บทเรียน 2ซามูเอล บทเรียนที่ 7

บทที่ 7: สงครามและสันติภาพ (2 ซามูเอล 8:1-10:19)

คำนำ

หลายคนที่เราดูว่าเป็น “คนดี” นั้น ดีอยู่ได้เพราะขาดอำนาจในมือที่จะทำชั่ว คุณยังจำตอนเด็กได้หรือไม่? เวลาที่พ่อแม่สั่งห้ามคุณไม่ให้ทำบางอย่าง? ตอนนั้นคุณอาจคิดหรือแอบพูดกับตัวเองว่า “รอให้โตก่อนเถอะ คอยดูนะฉันจะ ……..” บางครั้งคำพูดเช่นนี้ก็ดังออกมา : “เมื่อผมโตขึ้น ผมจะเป็น ประธานาธิบดี และผมจะทำ ……….” อำนาจจะเป็นตัวพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงของเรา เมื่อมีอำนาจในมือ เราก็ทำสิ่งที่อยากทำได้ แต่สิ่งที่เราเลือกทำต่อตนเองและผู้อื่นจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเรา

หลายปีที่ดาวิดมีอำนาจเล็กน้อย ท่านถูกส่งให้ไปดูแลฝูงแกะฝูงเล็กๆในทุ่งให้กับครอบครัว เมื่อซามูเอลมาเจิมตั้งกษัตริย์อิสราเอลในอนาคตจากบรรดาบุตรของเจสซี ดาวิดไม่ได้อยู่ในข่าย ถึงกับต้องสั่งให้ไปนำท่านมาจากท้องทุ่ง มีหลายครั้งที่ดาวิดมีอำนาจสั่งการภายใต้การปกครองของซาอูล แต่ท่านก็กลายเป็นผู้ลี้ภัย หนีหัวซุกหัวซุน อำนาจที่เคยมีถูกถอดไปจนสิ้น แม้ภรรยาก็ถูกพรากไป

หลายปีต่อมา เมื่อซาอูลสิ้นชีพ ดาวิดได้ขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล พระธรรมตอนนี้ ดาวิดปราบศัตรูลงอย่างราบคาบ และสร้างสันติภาพขึ้น บัดนี้ท่านมีอำนาจพอจะทำตามใจปรารถนา ตอนนี้แหละที่จะเห็นตัวตนที่ดีที่สุดของดาวิดได้ แต่แย่หน่อยตัวตนที่ร้ายที่สุดของท่านก็ปรากฎขึ้นมาด้วย ในบทที่ 8-10 เราเห็นดาวิดในส่วนที่ดี ท่านใช้อำนาจที่พระเจ้าประทานให้มาทำพระประสงค์ของพระองค์เสร็จสมบูรณ์ ในบทที่ 11 ท่านเริ่มสะดุด ล้มลงไปในความตกต่ำที่สุดฝ่ายวิญญาณในชีวิต ใช้อำนาจที่มีอยู่หลีกเลี่ยงการ ไปสงคราม แย่งชิงภรรยาผู้อื่นมา และส่งสามีของนางให้ไปถูกฆ่าตายในสงคราม เราจะเก็บเรื่องนี้ไว้เรียนในบทเรียนหน้า

บทเรียนบทนี้ เราจะมุ่งความสนใจไปที่สามบทของพระธรรม 2 ซามูเอล คือบทที่ 8-10 เหตุผลที่เลือกจะปรากฏชัดขึ้นขณะที่เราเรียนไป ตอนนี้ขอบอกว่าบทที่ 8 และ 10 แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจของดาวิดที่มีจัดการอย่างไรกับสงคราม กับบรรดาศัตรูของอิสราเอล และอย่างไรเพื่อพระเจ้า บทที่ 9 พูดถึง ดาวิดใช้อำนาจของท่านทำตามสัญญาที่มีต่อโยนาธานเพื่อนรัก และคำสัญญาที่มีต่อซาอูล บทที่ 9 เป็นตอนที่สวยงามเมื่อเทียบกับบทที่ 8 และ 10 ทำให้เรามองเห็นการใช้อำนาจปกครองของดาวิด (และของพระเจ้า) อย่างถูกต้อง เราจะมาดูบทที่ 8 และ 10ก่อน แล้วค่อยย้อนไปดูความเมตตาที่ดาวิดมีต่อเมฟีโบเชทในบทที่ 9 ขอให้เราตั้งใจฟังพระธรรมตอนนี้ให้ดีและรับการสอนจากพระวิญญาณบริสุทธิในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราทั้งหลายในทุกวันนี้

ดาวิดจัดการกับบรรดาศัตรู (8 & 10)

ตัวช่วยที่จะทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ในพระธรรมตอนนี้ดีขึ้นคือย้อนกลับไปดูเบื้องหลังเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดมาพิจารณา:

ประการแรก ประชาชนและสถานที่ที่เรากำลังพูดถึงอยู่ล้อมรอบอิสราเอล ไม่ใช่คนหรือสถานที่ที่ห่างใกล แต่อยู่ติดกับอิสราเอล ซึ่งมีผลกระทบต่ออิสราเอลทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต

ประการที่สอง ประชาชนและประเทศเหล่านี้เป็นผู้ครอบครองดินแดนที่พระเจ้าสัญญาจะประทานให้อิสราเอล (ดูปฐมกาล 12:1-3; 13:14-18; 15:18-21; อพยพ 23:31) แต่อิสราเอลไม่เคยเอาชนะหรือครอบครองได้เด็ดขาด (ดูผู้วินิจฉัย 1:1-36; 3:1-6)

ประการที่สาม ประเทศพวกนี้ไม่ใช่เป็นมหาอำนาจโลก เป็นเพียงอาณาจักรเล็กๆแทบจะไม่เป็นประเทศด้วยซ้ำ ในพระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงประเทศมหาอำนาจอย่าง อียิปต์ อัสซีเรีย บาบิโลน และโรมัน ซึ่งประเทศพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสมัยที่ดาวิดปกครอง แต่เป็นประเทศเล็กๆที่อยู่ล้อมรอบอิสราเอล เพื่อเป็นการป้องกันตนเองและแสวงหาผลประโยชน์เพิ่มเติม ประเทศพวกนี้จึงรวมตัวกันขึ้นเป็นพันธมิตร

ประการที่สี่ จากบทที่ 7 ข้อ 1 เรารู้ว่าในขณะนั้นเป็นเวลาสันติ ถึงจะไม่ยั่งยืน แต่บรรดาศัตรูของอิสราเอลก็หยุดมาโจมตีประชากรของพระเจ้าหรือกษัตริย์ของพระองค์ พวกฟิลิสเตียได้พยายาม — ถึงสองครั้ง — มาชิมกำลังของดาวิด แต่ไม่สำเร็จ (2 ซามูเอล 5:17-25) ในบทที่ 8 ดาวิดไม่ได้เป็นฝ่ายปกป้องตนเอง เท่ากับไม่ได้เป็นฝ่ายล่วงละเมิดผู้ใด เป็นเพราะบางส่วนในพระสัญญาของพระเจ้า ที่จะให้ดาวิดพักจากการศึกชั่วคราว:

8 เพราะฉะนั้น บัดนี้เจ้าจงกล่าวแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า ‘พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า เราเอาเจ้ามาจากทุ่งหญ้า จากการตามฝูงแพะ แกะ เพื่อให้เจ้า เป็นเจ้าเหนืออิสราเอลประชากรของเรา 9 เราได้อยู่กับเจ้าไม่ว่าเจ้าไปที่ไหน และได้กำจัดศัตรูของเจ้าให้พ้นหน้าเจ้า และเราจะกระทำให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตอย่างกับชื่อเสียงของผู้ใหญ่ในโลก 10 และเราจะกำหนดที่หนึ่งให้อิสราเอลประชากรของเรา และเราจะปลูกฝังเขาไว้เพื่อเขาทั้งหลายจะได้อยู่ในที่ของเขาเอง และไม่ต้องถูกกวนใจอีก และคนชั่วจะไม่ข่มเหงเขาอีกดังแต่ก่อนมา 11 ตั้งแต่สมัยเมื่อเราตั้งผู้วินิจฉัยเหนืออิสราเอล ประชากรของเราและเราจะให้เจ้าพ้นจากการรบศึกรอบด้าน ยิ่งกว่านั้นอีก พระเจ้าตรัสแก่เจ้าว่า พระเจ้าจะทรงให้เจ้ามีราชวงศ์ (2 ซามูเอล 7:8-11ก)

ประการที่ห้า ดาวิดกำลังทำหน้าที่ของท่านโดยยึดตามพระสัญญาที่ประทานให้ในบทที่ 7 ท่านปราบบรรดาศัตรูของอิสราเอลลงอย่างราบคาบ ปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ และเข้าครอบครองดินแดนตามพระสัญญา ไม่มีการบันทึกเรื่องคำสั่งให้ท่านทำเรื่องภัยพิบัตต่างๆที่ศัตรูรอบด้านก่อขึ้น (เช่นพวกฟิลิสเตียในบทที่ 5) ผมเชื่อว่าดาวิดทำหน้าที่โดยยึดตามพระสัญญาที่พระเจ้าประทานให้อิสราเอลก่อนหน้า และยึดตามพระบัญชาที่สั่งให้อิสราเอลเข้าครอบครองดินแดน ดาวิดไม่ได้ทูลขอการทรงนำ เพราะไม่จำเป็น ที่ไม่จำเป็น เพราะมีคำสั่งมาชัดเจนแล้ว ดาวิดกำลังอยู่ในอำนาจ และกำลังทำในสิ่งที่คนก่อนหน้าทิ้งเอาไว้ให้สำเร็จลง

พวกฟิลิสเตียสงบลง (8:1)

ประเทศฟิลิสเตียตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอิสราเอล เป็นประเทศที่สร้างปัญหาให้อิสราเอลมากที่สุด (ดูปฐมกาล 26:1, 8, 14, 15, 18) โดยเฉพาะจากยุคผู้วินิจฉัยเป็นต้นมา (ผู้วินิจฉัย 3:3, 31; 10:6-7) แซมสันสู้กับพวกฟิลิสเตีย (ผู้วินิจฉัยบทที่ 13-16) พวกฟิลิสเตียฆ่าบุตรทั้งสองของเอลี และเป็นเหตุให้เอลีต้องตายลง และยึดเอาหีบพันธสัญญาไป (1 ซามูเอลบทที่ 4-7) โยนาธานเข้าโจมตีกองกำลังฟิลิสเตียในอิสราเอล เป็นชนวนให้เกิดการเผชิญหน้าครั้งใหญ่กับพวกฟิลิสเตีย (1 ซามูเอล 13:3) ดาวิดฆ่าโกลิอัทชาวฟิลิสเตีย และทำให้มีการไล่ล่าตามติดพวกฟิลิสเตียไป (1 ซามูเอล 17) ในที่สุดพวกฟิลิสเตียเอาชนะกองทัพอิสราเอลได้ ฆ่าซาอูลและบุตรทั้งสองของท่าน (1 ซามูเอล 31) และในท่ามกลางฟิลิสเตียนี้ที่ดาวิดไปขอลี้ภัย (1 ซามูเอล 21:10-15; 27:1) ทันทีที่ดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ พวกฟิลิสเตียคิดว่าควรมาโจมตีในทันที ก่อนที่จะปล่อยให้เข้มแข็งขึ้น พวกเขาทำไม่สำเร็จ และตอนนี้ดาวิดกลายเป็นฝ่ายเข้าควบคุม31 แทน ยุติการรบชั่วคราว จากพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ 18:1 ที่บันทึกเรื่องเดียวกันนี้ เรารู้ว่า “เมืองเอก” ของฟิลิสเตียคือเมืองกัท ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมดาวิดจึงยึดได้ ท่านรู้จักเมืองนี้ดีพอๆกับหลังมือของท่านเอง

พวกโมอับสงบลง (8:2)

พระคำข้อนี้ทำให้ผมงุนงงด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองประการ แรก คนโมอับดูจะเป็นมิตรดีกับดาวิด ดาวิดสืบเชื้อสายมาทางนางรูธ ชาวโมอับ (นางรูธ 4:5, 10, 13-22) ตอนที่ซาอูลเริ่มคุกคามครอบครัวของดาวิด พวกเขาหนีไปหาดาวิดที่ถ้ำอดุลลัม (1 ซามูเอล 22:1) และท่านจึงนำครอบครัวไปฝากไว้ที่กษัตริย์โมอับ (1 ซามูเอล 22:3-4) ตำนานของยิวเล่าว่า กษัตริย์หักหลังดาวิดและทำร้ายครอบครัวของท่าน แต่ไม่มีคำยืนยันในเรื่องนี้ ดูจากที่ดาวิดจัดการกับฮานูน กษัตริย์อัมโมนใน 2 ซามูเอล 10 ผมว่าน่าจะสรุปได้ว่า ดาวิดนั้น สัตย์ซื่อต่อเพื่อน ดังนั้นต้องมีอะไรสักอย่าง ที่ทำให้ดาวิดจัดการกับคนโมอับอย่างรุนแรงเช่นนี้ แต่ไม่มีคำอธิบายว่าเป็นเรื่องใด (หรือทำไมเราต้องรู้)

ประการที่สอง ผู้อ่านอาจรู้สึกไม่สบายใจกับวิธีการที่ดาวิดจัดการกับคนโมอับ เวลาที่ผมสอนพระวจนะตอนนี้ หลายครั้งผมแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มเล็กๆหลายกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มยืนเข้าแถวแล้วเริ่มนับ : หนึ่ง สอง สาม หนึ่ง สอง สาม … . . น่าจะเป็นแบบเดียวกับที่ดาวิดทำ หลังจากนั้นก็เลือกออกมา 2 กลุ่มและฆ่าเสีย ส่งกลุ่มที่สามกลับบ้านไปในฐานะเป็นไพร่ (ที่กลัวสุดขีด)

บางคนอาจไม่สบายใจที่ดาวิดไว้ชีวิตหลายคน กลัวว่าจะเหมือนเหตุการณ์ของซาอูลและคนอามาเลข ซาอูลถูกปลดเพราะไว้ชีวิตกษัตริย์ และเก็บของริบที่ดีที่สุดของคนอามาเลขไว้ (1ซามูเอล 15) ดาวิดกลับไว้ชีวิตคนโมอับมากกว่า ทำไมพระเจ้าถึงไม่ลงโทษที่ท่านไว้ชีวิตศัตรูมากมาย? คำตอบนั้นง่ายมาก พระเจ้าทรงมีปัญหาที่ค้างคากับคนอามาเลขมานาน พระองค์จึงสั่งให้ซาอูลฆ่าทุกคน และสัตว์เลี้ยงทุกตัว (1ซามูเอล 15:1-3) ซาอูลผิดเพราะฝ่าฝืนคำสั่งโดยตรง ดาวิดไม่ได้รับคำสั่งให้ฆ่าคนโมอับทุกคน ในการวินิจฉัยของพระเจ้า (ฆ่าสองส่วนสาม) พระองค์ทรงมีพระเมตตากับหนึ่งส่วนสามที่เหลือ

ผมว่าถ้าเราอยู่ที่นั่น คงเห็นว่าเป็นภารกิจที่ค่อนข้างยากที่ทั้งทหารและดาวิดต้องทำ การตัดสินว่าใครสมควรอยู่ ใครสมควรตายเป็นเรื่องยากเย็น ผมว่ายากเย็นพอๆกับค่ายกักกันของนาซีนะครับ กลุ่มคนที่เคยอยู่ด้วยกัน ถูกแยกให้ไป “อาบน้ำ” และถูกรมด้วยก๊าซจนตาย อีกกลุ่มถูกส่งไป “อาบน้ำ” เหมือนกัน แต่กลับออกมาสะอาดสะอ้านและมีชีวิตต่อ ดาวิดและคนของท่านทำสิ่งคล้ายคลึงกันนี้ได้อย่างไร?

ผมขอลองให้คำตอบสั้นๆดูก่อน แล้วค่อยกลับมาพูดถึงอีกครั้งในการสรุปท้ายบท ดาวิดเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า เป็นกษัตริย์อิสราเอลปกครองแทนพระเจ้า เป็นตัวแทนของพระเจ้า โมอับเป็นศัตรูของอิสราเอล จึงเป็นศัตรูของพระเจ้าด้วย พวกเขาสมควรตาย ไม่ใช่ว่าสองในสามของคนโมอับถูกฆ่าตาย แต่หนึ่งส่วนสามต่างหากที่รอดชีวิต การฆ่าไปสองส่วนสามจะยับยั้งไม่ให้คนที่เหลืออยู่กล้าคิดที่จะต่อสู้กับท่านอีก

ดาวิดและฮาดัดเอเซอร์ กษัตริย์เมืองโศบาห์ (8:3-12)

ตามลำดับทางประวัติศาสตร์ของพระวจนะตอนนี้ ดาวิดเอาชนะพวกฟิลิสเตียที่อยู่ทางทิศตะวันตกของอิสราเอลได้ ท่านจึงมุ่งไปที่พวกอัมโมนทางตะวันออก เมื่อควบคุมทั้งสองได้แล้ว ท่านมุ่งขึ้นเหนือไปที่อาณาจักรโศบาห์ของชาวอาราเมียน อยู่ขึ้นไปประมาณ 25 ไมล์ของดามัสกัสทางทิศเหนือ เรารู้ว่าซาอูลมีปัญหาทางทหารกับอาณาจักรนี้ (1 ซามูเอล 14:47) ตอนนั้นฮาดัดเอเซอร์เป็นกษัตริย์ ดูเหมือนอาจสูญเสียดินแดนที่เคยครอบครองมาก่อน คือ “ที่แม่น้ำ” (8:3) ฮาดัดเอเซอร์คงเห็นโอกาสทองขณะที่ดาวิดวุ่นอยู่กับการรบทางตอนล่าง ไม่ได้ใส่ใจทางเหนือ ยึดเอาอำนาจคืนแต่ไม่สำเร็จ ดาวิดดูรู้ทันว่าฮาดัดเอเซอร์จะลอบโจมตีตอนทีเผลอ ขณะที่กองกำลังส่วนใหญ่ของฮาดัดเอเซอร์อยู่ทางเหนือ ดาวิดเข้าไปยึดครองดินแดนทางตอนใต้ พอกษัตรยิ์องค์นี้เดินทางกลับมาตุภูมิก็พบว่าถูกดาวิดและคนของท่านยึดครองไปแล้ว เมื่อชาวซีเรียที่ดามัสกัสเห็นว่าดาวิดเริ่มเป็นตัวอันตรายต่อ “ความมั่นคงของชาติ” พวกเขาจึงยกไปช่วย ฮาดัดเอเซอร์ เลยแพ้ตามไปด้วย (8:5-6).

อาณาจักรฮามัทอยู่ทางเหนือของโศบาห์ โทอิกษัตริย์ของฮามัท มองเห็นอนาคตลางๆจึงเลือกเอาทางฉลาด … คือยอมแพ้แต่โดยดี โทอิส่งคณะทำงานมาพบดาวิด นำโดยโยรัมบุตรชายคนโต เพื่อถวายเครื่องบรรณาการ เป็นสัญลักษณ์ขอร่วมเป็นพันธมิตร โทอิดีใจที่ดาวิดเอาชนะฮาดัดเอเซอร์ผู้เป็นศัตรูได้ การเป็นพันธมิตรกับผู้ชนะก็เท่ากับมีส่วนในชัยชนะเหนือศัตรูด้วย

ชัยชนะในหุบเขาเกลือ (8:13-14)

สองข้อนี้อธิบายถึงชัยชนะของกษัตริย์ดาวิดและคนอิสราเอลอีกครั้ง ในพระคัมภีร์พูดว่าเป็นชัยชนะเหนือ “คนซีเรีย” แต่ลองดูให้ดีอีกนิด ข้อ 14 พูดถึงคนเอโดมที่กลายเป็นไพร่พลของดาวิด ในข้อ 13 มีหมายเหตุบอกว่าคนซีเรียหรือคน “เอโดม” มีข้อแตกต่างในภาษาฮีบรูอยู่หนึ่งตัวอักษร และตัวอักษรนี้ทำให้เกิดความสับสน พระวจนะตอนเดียวกันใน 1พงศาวดาร 18:12 บ่งว่าทั้ง 18,000 คนที่ถูกฆ่าเป็นคนเอโดม จากหลักฐานที่มีอยู่ทำให้มองเห็นว่าน่าจะเป็นคนเอโดม32 ถ้าใช่ก็คืออยู่ค่อนไปทางใต้ ซึ่งหมายความว่าผู้เขียนได้เล่าถึงชัยชนะของดาวิดทางทิศตะวันตก ทิศตะวันออก ทิศเหนือ และที่สุดทางทิศใต้ ดาวิดมีชัยและสามารถปราบประเทศเพื่อนบ้านรอบด้านให้สงบลงอย่างราบคาบ

ผลสืบเนื่องจากชัยชนะของดาวิด — 2 ซามูเอล 8:15-18

ผลสืบเนื่องจากการสู้รบของดาวิดในบทที่ 8 ทำให้ท่านปราบศัตรูลงได้อย่างราบคาบ มีการวางกองกำลังอิสราเอลในประเทศต่างๆรอบด้าน (ข้อ 14) กลับกันกับก่อนหน้า ที่ประเทศรอบด้านเป็นฝ่ายวางกองกำลังในอิสราเอล (ดู 1 ซามูเอล 10:5; 13:3-4) หมายความว่าต่อไป พวกนี้จะไม่มีทางมาต่อต้าน มาข่มขู่ หรือกดดันอิสราเอลได้อีกนาน แผ่นดินเต็มไปด้วยสันติภาพอย่างที่พระเจ้าสัญญาไว้ทุกประการ ความสำเร็จทั้งสิ้นของดาวิดมาจากพระหัตถ์พระเจ้า (ดูข้อ 6, 14) การปกครองของดาวิดขยายขึ้นจนท่านต้องเพิ่มบุคลากรมากมายมาช่วยในการบริหารตามที่บันทึกอยู่ในข้อ 15-18 ดาวิดปกครองที่ใด ที่นั่นมีแต่ความยุติธรรมและเที่ยงธรรม (ข้อ 15) ทำให้ท่านมีชื่อเสียงเลื่องลือไปใกล (ข้อ 13) เป็นไปตามที่พระเจ้าสัญญาไว้ทุกประการ (7:9) นอกจากนั้น บรรณาการที่ท่านได้รับล้วนแต่เป็นของดีทั้งสิ้น ได้รับเครื่องเงิน เครื่องทอง และทองสัมฤทธิ์มากมาย (ข้อ 7-12) ของมีค่าเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้ และถูกนำออกมาใช้เมื่อซาโลมอนสร้างพระวิหาร (ดู 1พงศาวดาร 18:8)

ดาวิดขยายอำนาจออกไปอีก เพราะความโง่ของคนอัมโมน — 2 ซามูเอล 10

ในบทที่ 8 เราเห็นดาวิดเริ่มปราบศัตรูรอบด้านของอิสราเอลลงอย่างราบคาบ เรานึกว่าท่านคงพอใจกับชัยชนะที่ได้มาในบทที่ 10 ดาวิดจำต้องสู้รบกับเพื่อนเก่าคนสำคัญในบทนี้ คือฮานูนบุตรของนาหาชกษัตริย์อัมโมนที่สิ้นชีพไป เรารู้จักนาหาชครั้งแรกใน 1ซามูเอล 11 นาหาชยกทัพมาล้อมเมิองยาเบชกิเลอาด ข่มขู่ว่าจะให้อิสรภาพก็ต่อเมื่อได้ควักลูกตาขวาของชายทุกคนในเมืองนี้ทิ้ง 33 ซาอูลลุกขึ้นมาจัดการ ท่านเต็มด้วยพระวิญญาณ นำอิสราเอลมีชัยเหนือนาหาชและคนอัมโมน ชาวเมืองนั้นจึงรอดพ้นจากการเสียนัยตาข้างขวา หลังจากนั้นนาหาชได้กลายมาเป็นพันธมิตรกับดาวิด น่าจะเป็นช่วงที่ดาวิดกำลังหลบหนีซาอูล ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใด พระคัมภีร์บ่งชัดว่าดาวิดเห็นนาหาชเป็นทั้งพันธมิตรและเพื่อน ดาวิดมีความตั้งใจให้เกียรตินาหาชโดยส่งคณะผู้แทนไปปลอบประโลมในพิธีไว้อาลัย

ฮานูนบุตรของนาหาช และผู้สืบต่อราชบัลลังก์ เป็นคนละแบบกับบิดา ดูเหมือนเขาไม่ต้องการรักษามิตรภาพที่มีต่อดาวิด หรือมิตรภาพที่คนอัมโมนมีต่ออิสราเอล สถานการณ์เป็นเหมือนใน 1พงศ์กษัตริย์ 12 หลังจากที่ซาโลมอนตาย ประชาชนวิงวอนต่อเรโหโบอัมผู้เป็นบุตร ขอให้ประชาชนมีอิสระมากขึ้น เรโหโบอัมปรึกษากับพวกคนหนุ่ม ได้รับคำแนะนำให้ใช้วิธีการที่เด็ดขาด เป็นผลทำให้อาณาจักรถูกแบ่งแยก นาหาชสิ้นชีพ และฮานูนขึ้นมาปกครองแทน

ในช่วงแรกที่ฮานูนปกครอง ดาวิดส่งคณะผู้แทนไปแสดงความเคารพ และไว้อาลัยให้กับนาหาช ที่ปรึกษาของกษัตริย์องค์ใหม่ให้คำปรึกษาที่แย่มาก กลับไปบอกฮานูนว่าการกระทำของดาวิดไม่น่าไว้ใจ ที่ส่งคนมาหมายจะให้มาสอดแนมเพื่อโจมตีทีหลัง เหมือนกับที่ทำกับประเทศรอบด้าน ผมว่าคำอธิบายนี้เป็นข้ออ้างที่ฮานูนใช้เพื่อตัดสัมพันธ์ที่บิดาทำกับดาวิดและคนอิสราเอลไว้ ถ้าฮานูนมีแผนการมากกว่านี้ แปลว่าต้องการทำสงครามกับดาวิด เพราะถ้าเอาชนะดาวิดได้ ก็หมายความว่าได้มีโอกาสครอบครองประเทศอื่นๆที่เป็นเมืองขึ้นของอิสราเอลไปด้วย

ไม่น่ามีคำอธิบายอื่น — นอกจากความโง่ล้วนๆ 34 — ที่น่าจะใช่ การสรุปว่าคณะผู้แทนมาด้วยสาเหตุแอบแฝงอื่น เหมือนจงใจดูถูก และอาจเป็นเหตุให้เกิดสงครามกับอิสราเอลได้ ผมพอมองเห็นภาพฮานูนเรียกกำลังมาเสริมชายแดนเพื่อสร้างความมั่นคง แต่การดูถูกผู้แทนคณะนี้ ผู้ซึ่งสมควรได้รับการคุ้มครองในแง่ที่เรียกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ ก็เท่ากับสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ฮานูนคงกระหายสงคราม และถ้านี่อยู่ในแผนการ มันก็เริ่มเป็นจริง มีการต่อสู้และพ่ายแพ้ เป็นเหตุให้ไม่เพียงแต่เอาชนะพวกอัมโมนได้เท่านั้น แต่ยังทำให้พันธมิตรอย่างซีเรียขยาด ไม่กล้ามาให้ความช่วยเหลือ

ดาวิดทราบเรื่องคณะผู้แทนถูกกระทำอย่างดูถูกและอับอายขายหน้า สำหรับคนฮีบรู เคราเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรี ฮานูนสั่งให้โกนเคราของคณะผู้แทนทุกคนออกครึ่งหนึ่ง แถมยังตัดเครื่องแต่งกายบางส่วนออกไป ทำให้อับอายขายหน้ามาก นี่ถ้าเป็นเมื่อร้อยปีที่แล้วในแถบตะวันตก กษัตริย์คงสั่งให้คนเหล่านี้เดินไปตามถนนในชุดชั้นในที่ “ไม่ติดกระดุม” หรือตัดตรงที่ติดกระดุมทิ้งไป พวกคุณอาจยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจ ผมขอลองยกตัวอย่างอื่น คือจะเหมือนกับบังคับให้คนเหล่านี้ถอดเสื้อผ้าออก แล้วใส่ชุดคนป่วยของโรงพยาบาล โดยที่ไม่ผูกหรือติดกระดุมด้านหลัง เป็นการกระทำที่จงใจให้คณะผู้แทนของดาวิดและอิสราเอลอับอาย และเป็นการประกาศสงครามโดยตรงกับดาวิด

ดาวิดรู้สึกสงสารและเห็นใจคณะผู้แทนมาก ท่านส่งคนไปพบและสั่งให้คอยอยู่ทีเยริโคก่อนจนกว่าเคราจะงอกเหมือนเดิม แล้วค่อยกลับอิสราเอล ไม่มีการบันทึกว่าดาวิดเรียกกำลังพลเพื่อไปออกรบ เพียงแต่พูดว่า คนอัมโมนทั้งหลาย “เป็นที่เกลียดชัง35 แก่ดาวิด” (ข้อ 6) แทนที่จะขอโทษและพยายามคืนดีกับดาวิด ชาวอัมโมน36 กลับมองหาพันธมิตรเพื่อมาเสริมกำลังให้พร้อมสู้กับอิสราเอล มีการจ้างทหารชาวซีเรียจากหลายแห่ง (10:6) และเมื่อดาวิดรู้เรื่อง ท่านจึงรวบรวมกองกำลังเตรียมพร้อมรบ

กองทัพของดาวิดออกไปสู้รบกับคนอัมโมนและทหารรับจ้างชาวซีเรีย พันธมิตรกลุ่มนี้แบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน หมายจะโจมตีอิสราเอลทั้งด้านหน้าและหลัง เมื่อโยอาบเห็นเช่นนั้น จึงแบ่งกำลังอิสราเอลออกเป็นสองส่วน นำเองหนึ่งส่วน อาบีชัยน้องชายนำอีกหนึ่งส่วน โยอาบจัดการกับพวกซีเรีย และอาบีชัยจัดการกับพวกอัมโมน ถ้าฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ อีกฝ่ายจะเข้าไปช่วยทันที คำพูดของข้อ 12 แสดงถึงความเชื่อในพระเจ้าก่อนที่จะออกไปรบ :

“12 จงมีความกล้าหาญเถิด ให้เราเป็นลูกผู้ชายเพื่อชนชาติของเรา และเพื่อหัวเมืองแห่งพระเจ้าของเราและขอพระเจ้าทรงกระทำตาม ที่พระองค์ทรงเห็นชอบเถิด” (2 ซามูเอล 10:12)

ทหารซีเรียแตกหนีไปต่อหน้าโยอาบและกองกำลังของท่าน และเมื่อคนอัมโมนเห็น พวกเขาเริ่มเสียความมั่นใจ ซีเรียแตกหนีกลับบ้านไปแล้ว ชาวอัมโมนจึงรีบรุดไปปกป้องรับบาห์ (ดู 11:1; 12:26) เมืองหลวงแทน ทหารอิสราเอลกลับคืนสู่เยรูซาเล็ม ดาวิดต้องการหยุดไว้แค่นี้ แต่คนซีเรียยังไม่ได้รับบทเรียนพอ พวกเขาก็เหมือนกับฟิลิสเตียใน 2ซามูเอล 5 ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ลุกขึ้นมาสู้อีก แล้วก็แพ้อีกเหมือนเดิม พวกซีเรียคิดว่าครั้งนี่น่าจะเอาชนะได้ถ้าไปนำกองกำลังซีเรียจาก “ฟากตะวันออกของแม่น้ำ” มา (ข้อ 16) ฮาดัดเอเซอร์เป็นผู้นำกองทัพซีเรียในครั้งนี้ เขายังมีปัญหาคาใจกับดาวิด (ดู 8:3)

เมื่อดาวิดทราบว่าจะมีการโจมตีครั้งสำคัญอีก ท่านรวบรวมกองกำลังอิสราเอลทั้งหมดข้ามแม่น้ำจอร์แดนไป เพื่อทำสงคราม และอีกครั้งที่ซีเรียหนีแตกกระจายไปจากดาวิดและกองทัพของท่าน ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ สูญเสียมากมายมหาศาลกว่าครั้งที่แล้ว ดาวิดฆ่าทหารรถรบไป 700 คน ทหารม้า 40,000 คน ท่านยังฆ่าโชบัค แม่ทัพของซีเรียด้วย ชาวซีเรียเริ่มตาสว่าง มันไม่คุ้มที่จะไปต่อสู้กับกษัตริย์และประชากรของพระเจ้า กษัตริย์ที่ ยังมีชีวิตรอดจึงเจรจาขอสงบศึกกับดาวิด ชาวซีเรียคิดตกแล้วว่า จะไม่พลาดอีกด้วยการไปเป็นพันธมิตรกับคน อัมโมนที่มีปัญหาขัดแย้งกับอิสราเอล ชาวอัมโมนยังไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของดาวิด จนกว่าจะถึงบทที่ 11 และ 12

สัจกรุณาที่มีต่อเมฟีโบเชท (2 ซามูเอล 9)

ทุกปีที่มีการเลือกตั้งเราเริ่มมองหาและพิจารณา “คำสัญญาต่างๆ” จากคำโฆษณาหาเสียง ซึ่งเมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป คำโฆษณาเหล่านั้นก็ถูกลืมเลือนไปสิ้น เราไม่ได้คาดหวังว่าผู้ชนะจะทำตามคำสัญญา แต่ถ้าเขาทำ เราเองจะตกใจเพราะคาดไม่ถึง ดาวิดเป็นบุรุษที่รักษาสัญญา ก่อนที่ท่านจะขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล ท่านทำสัญญากับทั้งโยนาธานและซาอูล กับโยนาธานท่านสัญญาจะปกป้องดูแลครอบครัวของโยนาธานอย่างดีตลอดไป (1 ซามูเอล 20:12-17) กับซาอูลท่านสัญญาจะไม่ประหารเชื้อสายของซาอูล (1 ซามูเอล 24:21-22) บัดนี้ทั้งสองสิ้นชีพไปแล้ว และดาวิดขึ้นปกครองแทน ดาวิดจะทำลืมไม่รักษาสัญญาก็ได้

ดาวิดไม่เพียงแต่จำสัญญาที่มีต่อซาอูลได้เท่านั้น ท่านทำมากกว่ากับซาอูล ดาวิดสัญญาจะไม่ทำอันตรายเชื้อสายของท่าน กับโยนาธานดาวิดสัญญาจะมีเมตตาต่อครอบครัวของท่าน แต่ดูเหมือนทั้งเชื้อสายและคนในครอบครัวของทั้งสองตายสิ้น ไม่มีใครมาหาดาวิดเพื่อติดต่อขอความช่วยเหลือ ดาวิดเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ท่านอยู่ในฐานะที่จะทำตามสัญญาได้ทุกประการ ท่านเพียงแต่ต้องพบคนในครอบครัวนี้ ดาวิดจึงเสาะหาคนในครอบครัวของซาอูล เพื่อจะสำแดงความเมตตาเพราะเห็นแก่โยนาธาน (ข้อ 1) ในข้อ 3 ดาวิดพูดถึงความรักมั่นคงซึ่งเป็น “ความรักมั่นคงของพระเจ้า” อย่างแน่นอน

ในท่ามกลางมหาดเล็กของดาวิด ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องคนในครอบครัวของซาอูลที่รอดตายเลย แต่มีคนจำศิบาห์มหาดเล็กคนหนึ่งของซาอูลได้ เขาจึงถูกเรียกให้มาเข้าเฝ้า คุณคงพอเดาความรู้สึกหวั่นๆของชายคนนี้ได้ อยู่ดีๆถูกเรียกมาเข้าเฝ้า ดาวิดเป็นเหมือนกษัตริย์คนอื่นหรือเปล่า? ต้องการกำจัดร่องรอยของซาอูลให้สิ้นซากหรือเปล่า? หรือว่าต้องการประหารศิบาห์และครอบครัว? แน่นอนศิบาห์ต้องคิดเรื่องนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง! เขาคงรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินคำถามของดาวิด “ไม่มีใครในวงศ์ซาอูลยังเหลืออยู่บ้างหรือ เพื่อเราจะได้แสดงความรักมั่นคงของพระเจ้าต่อเขา?” (ข้อ 3) แน่นอนมี ศิบาห์จำเมฟีโบเชทบุตรของโยนาธานได้ จึงแจ้งแก่ดาวิดว่ายังมีบุตรคนหนึ่งเหลืออยู่ แต่เขาพิการเป็นง่อยที่ขาทั้งสองข้าง แน่นอนดาวิดคงไม่ต้องการเลี้ยงดูคนอย่างนี้

ผู้เขียนพระธรรม 1 และ 2 ซามูเอลได้เตรียมปูทางมาก่อนหน้านี้ ใน 2 ซามูเอลบทที่ 4 พูดถึงการตายของอิชโบเชทด้วยน้ำมือของชายสองคน ในท่ามกลางเรื่องน่าสลดนี้ ในข้อ 4 ผู้เขียนจงใจใส่เรื่องสาเหตุความพิการของเมฟีโบเชทเข้าไป ซึ่งไม่น่าเกี่ยวอะไรกับตอนนั้น ที่จริงผู้เขียนกำลังปูทางให้ผู้อ่านเพื่อมาถึงบทนี้ และในระหว่างทางผู้เขียนเล่าอีกเรื่องหนึ่งในช่วงการเข้ายึดครองเมืองเยบุสในบทที่ 5 มีการพูดถึงคน “ง่อย” ถึงสามครั้งในบทนี้ (ข้อ 6 และ 8) คนเมืองเยบุสมั่นใจมากว่าไม่มีทางแพ้ ถึงกับตะโกนโม้ว่า “แค่คนตาบอด หรือคนง่อย” ก็จะป้องกันเมืองไว้ได้ เมื่อดาวิดยึดเมืองนี้ได้แล้ว มีคำกล่าวกันในหมู่ประชาชนว่า “อย่าให้ คนตาบอดและคนง่อยเข้ามาในพระนิเวศ” (ข้อ 8)

ตอนนี้เรากลับพบว่าดาวิดกำลังตามหาบุตรที่หลงเหลืออยู่ในครอบครัวของซาอูลและโยนาธาน เพื่อจะสำแดงสัจกรุณาได้ มีบุตรง่อยคนเดียวของโยนาธานเป็นผู้เข้าชิง ถ้าเป็นจริงตามคำกล่าวว่าคนง่อยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพระนิเวศน์ในเยรูซาเล็ม แน่นอนคนง่อยต้องไม่สมควรได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพระราชวังด้วย แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ดาวิดให้คนไปรับเมฟีโบเชทมาจากที่ท่านอาศัยอยู่ที่เมืองโลเดบาห์ เป็นเมืองทางตะวันออกของจอร์แดน ข้ามเมืองมาฮานาอิมไป ซึ่งน่าจะอยู่ชายแดนอิสราเอลติดกับอัมโมน ดูเหมือน เมฟีโบเชทต้องการอยู่ให้ไกลจากดาวิดและเยรูซาเล็มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคิดว่าตนถูกหมายหัวไว้ เข้าใกล้กรุงเยรูซาเล็มเมื่อไรจะถูกประหารทันที เมื่อท่านมาเข้าเฝ้าดาวิดท่านซบหน้าลงกราบถวายบังคม ดาวิดเข้าใจดีว่าท่านคงกลัวจึงปลอบใจ ดาวิดไม่มีความตั้งใจจะทำร้ายเมฟีโบเชท เพียงแต่ต้องการแสดงความรักและกรุณาเพราะเห็นแก่โยนาธานผู้เป็นบิดา ท่านสัญญาจะประทานแผ่นดินที่เป็นของบิดาคืนให้ แผ่นดินที่สูญเสียไปหลังจากที่ซาอูลและโยนาธานตาย ดาวิดไม่เพียงแต่จะคืนแผ่นดินที่เป็นทรัพย์สมบัติตกทอดให้เมฟีโบเชทเท่านั้น ยังจะได้เป็นแขกรับเชิญเป็นประจำที่โต๊ะเสวยด้วย

เมฟีโบเชทรู้สึกโล่งใจและสำนึกในบุญคุณของดาวิด ท่านซบหน้าลงถึงดินและกราบไหว้อีกครั้ง กล่าวว่า ท่านเป็นเพียง “สุนัขตาย” เท่านั้น ดาวิดเคยใช้คำพูดทำนองเดียวกันนี้เรียกตนเองเมื่อเจรจากับซาอูล (1 ซามูเอล 24:14) ดาวิดต้องการย้ำให้ซาอูลมั่นใจว่าท่านไม่เป็นอันตรายต่อซาอูล ไม่ว่าซาอูลเคยได้ยินมาอย่างไรก็ตาม เมฟีโบเชทต้องการแสดงให้เห็นชัดเจนว่าท่านเป็นคนทุพพลภาพ คนที่เดินไม่ได้ไม่สมควรเป็นกษัตริย์ เป็นผู้นำกองทัพออกสู่สงคราม :

6 อาโดนีเบเซกหนีไป แต่เขาตามจับได้ตัดนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วหัวแม่เท้าของท่าน ออกเสีย 7 อาโดนีเบเซกกล่าวว่า “มีกษัตริย์เจ็ดสิบองค์ที่มีหัวแม่มือและหัวแม่เท้าด้วน เก็บเศษอาหารอยู่ใต้โต๊ะของเรา เรากระทำแก่เขาอย่างไร พระเจ้าจึงทรงกระทำแก่เราอย่างนั้น” เขาทั้งหลายก็คุมตัวท่านมาที่กรุงเยรูซาเล็ม และท่านก็สิ้นชีวิตที่นั่น (ผู้วินิจฉัย 1:6-7)

จะทำให้กษัตริย์หมดความหมายได้ก็ต้องตัดนิ้วหัวแม่มือและนิ้วหัวแม่เท้า พวกเขาจะยืนหรือวิ่งไปมาในสนามรบไม่ได้ หรือไม่สามารถจับอาวุธได้ถนัด เมื่อกษัตริย์องค์ใดรบชนะเขาจะตัดนิ้วหัวแม่มือและนิ้วหัวแม่เท้าของฝ่ายตรงข้าม ไม่ฆ่าแต่เก็บไว้แสดงถึงชัยชนะ กษัตริย์พิการพวกนี้ต้องนั่งอยู่ใต้โต๊ะเสวย คอยเก็บเศษอาหารที่ตกกิน คงไม่นับว่าเป็นแขกรับเชิญที่โต๊ะเสวยแน่ๆ แต่เป็นถ้วยรางวัลที่รบชนะ ดาวิดไม่เคยคิดจะทำเช่นนั้นกับเมฟีโบเชท ท่านไม่ได้ต้องการเอาตัวเมฟีโบเชทมาอวด แต่ต้องการให้เป็นแขกรับเชิญที่โต๊ะเสวย เป็นบุตรของเพื่อนรักอย่างโยนาธาน เป็นการสำแดงบุญคุณที่น่าทึ่งจริงๆ

ดาวิดออกคำสั่งศิบาห์ สั่งว่าทุกสิ่งที่เคยเป็นของซาอูลให้มอบคืนให้เมฟีโบเชท ดาวิดจัดให้ศิบาห์และบุตร (ผู้ซึ่งถูกปลดจากหน้าที่ไปโดยปริยายเมื่อซาอูลและบุตรตายลง) ทำหน้าที่เป็นผู้รับใช้เมฟีโบเชทแทน ศิบาห์ตอบรับด้วยความยินดี จากนี้ไปเมฟีโบเชทจะเป็นแขกรับเชิญประจำที่โต๊ะเสวยของดาวิด รับประทานกับท่าน ไม่ใช่เป็นเชลยศึกที่น่าอับอายแต่เป็นดังบุตร เป็นสมาชิกในครอบครัว (ข้อ 11)

บทสรุป

พระธรรมตอนนี้มีบทเรียนมากมายสำหรับเรา ซึ่งเราจะค่อยๆนำมาพิจารณากันในบทสรุปนี้

ข้อแรก พระธรรมตอนนี้แสดงให้เห็นถึงพระหัตถ์แห่งการจัดเตรียมของพระเจ้าเพื่อการดีทุกสิ่งสำหรับผู้ที่เชื่อในพระองค์ สงครามที่ดาวิดต่อสู้กับบรรดาศัตรูรอบด้านของอิสราเอล เป็นการต่อสู้ที่พระเจ้าเตรียมตัวให้ก่อน ตั้งแต่ครั้งที่ท่านหลบหนีซาอูล ในบทที่ 5 พวกฟิลิสเตียยกมาโจมตีอิสราเอล เจาะจงมาต่อสู้กับดาวิด เรารู้จากพระวจนะตอนเดียวกันนี้ใน 1 พงศาวดาร 11:15-16 ว่าท่านใช้ถ้ำอดุลลัมเป็นที่กำบัง คุณว่าน่าสนใจไหม ที่หลบซ่อนตัวของดาวิดในสมัยซาอูลกลายเป็นที่กำบังอย่างดีต่อศัตรูรอบด้านที่มารุกราน? ใน 2 ซามูเอล 8:1 ดาวิดสู้กับพวกฟิลิสเตียและยึดเอาหัวเมืองใหญ่ที่สุดได้ เรารู้จาก 1 พงศาวดาร 18:1 ว่าเมือง ใหญ่นี้ไม่ใช่อื่นใด คือเมืองกัทนั่นเอง ตลอดเวลาที่ดาวิดหนีซาอูลไปลี้ภัยอยู่ที่เมืองกัท ท่านคงลอบสำรวจเมืองนี้จนปรุ และท่านสามารถโจมตีและยึดได้ในที่สุด เรารู้ว่าเมื่อดาวิดหนีซาอูลไปอยู่ที่โมอับ ท่านคงลี้ภัยไปอยู่ตามเมืองต่างๆรอบด้าน และเมื่อดาวิดได้เป็นกษัตริย์อิสราเอล ท่านใช้ข้อมูลที่มีอยู่มาทำให้ได้เปรียบในทางทหาร เราอ่านคำทูลวิงวอนของดาวิดต่อพระเจ้าในระหว่างหลบหนีซาอูลตามที่บันทึกอยูในสดุดี ท่านทูลถามพระเจ้าว่า “ทำไม?” แต่ท่านก็ไม่ได้คำตอบในตอนนั้น ตอนนี้เราเริ่มเห็นคำตอบบ้างแล้ว พระเจ้าทรงเตรียมดาวิดในระหว่างที่ท่านหลบหนีซาอูล เพื่อจะขึ้นต่อสู้ได้ในฐานะกษัตริย์ของอิสราเอล ผมคิดว่า บิลล์ ก็อทฮาร์ทเคยพูดถึงสมัยที่อิสราเอลเป็นทาสอยู่ในอียิปต์ว่า เป็นเหมือนอยู่ในค่ายฝึกฝน เตรียมพร้อมสำหรับวันอันยากลำบากในถิ่นทุรกันดารในช่วงอพยพไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา น้ำตาของเรา ความโศกเศร้าและการทนทุกข์นานาไม่เคยสูญเปล่า มีจุดมุ่งหมายเสมอและจุดมุ่งหมายนั้นเป็นเพื่อพระสิริของพระเจ้า และเพื่อการดีทั้งสิ้นของเรา

แต่เดี๋ยว ยังมีอีกครับ! ชั้นเชิงทางทหารและการเมืองที่เราเห็นในพระวจนะตอนนี้เป็นการจัดเตรียมที่พระเจ้ามีต่ออิสราเอล เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะและเข้ายึดครองแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญาไว้กับประชากรของพระองค์เมื่อนานมาแล้ว เครื่องบรรณาการที่ดาวิดได้รับจากบรรดาเมืองขึ้นที่เคยเป็นศัตรู จะเป็นวัตถุดิบที่เตรียมไว้สำหรับการสร้างพระวิหารในอนาคต เหตุการณ์ตอนนี้ไม่เพียงแต่ทำพระสัญญาที่มีต่อดาวิดในบทที่ 7 ให้สำเร็จลง แต่ทำพระสัญญาที่พระเจ้าทรงทำไว้กับอับราฮัม บรรดาบรรพบุรุษและโมเสสเมื่อครั้งโบราณกาลให้สำเร็จลงด้วย

ข้อสอง สิ่งที่ดาวิดทำในพระวจนะตอนนี้เป็นสิ่งที่ทำล่วงหน้าการเสด็จมาขององค์พระเยซูคริสต์ ในฐานะกษัตริย์ของอิสราเอล กษัตริย์ของพระเจ้าเป็นแบบใด? เป็นคำถามที่อยู่ในใจของทุกคนที่รอคอยการเสด็จมาของพระเยซู ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมเองก็เคยสงสัย :

10 บรรดาผู้เผยพระวจนะผู้ได้พยากรณ์ถึงพระคุณซึ่งจะบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย ก็ได้สืบค้นและสอบถามเกี่ยวกับเรื่องความรอดนี้ 11 เขาได้สืบค้นหาบุคคลและเวลา ซึ่งพระวิญญาณของพระคริสต์ผู้ทรงสถิตอยู่ในตัวเขาได้ทรงบ่งไว้ เมื่อเขา ได้ทำนายถึงความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ และถึงพระสิริที่จะมาภายหลัง (1 เปโตร 1:10-11)

พระเมสซิยาห์ที่ทรงสัญญา ด้านหนึ่งคือผู้รับใช้ที่ต้องทนทุกข์ ถูกมนุษย์ปฏิเสธและได้สละชีวิตของพระองค์เองเพื่อคนบาป (อิสยาห์ 52:13—53:12) อีกด้านหนึ่ง พระเมสซิยาห์จะเป็นกษัตริย์แห่งชัยชนะ จะมีชัยเหนือบรรดาศัตรู และจะจัดตั้งอาณาจักรของพระองค์ขึ้น (ดูสดุดี 2) มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ว่าสองสิ่งนี้จะเป็นจริงอย่างไร เพราะพวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าพระเมสซิยาห์จะเสด็จมาบนโลกนี้สองครั้ง – ครั้งแรกเพื่อถูกมนุษย์ปฏิเสธ และเพื่อตายแทนความบาปของผู้ที่หลงหาย ครั้งที่สองเพื่อโค่นล้มบรรดาผู้ชั่วร้ายลง และเพื่อปกครองอาณาจักรของพระองค์

ในบทที่ 8-10 ดาวิดเป็นเหมือนภาพของพระคริสต์ ท่านจัดตั้งอาณาจักรขึ้นโดยมีชัยเหนือบรรดาศัตรูของอิสราเอล ทำให้พวกนี้ตกเป็นเมืองขึ้น อีกด้านดาวิดแสดงความกรุณาต่อเมฟีโบเชท บุตรของโยนาธาน หลานของซาอูล เมฟีโบเชทเป็นผู้สืบราชวงศ์คนเดียวที่เหลืออยู่ของซาอูล ผู้ชิงชัยคนสุดท้ายสำหรับกษัตริย์ โดยทั่วไปกษัตริย์ที่ขึ้นครองในแบบดาวิดจะฆ่าทุกคนที่เป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์ แต่ดาวิดกลับไปเสาะหาชายคนนี้และแสดงความกรุณา ไม่ใช่เป็นเพราะคนนี้จะสร้างผลประโยชน์หรือทำสิ่งใดให้แก่ดาวิดหรืออาณาจักร แต่เพราะเป็นง่อยซึ่งไร้ค่าในสายตามนุษย์ ไม่ใช่เพราะเมฟีโบเชทมีค่าสำหรับดาวิดถึงกับทำให้ท่านต้องเข้ามาอุ้มชู แต่เป็นเพราะความรักที่ดาวิดมีต่อเพื่อนรักอย่างโยนาธาน บิดาของเมฟีโบเชท

บทที่ 8-10 เตือนให้เรานึกถึงสองมิติของพระเจ้า และกษัตริย์ของพระองค์ — ปกครองด้วยอำนาจอธิปไตย และพระคุณ — กลมกลืนกันอย่างสมบูรณ์ พระคุณของพระเจ้าเป็นพระคุณในแบบอธิปไตย เป็นพระคุณที่เราแสวงหาเองไม่ได้หรือสมควรได้รับ แต่เป็นสิ่งที่พระองค์เทลงมาเหนือบรรดาผู้ที่พระองค์เลือกสรรไว้ เป็นพระเมตตาล้วนๆ พระเจ้าปกครองด้วยความชอบธรรม ทำให้มีชัยเหนือศัตรูทั้งสิ้นของพระองค์ พระเจ้าจะทำลายศัตรู เช่นเดียวกับที่พระองค์เคยทำมาแล้วในอดีต

มนุษย์ไม่ต้องการคิดถึงพระเจ้าในแบบนี้ พวกเขาต้องการแต่จะคิดว่าพระเจ้าคือผู้ที่ประทานพระคุณให้เฉพาะคนที่สมควรได้ พวกเขาไม่ชอบพระคุณเพราะนำไปใช้โอ้อวดไม่ได้ พวกเขาไม่ชอบพระคุณเพราะเอาไปอ้างว่าทำเองไม่ได้ หรือคิดว่าตนสมควรได้ พระเจ้าไม่จำเป็นต้องขึ้นกับใครในการที่จะประทานพระคุณ และมนุษย์ก็ไม่ชอบคิดถึงพระเจ้าในแง่ของอำนาจอธิปไตยเหนือศัตรู พวกเขาไม่ชอบคิดเรื่องที่พระองค์ส่งพระเมสซิยาห์มาบนโลกนี้ เพื่อมีชัยเหนือศัตรูและจัดตั้งบัลลังก์ของพระองค์บนความชอบธรรม พวกเขาไม่ชอบคิดเรื่องนรกหรือการทรมานชั่วกับชั่วกัลป์ของคนชั่ว เราเห็นมิติทั้งสองด้านของพระเจ้า ในดาวิดเป็นลักษณะที่คนชั่วคร้ามเกรง หรือไม่พอใจ แต่กลับเป็นคุณลักษณะที่คริสเตียนชื่นชมยินดี เรารู้ว่าเรารอดแล้วโดยพระคุณ เราทั้งหลายก็เหมือนกับเมฟีโบเชท ไม่สมควรแก่พระกรุณา เราน่าจะเป็นที่ไม่ชอบใจของพระเจ้า แต่ถึงแม้เราตกอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชเพียงใด พระเจ้าก็ทรงเลือกที่จะทุ่มเทความรักให้เรา เพราะพระองค์ทรงรักพระบุตรองค์เดียว คือพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงรักและอวยพระพรแก่เรา เพราะองค์พระเยซูคริสต์ เช่นเดียวกับที่ดาวิดรักและมีกรุณาต่อเมฟีโบเชทเพราะเห็นแก่โยนาธานผู้เป็นบิดา ดาวิดได้สำแดงภาพที่สวยงามมากในตอนนี้ ภาพของพระเจ้าและกษัตริย์ของพระองค์คือองค์พระเยซูคริสต์

เป็นไปได้ที่คุณยังไม่ได้มามีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้า เหมือนกับที่เมฟีโบเชทมาเกี่ยวข้องกับดาวิด คุณก็เหมือนกับเมฟีโบเชท ต้องมาถึงจุดที่ตระหนักว่าคุณไม่สมควรที่จะอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ต้องถ่อมใจลงรับพระกรุณาที่มีมาถึงโดยทางพระบุตร คือองค์พระเยซูคริสต์ โดยการยอมรับว่าคุณเป็นคนบาป ยอมรับการจัดเตรียม ที่พระองค์ทำไว้สำหรับลบล้างบาปในองค์พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสละพระชนม์ไถ่บาปแทนเรา และทำให้เราเป็น คนชอบธรรมในสายพระเนตรพระเจ้า และสามารถมีสามัคคีธรรมกับพระองค์ได้ พระเจ้าเชิญเราให้มาร่วม โต๊ะเสวย เมื่อเราเข้ามาวางใจในองค์พระเยซูพระบุตร (ดูสดุดี 23; วิวรณ์ 3:20)

ข้อสาม พระธรรมตอนนี้เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้อำนาจบริหาร และกลายเป็นตัวเปรียบเทียบเมื่อดาวิดใช้อำนาจนี้ในทางที่ผิดในอีกสองบทต่อไป เราเห็นใน 2 ซามูเอลว่าเรื่องราวของดาวิดค่อยๆเผยออกมา ท่านขึ้นมามีอำนาจได้อย่างไร เมื่อซาอูลถูกพระเจ้าปลดออกจากอำนาจ รวมทั้งอิชโบเชทบุตรของท่านด้วย ดาวิดรับการแต่งตั้งขึ้นเป็นกษัตริย์ เริ่มที่ยูดาห์ก่อนและต่อมาอิสราเอลทั้งหมด บัดนี้ดาวิดได้ครอบครองบัลลังก์อย่างสมบูรณ์แล้ว ยึดเมืองเยบุสได้และตั้งขึ้นเป็นกรุงเยรูซาเล็ม เมืองหลวงของท่าน ดาวิดเผชิญหน้ากับบรรดาศัตรูและมีชัย ท่านใช้อำนาจที่พระเจ้าประทานให้ทำพระประสงค์ของพระองค์ให้สำเร็จ เอาชนะประเทศรอบด้าน และเข้าครอบครองดินแดนแห่งพันธสัญญา ท่านแสดงความกรุณาต่อผู้ที่ช่วยตนเองไม่ได้ ท่านใช้อำนาจที่พระเจ้ามอบให้อย่างเหมาะสม เป็นคนต้นเรือนที่ดี ทำให้เราเห็นภาพพระเมสซิยาห์ว่าเป็นอย่างไร และจะเป็นอย่างไรเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง เพื่อจัดตั้งอาณาจักรของพระองค์

บทเรียนสามบทที่ผ่านมานี้ จะเป็นตัวเปรียบเทียบอย่างดี ถึงทัศนคติและการกระทำของดาวิดที่เปลี่ยนไปในบทที่ 11 บทที่ 11 เป็นการที่ดาวิดใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง ท่านใช้อำนาจที่มี อยู่แต่ในวังและส่งกองทัพออกไปรบแทน ใช้อำนาจไปแย่งนางบัทเชบามา และฆ่าสามีนางเสีย ภาพของดาวิดที่จุดสูงสุดของความสำเร็จในบทที่ 8-10 ทำให้เห็นถึงความตกต่ำที่ท่านถลำลึกลงมาในบทที่ 11 และ 12 ขอให้เราเรียนรู้ว่า การเติบโตสูงสุดฝ่ายจิตวิญญาณไม่ได้เป็นเครื่องรับรองว่าเราจะไม่พลาดตกลงมา แต่อาจเป็นสิ่งที่ช่วยเตรียมเราให้พร้อมเมื่อเราพลาดตกลงมา

_____________________________________________________

31 การเอาชนะพวกฟิลิสเตียในสงคราม กับการเข้าควบคุมพวกเขานั้นแตกต่างกันค่อนข้างมาก การเข้าควบคุมคือการยุติการปกครองและให้มาอยู่ภายใต้การควบคุมของดาวิดและอิสราเอลแทน พวกเขาไม่มีอิทธพลต่อดาวิดหรืออิสราเอลอีกต่อไป

32 “ต้นฉบับภาษาฮีบรูพูดว่าดาวิดสู้รบกับ ‘คนอาราเมียนในหุบเขาเกลือ’ (ข้อ 13) ทำให้เกิดความสงสัยว่า คำว่า ‘อาราเมียน’ ถูกต้องหรือเปล่า เนื้อหาในข้อ 13 น่าจะเกิดจากความผิดพลาดของผู้คัดลอก ซึ่งนักวิชาการพระคัมภีร์แทบทุกคนเห็นด้วย จาก 1 พงศาวดาร 18:12, หัวข้อสดุดี 40 และเนื้อหาของบทนั้นพูดถึง เอโดม ไม่ใช่ซีเรียที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ที่หุบเขาเกลือ…ถ้าศึกษาตัวอักษรในภาษาฮีบรูให้ดี จะเห็นชัดว่ามีความสับสนระหว่างคำ dalet และ resh ที่ผู้คัดลอกเขียนไว้ “อ้างอิงจากข้อเขียนของ John J. Davis และ John C. Whitcomb จากหนังสือ Israel From Conquest to Exile: A Commentary on Joshua—2 Kings (Winona Lake, Indiana: BMH Books, 1994) หน้า 296.

33 ยากที่จะแน่ใจว่าหมายถึงตาขวาของผู้ชายเท่านั้นหรือรวมทั้งผู้หญิงและเด็กๆด้วย มีการเจรจากันระหว่างผู้ชายของเมืองยาเบชกิเลอาด และนาหาช และบรรดาคนที่จะไปสู้กับคนอัมโมน ดังนั้นผมขอสรุปว่า เฉพาะคนที่ออกไปสู้รบเท่านั้น ที่จะถูกควักตาขวาออก ทำให้หมดความสามารถออกไปสู้รบได้

34 เป็นคำเลือกใช้ครับ จะถือตามนี้หรือไม่ถือตามก็ได้

35 เทียบกับ 1 ซามูเอล 13:4.

36 ผมพบว่าน่าสนใจที่ผู้เขียนบันทึกว่า “คนอัมโมนทั้งหลาย” ส่งคนไปจ้างชาวซีเรียให้มาช่วยรบกับอิสราเอล ทำไมไม่ใช่ฮานูน กษัตริย์ของพวกเขา? หรือว่าฮานูนถูกพวกผู้ใหญ่ของอัมโมนครอบงำอยู่เบื้องหลัง แบบเดียวกับที่อิชโบเชทถูกอับเนอร์ครอบงำ?

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ All Empress)