน

ไม่น่าประหลาดใจที่โยนาดับหลานของดาวิด ลูกของพี่ชายที่ชื่อชีเมอาห์จะเป็นเพื่อนกับอัมโนนเพราะมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เป็นสมาชิกในราชวงศ์ อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม (หรือใกล้ๆ) ช่วยไม่ได้ที่โยนาดับเห็นว่าอัมโนนกำลังทุกข์หนัก จึงเข้าไปถาม อัมโนนจึงเล่าให้ฟัง — ว่าหลงรักทามาร์น้องสาวต่างมารดา ผู้เป็นน้องสาวของอับซาโลมจนแทบคลั่ง66 โยนาดับเป็นชายเจ้าเล่ห์และอาการของอัมโนนเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา ประการแรก อย่าลืมว่าอัมโนนเป็นถึง “โอรสของกษัตริย์” มิใช่หรือ? (ข้อ 4)? ถ้าใช่ก็แปลว่าในฐานะ “โอรสของกษัตริย์” อัมโนนมีอำนาจทำตามใจปรารถนา ไม่เห็นต้องมาคร่ำครวญอะไร ทำให้ผมนึกถึงคำพูดอันร้ายกาจที่นางยเซเบลพูดกับสามีอาหับ:

4 อาหับก็เสด็จเข้าในวังด้วยอารมณ์ขุ่นมัว และกลัดกลุ้มยิ่งนักด้วยเรื่องที่นาโบทชาวยิสเรเอลทูลตอบพระองค์ เพราะเขาได้กล่าวว่า “ข้าพระบาทจะไม่ให้มรดกแห่งบรรพบุรุษ ของข้าพระบาทแก่ฝ่าพระบาท” และพระองค์ก็เอนพระกายลงบนพระแท่น ทรงเบือนพระพักตร์ ไม่เสวยพระกระยาหาร 5 แต่เยเซเบลมเหสีของพระองค์เข้า มาเฝ้าพระองค์ ทูลถามพระองค์ว่า “ไฉนพระจิตของฝ่าพระบาทจึงกลัดกลุ้ม ไม่เสวยพระกระยาหาร” 6 และพระองค์ตรัสตอบพระนางว่า “เพราะเราได้พูดกับนาโบทชาวยิสเรเอลว่า ‘จงขายสวนองุ่นของเจ้าให้แก่เรา หรือมิฉะนั้นถ้าเจ้าพอใจ เราจะให้สวนองุ่นอีกแห่งหนึ่งแก่เจ้า เพื่อแลกกัน’ และเขาตอบว่า ‘ข้าพระบาทจะไม่ให้สวนองุ่นของข้าพระบาทแก่ฝ่าพระบาท'” 7 และเยเซเบลมเหสีของพระองค์ทูลพระองค์ว่า “ฝ่าพระบาทเป็นผู้ครอบครอง อิสราเอลอยู่หรือเพคะ เชิญเสด็จลุกขึ้นเสวยพระกระยาหารเถิด และให้พระทัยของฝ่าพระบาทร่าเริง หม่อมฉันจะมอบสวนองุ่นของนาโบท ชาวยิสเรเอลให้แก่ฝ่าพระบาทเอง” (1 พงศ์กษัตริย์ 21:4-7)

บอกไม่ได้ว่าโยนาดับคิดอยากจะให้อะไรเกิดขึ้นกับแผนการของเขา ไม่อยากคิดว่าแผนของเขาคือต้องการให้เพื่อนได้ข่มขืนทามาร์เป็นแผนที่เปิดโอกาสให้อัมโนนได้อยู่กับทามาร์ตามลำพัง เพื่อจะได้เกี้ยวพาราสีเธอหรืออาจขอเธอแต่งงาน? ผมไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆคือเป็นแผนชั่วให้อัมโนนแกล้งป่วย ป่วยมากจนลุกจากเตียงไม่ได้ เมื่อดาวิดมาเยี่ยมก็ทำทีทูลขอให้น้องสาวมาเฝ้าใข้

นี่คือแผนของโยนาดับอย่างน้อยเท่าที่เรารู้ เขาไม่ได้บอกอัมโนนว่าควรทำอย่างไรหลังจากนั้น เพียงแต่คิดแผนให้อัมโนนได้มีโอกาสใกล้ชิดกับทามาร์ เราไม่รู้ว่าที่อัมโนนให้คนใช้ออกจากห้องไปให้หมดเป็นแผนของเขาด้วยหรือเปล่า (อาจเป็นได้) หรือที่พยายามรุกเร้าให้เธอมีเพศสัมพันธ์ด้วย ถ้าโยนาดับเจ้าเล่ห์ตามที่พระคัมภีร์บอก แน่นอนเขาคงคาดได้ว่าอัมโนนจะทำอย่างไรเมื่อสบโอกาส ไม่ว่าโยนาดับจะรู้ว่าอัมโนนต้องการอะไร และช่วยให้สมประสงค์หรือไม่ เขาอาจสงสัยว่าอัมโนนจะทำตามหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถาม หรืออาจไม่ทำก็ได้ ถึงอย่างไร แผนเช่นนี้เป็นแผนการที่มีจุดประสงค์ชั่ว โยนาดับจึงมีส่วนร่วมในความผิดครั้งนี้ของอัมโนนด้วย.67

อัมโนนทำตามแผนของโยนาดับทุกประการและประสบผลตามที่คาด อัมโนนทำตามตัณหาได้โดยมีโยนาดับช่วยอำนวยความสะดวกให้ และแผนนี้เองทำให้ดาวิดต้องตกกระไดพลอยโจนทำชั่วไปด้วยโดยไม่ตัว ท่านมาเยี่ยมอัมโนนตามแผน อัมโนนจึงทูลขอให้ทามาร์มาดูแลเฝ้าใข้ ดาวิดตอบตกลง เป็นคำสั่งของ “ผู้หลักผู้ใหญ่” (อย่างน้อยก็ใหญ่ที่สุดในอิสราเอล — ใครจะไปกล้าขัดขืน?) ทำให้มีการ “ส่ง” คนไปตามทามาร์ แต่คนละแบบกับที่ให้ไปตามบัทเชบา ดาวิดจึงเป็นสะพานทอดให้อัมโนนเข้าถึงตัวทามาร์ได้

เราคงสงสัยว่าทำไมดาวิดจึงไม่เฉลียวใจ ดูจะไร้เดียงสาไปหน่อย ท่านอาจรู้ว่าอัมโนนกินไม่ได้และป่วย แต่อะไรทำให้คิดไปว่าสาวน้อยคนนี้จะทำอาหารได้อร่อยกว่าเชฟของวัง (โทษนะครับ) ที่อัมโนนอยู่? หรือท่านเชื่อจริงๆว่าที่มีสาวๆมาทำอาหารให้อัมโนนและยกมาเสริฟ (ถึงเตียง) จะรักษาอาการของโรคได้? ดาวิดไร้เดียงสาขนาดนั้นหรือ? หลายคนคงอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้แล้วนึกอยู่ในใจ ทำไมดาวิดถึงไร้เดียงสาจนตกเป็นเครื่องมือ ทำให้แผนการของอัมโนนสำเร็จลง?

ตามที่ดาวิดสั่ง ทามาร์จึงไปที่บ้านของอัมโนนและจัดเตรียมอาหารให้ ผมสงสัยว่าเธอคิดยังไงกับเรื่องนี้ อัมโนนเคยแสดงท่า “กรุ้มกริ่ม” กับเธอมาก่อนหรือไม่? น่าจะเป็นได้แต่อาจถูกเมิน เมื่อทามาร์มาถึง อัมโนนนอนอยู่ เธอจึงไปจัดเตรียมอาหาร ผสมแป้ง นวดแป้งปั้นเป็นขนม ขณะที่อัมโนนนอนมอง เมื่ออาหารสุกแล้ว เธอเตรียมจะเสริฟแต่เขากลับปฏิเสธ สั่งให้ทุกคนออกไปจากห้อง ดาวิดทำให้ทามาร์ต้องตกที่นั่งลำบาก และทุกคนในบ้านก็เป็นคนของอัมโนนทั้งสิ้น ใครจะไปกล้าเสี่ยงขัดขวาง? ทุกคนจึงต้องออก ไปตามคำสั่ง ทิ้งให้ทามาร์อยู่ตามลำพังกับอัมโนน อัมโนนจึงสั่งให้ทามาร์นำอาหารเข้ามาเสริฟถึงในห้องนอน “เพื่อจะให้เธอป้อนจากมือ” เธอจึงต้องนำอาหารที่เตรียมไว้เข้าไปหาเขาที่ห้องนอน

อ่านมาถึงตรงนี้หัวหมุนเลยครับ เป็นไปได้หรือ คนที่ออกจากห้องไปจะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? พวกเขาไม่กล้าขัดขวางห้ามปรามหรือ? แล้วทามาร์จะคาดเดาสถานการณ์ไม่ออกเชียวหรือ? ทำไมไม่รีบหลบออก มา? สัญญาณอันตรายดังชัดเจนแต่เธอกำลังอยู่ในบ้านของอัมโนนเพราะเป็นคำสั่งของกษัตริย์ เหมือนกับเห็นอุบัติเหตุบนถนนเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เห็นครับแต่ไม่มีทางทำอะไรได้

พออยู่ตามลำพังก็ออกลายทันที อัมโนนกระชากเธอเข้ามา บังคับให้นอนด้วย เขาไม่ได้ขอเธอแต่งงาน — แค่ขอให้นอนด้วยเฉยๆ คำพูดอ้อนวอนของอัมโนนคงจะเป็นทำนองว่า น้องของพี่ มานอนกับพี่เถิด “ (ข้อ 11 และผมด้วย) ทำไมอัมโนนถึงย้ำคำนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้ทามาร์ปกป้องตนเอง ไม่ยอมทำตามปรารถนาของเขา? ผมเกรงว่าน่าจะเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้ทามาร์เป็นที่น่าดึงดูด คล้ายๆกรณีของดาวิดหรือเปล่า? ยิ่งรู้ว่าบัทเชบาแต่งงานแล้วกับอุรียาห์ ยิ่งทำให้อยากได้มากขึ้น อาจเป็นแรงผลักดันให้อยากทำตามใจปรารถนา เมื่อ “หญิงโง่” พยายามล่อลวง “คนหนุ่ม” ในพระธรรมสุภาษิต นางใช้คำพูดถึงน้ำหวานที่ขโมยมา (สุภาษิต 9:17) ทำไมเราถึงประหลาดใจ? อ.เปาโลสอนไว้ไม่ใช่หรือ เมื่อธรรมบัญญัติกล่าวห้ามสิ่งใด บาปนั้นก็ใช้ธรรมบัญญัติข้อเดียวกันนั้นมาล่อลวงเราให้อยากทำในสิ่งต้องห้าม (ดูโรม 7:7)

ทามาร์ตกเป็นเหยื่อบริสุทธิ์จริงๆ เธอไม่ได้ทอดสะพานให้อัมโนน ที่จริงเธอกลับทำให้เขาโกรธ เพราะต้องการเป็นหญิงพรหมจารีจนกว่าจะแต่งงาน เมื่อไปที่บ้านของอัมโนน เธอไปตามคำสั่งของดาวิด อัมโนนสั่งให้ทุกคนออกไป เพื่อจะไม่มีใครมาช่วยได้ ยากที่จะเชื่อว่าคนในบ้านจะไม่รู้เรื่องนี้ — หรืออย่างน้อยคงสงสัย — อัมโนนคิดอะไรอยู่ เมื่ออัมโนนเริ่มแสดงท่าทีรุนแรงกับเธอ เธอทำตามธรรมบัญญัติของโมเสสทุกประการ เมื่อปฏิเสธว่า “ไม่ได้ดอก พระเชษฐาเธอให้เหตุผลด้วยว่าสิ่งที่อัมโนนขอนั้นผิด กล่าวว่า การที่เขามีเพศสัมพันธ์กับเธอก็เท่ากับเป็นการล่วงละเมิดต่อเธอ และสิ่งที่เขาคิดจะทำนั้นแก้ใขคืนไม่ได้ เธอจะได้รับความอับอาย เธอไม่เพียงแต่ขอร้องเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ขอร้องเพื่อตัวของเขาด้วย ขอให้อัมโนนคิดดูให้ดี เพราะข่มขืนเธอจะทำให้เขาเป็นคนเขลาที่สุดในอิสราเอล เป็นถึงบุตรหัวปีของอิสราเอลจะกลายเป็นที่ถูกเหยียดหยามที่สุดในอิสราเอล

ผมคิดว่า เมื่อเธอเริ่มต่อต้านอัมโนนไม่ไหว จึงขอร้องอีกครั้งให้อัมโนนไปหาดาวิดผู้เป็นบิดา เพื่อขอนางแต่งงาน ท่านคงไม่ปฏิเสธ เธอมีเหตุผลเพียงพอที่กล่าวเช่นนั้น เพราะนางซารายก็เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกับอับราฮัม และทามาร์จะเป็นเช่นกันกับอัมโนน ซารายและอับราฮัมมีบิดาคนเดียวกัน แต่คนละมารดา (ดูปฐมกาล 20:12) ผมไม่คิดว่าเธออยากแต่งงานกับอัมโนน แต่แต่งงานก็ยังดีกว่าถูกข่มขืน เป็นที่เสื่อมเสีย ได้แต่หวังว่าเมื่ออัมโนนทูลขอจะถูกบิดาตักเตือนและห้ามไม่ให้พูดถึงหรือคิดถึงเรื่องนี้อีก หรืออาจสั่งห้ามไม่ให้เข้าใกล้ทามาร์อีกต่อไป

ไม่เป็นผล อัมโนนตั้งใจแล้วจะนอนกับทามาร์ให้ได้เดี๋ยวนั้น ถ้าเธอไม่ยอมโดยดียังไงเธอก็หนีไมพ้น อัมโนนทั้งใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า และในตอนนั้นถึงจะไม่ถูกต้องก็ต้องยอม68

แน่นอนอัมโนนคงทบทวนเหตุกาณ์นี้ในใจมาหลายเที่ยว เพียงแต่รอโอกาส เธอคงขัดขืนและการใช้กำลังไม่เกี่ยวอะไรกับความรัก จากแรงดึงดูดใจที่รุนแรงมากเช่นนี้ ความรู้สึกที่มีต่อทามาร์เปลี่ยนเป็นขยะขแยงขึ้นมาทันที เขาทนเห็นหน้าผู้หญิงที่เขาข่มขืนมาหยกๆไม่ได้ อัมโนนจึงไล่เธอออกไป ทามาร์พยายามขัดขวางอีกครั้ง วิงวอนว่าแม้สิ่งที่อัมโนนทำจะร้ายกาจเพียงใด แต่การไล่เธอไปให้พ้นหน้านั้นเลวร้ายยิ่งกว่า เพราะเป็นการแสดงให้เห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการให้มาเป็นภรรยา เธอไม่มีทางเลือกเหลือเลยไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือมีบุตร และอีกครั้งที่อัมโนนไม่ยอมฟังเหตุผลหรือแสดงความชอบธรรม

อีกครั้งที่เราเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างบาปของอัมโนนต่อทามาร์ และบาปของดาวิดต่อบัทเชบาและอุรียาห์ การที่ดาวิดนอนกับบัทเชบาก็เป็นเรื่องร้ายพอแล้ว แต่การฆ่าสามีของนางนั้นร้ายยิ่งกว่า จึงเป็นบาปประการที่สองของอัมโนนที่ไล่เธออกไปหลังจากข่มขืนเธอแล้ว

ถ้าอัมโนนเคยยึดทามาร์ไว้กับตัว ไม่ยอมปล่อยไปตอนนี้เหมือนทามาร์จะเป็นผู้ยึดอัมโนนไว้แทน ถ้าเขาได้ล่วงเกินเธออย่างน้อยที่ทำได้ ควรจะให้เกียรติด้วยการแต่งงานกับเธอ อัมโนนกลับทำสิ่งที่เลวร้ายกว่า สั่งคนใช้ให้ขับไล่เธอไปจากบ้าน ปิดประตูใส่หน้า คนใช้ทำตาม ทามาร์จึงจำต้องไป เธอฉีกเสื้อผ้าเอาผงฝุ่นโรยศีรษะ ระหว่างทางเดินกลับบ้าน เอามือกุมหัวและร่ำไห้ แน่นอนต้องมีหลายคนเห็น ถึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้ว่าต้องเป็นเรื่องร้ายแรง

อับซาโลม อัมโนน ดาวิด และโยนาดับ (13:20-36)

20 อับซาโลมเชษฐาของเธอก็กล่าวกับเธอว่า “อัมโนนเชษฐาได้อยู่กับน้องหรือ น้องเอ๋ย นิ่งเสีย เพราะเขาเป็นพี่ อย่าร้อนใจเพราะเรื่องนี้เลย” ฝ่ายทามาร์ก็ อยู่เปล่าเปลี่ยวในวังของอับซาโลมเชษฐา 21 เมื่อกษัตริย์ดาวิดทรงทราบเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น พระองค์ก็กริ้วยิ่งนัก 22 แต่อับซาโลมมิได้ตรัสประการใดกับอัมโนน เลย ไม่ว่าดีหรือร้าย เพราะอับซาโลมเกลียดชังอัมโนนมาก เหตุที่ท่านได้ข่มขืนทามาร์น้องหญิงของท่าน 23 ต่อมาอีกสองปีเต็ม อับซาโลมมีงาน ตัดขนแกะที่ตำบลบาอัลฮาโซร์ ซึ่งอยู่ใกล้เอฟราอิม และอับซาโลมได้เชิญโอรสทั้งสิ้นของพระราชา ไปในงานนั้น 24 อับซาโลมไปเฝ้าพระราชา ทูลว่า”ดูเถิด ข้าพระบาทมีงานตัดขนแกะ ขอเชิญพระราชาและมหาดเล็กของพระองค์ ไปในงานนั้นกับข้าพระบาท” 25 แต่พระราชาตรัสกับอับซาโลมว่า “ลูกเอ๋ย อย่าเลย อย่าให้พวก เราไปกันหมดเลย จะเป็นภาระแก่เจ้าเปล่าๆ” อับซาโลมคะยั้นคะยอพระองค์ ถึงกระนั้นพระองค์มิได้ยอมเสด็จ แต่ทรงอำนวยพระพรให้ 26 อับซาโลมจึงกราบทูลว่า “ถ้าไม่โปรดเสด็จก็ขอ อนุญาตให้พระเชษฐาอัมโนนไปด้วยกันเถิด” และพระราชาตรัสถามว่า “ทำไมเขาต้องไปกับเจ้าด้วย” 27 แต่อับซาโลมทูลคะยั้นคะยอจนพระองค์ทรงยอม ให้อัมโนนและ ราชโอรสของพระราชาทั้งสิ้นไปด้วย 28 แล้วอับซาโลมบัญชามหาดเล็กของท่านว่า “จงคอยดูว่าจิตใจของอัมโนนเพลิดเพลิน ด้วย เหล้าองุ่นเมื่อไร เมื่อเราสั่งเจ้าว่า ‘จงตีอัมโนน’ เจ้าทั้งหลายจงฆ่าเขาเสีย อย่ากลัวเลย เราบัญชาเจ้าแล้วมิใช่หรือ จงกล้าหาญและเป็นคนเก่งกล้าเถิด” 29 และมหาดเล็กของอับซาโลมก็ กระทำกับอัมโนนตามที่อับซาโลมได้บัญชาไว้ แล้วบรรดาราช โอรสของพระราชาก็พากันลุกขึ้น ทรงล่อของแต่ละองค์หนีไปสิ้น 30 ขณะเมื่อ ราชโอรสได้ดำเนินอยู่ตามทาง มีข่าวไปถึงดาวิดว่า “อับซาโลมได้ประหาร ราชโอรสของพระราชาหมดแล้ว ไม่เหลืออยู่สักองค์เดียว” 31 พระราชาทรงลุกขึ้นฉีกฉลองพระองค์ และทรงบรรทมบนพื้นดิน บรรดาข้าราชการทั้งสิ้น สวมเสื้อผ้าฉีกขาดยืนเฝ้าอยู่ 32 แต่โยนาดับบุตรชิเมอาห์เชษฐาของดาวิดกราบทูลว่า “ขออย่าให้เจ้านาย ของข้าพระบาทสำคัญผิดไปว่า เขาได้ประหาร ราชโอรสหนุ่มแน่นเหล่านั้นหมดแล้ว เพราะว่าอัมโนนสิ้นชีวิตแต่ผู้เดียว เพราะ ตามบัญชาของอับซาโลม เรื่องนี้ท่านตั้งใจไว้แต่ครั้งที่ อัมโนนข่มขืนทามาร์น้องหญิงของท่านแล้ว 33 ฉะนั้น ขอพระราชาเจ้านายของข้าพระบาทอย่าได้ร้อนพระทัย ด้วยสำคัญว่า ราชโอรสทั้งหมดของพระองค์สิ้นชีวิตเพราะอัมโนนสิ้นชีพแต่ผู้เดียว” 34 แต่อับซาโลมได้หนีไป ฝ่ายทหารยามหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง ดู ดูเถิด ประชาชน เป็นอันมากกำลังมาจากถนนโฮโรนาอิมข้างๆภูเขา 35 โยนาดับจึงกราบทูลพระราชาว่า “ดูเถิด ราชโอรสกำลังดำเนินมาแล้ว ตามที่ข้าพระบาทกราบทูล ก็เป็นจริงดังนั้น” 36 อยู่มาเมื่อเขาพูดจบลง ดูเถิด ราชโอรสของพระราชาก็มาถึงและได้ร้องไห้ ฝ่ายพระราชาก็กันแสง และบรรดาข้าราชการก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วย

คนที่รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับทามาร์อีกคนก็คืออับซาโลม พี่ชาย (แท้ๆ) ของทามาร์ เขาปลอบประโลมทามาร์ว่า เข้าใจดีถึงเรื่องที่อัมโนนทำกับเธอ และเขาก็ทำสิ่งที่น่าประหลาดใจ — คือไม่ทำสิ่งใดเลย ดูที่เป็นช่นนั้นเหมือนกับเขาบอกเธอว่าให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับภายในครอบครัว ขอให้เธอเก็บเรื่องนี้ไว้และอย่าไปขมขื่นกับมัน อับซาโลมคิดหรือว่าเธอจะทำได้? บางทีอับซาโลมอาจจะช่วยได้ด้วยการให้เธอไปอยู่ที่บ้านเพื่อจะได้รักษาแผลใจที่อัมโนนทำไว้ ในพระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกไว้ว่าอับซาโลมได้บอกน้องสาวหรือเปล่าว่าเขาคิดอะไรอยู่ จากสิ่งที่โยนาดับบอกดาวิดเมื่อสองปีให้หลังว่าอับซาโลมตั้งใจจะฆ่าอัมโนนตั้งแต่รู้ว่าน้องสาวถูกล่วงเกินแล้ว (ข้อ 32) สิ่งที่สาวน้อยคนนี้ต้องเผชิญคือไม่มีใครแต่งงานด้วยและไม่มีโอกาสมีบุตร อัมโนนได้สร้างตราบาปไว้กับเธอนับจากวันที่เขาข่มขืนเธอ

ดูจากภายนอก ดาวิดตอบสนองต่อเรื่องที่ธิดาถูกข่มขืนในแบบคล้ายกันกับอับซาโลม แม้ท่านจะไม่ได้ปิดบังความกริ้ว แต่ผู้เขียนบันทึกว่าดาวิดทราบดีทุกสิ่งว่าเกิดอะไรขึ้น (ข้อ 21) ถึงกระนั้นก็ไม่ได้คิดจะทำอะไร เราคงสงสัยว่าทำไมดาวิดไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ตามกฎหมายหรือ? ก็อาจเป็นได้ แต่ไม่น่าใช่ หรือดาวิดกลัวเสียหน้า? ท่านจะไปลงโทษบุตรในสิ่งเดียวกับที่ท่านเคยทำมาก่อนได้อย่างไร? หรือว่าที่รีรอเพราะท่านเองก็มีส่วนผิดอยู่ด้วย? ท่านเองเป็นผู้สั่งทามาร์ให้ไปหาอัมโนนถึงที่บ้าน

ดูเหมือนดาวิดจะโวยวายด้วยความโมโห แม้ไม่ได้จัดการกับอัมโนนอย่างที่ควรทำ แต่อับซาโลมดูจะควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยม เขาปกปิดความเกลียดชังและความโกรธเอาไว้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจ เขาคิดแผนการที่ต้องให้อัมโนนชดใช้ในสิ่งที่ทำกับทามาร์ไว้ เขามีแรงจูงใจเพียงแต่หาวิธีและรอเวลาเท่านั้น และมันก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นสองปี ระหว่างรอ อับซาโลมไม่เคยปริปากถึงอัมโนน เขาทำเหมือนอัมโนนไม่มีตัวตน และอีกไม่นานจะเป็นจริงตามนั้น

สองปีผ่านไปทุกคนดูจะลืมหมดสิ้น และอัมโนนก็รอดตัวลอยนวลอยู่ อับซาโลมอาจเคยลองหาวิธีอื่นจัดการกับอัมโนนโดยกันไม่ให้ดาวิดเห็น แต่แผนการของเขาครั้งนี้จะสำเร็จ เวลาตัดขนแกะมาถึงอีกครั้ง อับซาโลมเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ทำงานเสร็จแล้วและกำลังเตรียมสำหรับงานฉลอง รู้ดีว่าดาวิดพอใจงานนี้ อาจเป็นเพราะท่านเคยเลี้ยงแกะมาก่อนและเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับงานเลี้ยงนี้ (ดู 1 ซามูเอล 25:2) นี่คือขั้นตอนแรกของแผนอับซาโลม

ผมสงสัยมาก เมื่ออับซาโลมต้องการให้ดาวิดไปร่วมงานฉลองนี้ถึงที่ตำบลบาอัลฮาโชร ซึ่งอยู่ห่างไปถึง 20 ไมล์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเยรูซาเล็ม เป็นการเดินทางที่ดาวิดไม่คิดอยากไป ผมเชื่อว่าอับซาโลมรู้ดี อีกอย่างดาวิดและผู้ติดตามอีกขบวนใหญ่จะเป็นภาระเรื่องที่กินที่นอน ดาวิดจึงปฏิเสธแต่อำนวยพรให้อับซาโลมแทน ตรงตามที่อับซาโลมคาด เขาไม่ละความพยายาม ตอนนี้ดาวิดตกหลุมไปตามแผนขั้นแรกแล้ว — เขาต้องการให้ดาวิดส่ง 69 อัมโนนบุตรชายไปแทน หรือว่าอับซาโลมทำทีว่า อัมโนนนั้นเป็นบุตรคนแรก จึงเหมาะไปเป็นตัวแทนของดาวิด? เราไม่อาจรู้ได้เพราะไม่มีบันทึกไว้

ดาวิดเองก็สงสัย ทำไมอับซาโลมถึงเจาะจงให้อัมโนนไป? ดาวิดถามย้ำกับอับซาโลม ดูเหมือนเขาเลี่ยงที่จะตอบ และคะยั้นคะยอบิดาต่อ เป็นความคิดของดาวิดหรือเปล่าที่ให้ส่งบุตรชายทั้งหมดไปกับอับซาโลม? บางทีอาจทำให้คลายสงสัยไปได้ อย่างไรก็ตาม ดาวิดขออยู่บ้าน (ครับ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย) ส่งลูกไปแทน

อับซาโลมเตรียมแผนไว้แล้ว และสั่งให้คนใช้เตรียมตัว ดาวิดเคยสั่งโยอาบให้ฆ่าอุรียาห์ เช่นกันอับซาโลมสั่งให้ลูกน้องฆ่าอัมโนน70 อับซาโลมจะมอมเหล้าอัมโนนจนได้ที่ และเมื่อเขา “เพลิดเพลินด้วยเหล้าองุ่นแล้ว” (เหมือนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีก คงจำกันได้ ดาวิดพยายามทำให้จิตใจอุรียาห์เพลิดเพลิน เพื่อทำตามแผนที่วางไว้) เมื่ออัมโนนเมาได้ที่ อับซาโลมจะสั่งให้พวกคนใช้ฆ่าเขาเสีย อย่ากลัวไปเลย อับซาโลมจะรับผิดชอบทั้งหมด เมื่อเวลามาถึง อับซาโลมสั่งและอัมโนนก็สิ้นชีวิตลง

บุตรชายที่เหลือของดาวิดตื่นตระหนก ที่เห็นอัมโนนถูกคนใช้ของอับซาโลมฆ่าตาย อับซาโลมจะฆ่าพวกเขาด้วยหรือเปล่า? คงไม่ต้องรอฟังคำตอบ ขึ้นฬ่อได้เผ่นกลับเยรูซาเล็มในทันที ข่าวไปถึงหูดาวิดก่อนพวกลูกชายจะไปถึง และบ่อยครั้งข่าวแรกมักยังไม่ได้กรอง มีคนรายงานดาวิดว่าบุตรชายทั้งหมดของท่านถูกฆ่าไม่เหลือสักคนเดียว ก่อนที่จะเลยรายงานข่าวนี้ไป ขอให้เรามาคำนึงถึงช่วงเลาที่ดาวิดต้องทนทุกข์ ทุรนทุราย กว่าจะรู้ว่าข่าวนั้นไม่เป็นความจริง ดาวิดคงเป็นเหมือนโยบ เมื่อรู้ว่าบุตรธิดาตายหมด (ดูโยบ 1) ช่วงเวลาที่ดาวิดต้องทนทุกข์มากนั้น เป็นเหมือนรอคอยความตายของลูกที่เกิดกับนางบัทเชบา แต่มากกว่าหลายเท่า (ดู 12:14) ดาวิดฉีกเสื้อผ้าของตน ล้มลงนอนกับพื้น และมหาดเล็กทุกคนก็กระทำตาม

ช่วงเวลานั้น หลังจากที่ได้รับรายงานข่าว (ที่ผิดพลาด) จนกว่าจะเห็นหน้าลูกชายที่เหลือ โยนาดับมาหาดาวิดเพื่อบอกว่าข่าวนั้นไม่น่าเป็นจริง มีเพียงคนเดียวที่ตาย — อัมโนน — เพราะเป็นไปตามที่อับซาโลมตั้งใจไว้ ตั้งแต่วันที่ทามาร์น้องสาวถูกอัมโนนข่มขืน ดังนั้นโยอาบแนะนำว่า กษัตริย์ดาวิดไม่ควรคร่ำครวญมากมายเกินเหตุ เหมือนกับว่าบุตรชายตายหมดทุกคน (ข้อ 32-33)

ให้มาดูบางสิ่งที่น่าสนใจในคำพูดของโยนาดับ มีอยู่ทางเดียวที่โยนาดับรู้เรื่องที่เล่าให้ดาวิดฟังนี้ โยนาดับไม่ได้ร่วมขบวนไปร่วมฉลองที่บ้านไร่ของอับซาโลม ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ต้องมีการรายงานล่วงหน้า (จะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม) จากคนที่อยู่ที่นั่น ที่บาอัลอาโซร์ เพราะโยนาดับจะกล้าไปบอกดาวิดได้อย่างไรว่าข่าวนี้ไม่ถูกต้อง ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้อยู่ที่นั่น? มีอยู่คำตอบหนึ่งเท่าที่ผมคิดออก โยนาดับอาจรู้ล่วงหน้านานแล้ว ว่าอับซาโลมตั้งใจจะทำอะไรกับอัมโนน โยนาดับรู้ว่าอับซาโลมวางแผนจะฆ่าอัมโนน แต่ก็ไม่ได้คิด จะทำอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด

ผมไม่ค่อยจะชอบหน้าโยนาดับสักเท่าไหร่ในบทนี้ เป็นคนเจ้าเล่ห์ ชอบฉวยโอกาสอย่างไร้คุณธรรม เขารู้อยู่ว่าอัมโนนอยากได้ทามาร์ แต่ไม่คิดจะยับยั้ง กลับช่วยคิดแผนชั่วให้อัมโนนลงมือทำ และหลังจากเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดให้ข่มขืนทามาร์ เขายังทำบาปมากขึ้นไปอีก รู้อยู่เต็มอกว่าอับซาโลมคิดจะฆ่าอัมโนน แต่ก็ไม่คิดจะทำอะไร (พูดตรงๆนะครับ ผมไม่ประหลาดใจเลย ถ้าเขาจะเป็นคนหาทางให้อับซาโลมดึงตัวอัมโนนออกมา) แล้วยังอีก ที่เขาใช้ข้อมูลที่มีอยู่มาเอาหน้ากับดาวิด ด้วยเล่ห์เพทุบาย ที่ไปบอกดาวิดว่าแค่อัมโนนเท่านั้นที่ตาย ก่อนที่พวกลูกๆที่เหลือกลับมาถึงเยรูซาเล็ม เมื่อพวกที่เหลือกลับมาถึง ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าโยนาดับรู้จริง เมื่อมาถึง โยนาดับกล่าวกับดาวิดว่า “ดูสิครับ เป็นอย่างที่ผมบอกหรือเปล่า? เป็นจริงตามที่ผมพูดไว้ทุกประการ” (ข้อ 35) ผมคิดว่าโยนาดับต้องการอะไรบางอย่างจากดาวิด

หลังจากที่โยนาดับบอกดาวิดว่าแค่บุตรชายคนเดียวเท่านั้นที่ตาย ทหารยามมองออกไปก็เห็นคนมากมาย กำลังเดินทางมา ที่สุด บุตรชายทั้งสิ้นของดาวิดก็กลับมาเยรูซาเล็มเว้นแต่สองคน อัมโนนผู้ตาย และอับซาโลมฆาตรกรผู้หลบหนีไป ลูกชายที่เหลือของดาวิดเริ่มร้องไห้ ดาวิดเริ่มร้องด้วย ท่านและทุกคนคร่ำครวญถึงอัมโนน

บทสรุป

เมื่อผมสรุปบทเรียนตอนนี้ ผมอยากให้บทเรียนบางประการที่พระธรรมตอนนี้สอนเรา

ประการแรก พระธรรมตอนนี้อยู่ต่อจากคำพยากรณ์เรื่องการลงโทษที่จะมาถึงดาวิด และผลกระทบส่วนตัวของดาวิดคือการตายของบุตรคนแรก ที่เกิดจากนางบัทเชบา นี่ไม่ใช่เป็นเพราะเหตุการณ์ในบทที่ 13 เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากบทที่ 12 แต่เป็นเพราะบทที่ 13 แสดงให้เห็นถึงผลต่อเนื่องจากบาปที่ดาวิดกระทำ บาปของท่านที่ทำเป็นส่วนตัวในที่ลับมีผลกระทบต่อทั้งชาติ บาปของดาวิดมีผลต่อท่าน ต่อภรรยาและบุตร และตอนนี้ต่อไปถึงสมาชิกคนอื่นๆของราชวงศ์ อีกไม่นานบาปของดาวิดจะทำให้เกิดการแบ่งแยกราชอาณาจักร และต้องถูกแยกจากราชบัลลังก์ไปชั่วขณะ

ผมเชื่อว่าเป็นความจริง เมื่อบุตรดาวิดตาย (บทที่ 12) ลูกสาวถูกข่มขืน และลูกชายถูกฆาตกรรม (บทที่ 13) ยังไม่ใช่เป็นการลงโทษต่อบาปของท่าน แต่เป็นการลงวินัยของพระเจ้า ถ้าดาวิดต้องถูกลงโทษเพราะบาปของท่าน ท่านคงต้องตาย นาธันบอกกับท่านว่า ท่านจะไม่ตายเพราะบาปของท่านถูกยกไปเสีย แต่โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น เป็นวิธีการสั่งสอนและแก้ใข ถึงมันจะเจ็บปวดแต่ก็เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งสอนของพระวจนะ (ดูฮีบรู 12:1-13)

ฮิวจ์ เบรวิน เพื่อนเก่าสูงวัยของผม ตั้งข้อสังเกตุสำหรับตอนนี้ว่าพระเจ้าจัดเตรียมให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพื่อทำให้ดาวิดเห็นถึงบาปของตนเองจากมุมมองของคนอื่น สมาชิกราชวงศ์บางคนกำลังทำกับดาวิดเหมือนที่ดาวิดทำกับพระเจ้า ดาวิดใช้อำนาจในทางที่ผิด ในฐานะ “กษัตริย์แห่งอิสราเอล” ล่วงละเมิดต่อพระเจ้าโดยไปชิงนางบัทเชบามา อัมโนนใช้อำนาจในทางที่ผิดในฐานะ “โอรสของกษัตริย์” ไปชิงตัวทามาร์มา ดาวิดทำบาปด้วยการฆ่าอุรียาห์  อับซาโลมทำบาปด้วยการฆ่าอัมโนน บัดนี้ดาวิดมีประสบการณ์ เดียวกันกับพระเจ้า กับบัทเชบา และกับคนอื่นๆที่ได้รับผลกระทบจากความบาปของท่าน

ประการที่สอง พระธรรมตอนนี้มีเรื่องสอนดาวิดมากมาย และสอนเราด้วยถึงเรื่องของบาป สังเกตุดู บาปมักเริ่มจากบางสิ่งที่คล้ายกับ “ผลไม้ต้องห้าม” สำหรับอาดัมและเอวา เป็นผลไม้จากต้นรู้ผิดชอบชั่วดี สำหรับโยเซฟ คือภรรยาของโปทิฟาร์ สำหรับดาเนียลและเพื่อนทั้งสามคืออาหารของวัง สำหรับดาวิดคือบัทเชบา อัมโนนคือทามาร์ เราจะเห็นได้ว่าความบาปเริ่มจากจุดเล็กๆ และมักอยู่ในที่ลับตา แต่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและขยายใหญ่ขึ้นและออกสู่สายตาคนภายนอก เราเห็นได้ว่าบาปไม่เคยคุ้มค่า ราคาที่ต้องจ่ายนั้นแพงกว่าราคาจริงหลายเท่าตัว ไม่ว่าจะดาวิดหรือครอบครัวของท่าน ชนชาติอิสราเอลจะยิ้มออกหรือไม่ก็ตาม เพราะผลของจากบาป อย่างที่มาร์ค ทเวนเคยกล่าวไว้ “ออกไปให้ห่าง ดีกว่าต้องหลุดออกมา” นี่คือความบาปครับ

พระธรรมตอนนี้เตือนเราให้ห่างไกลจากบาปและสอนด้วยว่า เมื่อใดที่ความบาปเริ่มขึ้น หยุดให้เร็วเท่าไรยิ่งเป็นการดีเท่านั้น เหตุการณ์คงจะไม่เลวร้ายถึงเพียงนี้ ถ้าโยนาดับเจ้าเล่ห์จะตำหนิอัมโนนเรื่องตัณหาของเขาทนที่จะไปช่วยหาวิธีให้เขาทำผิดได้สำเร็จ จะดีเพียงใดถ้าดาวิดเล็งเห็นความชั่วที่อัมโนนซ่อนอยู่ในแผนการของเขา และไม่อณุญาตให้ทามาร์ไปหา ห้ามไม่ให้อัมโนนไปที่ไร่ของอับซาโลม เรามองเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นเจ็บปวดเพียงใด คนที่ไม่ยอมตักเตือนแก้ใขคนบาปก็เท่ากับเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการทำให้บาปงอกงาม กี่ครอบครัวกันที่หัวใจต้องแตกสลาย เพราะแม่หรือพ่อไม่ยอมลงโทษลูกที่เริ่มออกนอกลู่นอกทาง? ชีวิตสมรสกี่คู่กัน ต้องแตกหักเพราะสามีหรือภรรยาไม่ยอมจัดการกับบาปของตนเอง หรือบาปของคู่ชีวิต? กี่ครั้งที่ครอบครัวทำสิ่งเดียวกับที่อับซาโลมบอกให้ทำ — เก็บความบาปไว้เป็นเรื่องลับของครอบครัว

เรารู้อยู่ว่าบาปก่อให้เกิดการแตกแยก เรารู้ (หรือควรรู้) ว่าบาปทำให้เราแยกจากพระเจ้า และยังทำให้เราแยกจากคนอื่นด้วย บาปของอาดัมและเอวาทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากพระเจ้า และไม่นานจากนั้น ทำให้คาอินต้องแยกจากอาเบล บาปแยกโยเซฟออกจากพี่น้อง บาปทำให้ครอบครัวดาวิดแตกแยก บาปแยกอัมโนนจากทามาร์ อัมโนนจากอับซาโลม ดาวิดจากอับซาโลม และในที่สุดทั้งประเทศชาติ บาปเป็นรากของความแตก แยกและไม่ลงรอยกัน

ประการที่สาม เราสามารถเรียนได้จากทุกบุคลิกในพระธรรมตอนนี้ อัมโนนเตือนให้เราเห็นถึงการตามล่าตัณหาของเนื้อหนัง (เทียบกับ 1 โครินธ์ 10) โยนาดับเตือนเราถึงอันตรายในการใช้บาปของคนอื่นมาทำประโยชน์ให้ตนเอง ขอให้เราจดจำ อย่าได้ตกเป็นผู้ชดใช้ ถูกตำหนิและถูกลงวินัย ดาวิดเตือนให้เราเห็นถึงการเฉยเมยต่อบาป ท่านรู้เรื่องบุตรสาวถูกทำร้ายทางเพศ แต่ดูเหมือนท่านไม่ได้คิดจะทำอะไร ทำไมเป็นเช่นนั้น? เพราะมันเป็นบาปเดียวกับที่ท่านทำกับบัทเชบาหรือ? หรือกลัวว่าถ้าท่านลงโทษอัมโนน ท่านอาจถูกถามว่า ท่านเป็นใครถึงกล้าขว้างหินใส่คนบาปเป็นคนแรก? ไม่ว่าจะเหตุผลใดที่ทำให้ดาวิดเมินเฉย มันเอื้อให้คนอื่นกล้าทำบาป และจากอับซาโลม เราเรียนรู้ถึงอันตรายของความชังและความขมขื่น อับซาโลมไม่ยอมจัดการกับอัมโนนตามหลักพระวจนะ เขาอยากแก้แค้นในแบบของตนเอง เขาทำสำเร็จและได้กลายเป็นทั้งฆาตกรและผู้ลี้ภัย

ประการที่สี่ พระธรรมตอนนี้สอนเรามากมายเรื่องความรัก ทุกสิ่งที่เราบอกว่ารัก ไม่จำเป็นว่าเป็นความรักเสมอไป เราเห็นว่าอัมโนนคิดว่าตนเองตกหลุมรัก แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ ในความคิดของอัมโนน รักเป็นคำเดียวกับคำว่าเซ้กส์ “รัก” ตามความหมายของเขาถูกขัดขวางเพราะเป็นพรหมจารี ไม่เกี่ยวข้องกับผิดถูกชั่วดี (ตามที่กำหนดไว้ในธรรมบัญญัติ) “รัก” ของอัมโนนไม่เข้าข่ายของ 1 โครินธ์ 13 ทามาร์ไม่เคยไว้ใจอัมโนนในเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องน่าเศร้าครับที่หญิงสาวหลายคนต้องสูญเสียพรหมจรรย์ไปเพราะคำหวานเพียงไม่กี่คำจากผู้ชายเจ้าชู้ ทุกวันนี้ผู้หญิงหลายคนเลิกถือมาตรฐานตามแบบทามาร์แล้ว ไม่เห็นว่าพรหมจรรย์เป็นเรื่องมีค่าราคาอะไร กลับเห็นเป็นเหมือนคำสาปที่ต้องกำจัดไปให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ขอให้บทเรียนตอนนี้สอนเราให้รู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่ารัก และคุณค่าของการถือความบริสุทธิ์ไม่ว่าหญิงหรือชาย

ท้ายที่สุด บทเรียนตอนนี้ ส่องให้เราเห็นถึงข่าวประเสริฐ ในพระกิติคุณของพระเยซูคริสต์ ลองคิดดู อับซาโลมรู้สึกอย่างไรที่ทามาร์น้องสาวถูกอัมโนนข่มขืน ดาวิดรู้สึกอย่างไรที่ลูกสาวได้รับความอับอาย หลายคนสงสัย ดาวิดทำได้อย่างไรที่ไม่ลงโทษอัมโนน เมื่อคิดเข่นนี้แล้วให้คิดดูว่าพระเจ้าพระบิดารู้สึกอย่างไรต่อบรรดาคนที่ปฏิเสธ ต่อต้าน ขัดขวางและดูหมิ่นผู้ไร้ตำหนิ พระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า พระองค์ส่งพระบุตรลงมาบนโลกนี้เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว มนุษย์ปฏิเสธพระองค์ว่าเป็นคนบาป ตรึงพระองค์ไว้บนกางเขน ถ้าคุณเป็นพระเจ้าคุณรู้สึกอย่างไรต่อคนพวกนี้และต่อผู้คนที่ยังปฏิเสธพระคริสต์ในทุกวันนี้?

ผมมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายมาแจ้งให้ทราบ ขอเริ่มจากข่าวร้ายก่อน ข่าวร้ายคือพระเจ้าจะลงโทษทุกคนที่ปฏิเสธพระบุตรของพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง พระองค์จะมาด้วยพระสง่าราศี และสิทธิ อำนาจ เพื่อปราบศัตรูลงให้ราบคาบ :

64 พระเยซูตรัสตอบว่า “ท่านว่าถูกแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกเราบอกท่าน ทั้งหลายว่า ในเวลาเบื้องหน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่ง ข้างขวา ของผู้ทรงฤทธานุภาพ และเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์” (มัทธิว 26:64)

“32 พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้ 33 เหตุฉะนั้นเมื่อทรงเชิดชูพระองค์ขึ้น อยู่ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระเจ้า และครั้นพระองค์ได้ทรงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระบิดาตามพระสัญญา พระองค์ได้ทรงเทฤทธิ์เดชนี้ลงมา ดังที่ท่านทั้งหลายได้ยิน และเห็นแล้ว 34 เหตุว่าท่านดาวิดไม่ได้ขึ้นไปยังสวรรค์แต่ท่านได้กล่าวว่า ‘พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งขวามือของเรา 35 จนกว่าเราจะกระทำให้ศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าเจ้า‘ 36 เหตุฉะนั้น ให้ พงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งปวงทราบแน่นอนว่า พระเจ้าได้ทรงยกพระเยซูนี้ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้ที่กางเขนนั้น ทรงตั้งขึ้นให้เป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นพระคริสต์” (กิจการ 2:32-36)

30 ในเวลาเมื่อมนุษย์ยังไร้เดียงสา พระเจ้ามิได้ทรงถือโทษ แต่เดี๋ยวนี้ พระเจ้าได้ตรัสสั่งแก่มนุษย์ทั้งปวงทั่วทุกแห่งให้กลับใจใหม่” (กิจการ 17:30)

5 ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6 ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7 แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8 และเมื่อทรงปรากฏ พระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน 9 เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ 10 เพื่อเพราะพระนามนั้น ทุกเข่า ในสวรรค์ ที่แผ่นดินโลก ใต้พื้นแผ่นดินโลก จะคุกลงกราบพระเยซู11 และเพื่อ ทุกลิ้นจะยอมรับ ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบิดาเจ้า (ฟีลิปปี 2:5-11)

1 เหตุใดบรรดาประชาชาติจึงคิดกบฏ ทำไมชนชาติทั้งหลายปองร้ายกันเปล่าๆ 2 บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกตั้งตนเองขึ้น และนักปกครองปรึกษากัน ต่อ สู้พระเจ้าและผู้รับการเจิมของพระองค์ กล่าวว่า 3 “ให้เราระเบิดสายแอกให้ขาดสะบั้น และขจัดบังเหียนของเขาให้พ้นจากเรา” 4 พระองค์ผู้ประทับในสวรรค์ทรงพระสรวล พระเจ้าทรงเย้ยหยันเขาเหล่านั้น 5 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายด้วยพระพิโรธ และกระทำให้เขาสยดสยองด้วยความกริ้วของพระองค์ตรัสว่า 6 “เราได้ตั้งกษัตริย์ของเราไว้แล้ว บนศิโยน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา” 7 ข้าพเจ้าจะบอกถึงพระดำรัสของพระเจ้า พระองค์รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า “เจ้าเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดแก่เจ้าแล้ว 8 จงขอจากเราเถิด และเรา จะมอบบรรดาประชาชาติให้เป็นมรดกของเจ้า ตลอดทั้งแผ่นดินโลกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า 9 เจ้าจะตีเขาให้แตกด้วยกระบองเหล็ก และฟาดให้แหลกเป็นชิ้นๆ ดุจภาชนะของช่างปั้นหม้อ” 10 เพราะฉะนั้น ข้าแต่กษัตริย์ทั้งหลาย จงฉลาดเถิด ข้าแต่นักปกครองแห่งแผ่นดินโลก จงรับคำเตือนเถิด 11 จง ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความยำเกรง และจงเกษมเปรมปรีดิ์จนเนื้อเต้น 12 จง นมัสการพระองค์ด้วยใจจริง เกลือกว่าพระองค์จะทรงพระพิโรธ และเจ้าต้องพินาศจากทางนั้น เพราะพระพิโรธของพระองค์นั้นจุดให้ลุกได้รวดเร็ว ความ สุขเป็นของคนทั้งหลายผู้เข้ามาลี้ภัยในพระองค์ (สดุดี 2)

ไม่มีมนุษย์คนใดที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ สมควรค่ากับชีวิตนิรันดร์ มนุษย์ทุกคนเกิดมาในความบาป ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามมาตรฐานความชอบธรรมของพระเจ้าได้ (โรม 3:23; 6:23) เราทั้งหลายต้องโทษ ถึงตาย พระเจ้า ผู้ทรงเมตตาคุณอันหาที่สุดมิได้ ทรงจัดเตรียมหนทางให้ในพระบุคคลของพระบุตร คือองค์ พระเยซูคริสต์ พระองค์เสด็จมาบนโลกนี้ เป็นพระเจ้าที่มารับสภาพสมบูรณ์เป็นมนุษย์ พระองค์ดำเนินชีวิต โดยปราศจากบาป สำแดงพระองค์ในฐานะทางที่พระเจ้าจัดเตรียมไปสู่สวรรค์และชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 14:6) พระเจ้าทรงนำบทลงโทษของบาปไปไว้ที่พระเยซู และเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ถูกชุบให้กลับ เป็นขึ้นมา พระองค์ทรงจัดเตรียมหนทางความรอดให้กับทุกคนที่ยอมรับในพระองค์

แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรง ประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า (ยอห์น 1:12)

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อ ทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)

21 แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือกฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่ 22 คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ แก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน 23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า 24 แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซู คริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว 25 พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ ลบล้างพระ อาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ โดยความเชื่อจึงได้ผล ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็น ความชอบธรรมของพระเจ้า ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาป ที่ได้ทำไปแล้วนั้น 26 และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย (โรม 3:21-26)

20 ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทาง เรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า 21 เพราะว่าพระ จ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็น คนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์ (2 โครินธ์ 5:20-21)

9 ถ้าเรายังรับพยานหลักฐานของมนุษย์ พยานหลักฐานของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่กว่า เพราะว่าพยานหลักฐานของพระเจ้านั้น คือพระองค์ได้ทรงเป็นพยานอ้างถึงพระบุตรของพระองค์ 10 ผู้ที่เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าก็มีพยานอยู่ในตัว ผู้ที่ไม่เชื่อ พระเจ้าก็ได้กระทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา เพราะเขามิได้เชื่อคำพยาน ที่พระเจ้า ได้ทรงเป็นพยานอ้างถึงพระบุตรของพระองค์ 11 และพยานหลักฐานนั้นก็คือว่าพระเจ้า ได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ 12 ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต 13 ข้อความ เหล่านี้ข้าพเจ้าได้เขียนถึงท่านทั้งหลาย ที่เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่าท่านมีชีวิตนิรันดร์ (1 ยอห์น 5:9-13)

ข่าวดีของพระกิตติคุณคือเราไม่ต้องรับการลงพระอาชญาเพราะความบาปอีกต่อไป พระเยซูคริสต์ทรงแบกรับ แทนแล้ว สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ข่าวร้ายคือ คนที่ปฏิเสธพระบุตร และการแบกรับแทนของพระองค์ วันหนึ่งข้างหน้า จำต้องยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ ในสภาพศัตรูที่พ่ายแพ้ ยอมรับพระองค์เป็นจอมกษัตริย์ของ โลกนี้ ผมอยากอธิษฐานให้คุณทั้งหลายเปิดใจยอมรับของประทานล้ำค่าแห่งการให้อภัยนี้ และมีชีวิตนิรันดร์ เข้าเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า แทนที่จะเป็นหนึ่งในบรรดาศัตรูของพระองค์

_______________________________________________

61 ผมขอแยกพี่ชายของดาวิดออกเป็นสาม-สาม เพราะสามคนแรกมีชื่ออยู่ใน 1 ซามูเอล 16 ในฐานะเป็นพี่ ชายคนโต และอีกครั้งในบทที่ 17 ทั้งสามคนนี้ไปออกรบ ที่เหลืออีกสาม มีชื่ออยู่ใน 1 พงศาวดาร 2 ส่วน โยนาดับเป็นบุตรของชิเมอี เป็นคนที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยในตอนนี้ อาบีชัย โยอาบ และอาสาเฮล เป็นบุตรทั้งสาม ของนางเศรุยาห์ พี่สาวของดาวิด และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของดาวิด อามาสาเป็นบุตรของนางอาบิกายิล จะถูกอับซาโลมเลือกให้เป็นผู้บัญชาการรบของกองทัพอิสราเอลชั่วคราว ในขณะที่อับซาโลม เข้ามายึดราชบัลลังก์ไปชั่วขณะ ใน 2 ซามูเอล 14 เมื่อดาวิดยึดราชบัลลังก์กลับคืนมาได้ ท่านตั้งอามาสา ขึ้นแทนโยอาบ (บทที่ 19) และหลังจากนั้นไม่นานก็ถูกโยอาบฆ่าตาย (บทที่ 20)

62 ลูกสามคนของดาวิดที่เราให้ความสนใจเป็นพิเศษในตอนนี้คือ อัมโนน ลูกของอาหิโนอัม อับซาโลม และทามาร์ ลูกของนางมาอาคาห์ อาดีโนยาห์บุตรของฮักกีท ผู้พยายามขึ้นเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากดาวิด ตามที่บันทึกอยู่ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 1

63 ตรงนี้มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจ มีการใช้คำว่า “รัก” ถึงสี่ครั้งด้วยกัน ดูค่อนข้างชัดเจนว่า “รัก” ของอัมโนน นั้น เป็นมากกว่าความใคร่ และทั้งสี่ครั้งนี้ ผู้แปลฉบับเซพทัวร์จิ้น ใช้คำภาษากรีกแปลจากต้นฉบับพระคัมภีร์ เดิมโดยใช้คำว่า อากาเป้  (agapao) ให้คนที่ชอบใช้คำว่า “รักอย่างอากาเป้” (agape love) ที่คิดว่าเป็นรัก แบบเดียวกับพระเจ้า เป็นความรักที่สูงที่สุด ระมัดระวังในการนำมาใช้ อย่าให้เป็นความหมายมันเกินจริงไป

64 ยังมี “ทามาร์” อีกคนในพระคัมภีร์เดิม เป็นหนึ่งในลูกสะใภ้ของยูดาห์ อยู่ในปฐมกาล 38 และอีก “ทามาร์” ลูกสาวของอับซาโลม (2 ซามูเอล 14:27) อับซาโลมต้องการให้เกียรติกับน้องสาว (ที่ไม่มีโอกาสมีบุตร) โดยนำมาตั้งชื่อลูกสาวหรือเปล่า?

65 เมื่อเธอรู้แน่ชัดว่าอัมโนนมีใจปรารถนาในตัวเธอ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เธอเสนอเรื่องแต่งงาน (ดูข้อ 13)

66 ฟังดูแล้วทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า อัมโนนออกจะเกรงๆอับซาโลมอยู่สักหน่อย (อาจกลัวก็เป็นได้) ทามาร์ ไม่เพียงอยากจะรักษาพหรมจรรย์เอาไว้เท่านั้น เธอยังมีอับซาโลมคอยดูแลปกป้องศักดิ์ศรีให้ด้วย แต่พี่ใหญ่ (และป๋า) กลับไม่ยักยำเกรงพระเจ้า กลับทูลขอให้ส่งน้องสาว (ธิดา) ไปให้

67 เรื่องของโยนาดับยังไม่จบ นี่เป็นแค่เรื่องความชั่วเรื่องแรกของเขา ไม่ช้าจะมีเรื่องที่สองตามมา

68 ผมต้องขอบอกว่า เมื่อผมย้อนกลับไปในตอนต้น เหตุการณ์ของอัมโนนและทามาร์ นั้นจงใจแสดงให้เห็น ถึงเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันระหว่างดาวิดและบัทเชบา และเราก็ได้เห็นข้อพิสูจน์ที่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของบัทเชบาในค่ำคืนที่อยู่กับดาวิดอีกข้อ แน่นอนเรากล่าวได้ว่า ทามาร์ตกเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ ถ้าเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน คงเกิดขึ้นกับดาวิดด้วย

69 มีคำว่า “ส่ง” หรือ “ส่งไป” (หรือในทำนองเดียวกัน) เกิดขึ้นอยู่เสมอ ในบทที่ 11 มีหลายครั้งมาก เมื่อ ดาวิดใช้อำนาจของท่าน (ส่งคนไป) ไปเพื่อจัดการให้ได้ตามความประสงค์ ทำให้ท่านทำบาปกับนางบัทเชบา และอุรียาห์ มาถึงในบทที่ 13 ดาวิด “ส่ง” ทามาร์ไปหาอัมโนน (ข้อ 7) และอนุญาตส่งอัมโนน (พร้อมกับ บุตรชายทั้งหลาย) ไปหาอับซาโลม(ข้อ 27)

70 ที่ต่างกันคือ อุรียาห์ถูกฆ่าเพราะเป็นคนชอบธรรม แต่อัมโนนถูกฆ่าเพราะเป็นคนบาป

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ BIBLE PEOPLE)