บทเรียน 2ซามูเอล บทเรียนที่ 2

บทที่ 2 : สองหัวล้านชิงหวี (2 ซามูเอล 2:1 — 3:39)

คำนำ

หลายปีมาแล้ว ผมมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมประชุมผู้นำคริสเตียนที่ดัลลัส งานนั้นมีนักประกาศและอาจารย์สอนศาสนาชื่อดัง หลุยส์ พาลอว์เป็นนักพูด เป็นช่วงหลังสงครามฟอล์คแลนด์ระหว่างอังกฤษและอาร์เยนติน่า อ.หลุยส์ผู้นี้เคยไปประกาศที่อาร์เยนติน่าและประเทศในเครือจักรภพอังกฤษก่อนสงครามนี้ได้ไม่นาน ดังนั้นเท่ากับท่านต้องทำงานพันธกิจให้กับทั้งสองฝ่าย อ.หลุยส์งงมากว่า สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อมีโอกาสได้พบสมาชิกรัฐสภาบางคน ท่านจึงถามถึงเหตุผลในการปะทะกันครั้งนี้ คำตอบชัดเจนตรงไปตรงมาที่ได้รับคือ : “สองหัวล้านชิงหวี”

เมื่อผมอ่าน 2 ซามูเอลสองบทนี้ เหมือนเหตุการณ์ทำนองเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในกองทัพของดาวิด อย่างน้อยส่วนหนึ่งก็เป็นฝีมือของโยอาบ และกองทัพของอิชโบเชทซึ่งนำโดยอับเนอร์ เริ่ิ่มจากความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆแต่ส่งผลรุนแรงเกินคาดหมายซึ่งเราจะได้เห็นต่อไป เหตุการณ์ ในบทเรียนนี้ไม่ได้ “อยู่ในอดีตอันไกลโพ้น” อย่างที่เราคิด ที่จริงเกี่ยวข้องกับคริสเตียนและคริสตจักรในปัจจุบันโดยตรง และเรากำลังมีโอกาสได้เรียนรู้ต่อไป

คุณ (และผม) กำลังลุ้นอยากเห็นดาวิดขึ้นครองเหนืออิสราเอล แต่ยังไม่ถึงเวลา ต้องรอจนถึงบทที่ 5 ก่อนนั้นให้เรามาเรียนรู้เนื้อหาบทนี้กัน พระธรรมตอนนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของดาวิด จำไว้ว่าสองบทนี้มุ่งความสนใจไปที่บุคคลสองคน โยอาบและอับเนอร์ ชายชาติทหารทั้งสองนี้สร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ให้กับชีวิตของดาวิดและการขึ้นครองเป็นกษัตริย์ของท่าน รวมทั้งประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ชีวิตของทั้งสองมาบรรจบกันในบทที่ 2 และ 3 เป็นการจบชีวิตลงของอับเนอร์ และการขึ้นเป็นผู้นำของโยอาบภายใต้การปกครองของดาวิด

บทเรียนนี้เราจะย้อนกลับไปดูเบื้องหลังชีวิตของทั้งคู่นี้ เพื่อจะเห็นเหตุการณ์ในมุมที่กว้างขึ้น ทั้งคู่มีบางสิ่งที่จะสอนและมีเรื่องมากมายที่จะบอกเรา ชีวิตของแต่ละคนและความสัมพันธ์ที่มีต่อกันและต่อกษัตริย์อิสราเอล ให้เราเริ่มบทเรียนนี้โดยดูไปที่ชีวประวัติของทั้งสอง – อับเนอร์และโยอาบ

ทุกอย่างที่เกี่ยวกับอับเนอร์ : ชีวประวัติโดยย่อ

ตอนที่ลาของบิดาซาอูลหายไป ซาอูลถูกส่งให้ไปตามหาและนำกลับมามีคนงานติดตามไปด้วยหนึ่งคน (9:3) ระหว่างที่ตามหาลา ซาอูลและคนงานก็ได้พบกับซามูเอล ผู้เจิมซาอูลขึ้นอย่างลับๆให้เป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล เมื่อซาอูลและคนงานเดินทางกลับบ้าน ลุงของท่านที่เราไม่ทราบชื่อมารอพบและพยายามสอบถาม :

14 ฝ่ายลุงของซาอูลจึงถามซาอูลกับคนใช้ว่า “เจ้าไปไหนมา” และเขาตอบ ว่า “ไปหาลา และเมื่อเราเห็นว่าเราไม่พบลานั้นแล้ว เราจึงไปหาซามูเอล” 15 ลุงของซาอูลกล่าวว่า “ซามูเอลบอกอะไรแก่เจ้าบ้างขอเล่าให้ฟัง” 16 และซาอูลตอบลุงของเขาว่า “เขาบอกเราแจ่มแจ้งว่าพบลาแล้ว” แต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับราชอาณาจักร ซึ่งซามูเอลกล่าวถึงนั้นท่านไม่ได้บอกสิ่งใดเลย (1 ซามูเอล 10:14-16)

มีความเป็นไปได้สูงที่ “ลุง” คนนี้คือเนอร์ พี่ชายของคีชบิดาของซาอูล ทำให้พอมองออกว่าทำไมลุงเนอร์ถึงสนใจการพบกันระหว่างซาอูลและซามูเอลนัก อิสราเอลกำลังเรียกร้องให้มีกษัตริย์เหมือนประเทศอื่นๆ พระเจ้าอนุญาติให้ทำได้โดยทางซามูเอล (1ซามูเอล 8) ซามูเอลมีหน้าที่เจิมตั้งกษัตริย์ แต่ดูเหมือนยังไม่มีอะไรคืบหน้า เนอร์คิดว่าการพบกันระหว่างหลานชายและซามูเอลไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอน ความสำเร็จของซาอูล (ที่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์) ย่อมเป็นความสำเร็จของ “วงศ์ตระกูล” ด้วย เป็นไปได้ที่อับเนอร์ ลูกพี่ลูกน้องของซาอูลจะได้เป็นแม่ทัพในกองทัพของซาอูล

เราไม่รู้จักอับเนอร์จนกระทั่งดาวิดเผชิญหน้ากับโกลิอัทตามที่บันทึกใน 1ซามูเอล บทที่ 17 ถ้าเราคิดว่าซาอูลจะลุกขึ้นต่อสู้กับโกลิอัท ซึ่งท่านไม่ได้ทำ แน่นอนคนที่ต้องทำหน้าที่ต่อจากท่านต้องเป็นแม่ทัพของซาอูล แต่อับเนอร์กลับนั่งอยู่วงนอกกับซาอูล นั่งมองสงครามอยู่ในที่ปลอดภัย ไกลจากสนามรบ :

55 เมื่อซาอูลทรงเห็นดาวิดออกไปต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย จึงตรัสถามอับเนอร์ แม่ทัพของพระองค์ว่า “อับเนอร์ ชายหนุ่มคนนี้เป็นลูกของใคร” และอับเนอร์ ทูลว่า “ข้าแต่พระราชา ฝ่าพระบาททรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ข้าพระบาทไม่ ทราบ” 56 พระราชาจึงรับสั่งว่า “ไปสืบถามดูว่าเจ้าหนุ่มคนนั้นเป็นลูกของใคร” 57 เมื่อดาวิดกลับมาจากการฆ่าคนฟีลิสเตีย อับเนอร์ก็มาพาตัวเขาเข้าไปเฝ้าซาอูล (1 ซามูเอล 17:55-57)

อาจฟังดูแรงสักนิด แต่ตามเนื้อหาผมเข้าใจว่าอับเนอร์เป็นลูกพี่ลูกน้องและเป็นแม่ทัพของอิสราเอล ก็กลัวโกลิอัทพอๆกับซาอูลและคนอื่นๆ :

11 เมื่อซาอูลและคนอิสราเอลทั้งสิ้น ได้ยินถ้อยคำของคนฟีลิสเตียคนนั้น เขาทั้งหลายก็ท้อใจและกลัวมาก (1 ซามูเอล 17:11)

24 เมื่อคนอิสราเอลเห็นชายคนนั้นก็วิ่งหนีเขาไป กลัวเขามาก (1 ซามูเอล 17:24)

ความหวาดกลัวระดับล่างมาจากความหวาดกลัวที่แผ่มาจากด้านบน

ดาวิดและอับเนอร์คงจะรู้จักกันอย่างดี อับเนอร์เป็นแม่ทัพของอิสราเอล และดาวิดเป็นวีรบุรุษสงคราม เป็นผู้บัญชาการกองพัน (1 ซามูเอล 18:13) จากชัยชนะในการรบ ดาวิดคงได้รับการยอมรับจากนายทหารในระดับสูงด้วยกัน (18:30) อีกอย่างคือ อับเนอร์ (เช่นเดียวกับดาวิด) ต้องไปนั่งเป็นแขกที่โต๊ะเสวยเป็นประจำอยู่แล้ว (20:25)

แน่นอนอับเนอร์คงไม่รู้จักดาวิดดีในตอนแรก แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อดาวิดโค่นโกลิอัทลง ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับกองพัน (1 ซามูเอล 18:13) ซึ่งต้องอยู่ในสายตาของอับเนอร์ เมื่อซาอูลลุกขึ้นมาต่อต้านดาวิด อับเนอร์ให้การสนับสนุนกษัตริย์ผู้เป็นญาติ เมื่อซาอูลใช้กองทัพออกไปตามล่าดาวิด แม่ทัพต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแน่นอน (ดู 1ซามูเอล 26:3-5, 13-16) อับเนอร์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตของดาวิดมากกว่าที่เรารู้:

3 และซาอูลทรงตั้งค่ายอยู่ที่เขาฮาคีลาห์ซึ่งอยู่ข้างถนนทางทิศตะวันออก ของเยชิโมน แต่ดาวิดยังคงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และเมื่อท่านเห็นว่าซาอูล เสด็จมาหาท่านที่ในถิ่นทุรกันดาร 4 ดาวิดก็ส่งผู้สอดแนมออกไป จึงทราบ ว่าซาอูลทรงยกมาแน่แล้ว 5 แล้วดาวิดก็ลุกขึ้นมายังที่ซึ่งซาอูลทรงตั้งค่าย อยู่ และดาวิดก็เห็นที่ที่ซาอูลบรรทมพร้อมกับอับเนอร์บุตรเนอร์แม่ทัพ ซาอูลบรรทมอยู่กลางเขตค่าย ฝ่ายกองทัพก็ตั้งค่ายอยู่รอบพระองค์ … 13 และดาวิดก็ข้ามไปอีกฟากหนึ่ง ไปยืนอยู่บนยอดเขาไกลออกไป ีที่ว่างกว้างใหญ่ระหว่างทั้งสองฝ่าย 14 ดาวิดก็ตะโกนเรียกพวกพลและเรียก อับเนอร์บุตรเนอร์ว่า “อับเนอร์เอ๋ย ท่านไม่ตอบหรือ” แล้วอับเนอร์ตอบว่า ใครนั่นที่มาร้องเรียกพระราชา” 15 และดาวิดตอบอับเนอร์ว่า “ท่านไม่ใช่ผู้ ชายดอกหรือ ในอิสราเอลมีใครเหมือนท่านบ้าง ทำไมท่านไม่เฝ้าพระราชา เจ้านายของท่านไว้ให้ดี เพราะมีคนหนึ่งเข้าไปจะทำลายพระราชาเจ้านาย ของท่าน 16 ที่ท่านกระทำเช่นนี้ไม่ดีแน่ พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ่านควรตายเพราะท่านมิได้เฝ้าเจ้านายของท่านไว้ให้ดี ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ บัดนี้ตรวจดูทีว่า หอกของพระราชาอยู่ที่ไหน และเหยือกน้ำที่ตรงพระเศียรนั้น อยู่ที่ไหน” 17 ซาอูลทรงจำสำเนียงดาวิดได้จึงตรัสว่า “ดาวิดบุตรของข้าเอ๋ย นี่เป็นเสียงของเจ้าหรือ” และดาวิดทูลว่า “ข้าแต่พระราชา เจ้านายของข้าพระ บาท เป็นเสียงข้าพระบาทพ่ะย่ะค่ะ” 18 และท่านทูลต่อไปว่า “ไฉนเจ้านาย องข้าพระบาทจึงไล่ตามผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพระบาทได้กระทำอะไรไป คือข้าพระบาทผิดอย่างไรเล่า 19 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอพระราชาเจ้านายของ ข้าพระบาท ทรงฟังเสียงผู้รับใช้ของฝ่าพระบาท ถ้าพระเจ้าทรงปลุกปั่นฝ่า ระบาทให้ต่อสู้ข้าพระบาท ขอพระเจ้าให้ได้รับเครื่องถวาย ถ้าเป็นคนยุก็ขอ ห้คนนั้นเป็นที่สาปแช่งต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะเขาได้ขับไล่ข้าพระบาท ออกไปในวันนี้มิให้ได้ส่วนมรดกของพระเจ้า โดยกล่าวว่า ‘จงไปปรนนิบัติพระ อื่น’ 20 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ขออย่าให้โลหิตของข้าพระบาทตกถึงดินไกลจากพระ พักตร์พระเจ้า เพราะพระราชาแห่งอิสราเอลได้ออกมาหาชีวิตหมัดตัวเดียว ดังผู้หนึ่ง ไล่ตามนกกระทาอยู่บนภูเขา” (1 ซามูเอล 26:3-5, 13-20)

อับเนอร์ไม่ใช่เป็นเพียงแม่ทัพของซาอูลเท่านั้นแต่ยังเป็นผู้ดูแลเรื่องความปลอดภัยของซาอูลด้วย เมื่อนำกองกำลังฝีมือดีที่สุดออกไปตามฆ่าดาวิด ซาอูลนอนอยู่ตรงกลางกองกำลังนี้ มีอับเนอร์นอนอยู่ข้างๆ ถ้ามีใครเข้ามาทำร้ายซาอูล คนๆนั้นต้องผ่านกองกำลังที่ล้อมรอบก่อน และยังต้องไปเจอกับอับเนอร์อีก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรารู้ว่าพระเจ้าเป็นผู้ทำให้พวกเขาหลับสนิทเหมือนตาย (26:12) ถึงอย่างไรก เมื่อนำเอาหอกและเหยือกน้ำของซาอูลมา ดาวิดจงใจตะโกนบอกอับเนอร์ กล่าวหาว่าละเลยหน้าที่ สมควรโทษประหาร (26:14-16) แน่นอนคำพูดของดาวิดทำให้อับเนอร์ขายหน้ามาก

เรื่องนี้เกินกว่าความสามารถของอับเนอร์ เพราะไปกล่าวหาอับเนอร์ว่าหลับในหน้าที่ก็คงไม่ถูกนัก ถ้าพระเจ้าเป็นผู้กระทำ แน่นอนอับเนอร์ก็ต้องหลับไปด้วย เช่นนั้นแล้วดาวิดมีอะไรเป็นพิเศษกับอับเนอร์? อับเนอร์มีเรื่องส่วนตัวกับดาวิดหรือ? คำตอบสำหรับคำถามนี้อยู่ในข้อที่ 9 11 ที่ดาวิดถามซาอูลว่าออกมาไล่ฆ่าท่านทำไม พระเจ้าสั่งหรือ หรือว่ามีคนยุแยงอยู่เบื้องหลัง คนที่สามารถพูดให้กษัตริย์ฟังได้ ดาวิดจึงสาปแช่งใครก็ตามที่ยุแยงกษัตริย์ให้เห็นผิดเป็นชอบ กล่าวหาว่าดาวิดเป็นศัตรูต่อราชบัลลังก์ ซึ่งเป็นคำพูดเดียวกับที่ดาวิดเคยพูดไว้ในบทที่ 24 :

8 ภายหลังดาวิดก็ลุกขึ้นด้วย และออกไปจากถ้ำร้องทูลซาอูลว่า “ข้าแต่ พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท” และเมื่อซาอูลทรงเหลียวดู ดาวิดก็ก้ม ลงถึงดินกราบไหว้ 9 และดาวิดทูลซาอูลว่า “ไฉนพระองค์ทรงฟังถ้อยคำ ของคนที่กล่าวว่า ‘ดูเถิด ดาวิดแสวงที่จะทำร้ายพระองค์’ 10 นี่แน่ะ วันนี้พระเนตรของฝ่าพระบาทประจักษ์แล้วว่า พระเจ้าทรงมอบฝ่าพระบาท ในวันนี้ไว้ในมือของข้าพระบาทที่ในถ้ำ และบางคนได้ขอให้ข้าพระบาท ประหารฝ่าพระบาทเสีย แต่ข้าพระบาทก็ได้ไว้พระชนม์ของฝ่าพระบาท ข้า พระบาทพูดว่า ‘ข้าพเจ้าจะไม่ยื่นมือออกทำร้ายเจ้านายของข้าพเจ้า เพราะ ระองค์เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้” (1ซามูเอล 24:8-10)

เมื่อนำเอาข้อมูลเหล่านี้มารวมกัน จะเห็นว่าอับเนอร์บกพร่องในหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กษัตริย์ จึงสมควรตาย ความผิดครั้งนี้พระเจ้าเป็นผู้กระทำให้เกิดขึ้น (โดยทำให้ทุกคนหลับสนิท) ทำให้ซาอูลไม่มีทางสู้กับอาบีชัยผู้ต้องการฆ่าท่านแต่ถูกดาวิดกันไว้ก่อน ดาวิดดูจะเป็นผู้ปกป้องชีวิตของซาอูล มีประสิทธิภาพมากกว่าอับเนอร์ ดาวิดสาปแช่งคนที่ปลุกปั่นให้ซาอูลมาทำร้ายท่าน คุณว่าใครสมควรตกเป็นผู้ต้องหาในกรณีนี้? อับเนอร์หรือ?

ดาวิดกล่าวว่ามีบางคนใส่ความคิดชั่วร้ายเรื่องท่านลงไปในสมองของซาอูล กล่าวหาว่าท่านทรยศ กบฎต่อราชบัลลังก์ กรณีนี้ใครเป็นฝ่ายเสียหายที่สุด? ถ้าดาวิดเป็นนักรบที่กล้าหาญ เป็นผู้นำที่เก่งกาจของอิสราเอล ใครสมควรจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในกองทัพของซาอูล? ใครมีความสนิทสนมใกล้ชิดและเข้าถึงกษัตริย์ได้มากที่สุด ถ้าไม่ใช่อับเนอร์? อับเนอร์เป็นแม่ทัพและยังเป็นญาติสนิทด้วย ในเมื่ออับเนอร์มีแต่ได้เมื่อซาอูลขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่ถ้าซาอูลถูกถอดล่ะ ใครจะเป็นฝ่ายสูญเสีย? อับเนอร์รู้ดีว่าซามูเอลเจิมตั้งดาวิดให้ขึ้นมาแทนที่ซาอูล ถ้าซาอูลตาย อับเนอร์น่าจะเป็นคนแรกที่ต่อต้านไม่ยอมให้ดาวิดขึ้นครองแทน จึงไม่น่าประหลาดใจถ้าอับเนอร์จะเป่าหูซาอูลทุกวัน เพื่อทำให้ดาวิดกลายเป็นคนชั่วในสายตาของซาอูล และสมควรต้องฆ่าให้ตาย ที่แน่ๆ อับเนอร์ไม่ใช่ เพื่อนของดาวิด และไม่ใช่เพื่อนที่ดีนักของญาติสนิทเช่นซาอูล

เราคงสงสัยว่าทำไมไม่มีการพูดถึงอับเนอร์ตั้งแต่ 1ซามูเอล 26 ถึง 2 ซามูเอล 2 เพราะเขาเป็นถึงแม่ทัพอิสราเอล อับเนอร์อยู่ที่ไหนตอนที่อิสราเอลรบกับพวกฟิลิสเตียในบทอื่นๆ ? อับเนอร์อยู่ไหนเมื่ออิสราเอลพ่ายแพ้ยับเยิน ต่างหนีกระจัดกระจายไป (31:7)? อับเนอร์คนที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กับซาอูลอยู่ที่ไหนเมื่อบุตรทั้งสิ้นของซาอูลถูกฆ่า และคนถือเครื่องอาวุธฆ่าตัวตาย? หลายคนสงสัยว่าอับเนอร์หายไปไหนในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้? (ดูเหมือนอับเนอร์จะถือคติประจำใจที่ว่า: “รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดดี” พอฝุ่นเริ่มจาง อับเนอร์ก็ยังสุขสบายดี รวมทั้งอิชโบเชทบุตรคนหนึ่งของซาอูลด้วย บทเรียนตอนนี้เริ่มหลังจากพิธีไว้อาลัยให้ซาอูลและโยนาธานจบลง เรามาเริ่มกันที่โยอาบก่อน แล้วค่อยมาดูข้อพิพาทระหว่างโยอาบและอับเนอร์

โยอาบ

มีการกล่าวถึงโยอาบเป็นครั้งแรกใน 1ซามูเอล 26:6 ซึ่งเป็นตอนที่เกี่ยวกับพี่ชายของโยอาบที่ชื่อ อาบีชัย เป็นอาบีชัยคนเดียวกับที่บุกเข้าไปในค่ายของซาอูลพร้อมกับดาวิด (ตอนที่อับเนอร์และทุกคนในค่ายนอนหลับสนิท) อาบีชัยอาสาไปเสี่ยงตายกับดาวิดในงานครั้งนี้ – คนเพียงสองคนฝ่าเข้าไปในกองทหารฝีมือดีของซาอูลถึง 3,000 คน (26:2) อาบีชัยต้องการฆ่าซาอูลให้ตายด้วการแทง เพียงทีเดียว (26:8) ทุกอย่างบ่งว่าเขาฆ่าซาอูลแน่ถ้าดาวิดไม่ห้ามไว้ และอาจรวมอับเนอร์เข้าไปด้วยถ้าทำได้ อาบีชัยผู้เป็นน้อง (ใน 1 พงศาวดาร 2:16 เรียงว่าเป็นพี่) และถูกกล่าวถึงในฐานะว่าเป็น “น้องชายของโยอาบ” (1 ซามูเอล 26:6) ประเด็นสำคัญก็คือไม่ว่าจะเป็นพี่หรือเป็นน้องก็ตาม โยอาบดูจะเป็นที่รู้จักมากกว่า 12

โยอาบยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักจนกระทั่งเข้าสู่บทที่เรากำลังจะเรียนนี้ (2 ซามูเอล 2:13) ซึ่งไม่ได้พูดถึงว่าดาวิดรู้จักโยอาบครั้งแรกเมื่อไร ดาวิดและโยอาบเกี่ยวดองกัน แม่ของโยอาบ นางเศรุยาห์ เป็นพี่สาวของดาวิด เช่นเดียวกับนางอาบีกายิลผู้เป็นแม่ของอามาสา (1 พงศาวดาร 2:12-17) อามาสาจะแจ้งเกิดในตอนท้ายๆของเรื่อง (2 ซามูเอล 19-20) เรารู้ว่าศพของอาสาเฮลถูกฝังไว้ที่ อุโมงค์เดียวกับของบิดาที่ในเบธเลเฮม (2 ซามูเอล 2:32) อาบีชัย โยอาบ และอาสาเฮลมาอยู่กับ ดาวิดตั้งแต่ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอดุลลัม

1 ดาวิดก็จากที่นั่นหนีไปอยู่ที่ถ้ำอดุลลัม เมื่อพี่ชายของท่านและพงศ์พันธุ์ บิดาของท่านทั้งสิ้นได้ยินเรื่องเขาก็ลงไปหาท่านที่นั่น 2 นอกนั้นทุกคนที่มี ความทุกข์ยาก และทุกคนที่มีหนี้สิน และทุกคนที่ไม่มีความพอใจก็พากันมาหาท่าน และท่านก็เป็นหัวหน้าของเขาทั้งหลาย มีคนมามั่วสุมอยู่กับท่านประมาณสี่ร้อยคน  (1 ซามูเอล 22:1-2)

เป็นที่เข้าใจได้ทันทีถึงความรู้สึกที่ซาอูลมีต่อดาวิด (และใครก็ตามที่ให้การสนับสนุนดาวิด – ดู 22:6-19) ใครๆก็รู้ว่าอาบีชัย โยอาบ และอาสาเฮลหนีไปจากเบธเลเฮมพร้อมด้วยครอบครัวทั้งสิ้นของดาวิด เพราะรู้ดีว่า (หรืออย่างน้อยกลัวว่า) ซาอูลอาจพาลหาเรื่องเอาได้ นอกจากครอบครัวเหล่านี้แล้ว ยังมีคนอื่นๆอีกที่ตามไปด้วยเพราะไม่ชอบหน้าซาอูล หลายคนในพวกนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งใน ทีมนักรบของดาวิด อาบีชัย และโยอาบกลายเป็นกำลังสำคัญในฐานะผู้นำของทีมเพราะความกล้า และความสามารถเฉพาะตัว

ตอนเริ่มแรก ดาวิดเป็นผู้บัญชากองกำลังเล็กๆนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านหนีมาจากซาอูลจนกระทั่งจากศิกลากไปอยู่ที่เฮโบรน (ดู 1ซามูเอล 30:8, 10, 17-25) โยอาบเคยเป็นผู้บัญชาการให้ดาวิดก่อนที่ท่านจะขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล แต่พอหลังจากที่ดาวิดขึ้นครองเป็นกษัตริย์ทั้งอิสราเอลและยูดาห์แล้ว โยอาบจึงได้กลายเป็นแม่ทัพของอิสราเอล ที่โยอาบได้เลื่อนขึ้นขั้นสูงสุดนี้เป็นเพราะไปต่อสู้กับ ชาวเยบุส (เยรูซาเล็ม) และโจมตีมาได้ (1 พงศาวดาร 11:6)13

เราจะข้ามเหตุการณ์ใน 2 ซามูเอล 2 และ 3 ไปชั่วขณะ เพื่อจะมาดูเรื่องราวบางตอนในชีวิตของโยอาบ โดยรวมแล้ว เราสามารถพูดได้ว่าโยอาบเป็นผู้นำทางทหารที่เก่งกล้าสามารถ เห็นได้จากการสงครามที่ทำกับพวกอัมโมน ซีเรีย และอีกหลายๆประเทศตามที่บันทึกอยู่ใน 2 ซามูเอล 10 (โดยเฉพาะข้อ 9-14) นอกจากจะเป็นผู้นำทางทหารที่เยี่ยมยอดแล้ว โยอาบยังเป็นคนที่มีคุณสมบัติเด่นมากมาย ตอนที่โยอาบไปยึดเมืองรับบาห์ ราชธานีของอัมโมนไว้ได้ แทนที่จะเอาความดีความชอบใส่ตัว ท่านกลับไปเชิญดาวิดให้มารับเกียรตินี้แทน (2 ซามูเอล 12:26-31) เมื่อดาวิดทำผิดด้วยการให้ท่านไปนับกำลังพลอิสราเอล โยอาบคัดค้านเต็มที่ แต่ก็ไม่สำเร็จ (2ซามูเอล 24:2-4)

โยอาบดูเป็นคนมีความคิดสุขุมรอบคอบ เห็นได้จากวิธีที่ท่านจัดการกับปัญหาระหว่างดาวิดและอับซาโลม โยอาบเป็นคนกลางระหว่างดาวิดและอับซาโลมบุตรที่ถูกเนรเทศ โยอาบตระหนักดีว่าดาวิดอยากคืนดีกับลูก (13:39) จึงจัดให้นำหญิงฉลาดจากเทโคอามาทูลเรื่องร้องราวกับดาวิด (14:2) เมื่อดาวิดตัดสินคดีให้หญิงคนนั้นจึงร้องขอให้ดาวิดทำอย่างเดียวกันกับอับซาโลมบุตรของ ตนเอง ดาวิดเข้าใจในทันทีและรู้ดีว่าโยอาบต้องเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแน่นอน (14:19) แผนการของ โยอาบไม่ใช่ทำเพื่อตนเอง แต่ด้วยความตั้งใจให้ดาวิดและบุตรได้คืนดีกัน โยอาบต้องการให้ ดาวิดจัดการกับบุตรของตนเองเช่นเดียวกับที่จัดการกับคนอื่นๆ โยอาบรู้สึกพอใจและยินดีมากที่ดาวิดยอมทำตาม (14:22) แต่หลังจากที่อับซาโลมกบฎต่อบิดาและพยายามแย่งชิงบัลลังก์ โยอาบกลับ จัดการกับอับซาโลมอย่างรุนแรง ดาวิดกลับเป็นฝ่ายที่ใจอ่อนและไม่เด็ดขาด ท่านสั่งห้ามไม่ให้ทหารทำการใดๆรุนแรงกับอับซาโลม ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาด เมื่อสบโอกาสโยอาบจึงเป็นผู้ฆ่าอับซาโลมด้วยตัวเองโดยมีลูกน้องช่วยเหลือ (2ซามูเอล 18:14-15) เมื่อดาวิดแสดงปฏิกิริยาที่ไม่เหมาะสมต่อการตายของอับซาโลม โยอาบตำหนิท่านอย่างรุนแรง (19:5) และดาวิดก็ยอมทำตามคำแนะนำของโยอาบ (19:8)

นอกจากสิ่งดีที่โยอาบทำ เราอาจกล่าวได้ว่าท่านน่าจะเป็นคนหัวรุนแรงและบางครั้งทำในสิ่งที่โง่เขลาและสมควรถูกตำหนิ เมื่อดาวิดทำผิดศีลธรรมกับนางบัทเชบาและพยายามหาทางกำจัดอุรียาห์ผู้เป็นสามีชาวฮิตไทท์ โยอาบสมรู้ร่วมคิดอยู่ด้วย (ดู 2 ซามูเอล 11:6) ไม่ได้คัดค้านความต้องการของดาวิด ยอมทำตามคำสั่ง 14 แต่เมื่ออับซาโลมเข้ามายึดอำนาจปกครองของดาวิดไปชั่วคราว เขาตั้งอามาสา 15 ให้มาแทนที่โยอาบ เมื่ออับซาโลมถูกกำจัดออกไป และดาวิดได้กลับมาปกครอง ท่านกลับเลือกอามาสาให้เป็นแม่ทัพแทนที่โยอาบ (2 ซามูเอล 19:13) เละเมื่อเชบาคนเบนยามิน (เช่นเดียวกับ ซาอูล อิชโบเชท และอับเนอร์) ก่อกบฎต่อดาวิด อามาสาถูกสั่งให้ไประดมพลยูดาห์ และเมื่ออามาสากลับมาไม่ทันตามเวลา ดาวิดจึงสั่งให้อาบีชัย (พี่ชายของโยอาบ) ไปตามล่าเชบา (2 ซามูเอล 20:4-7) 16 อาบีชัยทำตามพร้อมด้วยโยอาบและลูกน้องที่ไปช่วย เมื่อโยอาบพบกับอามาสาระหว่างทาง เขาก็ฆ่าอามาสาเช่นเดียวกับที่ฆ่าอับเนอร์ (2 ซามูเอล 20:8-10) ทั้งโยอาบและอาบีชัยจึงติดตามเชบาไปต่อ (20:10) และเมื่อศีรษะของเชบาถูกโยนข้ามกำแพงมา โยอาบจึงเลิกการติดตาม ท่านกลับไปและได้รับตำแหน่งเดิม เป็นแม่ทัพของอิสราเอล (20:23)

เมื่อดาวิดเริ่มชรา ไม่สามารถปกครองได้เหมือนเดิม ท่านยังไม่ได้แต่งตั้งซาโลมอนขึ้นมาแทน อาโดนิยาห์ถือโอกาสที่ดาวิดเชื่องช้าคิดไม่ซื่อกับโซโลมอน ตั้งตัวขึ้นเป็นกษัตริย์แทน (1 พกษ. 1:5) อาโดนียาห์เป็นคนหน้าตาดี เกิดหลังจากที่อับซาโลมตายไปแล้ว (1:6) ดูดาวิดจะตามใจจน “เคยตัว” (1:6)  โยอาบและอาบีอาธาร์ปุโรหิตเข้าร่วมเป็นพวกกับอาโดนียาห์ ในที่สุดนางบัทเชบาและนาธันผู้เผยพระวจนะชักจูงดาวิดได้สำเร็จให้แต่งตั้งโซโลมอนขึ้นมาสืบต่อราชบัลลังก์ เมื่อโซโลมอนขึ้นครอง ท่านปล่อยให้อาโดนียาห์มีชีวิตอยู่ (ชั่วขณะ) แต่แล้วก็ถูกประหารเมื่อก่อกบฎหมายจะแย่งชิงบัลลังก์อีกครั้งจากโซโลมอน (ด้วยการทูลขอนางอาบีชาก สนมของดาวิดมาเป็นชายา) โยอาบเองก็ถูกประหารด้วย ไม่เพียงแต่ข้อหาสมรู้ร่วมคิดก่อกบฎต่อโซโลมอนเท่านั้น แต่เพราะเป็นผู้ฆ่าอับเนอร์และอามาสาด้วย (ดู 1พกษ. 2:5-6, 28-35)

“สามหนุ่มสามมุม… และอับเนอร์” (2-3)

บทเรียนตอนนี้เป็นการอรรถาธิบายเพิ่มเติมสำหรับสองบทแรก ยังมีคำเทศนาอีกตอนที่จะรวบรวมรายละเอียดปลีกย่อยนี้ไว้ด้วยกัน ความตั้งใจของผมคือมุ่งเป้าไปที่เหตุการณ์การเผชิญหน้ากันระหว่างโยอาบและอับเนอร์ ผมพยายามจดจ่อกับเหตุการณ์ที่นำไปสู่สงคราม ระหว่างประชากรของเผ่ายูดาห์และประชากรของอิสราเอล และผลที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งกันในครั้งนี้

ดาวิดแสวงหาการทรงนำจากพระเจ้าที่จะนำท่านไปยังเมืองเฮโบรน เมื่อดาวิด ภรรยา และผู้ติดตามและครอบครัวไปถึงเฮโบรนแล้ว ประชาชนชาวยูดาห์เจิมตั้งท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ของของยูดาห์ (2:1-4ก) ดาวิดรู้สึกพอใจและขอบคุณชาวยาเบชกิเลอาดเรื่องที่จัดการกับศพของซาอูล (2:4ข-7) ทำให้ประชาชนอิสราเอลเองก็อยากให้ดาวิดขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์อิสราเอลด้วย แต่จากคำพูดของอับเนอร์ใน 3:17-19 แสดงให้เห็นว่าคนอิสราเอลไม่เพียงแต่รู้ว่าดาวิดได้รับการเจิมให้ขึ้นมาแทนที่ซาอูลเท่านั้น ยังต้องการให้เป็นจริงตามนั้นด้วย ตัวปัญหาคืออับเนอร์ ลูกพี่ลูกน้องของซาอูล อับเนอร์ต่อต้านไม่ยอมให้ดาวิดขึ้นครองแทนซาอูล จึงสร้างเหตุการณ์ต่างๆให้เกิดขึ้นเพื่ออิชโบเชท บุตรที่รอดตายของซาอูลจะได้ขึ้นครองเหนืออิสราเอล เรื่องนี้ถึงกับทำให้การขึ้นครองราชย์เหนืออิสราเอลของดาวิดล่าช้าไปหลายปี (2:8-11)

แก๊งต่างๆที่ซ่องสุมกันมักเป็นตัวปัญหาให้กับเมืองใหญ่หลายๆเมืองในทุกวันนี้ แก๊งพวกนี้สร้างความรู้สึกเป็นเอกลักษณ์และเป็นศูนย์รวมใจให้สมาชิก เป็นสมาคมที่หลอกลวงและบิดเบือนความจริง สร้างภาพลวงตาเพื่อหาผลประโยชน์บางอย่างออกไปตีรันฟันแทงเพื่อสร้างความเด่นและรักษาเกียรติภูมิของแก๊งเอาไว้ และเมื่อเกิดขึ้น ความคิดแรกของเราจะพุ่งเป้าไปที่แก๊งพวกนี้ ว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่แน่ เมื่อสมัครพรรคพวกคนใดคนหนึ่งของแก๊งบาดเจ็บหรือถูกฆ่าตายโดยแก๊งอื่น จะมีการยกพวกไปตะลุมบอนกันให้เสียเลือดเสียเนื้อเพิ่มขึ้นไปอีก บางแก๊งพยายามเพิ่มยอดฆ่าคนของแก๊งอื่นเพื่อรักษา “สถานะ” ของแก๊งตัวเองเอาไว้ (“แก๊งเราเจ๋ง เรา จะไปฆ่าใคร ที่ใหน เมื่อไรก็ได้ทันทีที่ต้องการ!”) สำหรับเราเรื่องพวกนี้ไร้สาระสิ้นดี แต่สำหรับสมาชิกในแก๊งแล้ว ทุกอย่างสมเหตุผล แม้จะไม่ถูกต้องก็ตาม

เราชอบคิดว่าเรื่องแก๊งกวนเมืองพวกนี้เป็นผลผลิตชั้นเลวของศตวรรษที่ยี่สิบ แต่เมื่ออ่านเรื่อง “การประลองฝีมือ” ระหว่างพวกของอิชโบเชท 12 คน และข้าราชการของดาวิด 12 คน เรากลับคิดว่าเป็นเรื่องขัดแย้งกันของคนสมัยก่อน ไม่เกี่ยวกับเราที่ตรงไหน ผมขอบอกว่ามีข้อแตกต่างระหว่างแก๊งสมัยนี้กับ “การประลองฝีมือ” ในสมัย 2 ซามูเอล 2:12-17 เพียงนิดเดียว ข้อพิพาทระหว่างเผ่าและข้อพิพาทระหว่างแก๊งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันแน่นอน

เมื่อเรานำเรื่องการประลองยุทธนี้มาปรับเป็นมุมมองสมัยใหม่ แก๊งทั้งสองคือแก๊งของพวกเบนจี้ และแก๊งของพวกจูดส์ ผู้นำฝ่ายหนึ่งคืออับเนอร์ (เผ่าเบนยามิน/คนอิสราเอล) และโยอาบ (เผ่ายูดาห์) มีข่าวแพร่ออกไปว่าจะมีการปะทะกันระหว่างสองแก๊งคู่ปรับนี้ มีการนัดแนะเวลาและสถานที่ แก๊งเบนจี้นั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนแก๊งจูดส์นั่งฝั่งตรงข้ามหันหน้าเข้าหากัน อับเนอร์และโยอาบเริ่มเบ่งกล้ามยั่วให้ฝ่ายตรงข้ามคร้ามเกรง ในที่สุดทั้งสองฝ่ายตกลงให้มีการประลองกำลังกันเพื่อดูว่าฝ่ายใดแน่กว่ากัน มีการเลือกตัวแทน 12 คนจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไหนชนะถือว่าเก่งที่สุด ปัญหาคือตัวแทนของทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจจะฆ่าคู่ต่อสู้ให้ตาย ดังนั้นเมื่อการประลองเริ่มขึ้น ต่างฝ่ายต่างดึงผมฝ่ายตรงข้าม แล้วเอามีดปักเข้าไปที่อกทั้ง 24 คนตายหมด ซึ่งแน่นอนทำให้เกิดการต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายของทั้งสองฝ่าย มีคนตายลงอีกมากมาย

การประลองกันครั้งนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรขึ้น นอกจากทำให้สถานการณ์ระหว่างเผ่ายูดาห์และเผ่าอื่นๆในอิสราเอลซึ่งตึงเครียดอยู่ ทรุดหนักลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ่าเบนยามิน (เผ่าของอับเนอร์ ซาอูล และอิชโบเชท) โยอาบไม่รีรอที่จะรับคำท้า ขณะที่อับเนอร์เป็นผู้ริเริ่มก่อเหตุอันเลวร้ายในครั้งนี้ (เขามีจุดประสงค์ใดกัน?) ฝ่ายใดก็ตามเป็นผู้ชนะมีแต่จะทำให้อีกฝ่ายหาทางเอาคืน ผลการประลองกำลังครั้งนี้เป็นชัยชนะเพียงชั่วครู่ของฝ่ายข้าราชการของดาวิด และบทเริ่มต้นในการสูญเสียของฝ่ายอิชโบเชท ฝ่ายหลังสามารถรวมตัวกันได้ จนกลายเป็นสงครามระหว่างสองฝ่าย (ดู 2:25; 3:1, 6)

การประลองกำลังกันครั้งนี้สร้างผลกระทบต่อเนื่องส่วนตัวให้กับโยอาบ ตอนแรกคนของโยอาบดูเหมือนจะเป็นต่อเหนือพวกของอับเนอร์และอิชโบเชท อับเนอร์และพรรคพวกต้องถอยหนี มีอาสาเฮลติดตามไปอย่างกระชั้นชิด อาสาเฮลเป็นน้องคนสุดท้องในสามคนนี้ และตั้งใจจะเอาชนะอับเนอร์ อาสาเฮลวิ่งตามอับเนอร์ไปติดๆ อับเนอร์ก็ทราบดี นี่เป็นโอกาสที่อาสาเฮลจะพิสูจน์ความเป็นชายของตนเองหรือ? เป็นนักรบผู้กล้าหาญเหมือนพี่ชายทั้งสองหรือ? อาจเป็นได้ แต่อับเนอร์รู้ดี ไม่ว่าเขาหรืออาสาเฮลต้องตายแน่ๆ เขาพยายามบอกให้อาสาเฮลกลับไป หรือไม่ก็ไปสู้กับทหารอิสราเอลคนอื่นแทน เขารู้ดีว่าหนทางเดียวที่จะหยุดอาสาเฮลได้คือต้องฆ่าเสีย ซึ่งไม่ได้ยากเย็นอะไร เขาไม่อยากทำเพราะกลัวว่าไม่อาจมองหน้าโยอาบ ผู้เป็นพี่ชายของอาสาเฮลได้อีก (ยังไม่นับอาบีชัย) เมื่ออาสาเฮลไม่ลดละการติดตาม อับเนอร์จึงใช้โคนหอกไม่ใช่ปลายหอก แทงอาสาเฮลจนตาย อับเนอร์คงต้องมีกำลังมหาศาลจึงทำเช่นนี้ได้ เหมือนเขาหมดความอดทนกับอาสาเฮลอีกต่อไป

โยอาบและอาบีชัยพี่ชายคงไม่ปล่อยให้น้องเล็กตายเปล่าๆ ต้องตอบโต้อย่างสาสม — ฆ่าอับเนอร์คนที่ฆ่าอาสาเฮลเสีย ถ้าพวกเขาฆ่าอับเนอร์ในระหว่างสงครามก็ไม่ถือว่าเป็นการฆาตกรรม แต่เป็นการปกป้องประเทศชาติ (ดู 3:28-34; 1 พกษ. 2:30-33) ปัญหาคือขณะที่ฝ่ายยูดาห์ ข้าราชการของดาวิดมีชัยชนะก่อน อับเนอร์และคนของเขามีโอกาสหนีไปหาที่ตั้งเพื่อป้องกันตนเองได้บนยอดเขา (2 ซามูเอล 2:25) เมื่ออับเนอร์ร้องบอกให้พักรบ โยอาบตกลงเพราะคิดว่ายังไงวันนี้ก็คงตามไม่สำเร็จ (2:26-28)

สงครามระหว่างยูดาห์และอิสราเอลยังดำเนินต่อไป (3:1) ถ้าโยอาบและอาบีชัยมีโอกาสจัดการกับอับเนอร์ได้อย่างถูกกฎหมาย พวกเขาไม่รีรอแน่ แต่ที่โยอาบไม่ทันคิดคือ วิธีฆ่าอับเนอร์ให้ถูกกฎหมายนั้นใกล้จะหมดลง อับเนอร์สร้างความสำคัญให้ตนเองโดยใช้ประโยชน์จากสงครามระหว่างอิสราเอลและยูดาห์ (3:6) ใครๆก็มองออกว่าแม่ทัพอิสราเอลกำลังทำอะไร หลายครั้งในประวัติศาสตร์เราเห็นว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือยุติได้ขึ้นอยู่กับใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ มีสองสิ่งเกิดขึ้นในบทที่ 3 ที่ทำให้อับเนอร์นอกจากจะเปลี่ยนใจแล้วยังแปรพักตร์ด้วย

เริ่มแรกเมื่ออิทธิพลของอับเนอร์ในอิสราเอลเพิ่มขึ้น พงศ์พันธุ์ของซาอูลกลับเสื่อมถอยลง และพงศ์พันธ์ของดาวิดกลับจำเริญขึ้น และอับเนอร์จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ แต่โอกาสทองนี้กำลังจะหมดไป ประการที่สอง อับเนอร์เริ่มกล้าเกินเหตุ นำนางริสปาห์สนมของซาอูลมาเป็นของตน ไม่ใช่เพราะรักหรือหลงไหล หรือจริงใจจะแต่งงานด้วย แต่เป็นการแสดงให้รู้ทั่วกันว่าอับเนอร์มีสิทธิจะขึ้นครองแทนซาอูล (ดู 2 ซามูเอล 16:20-23; 1 พกษ. 2:19-25) อับเนอร์แต่งตั้งอิชโบเชทขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วยตนเอง แต่แล้วดูเหมือนตั้งใจจะเขี่ยให้พ้นทางและขึ้นแทนที่ อิชโบเชทเริ่มไม่พอใจการกระทำของอับเนอร์และขอคำอธิบาย อับเนอร์โกรธจัด อิชโบเชทซึ่งเป็นหัวโขนของอับเนอร์กล้าดีอย่างไรถึงถามเช่นนี้ อับเนอร์เตือนอิชโบเชทว่าเขาเองที่เป็นคนแต่งตั้งอิชโบเชทให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ และปกป้องให้พ้นจากเงื้อมมือของดาวิด แล้วอิชโบเชทกล้าดีอย่างไรถึงมาถามเรื่องของเขา? อิชโบเชทเงียบ ไม่กล้าต่อปากต่อคำ รู้ดีว่าญาติผู้ใหญ่คนนี้น่ากลัวเพียงใด ไม่ว่าจะมองในแง่ใด อับเนอร์กำลังควบคุมประเทศอิสราเอลอยู่

เรื่องจริงที่ดูเหมือนคลุมเครือไม่พูดกัน ตอนนี้แจ่มแจ้งแล้ว อับเนอร์ต่างหากที่ถือไพ่เหนือกว่า ไม่ใช่อิชโบเชท อับเนอร์เพียงแต่รอให้อิชโบทเชทยอมสละบัลลังก์เท่านั้น เขาจะได้ไปต่อรองกับดาวิดเพื่อจะได้เพิ่มผลประโยชน์ให้มากขึ้น ตอนนี้อับเนอร์กำลังจะแปรพักตร์ เขารู้ดีว่าถ้าพระเจ้ามีน้ำพระทัยให้ดาวิดขึ้นครองอิสราเอลก็คงหนีไม่พ้น แต่เขาต่างหากที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่เตรียมทางให้กษัตริย์  เขาทำได้แน่ อับเนอร์จึงมีข้อเสนอไปยื่นให้ดาวิด เสนอให้ขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล แต่มีข้อแม้ว่าถ้าดาวิดยอมรับข้อเสนอ (3:13) อับเนอร์ก็จะไปเจรจากับทั้งสองฝ่ายเพื่อทำพันธสัญญา ดูเหมือนดาวิดกำลังจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองทั้งอิสราเอลในที่สุด

พอรู้ข้อเสนอที่อับเนอร์มีให้ดาวิด ผมต้องแอบยิ้มเพราะทำให้นึกถึงเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นกับผม สองสามเดือนก่อนผมพยายามซ่อมที่เก็บเสียงให้กับรถของลูกสาว และตัดสินใจว่าวิธีที่ดีที่สุดคือเชื่อมมันเข้ากับท่อไอเสีย ปัญหาก็คือไม่มีโลหะที่จะเชื่อมได้พอดี ผมรู้จักกับร้านแถวบ้านที่จะยอมขายโลหะในจำนวนน้อยให้ผมได้ บังเอิญวันนั้นร้านปิด ขากลับบ้านผมขับผ่านร้านขายเครื่องเก็บเสียงที่ยังเปิดอยู่ นอกจากรับซ่อมเครื่องเก็บเสียงแล้ว ร้านนี้ยังรับซ่อมช่วงล่างด้วย ผมไปยืนคอยในร้านที่มีหลายคนรออยู่ก่อนหน้า แต่ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ จึงเดินเลยไปด้านหน้าร้าน เด็กหนุ่มคนหนึ่งบอกผมว่า “ตรงนี้เป็นที่รับซ่อมช่วงล่างครับ คุณต้องเดินอ้อมไปอีกฟากเพื่อไปแผนกเครื่องเก็บเสียง” ผมก็เดินไป แต่ไม่เห็นใครอยู่ดี ในที่สุดก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลัง แต่งตัวเหมือนคนทำงานที่นั่น ผมเดินไปหา บอกเขาว่าอยากจะได้โลหะสักหน่อยไปเชื่อมกับท่อไอเสียรถยนต์ที่บ้าน เขาก้มลงไปใต้ท้องรถ หยิบชิ้นโลหะชิ้นเล็กๆที่ตกบนพื้นส่งให้ “นี่ละเปล่าที่คุณต้องการ?” เขาถาม “ใช่เลย” ผมตอบ “ราคาเท่าไหร่ครับ?” “ผมไม่รู้” เขาบอก “คุณเอาไปเถอะ ผมไม่ได้ทำงานที่นี่หรอก”

ในที่สุดก็ต้องไปจบลงที่สำนักงานของร้าน ซึ่งผมต่อรองได้เหลือแค่ 1 เหรียญ อย่างน้อยผมก็เดินออกจากร้านได้โดยไม่รู้สึกผิด ประเด็นของเรื่องคือ ชายคนนี้เอาของที่ไม่ใช่ของตัวเองแต่แรกมาให้ผม พระธรรมตอนนี้อับเนอร์เอาอาณาจักรอิสราเอลมา “มอบ” ให้กับอิชโบเขท บุตรผู้รอดตายของซาอูล อาณาจักรอิสราเอลไม่ได้เป็นของอับเนอร์ที่จะเที่ยวเอาไปมอบให้ใครต่อใคร ดาวิดต่างหากที่ต้องเป็นกษัตริย์ ไม่ใช่อิชโบเชท ที่ร้ายกว่านั้น เมื่ออับเนอร์กับอิชโบเชทเริ่มแตกคอ อับเนอร์นำอาณาจักรไปเสนอ “มอบ”  ให้ดาวิดแทน อีกครั้งแล้วที่เขาเอาของที่ไม่ใช่ของตัวเองไปเที่ยวมอบให้คนอื่น เขาทำให้ผมนึกถึงพวกมารที่เสนอ “มอบ” อาณาจักรให้กับพระ เจ้าของเรา (ดูมัทธิว 4:1-11; ลูกา 4:1-12)

ลองนึกดู โยอาบจะโกรธและประหลาดใจขนาดไหนเมื่อกลับจากปล้นสดมภ์ 17 เพื่อจะมารู้ว่าดาวิดได้ให้การต้อนรับอับเนอร์และคณะอย่างอบอุ่น และให้กลับไปโดยสวัสดิภาพ (3:22-23) ขณะที่โยอาบออกไปสู้รบ ดาวิดอยู่บ้านทำสัญญาสงบศึก ผมว่าที่นำคำว่า “สวัสดิภาพ” มาใช้คงมีความหมายซ้อน เพื่อบ่งว่าสงครามสิ้นสุดแล้ว

เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวดีของทั้งโยอาบและพี่ชายอาบีชัย สำหรับพวกเขาสงครามยังไม่สิ้นสุดจนกว่าอับเนอร์จะตาย โยอาบกล่าวตำหนิที่ดาวิดปล่อยอับเนอร์ให้กลับไป เขาแน่ใจว่าจุดประสงค์ของอับเนอร์ไม่น่าไว้ใจ (3:24-25) แต่คำพูดของโยอาบไม่เข้าหูดาวิด เพราะไปค้านกับการตัดสินใจของท่าน โยอาบไม่มีทางเปลี่ยนใจดาวิดได้ ดังนั้นโยอาบจึงลอบสั่งให้คนสนิทไปนำตัวอับเนอร์กลับมาที่เฮโบรน  และเมื่อโยอาบได้ตัวอับเนอร์มา เขาก็ฆ่าทิ้งเสีย (3:27) เนื่องจากในขณะนั้นเป็นเวลาสงบศึก ไม่มีสงคราม การฆ่าอับเนอร์จึงเป็นการฆาตกรรม ทันทีที่รู้เรื่อง ดาวิดรีบปฏิเสธว่าท่านไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ และไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้ (3:28)

เราเรียนรู้อะไรจากอับเนอร์ และโยอาบ?

(1) เราเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับ “คน” จากบทเรียนตอนนี้ ผมเป็นคนประเภท “เห็นขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ” แน่ใจว่าติดนิสัยนี้มาแต่เด็กเพราะชอบดูหนังคาวบอย (ตะวันตก) ในหนังคุณจะดูออกง่ายว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย — พระเอกจะสวมหมวกสีขาว ผู้ร้ายสวมหมวกดำ (อย่างน้อยเท่าที่จำได้) ผมจึงเป็นคนที่มองคนอื่นว่าสวมหมวกสีอะไร – ขาวหรือดำ ไม่ค่อยเห็นคนแบบนี้ในพระคัมภีร์มากนัก ดาวิดมักจะ “สวมหมวกขาว” เป็นส่วนมาก แต่ก็มีหลายครั้งที่ท่าน “สวมหมวกดำ” ซึ่งวีรบุรุษในพระคัมภีร์หลายคนก็เป็นเช่นนั้น

แต่พอมาถึงโยอาบ ทฤษฎี “หมวกขาว หมวกดำ” ใช้ไม่ได้ครับ โยอาบเป็นคนโหด ฆ่าคนไปแล้วสองคนอย่างเลือดเย็น และผมว่ามีเหตุผลสมควรที่พูดได้ว่าฆ่าไปอีกหลายในระหว่างสงคราม ตัวอย่างเช่น อาบีชัยผู้เป็นพี่ฆ่าคนไป 300 คนด้วยมือข้างเดียวในสงคราม (2 ซามูเอล 23:18-19) และเป็นผู้อยากฆ่าซาอูล (1 ซามูเอล 26:6-12) นอกจากฆาตรกรรมเลือดเย็นแล้ว ในพระคัมภีร์พูดถึงคุณสมบัติที่ดีของโยอาบไว้หลายข้อ บทสรุปคือ คนอย่างโยอาบไม่ได้สวมแต่ “หมวกขาว” หรือ “หมวกดำ” อย่างเดียว โยอาบสวมมันทั้งสองใบ แต่ครั้งละนิดครั้งละหน่อย

เมื่อมาทบทวนดู เรื่องนี้เกิดกับตัวเราเองด้วย แต่ความจริงคือมีท่านผู้หนึ่งที่ “สวมแต่หมวกสีขาว” เป็นผู้ปราศจากบาป — องค์พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นผู้เดียวที่ไม่มีบาป และเราต้องขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับเรื่องนี้ เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนที่เนินหัวกระโหลกนั้นให้ผลดีแก่เรามากมาย พระองค์ไม่ได้สิ่นพระชนม์เพราะบาปของพระองค์ แต่เพราะบาปของเรา พระองค์ทรงแบกรับพระอาชญาแทนที่เราบนกางเขน มอบความชอบธรรมของพระองค์ให้เราแทนความอธรรม สิ่งที่เราต้องทำเพื่อความรอดคือ ยอมรับในความผิดบาปของเรา และวางใจในสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำเพื่อเราบนไม้กางเขน

ถ้ามีเพียงบุคคลเดียวที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ “สวมหมวกสีขาว” เราต้องยอมรับว่าบ่อยครั้งพระเจ้าทำแผนการของพระองค์ให้สำเร็จลงโดยใช้คนที่ไม่สมบูรณ์แบบ พระเจ้าไม่มีข้อจำกัดในการใช้มนุษย์เพื่องานของพระองค์ ทรงสามารถใช้ความบาปและการทรยศของเรามาทำให้งานสำเร็จ เหมือนที่ทรงทำกับพวกพี่ๆของโยเซฟ (ปฐมกาล 50:20) หรือแม้กับฟาโรห์เอง (โรม 9:17 -18) หรือใช้คนที่ไม่เชื่อก็ได้ (โรม 9:19-24) เป็นความคิดที่น่าหนุนใจ ไม่มีสิ่งใดที่เราทำ จะทำลายแผนการและพระประสงค์ของพระเจ้าได้ พระองค์สามารถใช้ความดื้อดึง การไม่เชื่อฟังของเรา มาทำให้พระประสงค์สำเร็จลงอย่างง่ายดายพอๆกับการเชื่อฟัง ทรงใช้เราเพื่อพระสิริของพระองค์ หรือแม้เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อำนาจอธิปไตยของพระเจ้าหมายความว่าพระองค์สามารถและทรงทำแผนการ พระประสงค์ และพระสัญญาของพระองค์ให้สำเร็จลงได้โดยใช้คนที่ไม่สมบูรณ์อย่างเราๆ ขอบพระคุณพระองค์

ขอให้เราระวังคำพูด ท่าทีและการกระทำของเราให้ดี อย่าคิดว่าถ้าเราไม่อยู่ในมาตรฐาน หรือไม่เติบโตเต็มที่ฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าจะไม่หรือไม่สามารถใช้เราได้ พระองค์จะทรงใช้เรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่าใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทำบาป หรือใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อย แต่ควรให้สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากรับใช้อย่างสุดกำลัง รู้ดีว่าแม้จะบกพร่อง แต่พระประสงค์และพระสัญญาของพระเจ้านั้นไม่ผิดพลาดแน่นอน

ระวังอย่าหลงไหลได้ปลื้มกับบุคคล ราวกับว่าเขาไม่เคยทำบาป มีชีวิตน่ายกย่อง คนเหล่านี้อาจต้องการให้เรามองเขาเป็นแบบอย่าง เป็นคนศรัทธา มีจิตวิญญาณสูงส่ง และประสบความสำเร็จ ยิ่งผมอยู่นานเท่าไร รู้จักผู้นำคริสเตียนมากเท่าไร ผมยิ่งตระหนักว่าพระ เจ้าทรงใช้ภาชนะที่แตกบิ่น อุปกรณ์ที่ไม่สมประกอบมาทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จลง ผมต้องระวังไม่ไปยึดติดกับบุคคลมากไป ให้ความไว้วางใจและมั่นใจมากเกินไป มนุษย์ยังคงล้มเหลว พระเจ้าเท่านั้นที่ขอให้เราจดจ่ออยู่ที่พระองค์ ไม่ใช่ที่มนุษย์ ถ้าทำเช่นนี้ มนุษย์จะไม่ทำให้เราผิดหวังเมื่อเขาล้มลง ราวกับว่าพระเจ้านั้นล้มลง มีพระเจ้าเท่านั้นที่อยู่เหนือความล้มเหลว

(2) เราเรียนรู้เรื่องการฆาตกรรมจากบทเรียนตอนนี้ กฎหมายในพระคัมภีร์เดิมแยกให้เห็นชัดเจนระหว่างการฆ่ากันในสงคราม ฆ่าโดยไม่เจตนา หรือฆาตกรรม ในพระธรรมตอนนี้อับเนอร์ไม่ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมอาสาเฮล หรืออาสาเฮลจะไม่ถูกกล่าวหาถ้าฆ่าอับเนอร์ได้ โยอาบจะไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรถ้าฆ่าอับเนอร์ตายในสงคราม แต่การฆ่าอับเนอร์ในเวลาสันติ และต่อมาก็ฆ่าอามาสาอีก ชัดเจนว่าเป็นการฆาตกรรม มีการวางแผนล่วงหน้าและเห็นได้ชัดเจน เหมือนที่ดาวิดและคนอิสราเอลเห็นเมื่อโยอาบฆ่าอับเนอร์

ถ้าโยอาบฆ่าอับเนอร์เป็นการฆาตกรรม แม้อับเนอร์เป็นผู้ฆ่าน้องชายก็ตาม แน่นอนเมื่อผู้เป็นแม่ฆ่าลูกในท้องที่ยังไม่ได้เกิดมา (ยกเว้นในบางกรณี) ถ้าเด็กคนนั้นไม่ได้คุกคามชีวิตผู้เป็นแม่ (ยกเว้นถ้าใช่ต้องดูเป็นกรณีๆไป) แต่มาขัดอิสรภาพ นับว่าเป็นความผิด ถ้าพระเจ้าถือเรื่องการฆาตกรรมอับเนอร์เป็นเรื่องร้ายแรง (แม้ฆ่าคนที่ร้ายและเห็นแก่ตัวก็ตาม) พระองค์จะจัดการอย่างรุนแรงขนาดไหนกับคนที่ฆ่าเด็กที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เด็กที่ต้องการการปกป้องจากผู้เป็นแม่ แต่กลับถูกแม่ฆ่าทิ้ง?

หลายปีมาแล้วในระหว่างการปราศรัยก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดี มีคนถาม ยอร์ช บุช ว่าทำแท้งเป็นฆาตกรรมหรือเปล่า ท่านตอบแบ่งรับแบ่งสู้ และไม่ได้ใจความ ผมคิดว่าคำตอบน่าจะเป็น “การทำแท้งคือการฆ่าชีวิตมนุษย์ การฆ่าคนไม่ถือว่าเป็นการฆาตกรรมเสมอไป บางครั้งเป็นอุบัติเหตุ บางครั้งเป็นการป้องกันตนเอง แต่ถ้าทำเพื่อสนองตัณหาตนเองด้วยชีวิตเด็กที่ไร้เดียงสาถือว่าเป็นการฆาตกรรม” ถ้าไม่ยอมรับว่าการฆ่าเด็กที่ยังไม่เกิดเป็นการฆาตกรรม ก็ไม่ต้องปราศรัยต่อหรอกครับ เลิกได้เลย พระคัมภีร์พูดถึงสาเหตุในการฆ่าคนว่าจำกัดอยู่เพียงไม่กี่กรณี และประจานการฆ่าชีวิตผู้อื่นว่าเป็นฆาตกรรม ให้เรามารับความจริงเถอะครับ: เด็กในครรภ์ที่ยังไม่เป็นตัวนับว่ามีชีวิต ชีวิตมนุษย์ การ “ทำลาย” ตัวอ่อนในครรภ์ก็เท่ากับทำลายชีวิตมนุษย์ สมัยนี้ถือเรื่องการทำแท้งว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นฆาตกรรมครับ ดาวิดทำถูกที่ประนามเรื่องการฆ่าอับเนอร์ เราควรถูกประนามมากแค่ไหนถ้าฆ่าเด็กที่บริสุทธิไร้เดียงสาในครรภ์

(3) คนอิสราเอลยุคโบราณที่ได้อ่านพระธรรมซามูเอล และผู้อ่านในสมัยนี้ควรได้บทเรียนเรื่องความแตกแยกจากพระธรรมตอนนี้ คุณว่าพระเจ้าต้องการให้ผู้อ่านพระธรรมเล่มนี้ในตอนแรก 18 เข้าใจเรื่องใด? มีคำสอนอะไรถึงพวกเขา? เราไม่รู้แน่ว่าใครคือผู้ที่พระเจ้าดลใจให้เขียนเล่มนี้ หรือเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อไร เป็นไปได้ว่า 1 และ 2 ซามูเอลเขียนขึ้นหลังจากที่อาณาจักร (อิสราเอลภายใต้ปกครองของซาอูล ดาวิด และ โซโลมอน) สิ้นสุดลง และถูกแบ่งแยกโดยเรโหโบอัมและเยโรโบอัม (ดู 1พกษ 12)

คนอ่านรุ่นแรกๆคงถามตัวเองว่า “เป็นไปได้อย่างไรว่าอยู่ดีๆประเทศเดียวกลับกลายไปเป็นสองประเทศได้? “แม้ทุกคนจะรู้ดีเรื่องการแบ่งแยกอาณาจักรภายใต้ปกครองของเรโหโบอัม แต่ปมปัญหาของเรื่องนี้ย้อนหลังไปไกลกว่านั้น ไปไกลถึงช่วงเวลาของดาวิด ไกลถึงเนื้อหาที่เรากำลังศึกษาอยู่ใน 2ซามูเอลโดยไม่ตั้งใจ อับเนอร์เป็นผู้ปูทางการแบ่งแยกนี้ แต่งตั้งอิชโบเชทขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอลแทนที่ซาอูล ทั้งอับเนอร์และโยอาบช่วยกันปูทางในการแตกแยกในอนาคตด้วยการยกพวกมาประลองกัน และการประลองกำลังนี้กลายเป็นสงครามยืดเยื้อต่อเนื่อง ความแตกแยกของทั้งสองฝ่ายขยายวงเพิ่มขึ้น อาจจะพูดได้ว่าเนื้อหาในตอนนี้อธิบายถึง “รอยร้าว” แรกของอาณาจักรอิสราเอล และรอยร้าวนี้ขยายขึ้นตามกาลเวลา จนกลายเป็นหุบเหวลึก ยากเกินกว่าจะเชื่อมต่อกันได้

การแบ่งแยกเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เพราะมีรอยร้าวมานานแล้ว ฐานของรอยร้าวเพียงแต่คอยเวลา ดังนั้นการทำให้รอยร้าวกลายเป็นหุบเหวลึกจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่รอยร้าวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในตอนแรก? บทเรียนนี้กำลังบอกเรา รอยร้าวเกิดขึ้นเพราะชายสองคนในตำแหน่งผู้นำกองทัพแต่ละฝ่าย อับเนอร์และโยอาบ ทั้งคู่ต่างก็มีสิ่งที่ตนเองมุ่งหวัง และสิ่งที่ทั้งคู่หวังเป็นสิ่งที่ไม่น่าชื่นชม เหมือนผู้ชายสองคนพยายามจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นชาย ทั้งคู่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง จึงเสนอให้มีการประลองกันทันทีที่โอกาสอำนวย ที่จริงมันไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย เพียงแต่จุดชนวนสงคราม ทำให้มีการสูญเสียเลือดเนื้อ มีการฆาตกรรมและทำให้การขึ้นครองอิสราเอลของดาวิดต้องล่าช้าออกไป

ผมอยากพูดว่าการประลองกำลังนี้เป็นผลทำให้เกิดกรณีพิพาท ลามไปจนกลายเป็นการแบ่งแยกดินแดน แบบเดียวกับการทะเลาะวิวาทกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัว ระดับโลก หรือระดับคริสตจักร ก่อนที่จะมาพิจารณาเรื่องนี้กัน ให้มาดูเรื่องราวของคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ในพระคัมภีร์ใหม่ก่อน เราเห็นเรื่องราวแบบเดียวกันกับพระธรรมตอนนี้เกิดขึ้นที่คริสตจักรในเมืองโครินธ์หรือเปล่า? ชาวโครินธ์กำลังติดตามมนุษย์มากกว่าติดตามพระคริสต์ เช่นเดียวกับผู้คนในบทเรียนนี้กำลังติดตามอับเนอร์และโยอาบ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน คุณก็ต้องมีฝ่ายตรงข้าม และมีกรณีพิพาทเข้ามาเกี่ยวข้อง และผู้นำของแต่ละฝ่ายก็ต้องการสร้างอาณาจักรของตนเองโดยใช้แรงงานผู้อื่น ผลก็คือผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรให้เป็นผู้นำจะถูกผู้คนต่อต้านให้ตกไป ผมไม่ อยากพูดเรื่องเปรียบเทียบนี้ให้ลึกเกินไป แต่อยากจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าความจริงว่า “ไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์” (ปัญญาจารย์ 1:9)

สมัยเราก็เช่นกัน มีการแตกแยกในชีวิตสมรสเพราะภรรยาหรือสามีห่วงแต่ศักดิ์ศรีของตนเองมากกว่าจะถ่อมใจยอมให้คู่ครอง “การชิงดีชิงเด่น” เอาชนะกันในชีวิตสมรสเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบ หญิงและชายมาที่คริสตจักรด้วยความตั้งใจแสวงหา สร้างอาณาจักรของตนเอง เพิ่มเติม(สร้างความประทับใจ) ให้กับผู้คนรอบตัว ทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีเลือกฝ่าย และเริ่มก่อสงครามแบบไม่รู้ตัว

ส่วนใหญ่การแตกแยกนี้เริ่มต้นทีละนิด เหมือนการแข่งขันกันในเชิงมิตรภาพ (มีให้การสนับสนุน อย่างที่พวกเราทราบกันดี แม้กระทั่งในคริสตจักร) ผู้คนไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องใหญ่หรือทำให้ใครเดือดร้อน เราบอกตัวเองว่า “เป็นเรื่องสนุกๆไม่มีพิษภัย” ดังนั้นวัยรุ่นสองคน ต่างฝ่ายต่างกำลังคะนองเต็มที่ จอดติดไฟแดง มองกันไปมองกันมา เหยียบคันเร่งส่งเสียงดังเพื่อให้อีกฝ่ายประทับใจ (โดยเฉพาะสาวๆที่นั่งมาด้วย) พอสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ทั้งคู่ก็จะ “ลุยไปเลย” ไม่มีใครคิดถึงอันตราย เพียงแต่อยากเล่นกันสนุกๆ ไม่มีฝ่ายใดยอมอยู่ต่ำกว่าขีดจำกัดความเร็ว ไม่มีใครยอมแพ้เพราะกลัวเสียหน้า ต่างฝ่ายต่างเร่งความเร็วขึ้นไปอีก จนถึงแยกไฟแดงหน้า ตอนนี้ไม่มีใครมาห้ามได้ หรือสามารถหยุดได้ทัน แล้วก็มีคุณแม่ลูกสามขับรถออกมาเมื่อเห็นสัญญาณไฟเขียว … ไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นโศกนาฏกรรม แต่เมื่อเราปล่อยให้ศักดิ์ศรีเข้ามาครอบงำ มีการแข่งขัน ปัญหากำลังรออยู่ข้างหน้าครับ

เราสูญเสียมิตรภาพไปตั้งเท่าไรเพราะเรื่องศักดิ์ศรีและเอาชนะกัน? ชีวิตสมรสกี่คู่ที่ต้องพังทลาย? คริสตจักรกี่แห่งที่ต้องแตกแยก? เราอาจคิดว่าเป็นเรื่องสนุก มีเจตนาดี ไม่เห็นต้องกังวล ความบาปส่วนใหญ่เริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ดูไม่เป็นอันตราย ดูบริสุทธิใจ ศักดิ์ศรีเล็กๆน้อยๆ แข่งกันนิดๆหน่อยๆ อำกันเล่นๆ… . คำอุปมาในพระคัมภีร์พูดถึงเรื่องนี้ว่า:

“จงจับสุนัขจิ้งจอกมาให้เรา คือสุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก ที่ทำลายสวนองุ่น เพราะสวนองุ่นของเรากำลังมีดอกแล้ว” (เพลงซาโลมอน 2:15)

คนที่ล่อลวงเพื่อนบ้านของเขา และกล่าวว่า “ข้าล้อเล่นเท่านั้นเอง” (สุภาษิต 26:19)

“น้ำผึ้งหยดเดียว” เป็นคำอุปมาที่เราชอบพูดกัน เรื่องใหญ่ไม่ได้ทำลายเรา แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ต่างหาก กัดผลไม้เพียงนิดเดียวไม่เห็นน่าเป็นเรื่องใหญ่ จงใจขัดคำสั่งพระเจ้าต่างหากที่เป็นเรื่อง “แข่งกันเล่นๆ” ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน? เรารู้ดีกว่านั้นใช่ไหมครับ?

ผมสังเกตุว่าเราชอบพูดเล่นกันในบางเรื่องที่ไม่สมควร ผมรู้ว่าตลกบางเรื่องไม่ใช่เรื่องสกปรกเสมอไป ตลกบางเรื่องก็มีคำพูดสองแง่สองง่ามที่ทำให้เรา — พอยอมรับได้ — ฟังได้ไม่คิดมาก ผมว่าคนทำงานในสำนักงานชอบเล่าเรื่องตลกกัน พูดเรื่องต้องห้ามที่เรายอมรับได้ บางทีเราก็อำกันเพื่อจะดูปฏิกิริยาโต้ตอบ ถ้าไม่ค่อยดี เราก็มักจะพูดว่า…..”แหมแค่ล้อกันเล่นๆเท่านั้นเอง” แต่ถ้าดีเราก็จะอำกันต่อจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ขอให้เราระวังเรื่อง “เล็กๆน้อยๆ” ที่นำไปสู่ความบาปร้ายแรงนี้ให้ดี

ขอพูดเกี่ยวกับ “เรื่องเล็กๆน้อยๆ” อีกนิดนะครับ บ่อยครั้งที่เรื่องเล็กน้อยก่อให้เกิดการแตกแยกในความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วย ความเป็นห่วงผู้หลงหาย ต้องการเห็นผู้อื่นได้รับความรอดเริ่มจืดจางลง ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สำคัญจนเราไม่รู้ตัวว่ามันกำลังเริ่มต้น การอธิษฐานเริ่มน้อยลงจนแทบไม่หลงเหลือ เวลาที่เรามีให้กับพระเจ้าหดสั้นลงแทบไม่ได้อ่านพระวจนะ เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้แหละคือรอยร้าว อาจไม่รู้ตัวจนผ่านไปหลายเดือน หรือเป็นปี แต่เมื่อเผชิญปัญหารอยร้าวจะขยายวงกว้างขึ้น กลายเป็นการแตกแยก ขอให้เราทั้งหลายระวังรอยร้าวให้ดี รอยร้าวที่เกิดขึ้นเพราะความไม่ใส่ใจและปล่อยปละละเลยจนเกิดเรื่อง

ผมพูดเรื่องนี้ให้คริสเตียนฟัง คริสเตียนที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าโดยความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ รอยร้าวอาจเกิดขึ้นได้ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์จืดจางลง ถึงจะไม่สูญเสียความรอดและเป็นคนชอบธรรมในพระคริสต์ แต่ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยติดสนิทในสามัคคีธรรมนั้นสูญหายไป แต่ถ้าคุณไม่ใช่คริสเตียน คุณอาจยังไม่เคยยอมรับว่าเป็นคนบาป และต้องการได้รับการอภัย คุณจะไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่าจะหลุดพ้นจากบาป และมีโอกาสมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้า ถ้าเป็นเช่นนั้นปัญหาของคุณไม่ใช่เรื่องรอยร้าวครับ แต่เป็นหุบเหวค — เป็นหุบเหวที่เกิดจากความบาปและแยกคุณออกจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์เสด็จมาบนโลกนี้โดยปราศจากบาป เป็น พระบุตรของพระเจ้า — เป็นทั้งมนุษย์และเป็นพระเจ้า — ทรงสำแดงให้มนุษย์เห็นพระเจ้า และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนที่เนินหัวกระโหลกเพื่อแบกรับบาปแทนเรา พระองค์ทรงขจัดหุบเหวที่กั้นระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ออกไป สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือยอมรับในความบาปของคุณ และต้องการการอภัย มาวางใจในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ที่บนไม้กางเขน เป็นเพราะการสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้คุณ เพียงคุณมาวางใจในพระเยซูเพื่อความรอด คุณก็จะได้รับ ถ้างไม่เคยทำ ผมขออธิษฐานให้คุณทำในทันที

_____________________________________________________

11  ต้องขอบอกผู้อ่านก่อนว่า ผมอธิบายโดยใช้ความคิดเห็นส่วนตัว บางคนอาจไม่ยอมรับซึ่งเขาอาจคิดถูกก็เป็นได้

12  ใน 1 พงศาวดาร 2:16 เรียงตามลำดับให้อาบีชัยเป็นพี่คนโต ตามด้วยโยอาบและอาสาเฮลน้องสุดท้อง ขอเรียกว่า “สามหนุ่มสามมุม” ดีกว่า (สำหรับคนที่เคยดูละครยอดฮิตเรื่องนี้ ถ้าพอจำได้)

13  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่โยอาบฆ่าอับเนอร์ตาย ผมสงสัยว่าทำไมดาวิดไม่ตั้งท่านขึ้นเป็นแม่ทัพตั้งแต่ตอนนั้น กลับไปสัญญาว่าใครก็ตามที่ยกทัพไปสู้กับชาวเยบุสก่อนจะได้เป็นแม่ทัพ และโยอาบก็เป็นคนแรกที่คว้าโอกาสนี้ไว้ได้ (1พงศาวดาร 11:6)

14  การตายของอุรียาห์นั้นน่าสนใจ เพราะถ้าคิดดูจะเห็นถึงความหลอกลวงในแทบทุกเรื่อง โยอาบทำบาปโดยฆ่าอับเนอร์ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในสนามรบ อับเนอร์ไม่ได้ทำบาปเพราะเขาฆ่าอาสาเฮลในสนามรบ แต่พอดาวิดต้องการให้อุรียาห์ตายกลับกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะการตายของอุรียาห์ดูไม่ออก (ในตอนแรก) ว่าเป็นการฆาตกรรม แต่เป็นผลของสงคราม

15  เราเคยเกริ่นไปแล้วว่าอามาสาเกี่ยวดองเป็นญาติกับโยอาบและดาวิด มารดาของอามาสาและ มารดาของโยอาบเป็นพี่สาวของดาวิด – ดู 2 ซามูเอล 17:25; 19:13; 1 พงศาวดาร 2:16-17.

16  ไม่มีการตั้งข้อสงสัยใดๆ ที่อามาสาทำหน้าที่ได้อย่างเฉื่อยชา เพียงแต่คิดกันว่าเขาคงจะมาสาย

17  เป็นการปล้นสดมภ์พวกอิสราเอลหรือเปล่า? น่าจะเป็นได้ แต่ไม่มีบอกไว้

18 จำได้ไหมครับว่าต้นฉบับเดิม (ภาษาฮีบรู) ไม่มี 1 กับ 2 ซามูเอล มีเพียงเล่มเดียว

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ Bibledrive-thru)