บทเรียน 2ซามูเอล บทเรียนที่ 5

บทที่ 5: เมื่อดาวิดเต้นรำถวาย (2 ซามูเอล 6:1-23)

คำนำ

ไม่นานมานี้ ผมและภรรยามีโอกาสเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานของเจนนี่ลูกสาว พอใกล้เวลา บรรยากาศดูเคร่งเครียดเล็กน้อย ใครบางคนนำหนังสือมาให้ภรรยาผมพร้อมกับแนะนำให้อ่านบทๆหนึ่งเป็นพิเศษ จำชื่อหนังสือไม่ได้แต่พอจำเนื้อหาได้ หนังสือเล่มนี้เขียนโดยผู้รับใช้ท่านหนึ่ง เล่าถึงงานแต่งงานที่ท่านเป็นผู้ประกอบพิธี และความประทับใจในงานนั้น

ว่าที่เจ้าสาวอายุไม่มาก คุณแม่ของเธอเป็นแบบที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ ต้องการให้งานออกมาสมบูรณ์ไม่มีที่ติ ราวกับเป็นงานของเธอเอง วางแผนทุกเรื่องจนกระทั่งรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ ตรวจทาน เช็คแล้วเช็คอีก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง แน่นอนต้องมีวงออเครสต้าร์ ชุดที่ใส่ต้องสวยจนตะลึง โบสถ์ที่ใช้ทำพิธีราวกับงานแสดงศิลปะ ไม่ว่าจะดอกไม้ พิธีการ ขนมเค้ก และเครื่องดื่ม ไม่มีสิ่งใดรอดสายตาแม่ว่าที่เจ้าสาวไปได้ เธอบงการทุกคนที่มีส่วนจัดงานครั้งนี้ ตอนซ้อมก็สมบูรณ์ไม่มีที่ติ ทำให้คุณแม่มั่นใจว่าทุกอย่างอยู่ในความควบคุม — ของเธอเป็นอย่างดี

เมื่อถึงวันงาน — พร้อมกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน พิธีใกล้จะเริ่ม เจ้าสาวคอยอยู่กับคุณพ่อด้วยความกระวนกระวาย เดินไปเดินมาอยู่ในห้องจัดเลี้ยง หยิบถั่วมากิน ดื่มพันช์ (ที่ใส่แชมเปญ) กินของกินเล่นไปเรื่อยๆ … กว่าจะถึงเวลาที่ต้องเดินควงคู่ออกมาสู่พิธีพร้อมกับคุณพ่อ เธอก็ชิมอาหารแทบทุกรายการในงานแล้ว เหมือนทั้งเธอและคุณพ่อไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อพิธีเริ่ม เพื่อนเจ้าบ่าวเข้าประจำที่ เจ้าบ่าวยืนคอยอยู่ข้างหน้ากับศิษยาภิบาลที่ประกอบพิธี เพื่อนเจ้าสาวเดินนำขบวนเข้ามาและเข้ายืนประจำที่ สุดท้ายก็คือตัวเจ้าสาวและคุณพ่อ

ขณะที่เจ้าสาวและคุณพ่อเดินเข้ามาเพื่อไปยังที่ประกอบพิธีด้านหน้า ไม่มีใครเห็นว่าหน้าเธอแดงก่ำตัดกับชุดแต่งงาน พอใกล้ถึงด้านหน้า คุณแม่นั่งดูอยู่ทางซ้าย ทุกอย่างที่เธอกินเข้าไปกำลังจะออกมา — เจ้าสาวอาเจียนครับ ผมไม่ได้หมายถึงขย้อนออกมานิดหน่อย คายลงบนผ้าเช็ดหน้าคงไม่มีใครเห็น ผมหมายถึงออกมาหมดใส้หมดพุงครับ เธอพ่นใส่ทุกคนและทุกอย่างที่ยืนอยู่ตรงบริเวณพิธี คุณแม่โดนเป็นคนแรก ตามด้วยเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวที่อยู่ใกล้ที่สุด กลิ่นที่ตามมาชวนให้คลื่นเหียน เลี่ยงไม่พ้นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นทันควัน คุณแม่ตกใจแทบสิ้นสติ เจ้าสาวเป็นลม ดีที่เจ้าบ่าวคว้าไว้ทัน คุณพ่อถอยหลังหลบมาทันยืนยิ้มแหยๆ หัวเราะไม่ออก — เป็นเรื่องที่นึกไม่ถึงจริงๆครับ

ศิษยาภิบาลรีบทำพิธีอย่างสั้นๆ เจ้าสาวถูกนำตัวไปทำความสะอาด รวมทั้งผลผลิตที่กองอยู่หน้าโบสถ์ คนที่ถูกพ่นใส่พอได้สติ รีบไปจัดการทำความสะอาดตนเองโดยเร่งด่วน งานแต่งงานดำเนินต่อไปหลังจากนั้น — แต่ในแบบที่ผู้เป็นแม่ไม่ได้เตรียมตัวตั้งรับ สิบปีหลังเหตุการณ์นั้น พอเล่าเรื่องนี้ทีไรทุกคนหัวเราะกันงอหาย ยิ่งเมื่อได้ดูภาพจากกล้องวีดีโอถึงสามกล้องที่คุณแม่จัดเตรียมไว้ ยิ่งเห็นเหตุการณ์นี้ชัดจากทุกมุมเลยครับ

เรื่องของวันข้างหน้า ไม่ว่าคุณจะจัดเตรียมอย่างดีเท่าไร ควบคุมทุกอย่างเท่าที่ทำได้ มักมีเหตุการณ์พลิกผันผิดพลาดได้ เรื่องนี้เกิดกับดาวิดเช่นกัน หลังจากที่ยึดครองเมืองเยบุสได้แล้ว ท่านมีความตั้งใจนำหีบพันธสัญญา (ที่เรียกว่า “หีบแห่งพระเจ้า”) ที่เก็บอยู่ในบ้านของอาบีนาดับ ที่เมืองคีรียาท-เยอาริม23 ดาวิดปรึกษาเรื่องนี้กับพวกผู้ใหญ่อย่างรอบคอบ การกระทำที่เห็นพ้องต้องกันของคนทั้งชาติ:

1 ดาวิดได้ทรงหารือกับนายพันและนายร้อย กับหัวหน้าทุกๆคน 2 และดาวิด ตรัสกับชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวงว่า “ถ้าท่านทั้งหลายเห็นด้วยและถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ก็ให้เราทั้งหลายส่งคนไปหาพี่น้อง ของเรา ผู้ที่เหลืออยู่ในแผ่นดินอิสราเอลทั้งสิ้น ให้ไปยังปุโรหิตและคนเลวีด้วย ผู้ซึ่งอยู่ในหัวเมืองของเขาที่มีทุ่งหญ้า เพื่อให้เขาทั้งหลายมาหาเราพร้อมกัน 3 และให้เราทั้งหลายนำหีบแห่งพระเจ้าของเรา มายังเราอีก เพราะเราทั้งหลาย มิได้ไต่ถามถึงในสมัยของซาอูล” 4 ชุมนุมชนทั้งสิ้นนั้นก็ตกลงที่จะกระทำตาม เพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ชอบในสายตาของประชาชน 5 เพราะฉะนั้น ดาวิดจึง ประชุมอิสราเอลทั้งสิ้นตั้งแต่ ชิโหร์ลำธารแห่งอียิปต์ ถึงทางเข้าเมืองฮามัท เพื่อจะเชิญหีบแห่งพระเจ้ามาจากคีริยาทเยอาริม (1 พงศาวดาร 13:1-5)24

เช่นเดียวกับงานแต่งงาน มีการจัดเตรียมอย่างดีเพื่อเชิญหีบแห่งพันธสัญญามาที่กรุงเยรูซาเล็ม นำเกวียนใหม่มาใช้นำหีบพันธสัญญาขึ้นไปทางตะวันออกประมาณหกไมล์ และอ้อมลงใต้อีกเล็กน้อยเข้าสู่เยรูซาเล็ม การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ราบเรียบ เนื่องจากคีรียาท-เยราอิมอยู่บนเขา เยรูซาเล็มก็เช่นกัน แต่ระหว่างทางเป็นพื้นที่ลุ่มๆดอนๆซึ่งหมายความว่าต้องมีการขึ้นลงภูเขาหลายเที่ยว ประชาชน ต่างก็ชื่นชมยินดีเป็นอันมาก ขณะที่ดาวิดและคนอิสราเอลนำหีบพันธสัญญามาสู่กรุงเยรูซาเล็ม ทุกคนที่เดินทางมากับดาวิดเฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่ (1 พงศาวดาร 13:8; เปรียบเทียบกับ 2 ซามูเอล 6:5) มีการนำ เครื่องดนตรีแทบทุกชนิดมาเล่น นักร้องมาร้องเพื่อเฉลิมฉลอง และจากที่บันทึกไว้คงต้งอมีการเต้นรำถวายด้วยความยินดี

ทันใดนั้นมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น วัวตัวหนึ่งเกิดสะดุดทำเกวียนเกือบล้มคว่ำ ไม่มีการบันทึกว่าวัวสะดุดอะไร หรือว่ามันตื่นเต้นเพราะมีคนเต้นโลดเข้ามาจนใกล้ ไม่ว่าเป็นเพราะอะไร วัวตัวนั้นเกิดตื่นควบคุมไม่อยู่ ทำให้เกวียนและหีบพันธสัญญาที่บันทุกอยู่ขยับเลื่อนจนดูเหมือนจะตกลงมา อุสซาห์ที่เดินอยู่ข้างเกวียนใกล้กับหีบพันธสัญญา รับไม่ได้ที่จะปล่อยให้หีบพันธสัญญาตกลงมา จึงเอื้อมมือไปจับ เมื่อทำเช่นนั้น พระเจ้าลงโทษเขาจนสิ้นชีวิต งานฉลองหยุดกึกลงทันควัน ความชื่นชมยินดีเปลี่ยนเป็นตื่นตกใจ ความสุขใจของดาวิดเปลี่ยนเป็นความโกรธ เพราะพระเจ้าทรง “ทำลายขบวนพาเหรดของท่าน” ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกสิ่งที่ทำท่านทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า ทำไมพระองค์ไม่เข้าใจ? ทำไมถึงประหารชีวิตของคนที่เฝ้าดูแลหีบพันธสัญญานี้มาหลายปี? ทำไมพระเจ้าถึงทำลายงานฉลองนี้?

ดาวิดต้องการให้หีบพันธสัญญาของพระเจ้ามาอยู่ที่เยรูซาเล็มกับท่าน แต่อุสซาห์กลับถูกฆ่าตาย ดาวิดไม่อยากจะเดินทางต่อ กลัวที่จะนำหีบไปไว้ใกล้ตัวที่เยรูซาเล็ม จึงตัดสินใจว่าจะปลอดภัยกว่าที่จะเก็บหีบไว้ห่างออกไป อย่างน้อยจนกว่าจะหาสาเหตุได้ว่าผิดพลาดที่ใด อะไรคือปัญหา? อะไรที่ผิดพลาด? แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร? ไม่มีคำอธิบายในพระวจนะตอนนี้ เป็นเหมือนปริศนาที่ ต้องขบคิดกัน คำตอบมีอยู่ในพระคัมภีร์ครับ เราจะได้เห็นกันต่อไปและเป็นสิ่งที่เราต้องนำมาใช้ในชีวิตด้วย เช่นเดียวกับคนอิสราเอลในสมัยนั้น ยังมีมุมอื่นในเรื่องนี้อีกที่เรายังไม่ได้พูดถึง เรื่องของมีคาล ที่เป็นผู้ “ทำลายขบวนพาเหรดของดาวิด” ด้วย เรื่องนี้ก็มีบทเรียนสอนเราเหมือนกัน ขอให้ตั้งใจฟังในสิ่งที่พระวิญญาณต้องการสอนเราจากบทเรียนนี้

พระเจ้าทรงทำลายขบวนพาเหรดของดาวิด (6:1-11)

1 ดาวิดทรงรวบรวมคนอิสราเอลที่คัดเลือกแล้วอีก ครั้งหนึ่งได้สามหมื่นคน 2 และดาวิดก็ทรงลุกขึ้นไปกับประชาชนทั้งสิ้น ที่อยู่กับพระองค์จากบาอาเล ยูดาห์ เพื่อทรงนำหีบของพระเจ้าขึ้นมาจากที่นั่นซึ่งเรียกตามพระนาม คือพระนามของพระเจ้าจอมโยธาผู้ประทับบนเครูบ 3 และเขาทั้งหลายก็เอาเกวียนใหม่บรรทุกหีบของพระเจ้า และนำออกมาจากเรือนของอาบีนาดับซึ่งอยู่บนเนินเขา และอุสซาห์กับอาหิโยบุตรของอาบีนาดับก็ขับเกวียนใหม่เล่มนั้น 4 และนำออกมาจากเรือนของอาบีนาดับซึ่งอยู่บนเนินเขา เกวียนบรรจุหีบของพระเจ้าไป และอาหิโยเดินนำหน้าหีบ 5 ดาวิดกับพงศ์พันธุ์อิสราเอลก็ร่าเริงกันอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยเต็มกำลังของเขาทั้งหลายมีการร้องเพลง เล่นพิณเขาคู่และพิณใหญ่ รำมะนา กรับ และฉาบ 6 และเมื่อมาถึงลานนวดข้าวของนาโคน อุสซาห์ก็เหยียด มือออกจับหีบของพระเจ้าไว้เพราะโคสะดุด 7 และพระพิโรธของพระเจ้าก็เกิดขึ้น กับอุสซาห์ และพระเจ้าทรงประหารเขาเสียที่นั่น เพราะเขาเหยียดมือออกจับหีบนั้น และเขาก็สิ้นชีวิตอยู่ข้างหีบของพระเจ้า 8 และดาวิดก็ไม่ทรงพอพระทัย เพราะพระเจ้าทรงทลายออกมาเหนืออุสซาห์ จึงเรียกที่ตรงนั้นว่า เปเรศอุสซาห์ จนถึงทุกวันนี้ 9 ในวันนั้นดาวิดก็ทรงกลัวพระเจ้า และพระองค์ตรัสว่า “หีบของพระเจ้าจะมาถึงข้าได้อย่างไร” 10 ดังนั้นดาวิดจึงไม่ยอมที่จะนำหีบของพระเจ้าเข้าไปในเมืองของดาวิดให้อยู่กับตน แต่ดาวิดได้ทรงนำไปที่บ้านของโอเบดเอโดมชาวกัท 11 หีบของ พระเจ้าก็ค้างอยู่ที่บ้านของโอเบดเอโดม ชาวกัทสามเดือน และพระเจ้าทรงอำนวย พระพรแก่โอเบดเอโดม และครัวเรือนของเขาทั้งสิ้น

เราจะพบเรื่องความผิดพลาดนี้ได้ต้องย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ไปถึงครั้งที่พระเจ้าประทานพระบัญญัติให้กับคนอิสราเอล เมื่อพระองค์ตรัสสั่งเกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนย้ายหีบพันธสัญญา เป็นคำสั่งที่พระองค์ตรัสกับโมเสสในเรื่องพลับพลาและหีบแห่งพันธสัญญา

8 แล้วให้เขาสร้างสถานนมัสการถวายแก่เรา เพื่อเราจะได้อยู่ท่ามกลางพวกเขา 9 แบบอย่างพลับพลาและเครื่องทั้งปวงของพลับพลานั้น เจ้าจงทำตามที่เรา แจ้งไว้แก่เจ้านี้ทุกประการ 10 “ให้เขาทำหีบใบหนึ่งด้วยไม้กระถินเทศ ยาวสองศอกคืบ กว้างศอกคืบ และสูงศอกคืบ 11 หีบนั้นหุ้มด้วยทองคำบริสุทธิ์ ทั้งด้านในและด้านนอก แล้วทำกระจังคาดรอบหีบนั้นด้วยทองคำ 12 ให้หล่อ ห่วงทองคำสี่ห่วงสำหรับหีบนั้น ติดไว้ที่มุมทั้งสี่ ด้านนี้สองห่วง และด้านนั้นสองห่วง 13 ให้ทำคานหามด้วยไม้กระถินเทศหุ้มด้วยทองคำ 14 แล้วสอด คานหามเข้าที่ห่วงข้างหีบสำหรับใช้ยกหามหีบนั้น 15 ไม้คานหามให้สอด ไว้ในห่วงของหีบอย่าถอดออกเลย 16 พระโอวาทที่เราจะให้แก่เจ้าจงเก็บไว้ในหีบนั้น 17 แล้วจงทำพระที่นั่งกรุณา ด้วยทองคำบริสุทธิ์ยาวสองศอกคืบ กว้างศอกคืบ 18 จงทำเครูบทองคำสองรูป โดยใช้ฝีค้อนทำตั้งไว้ที่ปลายพระ ที่นั่งกรุณาทั้งสองข้าง 19 ทำเครูบไว้ที่ปลายพระที่นั่งกรุณาข้างละรูป ทำเครูบนั้นและให้ตอนปลายทั้งสองข้างติดเป็นเนื้อเดียวกับพระที่นั่งกรุณา 20 ให้เครูบกางปีกออกไว้เบื้องบนปกพระที่นั่งกรุณาไว้ด้วยปีก และให้หันหน้าเข้าหากัน ให้เครูบหันหน้ามาตรงพระที่นั่งกรุณา 21 แล้วจงตั้งพระที่นั่งกรุณานั้นไว้บนหีบ จงบรรจุพระโอวาทซึ่งเราจะให้ไว้แก่เจ้าไว้ในหีบนั้น 22 ณที่นั้น เราจะอยู่ให้เจ้า เข้าเฝ้า และจะสนทนากับเจ้า จากเหนือพระที่นั่งกรุณาระหว่างกลางเครูบ ซึ่งตั้งอยู่บนหีบพระโอวาท เราจะสนทนากับเจ้าทุกเรื่อง ซึ่งเราจะสั่งเจ้าให้ประกาศแก่ชนชาติอิสราเอล (อพยพ 25:8-22)

มีการสร้างพลับพลาขึ้นเป็นครั้งแรก พระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่นั่น

34 ในขณะนั้นมีเมฆมาปกคลุมเต็นท์นัดพบไว้ และพระสิริของพระเจ้า ก็ ปรากฏอยู่เต็มพลับพลานั้น 35 โมเสสเข้าไปในเต็นท์นัดพบไม่ได้ เพราะเมฆปกคลุมอยู่ และพระสิริของพระเจ้าก็อยู่เต็มพลับพลานั้น (อพยพ 40:34-35)

พระเจ้าทรงสั่งไว้อย่างชัดเจนเรื่องหีบแห่งพันธสัญญา พระองค์ไม่ทรงแต่สั่งว่าจะสร้างอย่างไร พระองค์สั่งเรื่องการเคลื่อนย้ายไปมาด้วย ในกันดารวิถีบทที่ 5 พระองค์บอกชัดเจนถึงการจัดเก็บพลับพลาเพื่อเคลื่อนย้ายไปตั้งในที่ต่อไป ให้สังเกตุดูข้อ 15 เป็นพิเศษ:

15 เมื่ออาโรนและบุตรชายคลุมสถานนมัสการ และคลุมเครื่องใช้ของสถานนมัสการเสร็จแล้ว เมื่อถึงเวลาเคลื่อนย้ายค่าย วงศ์วานโคฮาทจึงจะเข้ามาหาม แต่เขาต้องไม่แตะต้องของบริสุทธิ์เหล่านั้น เกลือกว่าเขาจะต้องตาย สิ่งเหล่านี้แหละที่เป็นของประจำเต็นท์นัดพบ ซึ่งวงศ์วานของโคฮาทจะต้องหาม (กันดารวิถี 4:15; ดู 7:9 ด้วย)

เราคงจะจำได้ในอพยพ 25:14-15 ว่ามีห่วงข้างหีบ เพื่อใช้ใส่ไม้คานหาม และไม้คานหามนี้มีไว้สำหรับ เคลื่อนย้ายหีบไปมา

หีบแห่งพันธสัญญานี้จะอยู่กับคนอิสราเอลเสมอในระหว่างเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดาร หีบนี้นำหน้าคนอิสราเอลเมื่อข้ามแม่น้ำจอร์แดน (โยชูวา 3:14-17) มีการพูดถึงหีบพันธสัญญาบ่อยครั้งใน 1 และ 2 ซามูเอล ตอนเด็กซามูเอลนอนอยู่ใกล้กับหีบพันธสัญญา (1 ซามูเอล 3:3) เมื่ออิสราเอลกำลังจะพ่ายแพ้ฟิลิสเตีย พวกเขาทำไม่ถูกที่นำหีบพันธสัญญาออกสู่สนามรบ ราวกับเป็นเครื่องรางของขลัง นอกจากพ่ายแพ้แล้วยังสูญเสียหีบพันธสัญญาไปด้วย (1 ซามูเอล 4) สองบทต่อไป (5-6) ของ 1 ซามูเอล เป็นเรื่องราวความวิบัติต่างๆที่พระเจ้าส่งลงมาเหนือคนฟิลิสเตีย และทำให้ในที่สุดพวกเขาตัดสินใจส่งคืน ที่น่าสนใจที่สุดคือวิธีการที่เขาส่งหีบพันธสัญญานี้คืนกลับไปยังแผ่นดินอิสราเอล พระของพวกฟิลิสเตียประชุมกันและมีคำสั่งออกมาถึงวิธีการเคลื่อนย้ายหีบ ให้มาดูคำสั่งเหล่านี้และผลที่เกิดขึ้น :

7 บัดนี้จงเตรียมเกวียนใหม่เล่มหนึ่งมาเทียมเข้ากับแม่โคคู่หนึ่งซึ่งยังไม่เคยเข้าเทียมแอกเลย จงเอาแม่โคมาเทียมเกวียนแล้วพรากลูกๆของมันกลับไปบ้านเสียให้พ้นจากมัน 8 จงนำหีบแห่งพระเจ้ามาวางไว้บนเกวียน และวางเครื่องทองคำซึ่งท่านทั้งหลาย ถวายให้ พระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่ความผิดไว้ในหีบข้างๆ แล้วก็ปล่อยให้มันไป 9 และคอยดู ถ้าไปตามทางถึงแผ่นดินของมันเอง คือทางไปเมืองเบธเชเมช พระองค์ก็เป็นผู้ทรงให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงนี้แก่เรา ถ้าไม่เช่นนั้น เราจะได้ทราบว่าไม่ใช่พระหัตถ์ของพระองค์ที่กระทำต่อ เราเป็นเคราะห์กรรมที่บังเอิญเกิดขึ้นแก่เราเอง” 10 คนเหล่านั้นก็กระทำตาม นำเอาแม่โคคู่หนึ่งเทียมเข้ากับเกวียน แล้วขังลูกๆของมันไว้ที่บ้าน 11 และเขาก็วางหีบแห่งพระเจ้าไว้บนเกวียนพร้อมกับหีบหนูทองคำ และรูปฝีของเขา 12 แม่โคก็เดินตรงไปตามทางที่ไปเมืองเบธเชเมช ไปตามทางหลวง เดินพลางร้องพลางไม่เลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้าย และ บรรดาเจ้านายแห่งคนฟีลิสเตียก็ตามมันไปจนถึงพรมแดนเมืองเบธเชเมช (1 ซามูเอล 6:7-12)

แปลกนะครับที่พวกฟิลิสเตียเองเลือกใช้เกวียนใหม่บันทุกหีบพันธสัญญา และใช้แม่โคสองตัวลาก ประการแรก พวกฟิลิสเตียไม่มีและไม่รู้จักกฎบัญญัติของอิสราเอล จึงไม่มีทางรู้ว่าพระเจ้าตรัสสั่งเรื่องการเคลื่อนย้ายหีบอย่างไร นอกจากนั้นพวกเขาจะไปหาคนเชื้อสายโคฮาทที่ไหนมาหาม? และที่สำคัญที่สุดของฟิลิสเตีย การขนย้ายหีบครั้งนี้ทำให้พวกเขาได้ทดสอบไปในตัวด้วยว่าภัยพิบัติต่างๆที่เผชิญนั้น เป็นฝีมือของพระเจ้าหรือเป็นเพียงเรื่องของ “โชคร้าย” การที่แม่โคยอมทิ้งลูกอ่อนและลากเกวียนไปแต่โดยดีทั้งๆที่ไม่มีคนขับ ลากไปจนถึงชายแดนอิสราเอล ย่อมไม่ใชเรื่องบังเอิญแน่นอน เป็นการกระทำของพระเจ้า

ปัญหาคือ คนอิสราเอลเลียนแบบคนฟิลิสเตียมากกว่าจะเชื่อฟังพระเจ้า ผมเชื่อว่าพวกเขาลืมคำสั่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ คงไม่ใช่เป็นการละเลยหรือฝ่าฝืนคำสั่ง หีบพันธสัญญาไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาเป็นเวลานาน ไม่มีการนำมาใช้หรือเข้าประจำการ แต่อยู่เฉยๆที่ในบ้านของอาบีนาดับถึง 20 ปี ก่อนถูกนำออกมาอีกครั้ง (ดู 1 ซามูเอล 7:2; 14:18-19) จึงง่ายที่จะหลงลืมคำสั่งต่างๆที่พระเจ้าสั่งคนอิสราเอลไว้ เมื่อเดินทางอพยพอยู่ในถิ่นทุรกันดาร

นอกจากนั้น ใครอยากออกแรงไปหามหีบพันธสัญญา เอาบันทุกเกวียนไม่สะดวกกว่าหรือ? สมัยที่ผมเป็นวัยรุ่น พ่อของผมตัดสินใจย้ายที่สิ่งก่อสร้างที่ท่านปลูกไว้ มันทำด้วยไม้และท่อนซุงใช้เป็นกึ่งๆโรงรถของบ้าน พ่ออยากจะย้ายมันออกไปสักสองร้อยฟุต ท่านตั้งใจจะใช้ “รถลากซุง” ที่มีสายเคเบิ้ลยาวมาลาก รถคันนี้พอเดินหน้าถอยหลังออกแรงดึงไปมาสัก 16 ฟุต ตัวโรงรถจะขยับไปได้ 1/8 นิ้ว การใช้รถนี้จะช่วยได้มาก ผมจำได้ว่ารถลากซุงนี้มีสายเคเบิ้ลที่เหนียวและแข็งแรงผูกติดอยู่ เวลาลากจะมีเสียงดังน่ากลัว อยากบอกว่าในสมัยนั้นผมยังเป็นวัยรุ่นจอมขี้เกียจ อยากช่วยพ่อทำให้มันเสร็จๆไป จึงอาสาเสนอทางออกง่ายๆให้ เสนอให้เอาตะขอไปเกี่ยวกับโครงหลังคา แล้วแค่ใช่รถกระบะลากไป แน่นอนผมต้องเป็นคนขับ พ่อผมใจอ่อน ยอมครับ ผมจึงเอาตะขอไปเกี่ยวตัวโรงรถไว้ ขึ้นรถและ พร้อมจะขับออกไป อยู่ดีๆพ่อเกิดเปลี่ยนใจ บอกให้ไปตามรถลากซุงมาแทนตามแผนเดิมดีกว่า เสียดาย แต่อย่างน้อยผมก็ได้ขับรถออกไปตามรถลากซุง ผมรีบกระโดดขึ้นรถ เร่งเครื่องออกไป ลืมเอาตะขอออก พ่อผมแทบเป็นลม เพราะโรงรถทั้งหลังเกือบพังลงมา

ถ้าผมเกิดในสมัยนั้น คงต้องใช้โคมาลากเกวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผมถูกเลือกให้ไปหามหีบพันธสัญญา มันเหมาะสมและง่ายกว่ามาก แต่ไม่ใช่เป็นแบบที่พระเจ้าสั่งเอาไว้ วิธีการที่พระเจ้าสั่ง ไม่ใช่เป็นเรื่องเหลวไหล เป็นพระบัญญัติที่มีเหตุผล การแตะต้องหีบพระบัญญัติถือเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งตามที่เปิดเผยอยู่ในข้อ 2 :

2 และดาวิดก็ทรงลุกขึ้นไปกับประชาชนทั้งสิ้น ที่อยู่กับพระองค์จากบาอาเลยูดาห์ เพื่อทรงนำหีบของพระเจ้าขึ้นมาจากที่นั่นซึ่งเรียกตามพระนาม คือพระ นามของพระเจ้าจอมโยธาผู้ประทับบนเครูบ

ในอพยพบทที่ 25 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่าพระองค์จะมาประทับและสนทนากับโมเสสจากเหนือหีบพันธสัญญา ระหว่างเครูบ (25:22) พระเจ้าเลือกที่จะสำแดงพระองค์ในพลับพลา โดยเฉพาะที่เหนือหีบพันธสัญญา ครั้งแรกเมื่อพระสิริอยู่เต็มที่ในพลับพลา แม้แต่โมเสสเองยังไม่กล้าเข้าไป (อพยพ 40:34-35) มนุษย์ที่เป็นคนบาปไม่สามารถเข้าใกล้พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ได้

จึงไม่น่าสงสัยว่าทำไมอุสซ่าห์ถูกประหารเมื่อเอามือไปแตะต้องหีบพันธสัญญา หีบพันธสัญญาเป็นสิ่งบริสุทธิ์ ไม่มีใครแตะต้องได้ ใครที่ไปแตะถูกต้องตาย โดยใช้ไม้คานหามจะไม่มีใครแตะโดนตัวหีบได้ คนที่ทำหน้าที่หามจะก้าวขาไปพร้อมๆกันเพื่อทำให้หีบมั่นคงไม่เคลื่อนไหว การนำหีบไปใส่เกวียนเทียมโค ทำให้หีบไม่มั่นคง เลื่อนไปมาได้ และอาจตกลงมา ทางเดียวที่จะทำให้หีบไม่ตกจากเกวียน คือต้องเอามือไปจับไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อุสซาห์ทำ และเป็นสิ่งที่ทำให้อุสซาห์ต้องตาย

ดาวิดและคนที่ช่วยกันย้ายหีบพันธสัญญาทำผิดพลาดหลายประการ ประการแรก พวกเขาลืมนึกถึงความยิ่งใหญ่และความยำเกรงสูงสุดที่ต้องมีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า สอง พวกเขาลืมสิ้นถึงคำสั่งที่พระเจ้ากำหนดไว้ในการ เคลื่อนย้ายหีบพันธสัญญา และประการที่สาม พวกเขาลืมบทเรียนอันสาหัสที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ เมื่อคน ฟิลิสเตียส่งหีบพันธสัญญากลับคืนอิสราเอล มีหลายคนต้องเสียชีวิตไป เพราะละเลยเลินเล่อในเรื่องนี้:

19 พระองค์จึงทรงประหารชาวเบธเชเมช เพราะว่าเขาทั้งหลายได้ มองหีบแห่งพระเจ้า พระองค์ได้ทรงประหารเสียเจ็ดสิบคนและห้าหมื่นคน และประชาชนก็ไว้ทุกข์ เพราะว่าพระเจ้าทรงประหารประชาชนเสียเป็นอันมาก 20 แล้วชาวเบธเชเมชจึงกล่าวว่า “ผู้ใดสามารถยืนอยู่ ต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าบริสุทธิ์ องค์นี้ได้พระองค์จะเสด็จไปจากเราไปหาผู้ใดดี” 21 ดังนั้นเขาจึงส่งสารไปยังชาวเมืองคีริยาทเยอาริม กล่าวว่า “คนฟีลิสเตียได้คืนหีบแห่งพระเจ้ามาแล้ว ขอลงมาเชิญหีบ ขึ้นไปอยู่กับท่านเถิด” (1 ซามูเอล 6:19-21)

คุณว่าตลกมั้ยที่อิสราเอลไปเลียนแบบฟิลิสเตีย เมื่อขาดความยำเกรง ภัยพิบัติต่างๆก็เกิดขึ้นกับคนฟิลิสเตีย ทำให้พวกเขากลัวเกรงพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหีบพันธสัญญาของพระองค์ จึงแสวงหาวิธีส่งไปให้พ้นๆ ตัว เมื่อหีบพันธสัญญากลับคืนสู่อิสราเอล พวกเขาเองก็ถูกพระเจ้าลงโทษเพราะไม่ใส่ใจเรื่องความยำเกรง ถึงกับทำให้อยากส่งหีบไปไกลให้พ้นตัว บทเรียนจาก 1 ซามูเอลบทที่ 6 ถูกลืมสิ้นเมื่อมาถึง 2 ซามูเอล บทที่ 6 อย่าลืมนะครับว่าหนังสือทั้งสองเล่มนี้เมื่อก่อนคือเล่มเดียวกัน เพียงสองสามปี และสองสามบท ผ่านไปเท่านั้น บทเรียนอันแสนสาหัสก็ถูกลืมสิ้น ทำไมมันง่ายที่จะรื้อฟื้นเรื่องราวในประวัติศาสตร์มากกว่า จะเรียนรู้บทเรียนจากมัน?

ถึงบ้านในที่สุด (6:12-19)

12 มีคนไปกราบทูลกษัตริย์ดาวิดว่า “พระเจ้าทรงอำนวยพระพรแก่ครัวเรือนของโอเบดเอโดม และทุกสิ่งที่เป็นของเขาเนื่องด้วยหีบของพระเจ้า” ดังนั้น ดาวิดจึงเสด็จไปนำหีบของพระเจ้าขึ้นมาจาก บ้านของโอเบดเอโดมถึงเมือง ดาวิดด้วยความชื่นชมยินดี 13 และเมื่อผู้ที่หามหีบของพระเจ้าเดินไปได้หกก้าว ดาวิดก็ทรงถวายโคตัวหนึ่งกับลูกโคอ้วนตัวหนึ่ง 14 และดาวิดก็ทรงรำ ถวายแด่พระเจ้าด้วยสุดกำลังของพระองค์ และดาวิดมีเอโฟดผ้าป่านคาดอยู่ที่ พระองค์ 15 ดังนั้นแหละดาวิดและพงศ์พันธุ์อิสราเอล ด้วยได้นำหีบของพระเจ้า ขึ้นมาด้วยเสียงโห่ร้อง และด้วยเสียงเป่าเขาสัตว์ 16 และขณะเมื่อหีบของพระเจ้า เข้ามาถึงเมืองดาวิด มีคาลราชธิดาของซาอูลก็มองออกที่ช่องหน้าต่าง เห็นพระ ราชาดาวิดกระโดดโลดเต้นรำถวายแด่พระเจ้า และนางก็มีใจหมิ่นประมาท 17 เขา ทั้งหลายนำหีบของพระเจ้าเข้ามาตั้งไว้ในที่กำหนดภายในเต็นท์ซึ่งดาวิดได้ทรงสร้างขึ้นไว้ และดาวิดก็ทรงถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องศานติบูชาแด่ พระเจ้า
18 และเมื่อดาวิดทรงกระทำการถวายเครื่องเผาบูชาและศานติบูชาสำเร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงถวายอวยพรประชาชน ในพระนามของพระเจ้าจอมโยธา 19 และ ทรงแจกขนมปังคนละแผ่น เนื้อคนละก้อน และขนมองุ่นแห้งคนละแผ่นแก่ประชาชนทั้งปวง คือประชาชนอิสราเอลทั้งหมดทั้งผู้หญิงผู้ชาย แล้วประชาชน ทั้งหลายต่างก็กลับไปยังบ้านของตน

ในกรุงเยรูซาเล็มคงมีบรรยากาศของความเศร้าหมองในช่วงเวลาที่หีบพันธสัญญาถูกเก็บอยู่ที่บ้านของ โอเบดเอโดม แต่สำหรับโอเบดเอโดมและครอบครัวกลับเป็นเวลาแห่งความชื่นชมยินดี เราไม่รู้ว่าโอเบด เอโดมได้รับพระพรในเรื่องใด แต่เรารู้ว่าตลอดเวลาที่หีบพันธสัญญาอยู่ที่นั่น เขาและครอบครัวได้รับการ อวยพรจากพระเจ้า ผู้คนเริ่มรู้และในที่สุดก็ไปถึงหูของดาวิด มันเป็นหมายบอกเหตุบางอย่าง ดาวิดเองไม่ ใช่หรือที่คิดว่าใครที่อยู่ใกล้กับหีบจะพบแต่เรื่องเดือดร้อน? ถ้าเป็นจริง ดาวิดคงไม่อยากได้หีบมาไว้ไกล้ตัว ที่เยรูซาเล็มเป็นแน่ ท่านถึงส่งไปเก็บในที่ไกลๆ ที่บ้านของโอเบดเอโดม แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าหีบ พันธสัญญาเป็นแหล่งของพระพร แล้วที่อุสซาห์ตายไปเป็นเพราะผิดพลาดตรงไหน? จะแก้ใขอย่างไรดี เพื่อหีบพันธสัญญาจะกลับคืนสู่เยรูซาเล็มพร้อมด้วยพระพร? คำถามนี้ทำให้ดาวิดคิดหนัก คนอิสราเอลอื่นๆ ก็เช่นกัน

เราคงคาดว่าน่าจะมีคำตอบ ซึ่งเป็นสาเหตุทีี่ผู้เขียนไม่่ยอมบอกเอาไว้ แต่ผู้เขียนพงศาวดารไม่ได้คาดหวัง มากจากคนอ่าน จึงมีการบันทึกไว้ให้อย่างชัดเจน:

  1. ดาวิดทรงสร้างพระราชวังของพระองค์ในนครดาวิด และพระองค์ทรง เตรียมที่ไว้สำหรับหีบของพระเจ้าและ ทรงตั้งเต็นท์ไว้ให้
  2. แล้วดาวิด ตรัสว่า “นอกจากคนเลวีแล้วไม่ควรที่คนอื่นจะหามหีบของพระเจ้า เพราะ ว่าพระเจ้าทรงเลือกเขาให้หามหีบของพระเจ้า และปรนนิบัติพระองค์เป็นนิตย์”
  3. และดาวิดทรงประชุมอิสราเอลทั้งสิ้นที่เยรูซาเล็ม เพื่อจะนำหีบของพระเจ้า มาสู่ที่ของหีบนั้นซึ่งพระองค์ ได้ทรงเตรียมไว้ให้
  4. และดาวิดทรงรวบรวมเชื้อ สายของอาโรนและคนเลวี
  5. 5 คือจากเชื้อสายของโคฮาท ได้อุรีเอลเป็นหัวหน้า พร้อมกับพี่น้องของเขาหนึ่งร้อยยี่สิบคน
  6. จากเชื้อสายของเมรารีได้อาสายาห์ เป็นหัวหน้าพร้อมกับพี่น้องของเขาสองร้อยยี่สิบคน
  7. จากเชื้อสายของเกอร์โชม ได้โยเอลเป็นหัวหน้า กับพี่น้องของเขา หนึ่งร้อยสามสิบคน
  8. จากเชื้อสายของ เอลีชาฟานได้เชไมอาห์เป็นหัวหน้า กับพี่น้องของเขา สองร้อยคน
  9. จากเชื้อ สายของเฮโบรนได้เอลีเอลเป็นหัวหน้า กับพี่น้องของเขาแปดสิบคน
  10. จากเชื้อสาย ของอุสซีเอล ได้อัมมีนาดับเป็นหัวหน้ากับ พี่น้องของเขาหนึ่งร้อยสิบสองคน
  11. แล้วดาวิดทรงเรียกศาโดกและอาบียาธาร์ปุโรหิต และคนเลวีคืออุรีเอล อาสายาห์ โยเอล เชไมอาห์ เอลีเอลและอัมมีนาดับ
  12. และตรัสกับเขาทั้งหลายว่า เจ้าทั้งหลายเป็นหัวหน้าตระกูลของคนเลวี จงชำระตัวของเจ้าเสีย ทั้งเจ้าและพี่น้อง
    ของเจ้า เพื่อเจ้าจะนำหีบของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่ง อิสราเอลขึ้นมายังสถานที่ ซึ่งเราได้จัดเตรียมไว้ให้
  13. เพราะเจ้ามิได้ไปหามเสียแต่ครั้งแรก พระเยโฮวาห์พระเจ้า ของเราจึงทรงพระพิโรธต่อเรา เพราะเรามิได้แสวงหาตามกฎหมาย
  14. แล้วปุโรหิต และคนเลวีจึงได้ชำระตัวของเขา เพื่อจะเชิญหีบของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลขึ้นมา
  15. และคนเลวีได้หามหีบของพระเจ้าด้วยคานหาม ดังที่โมเสสได้บัญชา เขาไว้ตามพระวจนะของพระเจ้า (1 พงศาวดาร 15:1-15)

เมื่ออุสซาห์ตาย ดาวิดโกรธมาก แล้วกลายเป็นกลัว ความกลัวของท่านเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์จะอยู่ใกล้ประชากรของพระองค์เพื่ออวยพระพร ทางเดียวที่ประชากรจะทำได้ คือต้องทำตามคำสั่งและข้อกำหนดของพระองค์ การสถิตอยู่ของพระองค์เกี่ยวข้องกับหีบพันธสัญญา ประ ชากรสามารถเข้าเฝ้าพระองค์ได้ แต่ไม่ใช่ใกล้จนเกินไป พวกเขาแตะต้องหีบไม่ได้ ถ้าทำก็ต้องตาย แปล ว่าทางเดียวที่จะย้ายหีบพันธสัญญาได้ ต้องทำตามที่พระเจ้ากำหนดไว้ คือใช้คนเชื้อสายโคฮาทมาหาม โดยหามคานที่คล้องอยู่กับห่วงของหีบพันธสัญญา

ตอนนี้ดาวิดค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าการได้อยู่ใกล้กับหีบพันธสัญญาคือพระพร แต่ต้องมีการนำกลับมาสู่กรุง เยรูซาเล็ม โดยทำตามข้อกำหนดที่พระเจ้าตรัสสั่งไว้ทุกประการ ดาวิดรวบรวมคนอิสราเอลและออก คำสั่งให้ลูกหลานเชื้อสายโคฮาทมาเป็นผู้หาม มีคำสั่งชัดเจนถึงข้อบังคับในการหาม ผู้เขียนบันทึกไว้ว่า เมื่อหีบถูกหามไปหกเก้า จะมีการทำพิธีถวายบูชา ผมว่าหกเก้าแรกของการเดินทางคงจะเครียดน่าดู หลัง จากการตายของอุสซาห์ ใครที่เข้าใกล้หีบพันธสัญญา (ลูกหลานโคฮาท) คงต้องรู้สึกหวาดกลัว แน่นอน เพราะเป็นที่ประทับขององค์พระผู้เป็นเจ้า หลังจากเดินทางไปได้พักหนึ่ง ความกล้าและชื่นชมยินดีเข้ามา แทนที่ และเพิ่มมากขึ้น ในไม่ช้าจะมีการเฉลิมฉลองใหญ่รออยู่ เมื่อหีบมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม

ใน 2 ซามูเอลเล่าว่ามีการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อหีบพันธสัญญามาถึงกรุงเยรูซาเล็ม ใน 1 พงศาวดาร บันทึกเรื่องเดียวกันนี้ไว้ค่อนข้างละเอียด ไม่ใช่แต่เพียงคนอิสราเอลบางกลุ่มเท่านั้น แต่ทั้ง “พงศ์พันธุ์ อิสราเอล” (2 ซามูเอล 6:15) ที่เฉลิมฉลอง ครั้งแรกที่นำหีบมา มีเพียงนักร้องนักดนตรีเท่านั้นที่มาด้วย . (2 ซามูเอล 6:5) ครั้งที่สองที่ประสพความสำเร็จนี้ นักร้องนักดนตรีทั้งหมด(1 พงศาวดาร 15:16-24) มา เฉลิมฉลองด้วย นับเป็นช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล :

28 ดังนี้แหละคนอิสราเอลทั้งปวง ได้นำหีบพันธสัญญาของพระเจ้าขึ้นมา ด้วยเสียงโห่ร้อง เสียงเป่าเขา เสียงแตร และฉาบ และทำเพลงเสียงดัง ด้วยพิณใหญ่และพิณเขาคู่ (1 พงศาวดาร 15:28)

เป็นเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง การถวายบูชาและงานเลี้ยง :

17 เขาทั้งหลายนำหีบของพระเจ้าเข้ามาตั้งไว้ในที่กำหนดภายในเต็นท์ ซึ่งดาวิดได้ทรงสร้างขึ้นไว้ และดาวิดก็ทรงถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องศานติบูชาแด่พระเจ้า 18 และเมื่อดาวิดทรงกระทำการถวายเครื่องเผาบูชา และศานติบูชาสำเร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงถวายอวยพรประชาชน ในพระนามของพระเจ้าจอมโยธา 19 และทรงแจกขนมปังคนละแผ่น เนื้อคนละก้อน และขนมองุ่นแห้งคนละแผ่นแก่ประชาชนทั้งปวง คือประชาชนอิสราเอลทั้งหมดทั้งผู้หญิงผู้ชาย แล้วประชาชนทั้งหลายต่างก็กลับไปยังบ้านของตน 20 และดาวิดก็ทรงกลับไปอวยพรแก่ราชวงศ์ของพระองค์ แต่มีคาล ราชธิดาของซาอูลได้ออกมาพบดาวิดและทูลว่า “วันนี้พระราชาแห่ง อิสราเอลได้เกียรติยศนักหนาทีเดียวนะเพคะ ทรงถอดฉลองพระองค์วันนี้ ต่อหน้าสาวใช้ของข้าราชการ อย่างกับคนถ่อยแก้ผ้าด้วยไม่มีความอาย” (2 ซามูเอล 6:17-19)

องุ่นเปรี้ยว (6:16, 20-23)

16 และขณะเมื่อหีบของพระเจ้าเข้ามาถึงเมืองดาวิด มีคาลราชธิดา ของซาอูลก็มองออกที่ช่องหน้าต่าง เห็นพระราชาดาวิดกระโดดโลดเต้นรำถวายแด่พระเจ้า และนางก็มีใจหมิ่นประมาท … 20 และ ดาวิดก็ทรงกลับไปอวยพรแก่ราชวงศ์ของพระองค์ แต่มีคาลราชธิดา ของซาอูลได้ออกมาพบดาวิดและทูลว่า “วันนี้พระราชาแห่งอิสราเอล ได้เกียรติยศนักหนาทีเดียวนะเพคะ ทรงถอดฉลองพระองค์วันนี้ต่อหน้าสาวใช้ของข้าราชการ อย่างกับคนถ่อยแก้ผ้าด้วยไม่มีความอาย”
21 และดาวิดตรัสตอบมีคาลว่า “เป็นงานที่ถวายแด่พระเจ้าผู้ทรงเลือกเราไว้แทนเสด็จพ่อของเจ้า และแทนราชวงศ์ทั้งสิ้นของพระองค์ท่าน ทรงแต่งตั้งให้เราเป็นเจ้าเหนืออิสราเอลประชากรของพระเจ้า และ เราจึงจะร่าเริงต่อพระพักตร์พระเจ้า 22 เราจะถ่อมตัวของเราลงยิ่งกว่านี้อีก ให้ปรากฏแก่ตาของเราเองว่าเป็นคนต่ำ แต่โดยพวกสาวใช้ที่เจ้าพูดถึงนั้น เราจะเป็นผู้ที่เขาถือว่ามีเกียรติ” 23 และมีคาลราชธิดาของ ซาอูลก็ไม่มีบุตรจนถึงวันสิ้นชีพ

ดูเหมือนทั่วทั้งอิสราเอล มีอยู่คนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้สึกชื่นชมยินดีกับงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ คนๆนั้นคือมีคาล ภรรยาของดาวิด ผู้เขียนพงศาวดารไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก พูดถึงอยู่ประโยคเดียวว่ามีคาล แลดูอยู่ และมีใจดูหมิ่นในสิ่งที่สามีกำลังทำ (1 พงศาวดาร 15:29) ผู้เขียน 1 และ 2 ซามูเอลพูดในทำนอง เดียวกัน (2 ซามูเอล 6:16) แต่อธิบายต่อท้ายเมื่อดาวิดและมีคาลเผชิญหน้ากัน และพูดถึงผลที่เกิดตามมา ด้วย (ข้อ 20-23).

ให้เรามาพิจารณาดูว่าทำไมมีคาลจึงมีความรู้สึกต่อเหตุการณ์เช่นนี้ มีคาลไม่ได้มีส่วนในการเฉลิมฉลอง ; เป็นเพียงแต่ผู้สังเกตุการ เธอมองออกมาทางหน้าต่างพระราชวัง ดูเหตุการณ์เมื่อหีบพันธสัญญามาถึง (ข้อ 16) คนอิสราเอลที่เหลือทั้งหมดออกไปที่ถนน แน่นอนคนที่เหลือคือพวกที่เดินทางมาพร้อมกับหีบพันธ สัญญาตั้งแต่ออกจากบ้านของโอเบดเอโดมมา เธอไม่ได้ร่วมมากับขบวนเชิญหีบพันธสัญญา ดูเหมือน เธอไม่ต้องการมีส่วนในเรื่องนี้ ถึงแม้เธอไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายก็ตาม คุณคงคิดว่าอย่างน้อยเธอก็น่าจะทำ เพื่อเห็นแก่สามี แต่เธอไม่ทำ

เมื่องานฉลองจบสิ้นลง ดาวิดกลับไปอวยพรแก่ราชวงศ์ มีคาลไม่ขอมีส่วนด้วยในเรื่องนี้ เธอจึง “หาเรื่อง” กับสามีต่อ เธอคงยืนอยู่ตรงทางเดินเมื่อดาวิดมาถึง ท้าวสะเอวและชักสีหน้า ก่อนที่ดาวิดจะเปิดปากพูด คงโวยใส่ก่อนด้วยความโกรธ เธอเห็นสิ่งใด หรือคิดว่าเห็นสิ่งใดที่ทำให้โกรธได้ขนาดนี้? จากคำพูดของ เธอเอง เธอเห็นกษัตริย์ ที่มีทั้งอำนาจและเกียรติยศ ทำท่าเหมือนคนบ้า เธอเห็นผู้ชายแต่งตัวไม่เรียบร้อย — ไม่ได้เปลือย แต่แต่งตัวไม่สมฐานะ — และเธอไม่พอใจดาวิดทำตัวเหมือนคนบ้า ; น่าขายหน้า และ ที่แย่ที่สุดคือทำให้เธอขายขี้หน้าไปด้วย

ก่อนที่เราจะไปดูว่าดาวิดรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ ให้เรามาดูว่าผู้เขียนพยายามจะบอกอะไรกับเรา ผู้เขียนมอง ภาพดาวิดอย่างไรในเรื่องนี้ ? ผู้เขียนคิดแบบเดียวกับมีคาลหรือเปล่า? แรกสุด เราต้องมาดูว่าผู้เขียนไม่ได้ บอกว่าดาวิดเปลือยหรือแต่งตัวไม่สุภาพ เขาบอกแต่เพียงว่าดาวิดกระโดดโลดเต้นรำ และสวมใส่เอโฟด ผ้าลินิน (6:14) และเมื่อมีคาลภรรยามองเห็น นางก็มีใจหมิ่นประมาท (6:16).

ผู้เขียนพระธรรม 1 พงศาวดารบันทึกเกี่ยวกับการตอบสนองของดาวิดไว้มากกว่า :

25 ดาวิดและบรรดาผู้ใหญ่ของอิสราเอล และผู้บัญชากองพัน จึงได้ไปนำหีบพันธสัญญาของพระเจ้า ขึ้นจากเรือนของโอเบดเอโดมด้วยความเปรมปรีดิ์ 26 และเพราะพระเจ้าทรงช่วยคนเลวี
ผู้หามหีบพันธสัญญาของพระเจ้า เขาทั้งหลายก็ได้ถวายเครื่องบูชาเป็นวัวผู้เจ็ดตัว และแกะผู้เจ็ดตัว 27 ดาวิดทรงฉลองพระองค์ ผ้าป่านเนื้อละเอียด ทั้งคนเลวีทั้งปวงผู้หามหีบและนักร้อง และ เคนานิยาห์ผู้อำนวยการเพลงของนักร้อง และดาวิดทรงเอโฟดผ้าป่าน 28 ดังนี้แหละคนอิสราเอลทั้งปวง ได้นำหีบพันธสัญญาของพระเจ้าขึ้นมาด้วยเสียงโห่ร้อง เสียงเป่าเขา เสียงแตร และฉาบ และทำเพลงเสียงดังด้วยพิณใหญ่และพิณเขาคู่ (1 พงศาวดาร 15:25-28)

สิ่งแรกที่ผมอยากจะย้ำก็คือดาวิดไม่ได้ทำการนี้คนเดียว ท่านกำลังร่วมเฉลิมฉลองกับคนอิสราเอลทั้ง ประเทศ ถ้าท่านเต้นรำ คนอื่นๆก็เต้นด้วย ซึ่งก็หมายถึงบรรดาผู้นำของอิสราเอลทุกคน ความชื่นชมยินดี ของดาวิดเป็นการแสดงออกมากเกินไปหรือเปล่า? คนอื่นๆก็เป็น ; แน่นอน ดูเหมือนว่าทุกคนเป็น ยกเว้น มีคาล ดาวิดไม่ได้ใส่เอโฟดผ้าป่านเนื้อละเอียดหรอกหรือ? เป็นแบบเดียวกับที่ซามูเอลเคยใส่เวลาปฏิบัติ หน้าที่รับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า (1 ซามูเอล 2:18) ปุโรหิตเองก็ใส่แบบเดียวกัน (1 พงศาวดาร 15:27).

มีคาลไม่ได้โกรธดาวิดเพราะท่านทำผิด ทำให้เธอต้องแตกต่างไปจากคนอื่นๆ เธอโกรธดาวิดเพราะท่าน ทำตัวเหมือนสามัญชน เหมือนคนธรรมดา เช่นเดียวกับพวกปุโหิตที่ต่ำต้อย เธอโกรธดาวิดเพราะท่านทำ ตัวไม่สมฐานะในขณะนมัสการพระเจ้า ท่านลดตัวเองลงมา ทำให้เสื่อมเกียรติ เสื่อมศักดิ์ศรี มีคาลอภัยให้ ดาวิดไม่ได้ในเรื่องนี้ ถ้าพระเจ้าเป็นผู้ทำลายขบวนพาเหรดครั้งแรกของดาวิด โดยการประหารอุสซาห์ มีคาลเป็นผู้ทำลายขบวนพาเหรดครั้งที่สอง โดยการดูถูกหมิ่นน้ำใจว่าดาวิดทำตัวไม่สมกับเป็นกษัตริย์

คำตอบของดาวิดดูจะรุนแรงเอาการ แต่ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นจิตใจที่ไม่ดีของมีคาล คนชอบธรรมถือ ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ดาวิดมีหลายสิ่งที่ต้องชี้ให้ภรรยาเห็น :

(1) การกระทำของท่าน ที่มีคาลถือว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เป็นการกระทำที่กระทำต่อ “พระ พักตร์พระเจ้า” (6:21) ภรรยาของดาวิดมองเห็นการกระทำของท่าน แต่ท่านไม่ได้ทำให้นางดู; ท่านทำ ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ดาวิดไม่ได้เต้นรำให้ภรรยาดู ท่านไม่ได้แม้แต่แสดงให้ฝูงชนดู ท่านกำลังเต้นรำ ถวายพระเจ้า การนมัสการของท่านไม่ได้ทำเพื่อให้ภรรยาพอใจ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ อ.เปาโลขึ้นมา :

10 บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังพูดเอาใจมนุษย์หรือ ข้าพเจ้าทำให้เป็นที่ชอบพระทัย พระเจ้ามิใช่หรือ ข้าพเจ้าอุตส่าห์ประจบประแจงมนุษย์หรือ ถ้าข้าพเจ้ากำลัง ประจบประแจงมนุษย์อยู่ ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้รับใช้ของพระคริสต์ (กาลาเทีย 1:10)

3 เพราะว่าคำเตือนสติของเรามิได้เกิดมาจากความคิดผิด หรือการโสโครกหรือ อุบายใดๆ 4 แต่ว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบที่จะมอบข่าวประเสริฐไว้กับเรา เราจึงประกาศไป ไม่ใช่เพื่อให้เป็นที่พอใจของมนุษย์ แต่ให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า ผู้ทรงชันสูตรใจเรา 5 เพราะว่าเราไม่ได้ใช้คำยกยอใดๆเลย ซึ่งท่านก็รู้อยู่ หรือมิได้ใช้คำพูดเคลือบคลุมเพื่อความโลภเลย พระเจ้าทรงเป็นพยานฝ่ายเรา 6 และแม้ในฐานะเป็นอัครทูตของพระคริสต์ เราจะเรียกร้องก็ได้ แต่เราก็ไม่ แสวงหาศักดิ์ศรีจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นจากท่านหรือจากคนอื่น (1 เธสะโลนิกา 2:3-6).

ในปัจจุบัน การนมัสการของเราเป็นเหมือนการแสดง ผมกลัวว่า เรากำลังแสดงให้ผู้ชมฟัง ไม่ใช่พระเจ้า คำพูดที่ดาวิดตอบภรรยาน่าจะนำมาใช้ได้สำหรับพวกเรา การนมัสการควรทำถวายต่อ “พระพักตร์ พระเจ้า” ทำเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยและตรงตามพระประสงค์ ไม่ใช่เพื่อมนุษย์ แต่ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ การนมัสการเป็นการแสดงเพื่อให้มนุษย์ชมเท่านั้น

(2) ดาวิดไม่ได้หยุดการเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านกำลังฉลองเพื่อให้เป็นที่พอพระทัย และฉลองในสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมให้ท่าน (6:21) ผมว่ามีคาลไม่พอใจเพราะดาวิดกำลังเฉลิมฉลอง เพราะท่านกำลังมีความสุข เธอเหมือนกับคริสเตียนหลายคนในทุกวันนี้ ที่ชอบกล่าวว่า “หยุดยิ้มเดี๋ยวนี้ ไม่รู้หรือว่ากำลังอยู่ในโบสถ์?” ดาวิดเฉลิมฉลองเพราะมีเรื่องดีมากมายที่ต้องฉลอง ท่านฉลองในการขึ้น ครองเป็นกษัตริย์ และเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าเป็นผู้แต่งตั้ง แล้วการฉลองนี้จะไปผิดได้ยังไง? เป็นสิ่งผิดที่ เราไม่ชื่นชมยินดีไปกับพระประสงค์และสิ่งที่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า

ผมอยากรู้จังว่า กี่คนในพวกเราไม่ได้เฉลิมฉลองกันมานานแล้ว ไม่ได้รู้สึกปิติยินดีจนเก็บไว้ไม่อยู่? ความ เซ็งไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอกครับ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปเซ็งในเมื่อพระเจ้าเองยังชื่นชมยินดี เมื่อพระ เจ้าทรงพอพระทัย เราเองควรชื่นชมยินดีในท่ามกลาง (เพื่อนมนุษย์) ที่กำลังชืนชมยินดี (โรม 12:15) เราควรชื่นชมยินดีกับพระองค์ผู้ทรงชื่นชมยินดี ผมเกรงว่าเราจะเป็นเหมือนมีคาลมากกว่าดาวิด ในเรื่อง การเฉลิมฉลองกับพระเจ้า และชื่นชมในสิ่งที่พระองค์ทำ

(3) สาม ดาวิดเตือนภรรยาว่าเธอกำลังทำตัวเหมือนบิดาของเธอ และสามีของเธอเป็นผู้ที่พระเจ้า ยกขึ้นให้เป็นกษัตริย์แทนบิดาของเธอ พระเจ้ายกดาวิดขึ้นให้เหนือกว่าซาอูล บิดาของมีคาล พระองค์ แต่งตั้งดาวิดให้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทนที่ซาอูล พระองค์ทรงกวาดราชวงศ์ของซาอูลออกไปสิ้น และเริ่มต้น ใหม่กับดาวิดและครัวเรือนของท่าน แต่มีคาลกลับทำตัวแทนที่บิดา ทำไมมีคาลยังหยิ่งผยองอยู่ หยิ่ง เพราะคิดว่าตนเองเป็นราชธิดาของกษัตริย์ (ซาอูล)? ทำไมนางดูถูกสามีมากถึงเพียงนั้น ทั้งๆที่ท่านเป็น ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้มาเป็นกษัตริย์? ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอเป็นลูกสาวพ่อ เธอไม่พอใจหรือ ที่ ดาวิดชนะใจประชาชน และสามีของเธอไม่ได้ทำตัวแตกต่าง กลับไปคลุกคลีกับสามัญชนที่ปกครองอยู่? แทนที่จะยืนเคียงข้างสามี เหมือนที่โยนาธานทำ เธอกลับต่อต้าน และเมื่อทำเช่นนั้น เธอก็ไม่ต่างไป จากบิดาของเธอ เธอสมควรต้องถูกเตือนว่าพระเจ้ากำจัดวงศ์วานของเธอออกไปแล้ว ดาวิดจึงทำเช่นเดียว กัน คือกำจัดมีคาลไปให้พ้นสายตา ไม่ว่าเป็นเพราะดาวิดปฏิเสธไม่ยอมมีสัมพันธ์กับเธอ หรือว่าพระเจ้าปิด ครรภ์เธอเสีย เธอก็ตายโดยไม่มีบุตร สิ่งนี้เราทราบกันดีว่าเป็นเรื่องน่าเศร้า ผิดหวัง และนำความอับอาย มาสู่เจ้าตัว เหมือนกับที่เราได้เรียนไปใน 1 ซามูเอล พระเจ้าทรงลงโทษนาง

(4) สี่ ดาวิดปกครองประชากรขอท่านด้วยท่าทีเหมือนผู้รับใช้ที่ถ่อมใจ ไม่ใช่ในแบบกดขี่ข่มเหง มีคาลรังเกียจและตำหนิว่าท่านทำตัวไม่สมกับที่เป็นกษัตริย์ ดาวิดตอบสนองให้เห็นว่าท่านเป็นกษัตริย์ ที่พระเจ้าแต่งตั้ง และท่านจะทำตัวเป็นกษัตริย์ในแบบของพระองค์ ท่านจะไม่เป็นเหมือนซาอูลบิดาของ นาง เพราะพระเจ้าปลดซาอูลออกไปแล้ว กำจัดกษัตริย์แบบนั้นไปเสีย พระเจ้ายกดาวิดให้เป็นกษัตริย์ที่ แตกต่าง กษัตริย์ที่ถ่อมใจปรนนิบัติผู้อื่น ถ้านี่เป็นกษัตริย์แบบที่มีคาลเกลียด ก็ช่วยไม่ได้ ; ดาวิดจะเ็ป็น กษัตริย์อย่างที่พระเจ้าต้องการให้ท่านเป็น ดาวิดจะอยู่ท่ามกลางประชาชน ไม่แยกตัวออกมา นอกจาก นั้นดาวิดแต่งกายและนมัสการพระเจ้า “เหมือนปุโรหิต” (6:14-19; 1 พงศาวดาร 15:25-27) พระเจ้า เลือกอิสราเอลให้มาเป็น “อาณาจักรปุโรหิต” (อพยพ 19:6) มิใช่หรือ? เมื่อสวมใส่เอโฟดผ้าป่าน ดาวิดกำลังทำหน้าที่เป็นปุโรหิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ซาอูลทำผิดด้วยการไปแย่งทำหน้าที่ปุโรหิตและผู้เผยพระวจนะแทนซามูเอล (1 ซามูเอล 13:8-9) สิ่งนี้ ผิดเพราะฝ่าฝืนคำสั่งอย่างชัดเจน ดาวิดทำหน้าที่ปุโรหิตในแบบที่พระเจ้าพอพระทัย แต่ในความคิดของ มีคาล เธอกลับเห็นว่าการทำเช่นนี้เสียศักดิ์ศรีของความเป็นกษัตริย์ เธอจึงแสดงอาการรังเกียจเมื่อเห็น สามีลดตัวลงต่อหน้าประชาชน

บทสรุป

พระธรรมตอนนี้มีบทเรียนสอนเรามากมาย มีบทเรียนที่เราเรียนได้จากอุสซาห์ เราแทบไม่รู้จักอุสซาห์ เราไม่รู้ว่าเขามีความสัมพันธ์เช่นใดกับพระเจ้า เราไม่รู้ว่าเขามีแรงจูงใจใดในการเอื้อมมือไปแตะหีบพันธ สัญญา เอาเป็นว่าผมคิดว่าเขาพยายามทำดี เขาคงมีความตั้งใจดีเพราะกลัวว่าหีบพันธสัญญาจะตกลงไป การแตะต้องหีบ เขาไม่คิดว่าจะเป็นความผิดร้ายแรง ทำเพราะไม่ต้องการให้หีบตกลงไปเท่านั้น

เรารู้ว่าอุสซาห์โตขึ้นมาในระหว่างที่หีบนั้นอยู่ในบ้านของเขา (1 ซามูเอล 7:1-2; 2 ซามูเอล 6:2-4) หรือ ว่าเขาคุ้นเคยกับของศักดิ์สิทธินี้ดี? มีความเป็นไปได้ เราเองก็เผชิญความเสี่ยงในแบบเดียวกัน ทุกๆวัน อาทิตย์ เราระลึกถึงพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำบนไม้กางเขน เราเฉลิมฉลองด้วยพิธีมหาสนิท ธรรมิกชนในเมืองโครินธ์มองว่าเป็นเพียงพิธีกรรม ท่าทีที่แสดงออกในระหว่างการฉลองนี้ไม่เป็นที่พอพระ ทัยพระเจ้า อ.เปาโลตักเตือนถึงเรื่องนี้ว่าเป็นการที่มิได้ “เล็งเห็นพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (1 โครินธ์ 11:29) ความผิดเช่นนี้ ชาวโครินธ์มากมายถูกลงโทษด้วยความเจ็บป่วย หรือความตาย (11:30) ให้เราระวังให้ดีในเรื่องความบริสุทธิศักดิ์สิทธิของพระเจ้า และท่าทีในการนมัสการของเรา สำหรับพระเจ้า เรื่องการละเลยความบริสุทธที่มีิื์ต่อพระองค์ไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะครับ

อานาเนียและสัปฟีราเป็นห่วงเรื่องภาพพจน์ของตัวเองมากกว่าตามที่พระเจ้าเห็น พวกเขาโกหกต่อ พระวิญญาณว่าได้นำเงินทั้งสิ้นจากการขายทรัพย์สมบัติมามอบให้แล้ว แทนที่จะบอกว่าขยักไว้บางส่วน (กิจการ 5:1-11) พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่บริสุทธิและพระองค์เรียกร้องประชากรของพระองค์ให้เป็นคน บริสุทธิ (ดู 1 เปโตร 1:14-16) พระองค์เห็นความบาปของเราเป็นเรื่องร้ายแรง เมื่อเฮโรดไม่ถวายเกียรติ แก่พระเจ้า และต้องการให้ประชาชนมาถวายเกียรติแก่ตนเองเหมือนเช่นเทพเจ้า พระเจ้าลงโทษถึงตาย (กิจการ 12:20-23) การละเลยความบริสุทธิของพระเจ้าเป็นเรื่องร้ายแรงถึงตายครับ

อุสซาห์เป็นเรื่องเตือนใจเราว่า ความบริสุทธิศักดิ์สิทธิของพระเจ้านั้น แม้คนบาปยังไม่สามารถเข้าใกล้ นอกจากพระองค์จะหาหนทางให้ หลังจากที่มนุษย์คู่แรกล้มลงในความบาปที่สวนเอเดน พระเจ้าต้องขับ ไล่ทั้งอาดัมและเอวาออกไป พระเจ้าจัดเตรียมที่อื่นไว้ให้ แต่ยังไม่ใช่ทางแก้ เมื่อพระเจ้ากู้ชาวอิสราเอล ออกจากความเป็นทาสในประเทศอียิปต์ พระองค์มอบพระบัญญัติให้แก่พวกเขาบนภูเขาซีนาย พระสิริและ ฤทธานุภาพของพระองค์ได้ถูกเปิดเผยต่อชาวอิสราเอล

16 อยู่มาพอถึงรุ่งเช้าวันที่สาม ก็บังเกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ มีเมฆอันหนาทึบ ปกคลุมภูเขานั้นไว้กับมีเสียงแตรดังสนั่น จนคนทั้งปวงที่อยู่ในค่ายต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่น 17 โมเสสก็นำประชาชนออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า พวกเขามายืนอยู่ที่เชิงภูเขา 18 ภูเขาซีนายมีควันกลุ้มหุ้มอยู่ทั่วไป เพราะพระเจ้า เสด็จลงมาบนภูเขานั้นโดยอาศัยเพลิงควันไฟพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาใหญ่ ภูเขาก็สะท้านหวั่นไหวไปหมด 19 เมื่อเสียงแตรยิ่งดังขึ้น โมเสสก็กราบทูล พระเจ้าก็ตรัสตอบเป็นเสียงฟ้าร้อง 20 พระเจ้าเสด็จลงมาบนยอดภูเขาซีนาย พระเจ้าทรงเรียกโมเสสให้ขึ้นไปบนยอดเขา โมเสสก็ขึ้นไป (อพยพ 19:16-20)

มากกว่าหนึ่งครั้งที่พระเจ้าทรงกำหนดขอบเขตของพระองค์ ที่มนุษย์หรือสัตว์ไม่มีสิทธิล้ำเข้าไป พระเจ้า ทรงสั่งโมเสสให้เตือนประชาชน ถึงอันตรายที่จะเข้าใกล้พระองค์ :

12 จงกำหนดเขตให้ประชาชนอยู่รอบภูเขา แล้วกำชับเขาว่า ‘เจ้าทั้งหลาย จงระวังตัวให้ดี อย่าล่วงล้ำเขตขึ้นไปหรือถูกต้องเชิงภูเขานั้น ผู้ใดถูกภูเขาต้องมีโทษถึงตาย 13 อย่าใช้มือฆ่าผู้นั้นเลย ให้เอาหินขว้างหรือยิงเสีย จะ เป็นสัตว์ก็ดีหรือเป็นมนุษย์ก็ดีอย่าไว้ชีวิต’ เมื่อได้ยินเสียงแตรเป่ายาวให้เขา (อพยพ 19:12-13)

20 พระเจ้าเสด็จลงมาบนยอดภูเขาซีนาย พระเจ้าทรงเรียกโมเสสให้ขึ้นไป บนยอดเขา โมเสสก็ขึ้นไป 21 พระเจ้าตรัสสั่งโมเสสว่า “เจ้าจงลงไปกำชับประชาชน เกรงว่าเขาจะล่วงล้ำเข้ามาถึงพระเจ้า เพราะอยากเห็น แล้วเขา จะพินาศเสียเป็นจำนวนมาก 22 อีกประการหนึ่ง พวกปุโรหิต ที่เข้ามาเฝ้า พระเจ้านั้นให้เขาชำระตัวให้บริสุทธิ์ ด้วยเกรงว่าพระเจ้าจะทรงพระพิโรธลงโทษเขา” 23 ฝ่ายโมเสสกราบทูลพระเจ้าว่า “ประชาชนขึ้นมาบนภูเขาซีนายไม่ได้ เพราะพระองค์ทรงสั่งข้าพระองค์ทั้งหลายว่า ‘จงกั้นเขตรอบภูเขานั้น ชำระให้เป็นที่บริสุทธิ์'” 24 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “ลงไปเถิด แล้วกลับขึ้นมาอีก พาอาโรนขึ้นมาด้วย แต่อย่าให้พวกปุโรหิตและประชาชนล่วงล้ำขึ้นมาถึงพระเจ้า เกรงว่าพระองค์จะลงโทษเขา” 25 โมเสสก็ลงไปบอกประชาชนตามนั้น (อพยพ 19:20-25)

ผมยังจำได้ถึงคำของโมเสสที่กล่าวกับประชาชนอิสราเอล ก่อนเหยียบเข้าไปในดินแดนแห่งพันธสัญญา:

15 “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรด ให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้น ในหมู่พวกท่านจากพี่น้องของท่าน ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา 16 อย่างที่ท่านปรารถนาจากพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านที่โฮเรบในวันประชุมเมื่อท่านกล่าวว่า ‘อย่าให้ข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของข้าพเจ้าหรือได้เห็นเพลิงมหึมานี้อีกเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตายเสีย’
17 และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘ซึ่งเขาพูดมาเช่นนั้นก็ดีอยู่ 18 เราจะโปรด ให้บังเกิดผู้เผยพระวจนะอย่างเจ้าในหมู่พวกพี่น้องของเขา และเราจะใส่ถ้อยคำ ของเราในปากของเขา และเขาจะกล่าวบรรดาสิ่งที่เราบัญชาเขาไว้นั้นแก่ประชาชนทั้งหลาย 19 ผู้ใดไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา ซึ่งผู้เผยพระวจนะกล่าวในนามของเรา เราจะกำหนดโทษผู้นั้น (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:15-19)

ที่ภูเขาซีนาย ประชากรเริ่มเข้าใจและสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิศักดิ์สิทธิและพระสิริของพระเจ้า พวกเขา เข้าใจดีว่า การเข้าใกล้พระเจ้านั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง พวกเขาตัดสินใจให้มีคนกลางเพื่อเป็นตัวแทนพวก เขาต่อหน้าพระเจ้า พวกเขาขอให้โมเสสทำหน้าที่นี้ ท่านยอมตกลง และได้รับการชมเชยในการตัดสินใจ นี้ พวกเขาไม่ได้ขลาดกลัว (อย่างน้อยไม่ใช่แค่หวาดกลัว); พวกเขาฉลาดพอ คนบาปต้องการคนกลาง เป็นตัวแทนเข้าเฝ้าพระเจ้าผู้บริสุทธิ

พลับพลา หีบพันธสัญญา ปุโรหิตและการถวายบูชาเป็นเพียงทางออกระยะสั้น ยังต้องมีการแก้ใขที่ถาวร สำหรับปัญหาความบาปของมนุษย์ และการเข้าใกล้พระเจ้า พระเจ้าเองทรงเป็นผู้แก้ปัญหานี้ให้โดยทาง องค์พระเยซูคริสต์ เมื่อพระองค์ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ (เกิดเป็นเด็กน้อยที่เบธเลเฮ็ม) ทรงรับเอาสภาพ เป็นมนุษย์ พระองค์ทรงมาอยู่ท่ามกลางคนบาป เพื่อจัดเตรียมการแก้ปัญหาความบาป และการเข้าใกล้ พระเจ้าให้อย่างถาวร

เราเต็มไปด้วยความยำเกรง เมื่อพระเยซูเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ (เกิดในโลกนี้อย่างมนุษย์ที่ปราศจาก บาป เป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์) เราอ่านถ้อยคำเหล่านี้ของท่านยอห์นด้วยความมหัศจรรย์ใจ :

14 พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอัน สมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา (ยอห์น 1:14)

1 ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต 2 (และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย) 3 ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย เพื่อ ท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ (1 ยอห์น 1:1-3)

โดยทางพระองค์เราได้รับการอภัยบาปจากพระเจ้า และมีใจกล้าที่จะเข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์ :

5 ด้วยเหตุว่ามีพระเจ้าองค์เดียว และมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์ 6 ผู้ทรงประทานพระองค์เองเป็นค่าไถ่ สำหรับคนทั้งปวง เหตุการณ์นี้เป็นพยานในเวลาอันเหมาะ (1 ทิโมธี 2:5-6)

19 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย เมื่อเรามีใจกล้าที่จะเข้าไปสู่สถานศักดิ์สิทธิ์ โดยพระโลหิตของพระเยซู 20 ตามทางใหม่และเป็นทางที่มีชีวิตซึ่งพระองค์ ได้ทรงเปิดออกให้เราผ่านเข้าไปทางม่านนั้น คือทางพระกายของพระองค์ 21 และเมื่อเรามีปุโรหิตใหญ่เหนือหมู่คนของพระเจ้าแล้ว 22 ก็ให้เราเข้าไป ใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยไว้ใจเต็มที่มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์ 23 ขอให้เรายึดมั่นในความหวัง ที่เราทั้งหลายเชื่อและรับไว้นั้น โดยไม่หวั่นไหว เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงประทาน พระสัญญานั้นทรงสัตย์ซื่อ (ฮีบรู 10:19-23)

คำเชิญชวนในพระคัมภีร์ใหม่นั้นคือการเชิญคนบาปทั้งหลายให้เข้าใกล้องค์พระผู้เป็นเจ้า โดยทางพระ โลหิตของพระเยซูคริสต์ :

16 ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเรา ในขณะที่ ต้องการ (ฮีบรู 4:16)

25 ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงสามารถเป็นนิตย์ที่จะช่วยคนทั้งปวงที่ได้ เข้ามาถึงพระเจ้าโดยทางพระองค์นั้นให้ได้รับความรอด เพราะว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ เพื่อช่วยทูลขอพระกรุณาให้คนเหล่านั้น (ฮีบรู 7:25)

88 ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจ ของตนให้บริสุทธิ์ (ยากอบ 4:8)

คำเตือนในพระคัมภีร์คือ เมื่อเวลาพิพากษามาถึง องค์พระเยซูจะเสด็จมาใกล้เพื่อพิพากษาทุกคนที่ต่อต้าน และปฏิเสธที่จะเชื่อฟังพระองค์ :

5 “พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า แล้วเราจะมาใกล้เจ้าเพื่อการพิพากษา เราจะเป็นพยานที่รวดเร็วที่กล่าวโทษนักวิทยาคม พวกผิดประเวณี ผู้ที่สบถเท็จ ผู้ที่บีบบังคับลูกจ้างในเรื่องค่าจ้าง และแม่ม่าย และ ลูกกำพร้าพ่อ ผู้ที่ผลักไสคนต่างด้าวให้ไปเสีย “ (มาลาคี 3:5)

คุณเข้ามาใกล้พระเจ้าโดยความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ ผู้ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ เพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาส เข้าใกล้พระองค์หรือยัง? ถ้ายัง ผมอยากบอกให้คุณตัดสินใจเดี๋ยวนี้ พระเจ้าอณุญาตให้เราตกนรกตามแบบที่เราเลือกทำ แต่ถ้าเราอยากไปสวรรค์ มีเพียงหนทางเดียวที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ — โดยพระโลหิต ของพระเยซูผู้เดียวเท่านั้น

เราเรียนรู้ได้จากมีคาล มีคาลเป็นภาพจำลองของพวกผู้สอนธรรมบัญญัติและพวกฟาริสีในสมัยของพระเยซูที่นึกว่าตนเองเป็นคนชอบธรรมแล้ว เช่นเดียวกับมีคาลที่ภูมิใจเพราะเกิดในตำแหน่งธิดากษัตริย์ พวกฟาริสีและผู้สอนธรรมบัญญัติก็เช่นกัน ภาคภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่ผู้นำทางศาสนาของอิสราเอล พวก เขากลัวว่าจะสูญเสียอำนาจ สูญเสียสถานะภาพ พวกเขาท้าทายเรื่องสิทธิอำนาจกับพระเยซู พวกเขาดูถูก เหยียดหยามพระองค์เพราะพระองค์ปะปนอยู่ท่ามกลางคนยากจน คนบาป เช่นเดียวกับที่มีคาลไม่เกิดผล (เป็นหมันไม่มีลูก) พวกผู้สอนธรรมบัญญัติและฟาริสีก็เหมือนกัน ผู้ที่จะนมัสการพระเจ้าได้ ต้องมาหาพระ องค์ด้วยความถ่อมใจ ปราศจากความหยิ่งยโส เท่าที่ผ่านมา มีคาลเป็นผู้เดียวที่ขาดความชื่นชมยินดีใน การนมัสการพระเจ้า ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะเธอมัวแต่วุ่นวายใส่ใจแต่ตนเอง

และเราเรียนรู้จากดาวิดได้ ดาวิดเป็นดังภาพจำลองของพระเยซูคริสต์ที่จะมาในภายหลัง ท่านเป็นทั้ง กษัตริย์และปุโรหิต (สวมใส่เอโฟดผ้าป่าน) ดาวิดถอดชุดกษัตริย์ออกไป และถ่อมตัวลงมา เช่นเดียวกับ พระเยซูที่ทรงละสภาพกษัตริย์ ลดพระองค์ลงมา (ฟีลิปปี 2:5-8; ดูยอห์น 13:1 ด้วย) ดาวิดไม่อณุญาติให้ มีการแบ่งชนชั้นเมื่อนมัสการพระเจ้า พระเจ้าไม่ทรงทนกับการแบ่งชนชั้นวรรณะในขณะเข้าเฝ้าพระองค์ ใน พระคัมภีร์ตีค่ามนุษย์เท่ากัน คือเราทุกคนเป็นคนบาป สมควรกับพระอาชญานิรันดร์ แต่เราได้รับการช่วยกู้ โดยที่เราไม่มีส่วนดีหรือผลงานใดๆเลย ทั้งสิ้นเป็นผลจากพระราชกิจไถ่บาปบนไม้กางเขนของพระเยซูเท่า นั้น ดาวิดสมควรทำอะไรได้มากไปกว่าถ่อมตัวลง นมัสการพระเจ้า ถึงแม้ผู้เป็นภรรยาจะแสดงอาการดู ถูกชิงชังก็ตาม

ท้ายที่สุด บทเรียนบทนี้มีเรื่องราวมากมายที่คริสตจักรในปัจจุบันโต้เถียงกันไม่จบสิ้น คือเรื่อง ความเหมาะสม หรือ ไม่เหมาะสม มีสองความคิดที่แตกต่างกันสุดขั้ว และเราก็จะมีใจเอนเอียงไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (หรือบางทีสลับกันไปมา) ขั้วแรกคือตั้งหน้าทำกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ดาวิดและคน ของท่านมัวแต่มุ่งมั่นอยู่ที่การนมัสการ จนลืมไปว่ากำลังนมัสการผู้ใด — นมัสการพระเจ้าผู้บริสุทธิ เราอาจ เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์และบรรยากาศของการนมัสการ ลืมควบคุมตนเอง แล้วสิ่งที่พระเจ้าเคยสั่งห้ามไว้ ถูกลืม ถูกละเลยไปสิ้น (เช่นเอื้อมมือไปคว้าหีบพันธสัญญา) อุสซาห์เองก็ “เคลิบเคลิ้ม” ไปกับความตื่น เต้นที่ได้เป็นผู้ส่งหีบพันธสัญญาของพระเจ้ากลับคืน ลืมใส่ใจในคำสั่งที่พระเจ้าได้ให้ไว้ อุสซาห์ต้องตาย เพราะขาดความยำเกรง ขออย่าให้เราลืมเรื่องนี้ กระตือรือร้นมากจนเกินเหตุ ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะฝ่าฝืนคำสั่ง ของพระเจ้า

สำหรับอีกหลายคน อันตรายที่เรามองแทบไม่เห็น คืออันตรายที่เกิดขึ้นในระหว่างการนมัสการ ถ้าการ นมัสการของเราสงบนิ่ง เป็นรูปแบบตายตัว ถ้ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เราจะตั้งรับไม่ทัน ฟังให้ดีนะครับ ผมไม่ได้ต่อต้านการนมัสการที่มีรูปแบบตายตัว เพราะมีเรื่องให้พูดถึงอีกมากมายในการนมัสการแบบที่ พระเจ้าพอพระทัย แต่บางคนในพวกเราที่ไม่ยกมือ ไม่ส่งเสียงร้องเพลงด้วยความชื่นชมยินดี เป็นเพราะ เราหยิ่งยโสเกินไปหรือเปล่า? เหมือนกับมีคาล เราเป็นห่วงศักดิ์ศรีเกียรติยศของตัวเอง มากกว่านึกถึง พระเจ้าหรือไม่? ให้เราระวังเรื่องการหลีกเลี่ยงไม่ยอมแสดงออกขณะนมัสการ เพราะคิดว่ามันดูไม่เหมาะ สมกับคนอย่างเรา

มีเรื่องสุดขั้วสองฝ่ายในบทเรียนนี้ และไม่มีฝ่ายใดถูก การแสดงออกมากไปในการนมัสการ จนลืมความ ศักดิ์สิทธิของพระเจ้า กลายเป็นการฝ่าฝืนพระคำ เป็นเรื่องผิด ไม่ว่าคุณกระตือรือร้นเพียงใด มันก็ยังผิด จนกว่าคุณจะมองไปที่พระเจ้า และเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยท่าทีที่ถูกต้อง การนมัสการแบบสงบนิ่ง ไม่แสดง อารมณ์ใดๆ แสดงถึงความหยิ่งยโสเกินกว่าจะลดตัวลงมาเข้าเฝ้าพระเจ้าด้วยท่าทีที่ถ่อมใจได้ เ็ป็นสิ่ง ที่ผิดเช่นกัน แบบแรกนำมาซึ่งความตาย แบบหลังทำให้ไม่เกิดผล ขอให้เราทั้งหลายนมัสการพระเจ้า ในแบบเดียวกับที่ดาวิดและคนอิสราเอลทำ คือตามพระวจนะคำ ด้วยท่าทีถ่อมใจ ด้วยใจปิติยินดี ใจสำนึก ในพระคุณ และด้วยชีวิตชีวา

______________________________________________________

23 ใน 1 พงศาวดารบทที่ 13 เรียกเมืองคีรียาทเยราอิม ว่าบาอาลาห์-ยูดาห์ ในโยชูวาบทที่ 15 พูดถึง มรดกของเผ่ายูดาห์ว่าเป็นเมืองบาอาลาห์ (โยชูวา 15:9-11) และต่อมาตั้งให้เป็นเมืองคีรียาท ยาอาริม (15:9)

24 สิ่งที่ผู้เขียนพระธรรม 1 และ 2 ซามูเอลอธิบายไว้อย่างสั้นๆใน 2 ซามูเอล 6:1 ผู้เขียน 1 พงศาวดาร กลับให้รายละเอียดไว้อย่างชัดเจน .

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)