บทเรียน 2ซามูเอล บทเรียนที่ 4

บทที่ 4: มีที่เป็นของตนเอง (2 ซามูเอล 5:1-25)

คำนำ

เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมเคยอ่านหนังสือดีมากเล่มหนึ่งเขียนโดยแลงก์ดอน กิลคีย์ ชื่อเรื่อง ค่ายกักกันชานตุง มีตอนหนึ่งชื่อตอนว่า “มีที่อยู่เป็นของตนเอง” ตอนนั้นกิลคีย์เป็นคนฝึกงานอยู่ในค่ายกักกันของญี่ปุ่น ด้วยกันกับผู้คนจากหลากหลายที่ ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน — เป็นคนตะวันตก (ฝรั่ง) พวกญี่ปุ่นไม่รู้จะทำยังไงกับฝรั่งพวกนี้ที่ตกค้างอยู่ในจีนระหว่างที่ญี่ปุ่นเข้าไปยึดครองประเทศจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงจับไปควบคุมไว้ตามที่ต่างๆ ค่ายกักกันชานตุงเคยเป็นค่ายของคณะเพรสไบแทเรี่ยนมาก่อน ตอนนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ไว้กักกันฝรั่งชั่วคราว กิลคีย์มีหน้าที่จัดเตรียมห้องให้กับคนที่ผลัดเปลี่ยนมาฝึกงานในค่าย เขาจึงต้องเจอกับเรื่องประหลาดมากมาย จนทำให้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

ในตอนที่ชื่อว่า “มีที่เป็นของตนเอง” กิลคีย์เล่าว่าทุกคนมีความรู้สึกค่อนข้างรุนแรงกับบริเวณส่วนตัวของตน มีครั้งหนึ่ง ผู้หญิงที่ดูสุภาพอ่อนโยนที่สุดกลับแสดงอาการหวงแหนและอยากมีที่เป็น “ของตนเอง” มากขึ้น เธอนอนเตียงใกล้กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเตียงของตัวเองตลอดเวลา ทุกวันพอมองออกไปที่หน้าต่าง วิวที่เห็นเริ่มเปลี่ยนไปวันละนิดๆ กว่าจะรู้ตัว เตียงของเธอถูกขยับให้เลื่อนออกไป เรื่อยๆ โดยฝีมือของสุภาพสตรีที่อยู่เตียงข้างๆนั่นเอง ผู้หญิงที่ดูสุภาพคนนี้กำลังขโมยพื้นที่เพื่อเพิ่มบริเวณของตนเองให้มากขึ้นวันละนิ้วสองนิ้ว เราทุกคนต่างก็อยาก “มีที่เป็นของตนเอง” ทั้งนั้น ใช่ไหมครับ?

เรามาถึง 2 ซามูเอลบทที่ 5 เมื่อดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล และในที่สุดท่านก็มีที่ทางเป็นของตนเอง ในสมัยนั้นทุกคนเรียกชื่อที่ตรงนี้ว่าเยบุส และคนที่อาศัยอยู่ที่นั่นถูกเรียกว่าเป็นคนเยบุส แต่หลังจากนี้ ชื่อนี้กลายเป็นกรุงเยรูซาเล็ม เมืองศิโยน “เมืองของดาวิด” ในบทหน้า เยรูซาเล็มจะเป็นสถานที่สถิตอยู่ของพระเจ้า มีการนำหีบแห่งพันธสัญญามาเก็บไว้ที่นี่ และต่อมาซาโลมอนจะเป็นผู้สร้างพระวิหารให้เป็นที่ประดิษฐานของหีบแห่งพันธสัญญานี้ พระวจนะตอนนี้เป็นจุดสูงสุดในชีวิตของดาวิด และมีเรื่องสำคัญเพื่อสอนเรา ขอให้มุ่งอยู่ที่พระวิญญาณเพื่อเรียนรู้ว่าพระเจ้ามีพระประสงค์ใดจะสอนเราเมื่อดาวิดมี “ที่เป็นของตนเอง”

โครงร่างของพระธรรมตอนนี้

จากที่ได้ศึกษา 2 ซามูเอลบทที่ 5 ผมเข้าใจว่ามีสี่ตอนที่สำคัญ และจะแยกแยะให้ดูตามหัวข้อต่อไปนี้ :

  • 5:1-5 — อิสราเอลยอมรับว่าดาวิดเป็น “กษัตริย์ของพระเจ้า”
  • 5:6-10 — ดาวิดตั้งเมืองเยบุสให้เป็นกรุงเยรูซาเล็ม เป็น “เมืองดาวิด”
  • 5:11-16 — การสร้างบ้านของดาวิด (สร้างบ้านอยู่อาศัย และสร้างครอบครัว)
  • 5:17-25 — ดาวิดมีชัยเหนือฟิลิสเตีย

อิสราเอลยอมรับดาวิดว่าเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า (5:1-5)

1 และบรรดาเผ่าคนอิสราเอลก็มาหาดาวิดที่เมืองเฮโบรนทูลว่า “ดูเถิด ข้าพระบาททั้งหลายเป็นกระดูกและเนื้อของฝ่าพระบาท 2 ในอดีตเมื่อ ซาอูลเป็นพระราชาปกครองเหนือเหล่าข้าพระบาท ฝ่าพระบาททรงเป็น ผู้นำอิสราเอลออกไปและเข้ามา และพระเจ้าตรัสแก่ฝ่าพระบาทว่า ‘เจ้าจะเป็นผู้ปกครองอิสราเอล ประชากรของเราอย่างผู้เลี้ยงแกะ และเจ้าจะเป็นเจ้าเหนือคนอิสราเอล'” 3 ดังนั้นพวกผู้ใหญ่ของคนอิสราเอลก็มาเฝ้าพระราชาที่เมืองเฮโบรน และพระราชาดาวิดทรงกระทำพันธสัญญากับเขา ทั้งหลายที่เมืองเฮโบรนต่อพระพักตร์พระเจ้า และเขาทั้งหลายก็เจิมตั้งดาวิดให้เป็นพระราชาเหนืออิสราเอล 4 ดาวิดมีพระชนมายุสามสิบพรรษา เมื่อเริ่มการปกครองและ พระองค์ทรงปกครองอยู่ยี่สิบปี 5 ทรงปกครอง เหนือยูดาห์ที่เฮโบรนเจ็ดปีหกเดือน และที่กรุงเยรูซาเล็มทรงปกครองเหนืออิสราเอล และยูดาห์อีกสามสิบสามปี (2 ซามูเอล 5:1-5)

จากข้อ 1-3 อิสราเอลกำลังเป็นที่น่าจับตา พวกเขาเป็นฝ่ายมาหาดาวิดที่เฮโบรนเพื่อตั้งท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ ครั้งนี้เราเห็นว่าประชาชนเป็นผู้ริเริ่มอีกครั้ง อย่าลืมว่าที่ซาอูลเป็นกษัตริย์ก็เริ่มจากประชาชน เราไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆคนอิสราเอลจึงยอมรับดาวิดว่าเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า ต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เปรียบเทียบจาก 1พกษ. 8-12 ซึ่งประชาชนเรียกร้องอยากมีกษัตริย์ และพระเจ้าประทานซาอูลให้เป็นกษัตริย์องค์แรก

คงจำกันได้ใน 1 ซามูเอล 8 ซามูเอลเริ่มชรา และบุตรของท่านทำตัวไม่เหมาะสมพอจะขึ้นมาทำหน้าที่แทนได้ (8:1-3) พวกเขาไม่สัตย์ซื่อ ใช้อำนาจผู้วินิจฉัยอย่างไม่ถูกต้องที่เบเออร์เชบา ฯลฯ ในบทที่ 8 ข้อ 4 พวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลมาหาซามูเอล เรียกร้องให้มีกษัตริย์ “เพื่อวินิจฉัยพวกเขา เหมือนประเทศอื่นๆ” (8:5) ซามูเอลถูกกดดันมากในเรื่องนี้ พระเจ้าเองก็ไม่พอพระทัย พวกเขาไม่เพียงแต่ปฏิเสธการวินิจฉัยของซามูเอลเท่านั้น ยังปฏิเสธไม่ยอมให้พระเจ้าเป็นกษัตริย์ด้วย (8:7-8) อย่างไรก็ดี พระเจ้าใช้ซามูเอลมาเตือนถึงราคาสูงลิ่วที่ต้องจ่ายเพื่อมีกษัตริย์ และบอกว่าพวกเขาจะได้กษัตริย์ตามที่ร้องขอ ในบทที่ 9 และ 10 มีการตั้งซาอูลขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล ในบทที่ 11 ซาอูลนำอิสราเอลเข้าสู้กับนาหาชและคนอัมโมนที่ยกมาล้อมยาเบชกิเลอาด ขู่จะทำให้ชาวเมืองอับอายด้วยการควักลูกตาขวาของทุกคนทิ้ง (11:1-2) พระเจ้าประทานชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ให้อิสราเอล ประชาชนชื่นชมยินดีเป็นอันมาก พวกเขาออกมาปกป้องและพร้อมจะฆ่าใครก็ตามที่บังอาจดูหมิ่นซาอูล (11:12-13)

ซามูเอลทำให้เราเห็นบางมุมของเรื่องนี้ในบทที่ 12 เมื่ออิสราเอลเรียกร้องขอกษัตริย์นั้นเป็นบาปผิดต่อพระเจ้า จึงถูกลงโทษด้วยพายุฝนที่ทำลายไร่นาจนหมดสิ้น (12:12-18) ที่จริง ชาวอิสราเอลรุ่นนี้ก็ไม่ต่างไปจากบรรพบุรุษของพวกเขา พระเจ้าทรงจัดการกับบาปที่ไม่ทำตามพระบัญญัติด้วยศัตรูรอบด้าน แต่บาปในการเรียกร้องขอมีกษัตริย์นั้นใหญ่หลวงกว่าของบรรพบุรุษในอดีต พระเจ้าส่งผู้วินิจฉัยมาช่วยอิสราเอลจากบรรดาศัตรูเมื่อพวกเขากลับใจและร้องขอความช่วยเหลือ แต่กรณีนี้ ไม่มีการกลับใจใดๆ พวกเขาไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ แต่เรียกร้องให้มีกษัตริย์ ผมเชื่อว่าคนอิสราเอลต้องการความช่วยเหลือ แต่ไม่ต้องการกลับใจ ต้องการมีกษัตริย์เพื่อให้แน่ใจว่าในอนาคตจะมีคนคอยให้ความช่วยเหลือ พวกเขาต้องการกษัตริย์เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพิงหรือเชื่อฟังพระเจ้า เมื่อซามูเอลชี้บาปนี้ให้เห็น และย้ำด้วยพายุฝน ประชาชนจึงยอมกลับใจ ซามูเอลสัญญากับประชาชนว่า:

13 บัดนี้ จงดูพระราชาที่ท่านทั้งหลายได้เลือก ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายได้ร้องขอ ดูเถิด พระเจ้าทรงตั้งพระราชาไว้เหนือท่านแล้ว 14 ถ้าท่านทั้งหลายจะยำเกรง พระเจ้าและปรนนิบัติพระองค์ และฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และไม่กบฏต่อ พระบัญชาของพระเจ้า และถ้าท่านทั้งหลายและพระราชาผู้ปกครองเหนือท่าน จะเป็นผู้ติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งหลายก็ดีแล้ว 15 แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า แต่กบฏต่อพระบัญชาของพระเจ้าแล้ว พระหัตถ์ของพระเจ้าจะต่อสู้ท่านทั้งหลาย (1ซามูเอล 12:13-15)

24 จงยำเกรงพระเจ้าเท่านั้น ปรนนิบัติพระองค์ด้วยใจซื่อสัตย์สุจริต และด้วยสิ้นสุดใจของท่าน จงพิเคราะห์ถึงมหกิจซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำแก่ท่านแล้วนั้น 25 แต่ถ้าท่านทั้งหลายขืนกระทำความชั่วอยู่ ท่านจะต้องพินาศทั้งตัวท่านทั้งหลายเองและ พระราชาของท่านด้วย” (1ซามูเอล 12:24-25)

ผมขอตั้งข้อสังเกตุว่าสิ่งที่ซามูเอลให้ประชาชนและกษัตริย์ทำนั้นเกี่ยวข้องกัน คือประชาชนและกษัตริย์ต้องเชื่อฟังและวางใจในพระเจ้า ถ้าไม่จะถูกลงโทษ แต่ถ้าทำพระเจ้าจะอำนวยพระพร ผมเชื่อว่าซามูเอลต้องการชี้ให้เราเห็นว่าอิสราเอลจะได้กษัตริย์อย่างที่พวกเขาอยากได้ อย่างที่พวกเขาสมควรได้ กษัตริย์องค์แรกที่พระเจ้าประทานให้คือซาอูล ซึ่งเป็นเหมือนพวกเขา ชอบขัดคำสั่งพระเจ้า เช่นเดียวกับประชาชน ซาอูลสอบตกมาตรฐานของการเชื่อฟังพอๆกับประชาชน ในกรณีของ 1ซามูเอล 8-12 ประชาชนเรียกร้องอยากมีกษัตริย์ด้วยเหตุผลที่ไม่เข้าท่า ผมเชื่อว่าความบาปของบุตรซามูเอลนั้นเป็นเพียงตัวนำร่อง สาเหตุที่แท้จริงของการเรียกร้องอยากมีกษัตริย์คงไม่ใช่เรื่อง “ความยุติธรรม” แน่นอน ใน 1ซามูเอล 12:12 ซามูเอลบอกกับประชาชนว่าเหตุผลที่แท้จริงในการอยากมีกษัตริย์นั้นเป็นเพราะความกลัวนาหาชที่กำลังรุกคืบเข้ามา พวกเขาต้องการให้กษัตริย์เป็นผู้นำในสงครามและมีชัยเหนือศัตรู ต้อง การผู้ช่วยแบบเดียวกับแซมสัน ไม่ใช่แบบซามูเอล ที่คอยเปิดโปงให้เห็นถึงบาปหน้าไว้หลังหลอกของอิสราเอล พวกเขาจึงสมควรที่จะได้กษัตริย์อย่างซาอูล

แต่เมื่อมาถึง 2 ซามูเอล 5 เราเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงจากกษัตริย์ที่น่าสมเพชอย่างซาอูลมาเป็นนักรบและผู้นำที่กล้าหาญอย่างดาวิดเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนคือประชาชน ถึงตรงนี้ผมต้องขอสารภาพบางอย่าง ตั้งแต่ต้น ผมรู้สึกไม่ค่อยดีกับคนอิสราเอล เหมือนยืนดูเรื่องนี้อยู่วงนอก ขยับไปมาอย่างอดทน พออ่านถึงข้อ 1-5 ของบทที่ 5 ผมกลับคิดว่า “เอาหละ น่าจะถึงแวลาแล้ว!” ความคิดผมกำลังเปลี่ยนไป ผมมองเห็นความล่าช้าในคนอิสราเอล ขออธิบายเหตุผลสักหน่อย

เราคงสังเกตุว่า ไม่ได้มีเหตุการณ์วิกฤติ ไม่มีการจู่โจมจากประเทศเพื่อนบ้านที่มากระตุ้นพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลให้ลุกขึ้นมาทำบางอย่าง ซาอูลสิ้นชีพไปแล้ว รวมทั้งพวกบุตรและอิชโบเชทด้วย ฟิลิสเตียไม่ได้เข้ามาโจมตี คนอัมโมนไม่ได้มาข่มขู่ ฟิลิสเตียเข้ามาโจมตีหลังจากที่ได้ยินว่าดาวิดได้รับการแต่งตังขึ้นเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล (2 ซามูเอล 5:17) พวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลมาหาดาวิดที่เฮโบรน ยอมรับท่านเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า ใน 1ซามูเอลบทที่ 8 พวกเขาต่อต้านไม่อยากมีพระเจ้าเป็นกษัตริย์ แต่ตอนนี้กลับไม่ใช่ พวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลกลับมาเชื่อฟังพระเจ้า ไม่ต่อต้านพระองค์ กษัตริย์ในแบบของดาวิดจึงเป็นกษัตริย์ในแบบที่พวกเขาสมควรได้รับ เมื่อมาพบดาวิด พวกเขายอมรับในความจริงที่สำคัญหลายข้อซึ่งเป็นพื้นฐานการเป็นกษัตริย์ของดาวิด และยอมรับท่านให้เป็นกษัตริย์ของพวกเขา

(1) พวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลยอมรับว่าพวกเขามีความผูกพันทางสายเลือดกับดาวิด “เราเป็นกระดูกและเนื้อ … .” เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใหญ่ของอิสราเอลออกมายอมรับ ยอมรับในการเป็นสายเลือดเดียวกัน สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษคนเดียวกันคือยาโคบ (ที่พระเจ้าเปลี่ยนชื่อให้เป็น อิสราเอล) พวกเขาไม่ได้พูดกับดาวิดว่า “คุณเป็นหนึ่งในพวกเรา” แต่พูดว่า “เราเป็นหนึ่งเดียวกับคุณ” สมัยก่อน ลูกๆของยาโคบมีปัญหาแตกแยกกัน เห็นได้จากความเกลียดชังที่พี่ๆมีต่อโยเซฟ ซาอูลเป็นคนในเผ่าเบนยามิน ส่วนดาวิดเป็นคนเผ่ายูดาห์ อับเนอร์เป็นตัวการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองเผ่า ทำให้เผ่าที่เหลือพูดไม่ออก บัดนี้อิสราเอลทั้งหมดต้องการเห็นประเทศเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่แบ่งแยก นี่คือกุญแจสำคัญในการขึ้นเป็นผู้นำของดาวิดเหนือทั้งประเทศ เราคงต้องหยิบยกสิ่งที่คนอิสราเอลเคยพูดไว้หลังการแตกแยกถึงความสำคัญของการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน :

16 และเมื่ออิสราเอลทั้งปวงเห็นว่าพระราชามิได้ทรงฟังเขาทั้งหลาย ประชาชนก็ทูลตอบว่า “ข้าพระบาททั้งหลายมีส่วนอะไรในดาวิด? ข้าพระบาททั้งหลาย ไม่มีส่วนมรดกในบุตรชายของเจสซี โอ อิสราเอลเอ๋ย กลับไปเต็นท์ของตนเถิด! ข้าแต่ดาวิด จงดูแลราชวงศ์ของพระองค์เองเถิด!” อิสราเอลจึงจากไปยังบ้านเรือนของเขาทั้งหลาย (1 พกษ. 12:16)

(2) ในอดีต คนอิสราเอลตระหนักดีถึงความสามารถในการเป็นผู้นำของดาวิด แม้สมัยที่ซาอูลยังปกครองอยู่ เมื่อประชาชนเรียกร้องขอกษัตริย์ พวกเขาต้องการกษัตริย์ในแบบที่ “นำหน้าออกสู่สนามรบ” (ดู 1ซามูเอล 8:19-20) ที่จริงแล้วซาอูลละเลยหน้าที่รับผิดชอบเป็นผู้นำอิสราเอล ในสงคราม ดาวิดต่างหากทำหน้าที่รบแบบกษัตริย์แทน ซาอูลไม่ได้ออกไปสู้กับโกลิอัท แต่เป็นดาวิด (ผู้ไม่มีตำแหน่งใดในกองทัพ) คนอิสราเอลมองเห็นความเป็นผู้นำในดาวิดอย่างที่กษัตริย์ควรเป็น คนอิสราเอลตระหนักดีในเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยที่ซาอูลยังปกครอง ดาวิดทำการเหมือนกษัตริย์มากกว่ากษัตริย์ตัวจริง พวกเขาเลือกที่จะไม่ใช้ของด้อยคุณภาพอีกต่อไป (เหมือนซาอูล) แต่ต้องการเลือกคนที่ได้พิสูจน์ตนเองว่าเป็น “คนกล้าหาญ เป็นนักรบ” (ดู 1ซามูเอล 16:18)

(3) พวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลยอมรับในพระคำของพระเจ้า เมื่อตระหนักว่าดาวิดเป็นผู้ที่พระเจ้าเลือกให้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล ดาวิดได้รับการเจิมตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล (1ซามูเอล 16:1-13) ซาอูลรู้ดีว่าดาวิดจะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป (1ซามูเอล 24:20) เช่นเดียวกับนางอาบิกายิล (1ซามูเอล 25:30) เช่นเดียวกับพวกฟิลิสเตีย (1 ซามูเอล 21:11) คนอิสราเอลต้องรู้ดีว่าดาวิดคือผู้ที่พระเจ้าเลือกไว้ขึ้นมาแทนซาอูล (2ซามูเอล 3:9-10, 18) สำหรับพวกเขาจึงไม่ใช่เรื่องประหลาดใจ แม้จะช้าไปสักหน่อย การที่พวกผู้ใหญ่มาหาดาวิดจึงเป็นการแสดงถึงการเชื่อฟังต่อน้ำพระทัย การทำเช่นนี้จึงดีกว่าการต่อต้านพระเจ้าเมื่อเรียกร้องขอมีกษัตริย์ใน 1ซามูเอล 8

ดังนั้นที่พวกผู้ใหญ่มาตั้งดาวิด (เป็นครั้งที่สาม) ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล จึงเป็นการทำตามพันธสัญญาที่ทำกับดาวิดต่อพระพักตร์พระเจ้า (2 ซามูเอล 5:3) นี่เป็นการแสดงความเชื่อและเชื่อฟัง นับเป็นคนละเรื่องกับเหตุการณ์ที่ซามูเอลเผชิญกับพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลใน 1ซามูเอลบทที่ 8 การขึ้นครองของดาวิดจึงเป็นการขึ้นครองที่ชอบธรรม มีการกลับใจ ประชาชนอิสราเอลและพวกผู้นำ พร้อมใจยอมรับและเชื่อฟัง

ดาวิดยึดครองเมืองเยบุส ซึ่งกลายเป็นกรุงเยรูซาเล็ม “เมืองของดาวิด” (5:6-10)

ผมและภรรยามีเพื่อน “วัยเยาว์” อยู่บ้างที่ชอบแวะมาหา หรือที่เราชอบไปเยี่ยม มีคืนหนึ่งผมและเจนเน็ตต์ กำลังอ่านนิทานก่อนนอนให้เพื่อนวัยเยาว์สองคนฟัง เป็นหนังสือที่เขียนโดยนักศาสนศาสตร์ที่มีชื่อ ขณะที่อ่าน (และเวลาก็ผ่าน) ไป เด็กคนเล็กเริ่มเบื่อ เริ่มซน วิ่งเข้าวิ่งออกจากเตียงหลายหน ผมไม่โทษเธอหรอกครับ คนที่โตกว่าทนฟังจนจบ พออ่านจบแคธี่พูดว่า “เรื่องนี้ยาวจัง” ก็มันยาวจริงๆนี่ครับ

แต่ละคนมีเรื่องยาวอยู่มากมาย เวลาถามใครๆว่ามาเป็นคริสเตียนได้อย่างไร พวกเขามักจะยิ้มแล้วตอบว่า “เรื่องมันยาวครับ” เรื่องของกรุงเยรูซาเล็มเป็นเรื่องยาวเหมือนกัน เยรูซาเล็มก่อนถูกดาวิดยึดครอง มีชื่อว่าเยบุส คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้เรียกว่าคนเยบุส ชื่อเยบุสถูกเรียกครั้งแรกในปฐมกาล 10;15-16 ที่จริงก็คือคนคานาอัน ลูกหลานของคานาอัน บุตรคนที่สามของฮาม (ปฐก. 10:6) ฮามคนนี้ที่เห็นโนอาห์บิดาของตนนอนเปลือยกายอยู่ (ปฐก. 9:22) เป็นเหตุให้ตนเองและลูกหลานถูกสาปแช่ง (ปฐก. 9:25) ภูเขาโมรียาห์เป็นที่ๆอับราฮัมนำอิสอัคบุตรของตนไปถวายบูชา (ปฐก) บนภูเขาโมรียาห์นี้เป็นภูเขาเดียวกับที่ซาโลมอนสร้างพระวิหาร (2 พงศาวดาร 3:1)

ครั้งแล้วครั้งเล่า พระเจ้าสัญญาจะนำคนอิสราเอลสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา ดินแดนที่พวกคานาอันครอบครอง (รวมทั้งคนเยบุสด้วย) พระเจ้าสัญญาจะขับไล่พวกเขาไป (ปฐก.15:18-21; อพยพ 3:8, 17; 13:5; 23:23; 33:2; 34:11) เมื่อส่งผู้สอดแนมไปที่ดินแดนพันธสัญญา ไปสืบดู รายงานของผู้สอดแนมมีชาวเยบุสอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย (กันดารวิถี 13:29) พระเจ้าไม่เพียงแต่สัญญาจะขับไล่ชาวคานาอันออกไป (โยชู วา 3:10) พระองค์สั่งให้คนอิสราเอลทำด้วย (เฉลยธรรมบัญญัติ 7:1; 20:17) เมื่อชาวอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนไป ชาวเยบุสก็เป็นหนึ่งในบรรดาคนคานาอันที่ร่วมต่อต้านไม่ต้องการให้คนอิสราเอลเข้ามาในดินแดนด้วย (โยชูวา 9 & 11; 24:11)

ในพระธรรมโยชูวา มีการพูดถึงเมืองเยบุสครั้งแรกว่าเป็นเมืองในครอบครองของคนยูดาห์ ที่คนยูดาห์ไม่ได้ขับไล่ออกไป (โยชูวา 15:63) โยชูวา 18:28 พูดว่าเยบุสเป็นมรดกของเผ่าเบนยามิน และคนเบนยามินก็ไม่ได้ขับไล่คนเยบุสออกไปด้วย (ผู้วินิจฉัย 1:21) ดูเหมือนอาศัยอยู่ร่วมกัน ซึ่งทำให้คนอิสราเอลทำบาปเดียวกับคนเยบุส (ผู้วินิจฉัย 3:1-7) และพระเจ้าลงโทษด้วยการให้ถูกกดดันจากศัตรูรอบด้าน (3:8) ในผู้วินิจฉัย 19:10-12 มีการพูดถึงเมืองเยบุสว่าเป็นเมืองต่างด้าว ไม่ใช่ของอิสราเอล อาจเป็นได้ว่าอิสราเอลเคยครอบครองเยบุสเป็นครั้งครา (ดู 1ซามูเอล 17:54) แต่ไม่เคยเอาชนะอย่างเด็ดขาด จนถึงสมัยของดาวิดที่เรากำลังเรียนอยู่นี้ (นอกจากบทเรียนแล้วให้ดู 1 พงศาวดาร 21:15 ด้วย) ในที่สุดเยบุสก็ตกเป็นของอิสราเอลอีกครั้งและตลอดไป มีเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองเยบุสที่เดี๋ยวนี้คือเยรูซาเล็มอีกมากมาย แต่จะกลับมาพูดถึงเรื่องนี้อีกในบทเรียนบทที่ 6

ผมเชื่อว่าการเข้ายึดเยบุสในข้อ 6-10 กว่าจะเข้าใจได้ ต้องไปเปรียบเทียบกับข้อ 17-25 เมื่อดาวิดรบชนะฟิลิสเตียถึงสองครั้ง จึงเข้าใจได้ว่าทำไมถึงมีการต่อสู้กับฟิลิสเตียในบทนี้ เป็นเรื่องการป้องกันตัว พวกฟิลิสเตียมาโจมตีอิสราเอล มุ่งมาที่ดาวิด ผมเดาว่าพวกนี้รู้สึกยังไง พวกเขารู้ดี (อย่างน้อยอาคีชกษัตริย์เมืองกัทต้องรู้ดี) ว่าเคยให้ที่ลี้ภัยกับดาวิด เคยถึงกับให้เข้าร่วมในกองทัพ แทบไม่มีอะไรที่ดาวิดไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นยุทธวิธีรบ เส้นทางลำเลียง แหล่งที่ซ่อนและขุมกำลัง ดาวิดเป็นศัตรูที่น่าสะพรึงที่สุด สมควรต้องกำจัดโดยเร็วก่อนจะทันตั้งตัว เมื่อฟิลิสเตียมาโจมตี ดาวิดไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องสู้ ชาวเยบุสไม่ได้คิดต่อสู้กับอิสราเอล พวกเขาเพียงแต่อาศัยอยู่เฉยๆ เพราะไม่เห็นความ “จำเป็น” ที่ต้องไปสู้รบ แล้วทำไมดาวิดจึงนำอิสราเอลมาต่อสู้กับเมืองนี้ เมืองที่อิสราเอลไม่เคย เอาชนะได้เด็ดขาดเสียที?

ผมเชื่อว่ามีเหตุผลหลายประการ ประการแรกที่สำคัญที่สุด เป็นเมืองที่พระเจ้าสัญญาจะมอบให้อิสราเอล เป็นเมืองที่พระองค์สั่งให้ทำลายพลเมืองเสีย การมีพวกนี้อยู่ท่ามกลางคนอิสราเอล มีแต่จะทำให้คนของพระเจ้าเสียผู้เสียคน (ผู้วินิจฉัย 3:5-6) ซาอูลรีรอ ไม่ยอมตัดสินใจจัดการกับศัตรูภายนอกให้จบสิ้น ยินดีที่จะให้คนอิสราเอลอาศัยอยู่กับพวกศัตรูเสียอีก เท่าที่เรารู้ชาวเยบุสอยู่เฉยๆ ไม่ได้ต่อต้านอะไรกับกองกำลังฟิลิสเตีย ทำให้โยนาธานทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาบังคับให้บิดาและพวกฟิลิสเตียทำบางอย่าง (1ซามูเอล 13:3) ดาวิดตระหนักดีว่าประเทศใดก็ตามถ้าไม่สามารถกำจัดศัตรูออกไปจากแผ่นดินได้ จะเป็นประเทศที่ถูกดูหมิ่นดูแคลน (หรือไม่ได้รับความเคารพ) จำเป็นต้องจัดการกับชาวเยบุส ดาวิดรู้ดี ถึงเวลาแล้ว ที่ศัตรูของพระเจ้าต้องถูกกำจัดให้หมดสิ้นไป การกำจัดคนเยบุสและเข้าไปยึดเมืองไว้จึงเป็นก้าวแรกที่อิสราเอลมีชัยเหนือศัตรู มีชัยชนะเหมือนในสมัยโยชูวาและผู้วินิจฉัย เป็นภาพเดียวกับครั้งที่ซาอูลนำอิสราเอลต่อสู้กับคนอัมโมน (1 ซามูเอล 11) เป็นวิถีการขึ้นครองของกษัตริย์ !

ประการที่สอง ดาวิดต้องการสร้างเมืองหลวงใหม่ เมื่อดาวิดขึ้นครองเหนือเผ่ายูดาห์ เฮโบรนเหมาะที่จะเป็นเมืองหลวง แต่เมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล ท่านต้องการเมืองหลวงที่อยู่เหนือขึ้นไป จะได้อยู่ตรงกลางประเทศ เป็นศูนย์รวมของประเทศ เยบุสเหมาะที่สุด เมื่ออิสราเอลมีชัยเหนือเยบุสจะทำให้ทั้งประเทศเป็นหนึ่งเดียวกัน และการที่ดาวิดครอบครองและตั้งเยบุสให้เป็นเมืองหลวงก็จะเป็นเช่นเดียวกันด้วย เมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนยูดาห์และเบนยามิน เป็นเมืองที่ลูกหลานของยูดาห์หรือเบนยามินไม่เคยครอบครองได้สำเร็จ ดังนั้นตั้งเมืองนี้ขึ้นเป็นเมืองหลวงจึงไม่เป็นการลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ ทำเลตามธรรมชาติของเมืองนี้ยากต่อการโจมตี (เป็นเหตุผลที่ทำให้อิสราเอลเอาชนะไม่ได้เสียที) เป็นเมืองภูเขา และมียอดเขามากกว่าหนึ่ง มีหุบเขาล้อมรอบ ต่อเติมเสียหน่อย ก็จะกลายเป็นป้อมปราการที่เข้มแข็ง (5:9)

แทบทุกคนลงความเห็นว่ามีนัยสำคัญบางอย่างซ่อนอยู่ในคำว่า “คนตาบอดและคนง่อย” ในข้อ 6-10 แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าสำคัญอย่างไร ผมคิดว่าความหมายน่าจะแปลตรงตามเนื้อหาในพระคัมภีร์ ไม่คิดว่าคนเยบุสหมายถึงใครเป็นพิเศษ เมื่อพวกเขากล่าวว่า “แกยกเข้ามาที่นี่ไม่ได้ดอก คนตาบอด และคนง่อยก็จะป้องกันไว้ได้” (ข้อ 6) เรารู้ดีว่าที่พวกเขาพูดเช่นนี้เพราะเชื่อว่าดาวิดคงไม่มีทางบุกเข้ามาในเมืองและยึดได้

คุณเคยถูกหมากระโจนใส่ไหม? แล้วมารู้ทีหลังว่ามันถูกล่ามโซ่ไว้ เขี้ยวของมันอยู่ห่างคุณคืบเดียวเอง ถ้าเกิดมันหลุดจากโซ่ออกมา คุณกะจะวิ่ง หรือกะจะพูดดีๆให้มันเปลี่ยนใจไม่ขย้ำคุณ คุณคงไม่คิดจะยั่วหรือหยอกมันเล่นแน่ถ้ารู้ว่ามันไม่ได้ถูกล่าม แต่ถ้าเกิดเห็นว่ามันถูกโซ่ใหญ่ล่ามอยู่ คุณคงกล้าตะโกนใส่มัน หรือล้อมันเล่น เวลาที่เรารู้สึกปลอดภัยเรามักจะพูดอวดเก่ง

เมื่อคนเยบุสเห็นดาวิดและคนอิสราเอลมาโจมตี สำหรับพวกเขาเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่หรือน่ากลัว ในอดีตมีการมาโจมตีบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จ ดังนั้นเมื่ออยู่หลังกำแพงป้อมแข็งแรง คนเยบุสจึงกล้าพูดล้อเลียนดาวิดและทหาร ใช้คำพูดเยาะเย้ยถากถาง “ผมสามารถซัดคุณได้ แม้มืออีกข้างถูกผูกอยู่” กองทัพดาวิดเกรงกลัวหรือไม่? ไม่ แน่นอน! พวกเขาพูดล้อเลียนทำนองว่าสามารถป้องกันเมืองไว้ได้โดยใช้ ผีมือของคนตาบอดและคนง่อยเท่านั้น

ความโกรธดาวิดพลุ่งขึ้น คงพอๆกับตอนที่ถูกโกลิอัทพูดสามหาวใส่ ท่านนำคำพูดนี้ใส่ในคำสั่งให้ทหาร “ผู้ใดจะโจมตีคนเยบุส ก็ให้ผู้นั้นขึ้นไปตามทางน้ำไหล ไปสู้คนง่อยและคนตาบอดผู้ซึ่งจิตใจของดาวิดเกลียดชัง” พวกเขาทำตามนั้นและเอาชนะชาวเยบุสได้ จากนั้นมามีคำกล่าวในท่ามกลางผู้ติดตามดาวิดว่า 22 “อย่าให้คนตาบอดและคนง่อยเข้ามาในพระนิเวศ” ฟังดูเป็นข้ออ้างที่พวกไม่ชอบคนพิการ หรือพวกไร้ความปราณี ถือโอกาสจากเหตุการณ์นี้นำมาใช้ ผมเชื่อว่าคำพูดนี้ถูกบันทึกด้วยสาเหตุจาก 2 ซามูเอล 4:4 และ 9:1-13 คนของอิชโบเชทฆ่าเจ้านายตนเองบนเตียงใช่ไหม? คนอิสราเอลห้ามไม่ให้คนง่อยเข้ามาในบ้านตนเองจริงหรือ? และดาวิดเองกลับเป็นผู้ไปตามหาเมฟีโบเชท เด็กพิการ เพื่อแสดงถึงความรักที่มีต่อโยนาธานโดยให้เข้าร่วมโต๊ะเสวยทุกวัน

คุณว่าทัศนคติและการกระทำในส่วนของดาวิดเล็งถึงจอมกษัตริย์ของอิสราเอลเมื่อพระองค์เสด็จมาบนโลกนี้หรือไม่? บรรดาคนที่คิดว่าตนเองชอบธรรมดีต่างหันหน้าหนี หรือเดินอ้อมไปทางอื่น เมื่อเห็นคนนอนบาดเจ็บอยู่บนถนนหรือเปล่า? (ดูลูกา 10:25-37) พวกเขาสงสัยว่าทำไมพระเยซูไปยุ่งเกี่ยวคนบาป หรือยอมให้คนมีมลทินมาสัมผัสตัว คนที่พวกเขารังเกียจพระเยซูกลับไปเสาะหา ดาวิดคือภาพจำลองของพระองค์ผู้เสด็จมาในภายหลัง ผู้ที่แสวงหาคนอ่อนแอและให้ความช่วยเหลือ (ดูลูกา 4:16-21; 5:29-32; 7:18-23) ดาวิดนั้นคือภาพจำลองของพระเมสซิยาห์ ชาวเยบุสที่พูดจาอวดดีดูถูกพระเยซูคือภาพจำลองของคนที่คิดว่าตนเองชอบธรรมดีแล้ว วันหนึ่งคนเหล่านี้จะพ่ายแพ้ต่อพระองค์ ศัตรูของดาวิดมีแต่พ่ายแพ้ ตัวท่านเองมีแต่เข้มแข็งยิ่งๆขึ้น ไม่มีผู้ใดยับยั้งท่านได้เพราะพระเจ้าสถิตกับท่าน

ดาวิดสร้างบ้านในกรุงเยรูซาเล็ม (5:11-16)

11 ฮีรามกษัตริย์เมืองไทระได้ส่งผู้สื่อสารมาหาดาวิดและ ได้ส่งไม้สนสีดาร์ พวกช่างไม้ และพวกช่างก่อมาสร้างพระราชวังของดาวิด 12 และดาวิดทรงทราบว่า พระเจ้าทรงสถาปนาพระองค์ให้เป็นพระราชาเหนืออิสราเอล และ พระองค์ได้ทรงยกย่องราชอาณาจักรของพระองค์ด้วยเห็นแก่อิสราเอลประชากรของพระองค์ 13 ภายหลังที่พระองค์เสด็จจากเฮโบรน ดาวิดทรงได้นาง สนมและมเหสีจากเยรูซาเล็มเพิ่มขึ้นอีก และบังเกิดราชโอรสและราชธิดาอีก 14 ต่อไปนี้เป็นชื่อของผู้ที่บังเกิด กับพระองค์ในเยรูซาเล็มคือ ชัมมุอา โชบับ นาธัน ซาโลมอน 15 อิบฮาร์ เอลีชูอา เนเฟก ยาเฟีย 16 เอลีชามา เอลียาดา และเอลีเฟเลท

แน่นอน การตอบสนองในการขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอลที่มีต่อดาวิดมีสองแบบ : (1) ยอมรับท่านในฐานะเพื่อนและพันธมิตร หรือ (2) ตั้งตัวเป็นศัตรูคอยต่อต้านและยกมาโจมตี ฮีรามกษัตริย์เมืองไทระ เลือกที่จะทำอย่างแรก ในขณะที่ฟิลิสเตียเลือกอย่างหลัง ถึงแม้นักแปลพระคัมภีร์ส่วนมากแนะว่าข้อ 11-16 นั้นน่าจะแบ่งเป็นสองตอน ผมเลือกที่จะมองว่าทั้งหมดนี้รวมเป็นหนึ่งความหมาย คือการสร้างบ้านของดาวิด มีฮีรามช่วยสร้างตัวบ้านที่ใช้พักอาศัย พระราชวังในเยรูซาเล็ม แต่ขณะอยู่ในเยรูซาเล็มดาวิด ยังคงสร้าง “บ้านเรือน” (หรือครอบครัว) ของท่านอย่างต่อเนื่อง ในการสร้าง “บ้าน” ทั้งสองแบบนี้ ทำให้ดาวิดยิ่งมั่นคงขึ้นในฐานะกษัตริย์ของอิสราเอล

ข้อ 11 & 12 ทำให้เรารู้จักฮีรามกษัตริย์ไทระ เป็นผู้ที่น่าจะมองดาวิดเป็นศัตรู แต่กลับเลือกที่จะเป็นพันธมิตร เมื่อพระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอับราฮัม (ดูปฐมกาล 12:1-3) พระองค์สัญญาว่าใครที่สาปแช่งท่าน พระองค์จะสาปแช่งผู้นั้น ใครที่อวยพรท่านพระองค์จะอวยพรด้วย ทั้งชาวเยบุสและชาวฟิลิสเตียสาปแช่งดาวิด ฮีรามกลับอวยพรท่าน ช่วยจัดเตรียมการสร้างพระราชวังในเมืองที่เพิ่งยึดมาได้ และสร้างให้เป็นเมืองที่แข็งแกร่งในอนาคต ฮีรามช่วยจัดหาวัสดุอุปกรณ์และแรงงานในการสร้างพระราชวังหลังใหญ่นี้ ดาวิดรับด้วยความพอใจ ฮีรามเป็นมิตรกับดาวิด

ตามพระคัมภีร์ กว่าดาวิดจะรับรู้ถึงความเป็นกษัตริย์ของตนเองก็เมื่อการสร้างพระราชวังใกล้จะเสร็จ มันเหมือนความฝันอันแสนนานของท่าน แต่บัดนี้ท่านรู้แล้วว่าพระสัญญาของพระเจ้านั้นสำเร็จลง ตอนใดในระหว่างการสร้างพระราชวังที่ทำให้ท่านตระหนักเรื่องนี้? ผมคิดว่าเหตุผลน่าจะเกี่ยวข้องกับพระธรรมสุภาษิตข้อนี้ :

27 จงเตรียมงานของเจ้าที่ภายนอก ทำทุกอย่างของเจ้าให้พร้อมที่ในนา และหลังจากนั้นก็จงสร้างเรือนของเจ้า (สุภาษิต 24:27)

อิสราเอลเป็นเมืองเกษตรกรรม จึงไม่ฉลาดนักที่จะสร้างบ้านก่อนทำนา หลังจากปลูกข้าวแล้วชาวนาค่อยทุ่มเวลาในการสร้างบ้าน เพราะกว่าข้าวจะตกรวงต้องใช้เวลา นี่คือการเรียงลำดับความสำคัญอย่างถูกต้อง คงเหมือนกับคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง ซื้อหาคอนโดในเมืองและตกแต่งจนเรียบร้อย แต่กลับพบว่างานที่เหมาะกับตนเองนั้นอยู่ในเขตปริมณฑล ที่จริงน่าจะหางานให้ได้ก่อนแล้วค่อยหาซื้อบ้านในละแวกใกล้เคียง ตอนนี้ดาวิดมีบ้านเป็นของตนเองแล้ว แปลว่า “งาน” ในฐานะกษัตริย์ของท่านนั้นมั่นคง ในที่สุดพระสัญญาของพระเจ้าที่จะให้ท่านขึ้นครองเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลเป็นจริงและเสร็จสมบูรณ์ ดาวิดได้ครอบครองในสิ่งที่ท่านรอคอยมากว่า 20 ปี อาคารที่ปลูกสร้างถาวรในกรุงเยรูซาเล็มเป็นสิ่งที่ย้ำว่าทุกอย่างเป็นความจริง

ยังมีส่วนที่สองในการสร้างบ้านเรือนและครอบครัวของดาวิด ดาวิดมีภรรยาและบุตรอยู่แล้วก่อนที่จะย้ายมา กรุงเยรูซาเล็ม (2 ซามูเอล 2:2; 3:2-5) ที่เยรูซาเล็มท่านมีภรรยาและบุตรเพิ่มขึ้นอีกหลายคน ตามค่านิยม ของคนตะวันออกสมัยโบราณ การมีภรรยาและบุตรหลายคนเป็นสิ่งแสดงถึงความมั่งคั่ง ด้วยมาตรฐานนี้ ดาวิด จึงนับเป็นผู้มั่งคั่งของเยรูซาเล็ม ! แต่ปัญหาคือเมื่อเพิ่มจำนวนภรรยาขึ้นมา ดาวิดกำลังอยู่ในอันตรายของการ เข้าข่ายมีภรรยามาก ท่านกำลังละเลยคำเตือนที่มีต่อกษัตริย์อิสราเอล :

“17 และอย่าให้ผู้นั้นมีภรรยามาก เกรงว่าจิตใจของเขาจะหันเหไปเสีย หรืออย่าให้มีเงินมีทองเป็นของตนอย่างมากมาย” (เฉลยธรรมบัญญัติ 17:17)

ดาวิดมีชัยเหนือฟิลิสเตีย (5:17-25)

17 เมื่อคนฟีลิสเตียได้ยินข่าวว่าดาวิดได้รับการเจิมเป็น พระราชาเหนืออิสราเอล คนฟีลิสเตียทั้งปวงก็ขึ้นไปแสวงหาดาวิด แต่ดาวิดทรงทราบข่าวนั้น จึงลงไปยังที่กำบังเข้มแข็ง 18 ฝ่ายคนฟีลิสเตียยกขึ้นมาและขยายแนวออกที่หุบเขาเรฟาอิม 19 และดาวิดทรงทูลถามพระเจ้าว่า “ควรที่ข้าพระองค์จะยกขึ้นไปสู้รบกับคนฟีลิสเตียหรือ พระองค์จะทรงมอบเขาไว้ในมือข้าพระองค์หรือไม่” และพระเจ้าทรงตอบดาวิดว่า “จงขึ้นไปเถิด เพราะเราจะมอบคนฟีลิสเตียไว้ในมือของเจ้าเป็นแน่” 20 ดาวิดเสด็จมายังบาอัลเปราซิม และดาวิดทรงชนะคนฟีลิสเตียที่นั่น พระองค์ตรัสว่า “พระเจ้าทรงทะลวงข้าศึกของข้าพเจ้าดังกระแสน้ำที่พุ่งใส่” เพราะฉะนั้นจึงเรียกชื่อตำบลนั้นว่า บาอัลเปราซิม 21 และคนฟีลิสเตียได้ทิ้งรูปเคารพที่นั่น ดาวิดกับข้าราชการของพระองค์ก็ขนเอาไปเสีย 22 คนฟีลิสเตียยกขึ้นมาอีกและขยาย แนวอยู่ในหุบเขาเรฟาอิม 23 และเมื่อดาวิดทูลถามพระเจ้าพระองค์ตรัสว่า “เจ้าอย่าขึ้น จงอ้อม ไปข้างหลังของเขา และโจมตีเขาตรงข้ามกับหมู่ต้นโพธิ์ 24 และเมื่อเจ้าได้ยินเสียง กระบวนทัพเดินอยู่ที่ยอดหมู่ต้นโพธิ์เจ้าจงรีบรุกไป เพราะพระเจ้าเสด็จไปข้างหน้าเพื่อจะโจมตี กองทัพของคนฟีลิสเตีย” 25 และดาวิดทรงกระทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้ และได้โจมตีคนฟีลิสเตียจากเกบาถึงเกเซอร์

เราได้แต่ลองนึกภาพว่าผู้นำฟิลิสเตียทั้ง 5 จะพูดกันอย่างไรเมื่อทราบว่าดาวิดได้ขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล อาคีชคงถูกโจมตีอย่างรุนแรงในฐานะเป็นผู้ให้ที่ลี้ภัย (1ซามูเอล 21:10-15; 27:1—28:2; 29:1-11) ที่จริงแล้วดาวิดมีโอกาสได้อยู่ในกองทัพฟิลิสเตียแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่ก็นานพอที่จะรู้ว่าจะจัดการกับฟิลิสเตียอย่างไร ฟิลิสเตียต้องรีบป้องกันตนเอง ต้องจัดการกับอิสราเอลให้ได้ก่อนที่จะกลายเป็น ศัตรูที่น่าสะพรึงที่สุด

ตามยุทธวิธีการรบถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี เพราะขืนปล่อยทิ้งไว้ อาณาจักรของดาวิดจะเติบโตและเข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพ แต่ดาวิดเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า ปกครองประชากรของพระเจ้า ท่านจะไม่พ่ายแพ้ เมื่อดาวิดรู้เรื่องฟิลิสเตียมาโจมตี ท่านลงไปยังที่กำบังเข้มแข็ง (ข้อ 17) ใน 1 พงศาวดาร 11:15 ดูเหมือนดาวิดและคนของท่านไปที่ถ้ำอดุลลัม ที่ๆท่านและคนของท่านไปอาศัยอยู่ตอนที่ฟิลิสเตียมายึดเบธเลเฮมและตั้งค่าย (1 พงศาวดาร 11:16) คนฟิลิสเตียคาดว่าจะพบดาวิดที่นั่นหรือ? ดาวิดเพียงต้องการดื่มน้ำจากบ่อในเบธเลเฮม มีชายกล้าถึงสามคนแหกค่ายฟิลิสเตียเข้าไปตักน้ำมาให้ท่านดื่มได้ (1พงศาวดาร 11:16-19)

ถ้าดาวิดอยู่ที่ถ้ำอดุลลัมจริงในครั้งแรกที่รบกับฟิลิสเตีย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะพระเจ้าไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องสูญเปล่า ที่ถ้ำอดุลลัม ครอบครัวและผู้ติดตามหลายคนมาหาท่าน (ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมครอบครัวท่านถึงไปที่นั่น มันคงอยู่ไกล้กับบ้านที่เบธเลเฮม คนที่บ้านจึงหลบมาได้โดยไม่ถูกคนของซาอูลจับ) ในช่วงเวลาที่ดาวิดหลบหนีซาอูล ท่านคงพบ “ที่กำบัง” อีกหลายแห่งที่สามารถใช้เป็นที่หลบภัยได้หลายปีหลังจากนั้น เมื่อต้องต่อสู้กับพวกฟิลิสเตีย

เมื่อดาวิดเผชิญหน้ากับคนฟิลิสเตียครั้งแรก พวกเขาต้องการตัวท่านในฐานะกษัตริย์องค์ใหม่ ท่านหันไปพึ่งพระเจ้าเพื่อขอคำแนะนำ  ทูลถามว่า สมควรไหมที่จะไปต่อสู้กับพวกฟิลิสเตีย พระเจ้าสั่งให้ไป และให้ความมั่นใจว่าจะมอบคนฟิลิสเตียไว้ในมือท่าน (ข้อ 19) ที่บาอัลเปราซิม ดาวิดเผชิญกับศัตรูและเอาชนะได้ ท่านให้ชื่อตำบลนั้นว่าบาอัลเปราซิมเพื่อเตือนให้ระลึกว่าพระเจ้าทรง “ทะลวงข้าศึก” และมอบชัยชนะเหนือศัตรู ให้บันทึกไว้ด้วยว่าคนฟิลิสเตียได้ทิ้งรูปเคารพที่นั่น และคนของดาวิดมาขนไป (ข้อ 21) ใน 1พงศาวดาร 14:12 บันทึกไว้ว่าขนเอาไปเผา

ผมอ่านในหนังสือพิมพ์ว่า ไมค์ ไทสัน เชื่อมั่นและกระหายจะเอาชัยชนะที่เสียไปเมื่อปีที่แล้วคืนให้ได้จากอีวานเดอร์ โฮลี่ฟิลด์ เขาไม่ยอมเป็นผู้แพ้นานนัก เขาเชื่อว่าครั้งที่แล้วไม่ได้ชกจริงจังเท่าที่ควร ฟิลิสเตียคงคิดเหมือนกันเรื่องดาวิดและอิสราเอล พวกเขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกครับ และไม่ยอมเป็นฝ่ายแพ้นานด้วย พวกเขาต้องการเอาคืน จึงยกมาโจมตีดาวิดอีกครั้ง กระจายกำลังอยู่ในแนวหุบเขาเรฟาอิม (เหมือนย้อนรอยการรบครั้งแรก?) ดาวิดคงคิดเหมือนกัน ท่านควรออกไปต่อสู้ เหมือนครั้งที่แล้ว ดีหรือไม่? คำตอบของ พระเจ้าคือ ควรออกไปสู้กับฟิลิสเตียแต่ด้วยวิธีการที่ต่างจากคราวที่แล้ว คราวนี้แทนที่จะปะทะกันซึ่งๆหน้า ดาวิดถูกสั่งให้ไปล้อมทางด้านหลัง และไม่เข้าโจมตีจนกว่าจะได้ยิน “เสียงกองทัพเดินอยู่ที่ยอดหมู่ต้นโพธิ์” (ข้อ 24)

บางคนคิดว่าเป็นเสียงลมที่พัดอยู่บนยอดไม้ที่กลบเสียงกองทัพของดาวิดที่กำลังจู่โจม ผมว่ามีมากกว่านั้น พระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพไม่จำกัด พระองค์พอพระทัยที่จะนำชัยชนะมาสู่ประชากรของพระองค์ด้วยวิธีที่มากมายไม่มีสิ้นสุด พระองค์ทรงใช้พายุ ฝนฟ้าคะนอง ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งกับอาวุธที่ทำด้วยเหล็ก และโคลนที่เกิดขึ้นเพราะฝน ทำให้รถรบแทบไม่สามารถใช้การได้ (ดู 1 ซามูเอล 7:10) ต่อมาทรงใช้ แผ่นดินไหวเขย่าศัตรู (1 ซามูเอล 14:15) ก่อนหน้านี้ พระเจ้าประทานชัยชนะเหนือคนอัมโมนให้แก่อิสราเอล โดยให้มีลูกเห็บใหญ่ตกมาจากฟ้า (โยชูวา 10:11) ใน 2 พกษ บทที่ 7 พระเจ้าทำให้กองทัพซีเรียตกใจแทบสิ้นสติ ด้วยการได้ยินเสียงกองทัพใหญ่ยกมา ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเลย (ข้อ 6-7) ผมจึงขอเชื่อตามพระคัมภีร์ (2 ซามูเอล 5:24) ว่าเป็นการ “ทำอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่” อีกครั้งของพระเจ้า ทำให้ศัตรูเสียสติและเปิดทางให้ดาวิดเข้าโจมตีและมีชัยอย่างง่ายดาย ชัยชนะครั้งนี้ ดาวิดขับไล่ฟิลิสเตียให้กลับคืนเข้าประเทศไปได้ (เกเซอร์เป็นเมืองชายแดนของฟิลิสเตีย) ชัยชนะเหนือฟิลิสเตียเป็นการกระทำที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แม้เป็นหน้าที่ของซาอูลที่ต้องกอบกู้อิสราเอลให้พ้นจากเงื้อมมือฟิลิสเตีย (1ซามูเอล 9: 16) ท่านกลับถูกฆ่า และอิสราเอลต้องพ่ายแพ้ (1 ซามูเอล 31) กษัตริย์ดาวิดต่างหากที่เป็นผู้ช่วยปลดปล่อยอิสราเอลให้พ้นจากฟิลิสเตีย (2 ซามูเอล 19:9)

บทสรุป

ถึงตอนนี้เรารู้สึกได้ถึงความปลอดโปร่งและชื่นชมยินดีในชีวิตของดาวิด นานหลายปีแล้วที่ซามูเอลเจิมดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล กว่าจะถึงจุดนี้ ดาวิดต้องผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดมากมาย มีเรื่องดีๆอยู่บ้าง เช่นได้เล่นดนตรีถวายซาอูล ได้เป็นเพื่อนสนิทกับโยนาธานบุตรชาย เมื่อมีชัยเหนือโกลิอัท และได้เลื่อนขั้นในกองทัพของซาอูล ชื่นชมยินดีเมื่อได้แต่งงานกับบุตรสาวของซาอูล ทำให้ดาวิดกลายเป็นทองแผ่นเดียวกับราชวงศ์ แต่ก็มีเวลาที่เลวร้ายมากมายเช่นกัน มีการรอคอยที่ยาวนานหลายปี อยู่อย่างหลบๆซ่อนๆด้วยความกลัวตาย ต้องไปพึ่งพิงลี้ภัยในท่ามกลางศัตรู สิ่งเหล่านั้นจบสิ้นเมื่อท่านได้ขึ้นครองเหนืออิสราเอล บัดนี้เป็นเวลาแห่งความชื่นชมยินดี เป็นเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง

ผมประทับใจในตัวดาวิด โดยเฉพาะอย่ายิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับซาอูล ที่ต่างจากซาอูล ดาวิดแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าตลอดเวลา ท่านเชื่อฟังและพยายามทำตามอย่างสุดความสามารถ เมื่อทำผิด ท่านกลับใจและแก้ใขให้ถูกต้อง ซาอูลไม่ได้ทำให้อิสราเอลมีชัยเหนือฟิลิสเตีย แต่ดาวิดทำ ซาอูลไม่ได้เป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศ ดาวิดกลับเป็นครั้งแล้วครั้งเล่า ดาวิดวางมาตรฐานและแบบอย่างที่ดีด้านจิตวิญญานให้กับยูดาห์และชนเผ่าอื่นๆของอิสราเอล ท่านตอบสนองอย่างถูกต้องต่อการสิ้นชีพของซาอูล และจัดการอย่างรุนแรงต่อบรรดาผู้ที่เหยียดมือออกทำร้ายผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้

ต่างจากซาอูล ดาวิดไม่ได้เป็นกษัตริย์ที่รู้แต่เรื่องการเผชิญวิกฤต และ “ดับไฟ” ที่เกิดขึ้นให้จบลงเท่านั้น ซาอูลแก้เฉพาะปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดาวิดจัดการกับปัญหาที่คนก่อนหน้าหลีกเลี่ยงและทิ้งเอาไว้ ท่านทำให้สำเร็จ การยึดเมืองเยบุสเป็นแบบอย่างในการริเริ่มและเป็นผู้นำของดาวิด ผมเชื่อว่าดาวิดเข้าใจในพระสัญญาของพระเจ้า พระองค์จะมอบคนเยบุสและแผ่นดินนี้ให้ ผมยังเชื่ออีกว่า ดาวิดแสวงหาที่จะทำตามคำสั่งของพระเจ้า แม้จะสั่งไว้กับอิสราเอลตั้งแต่ในอดีตว่าให้ไปต่อสู้กับคนเยบุส และ ขับไล่ให้พ้นไปจากแผ่นดิน ผมเชื่อว่าดาวิดมองเมืองเยบุสว่าเป็นเมืองหลวงในอุดมคติ และเหมาะที่จะเป็นสถานที่รวมใจทุกเผ่าของอิสราเอลให้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การปกครองของท่าน ท่านอาจเลือก “ที่จะอาศัยอย่างสงบสุข” ร่วมกับชาวเยบุส อย่างที่บรรพบุรุษเคยทำ แต่กลับเลือกทำในสิ่งที่ยากกว่าและเอาชนะได้ และชัยชนะแบบนี้เองที่ทำให้ประเทศอิสราเอล (และกษัตริย์) ได้รับความนับถือ (คร้ามเกรง) ในท่าม กลางประชาชาติ

ถ้าจะสรุปเนื้อหาทั้งหมดของบทที่ 5 ของ 2 ซามูเอล จุดรวมสำคัญทั้งหมดของตอนนี้คือ เมื่อมนุษย์ตอบรับกษัตริย์ของพระเจ้า ขณะที่ซาอูล อับเนอร์และคนอื่นๆต่อต้านการขึ้นครองบัลลังก์ของดาวิด แต่เมื่อเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า หลังจากอับเนอร์ตายลง คนอิสราเอลเริ่มเห็นแล้วว่าดาวิดสมควรจะเป็นกษัตริย์ของพวกเขา ผู้นำจึงไปพบดาวิด แจ้งความจำนงว่าต้องการให้ท่านเป็นกษัตริย์ พูดง่ายๆคือ ทุกเผ่าของอิสราเอลยอมรับว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า (5:1-5) คนเยบุสต่อต้านกษัตริย์ของพระเจ้า พระเจ้าจึงให้ดาวิด — กษัตริย์ของพระองค์ — มีชัยเหนือคนเยบุส (5:6-10) พวกเขาถูกกษัตริย์ของพระเจ้าโค่นลงเพราะต่อต้าน ฮีรามกษัตริย์เมืองไทระดูจะเข้าใจได้ว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า เสนอช่วยดาวิดสร้างพระราชวังเท่ากับแสดงการยอมรับในความเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า (5:11-12) การมีภรรยาเพิ่มขึ้น มีบุตรเพิ่มขึ้น ดาวิดกำลังรุ่งเรืองขึ้นในฐานะกษัตริย์ของพระเจ้า (5:13-16) พวกฟิลิสเตียไม่ยอมรับว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า ยกมาโจมตีหวังจะฆ่าท่านเพื่อไม่ให้อิสราเอลแกร่งขึ้น เมื่อรวมตัวกันสำเร็จ (5:17-25) ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่สองครั้งที่ฟิลิสเตียมาโจมตีดาวิดและกองทัพอิสราเอล และทั้งสองครั้งพระเจ้าประทานชัยชนะเหนือศัตรูให้ ใครที่ยอมรับว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าจะได้รับพระพร ใครที่ปฏิเสธไม่ยอมรับจะถูกบดขยี้

ดาวิดเป็นภาพของ “บุตรดาวิด” ที่จะมาในภายหลัง จอมกษัตริย์ของพระเจ้า ผู้จะเสด็จลงมาบนโลกนี้ เพื่อปราบศัตรูของพระองค์ลง และเพื่อปกครองเหนืออาณาจักรของพระเจ้า

1 เหตุใดบรรดาประชาชาติจึงคิดกบฏ ทำไมชนชาติทั้งหลายปองร้ายกันเปล่าๆ 2 บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกตั้งตนเองขึ้น และนักปกครองปรึกษากัน ต่อสู้ พระเจ้าและผู้รับการเจิมของพระองค์ กล่าวว่า 3 “ให้เราระเบิดสายแอกให้ขาดสะบั้น และขจัดบังเหียนของเขาให้พ้นจากเรา” 4 พระองค์ผู้ประทับในสวรรค์ ทรงพระสรวล พระเจ้าทรงเย้ยหยันเขาเหล่านั้น 5 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายด้วยพระพิโรธ และกระทำให้เขาสยดสยองด้วยความกริ้วของพระองค์ ตรัสว่า 6 “เราได้ตั้งกษัตริย์ของเราไว้แล้วบนศิโยน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา” 7 ข้าพเจ้า จะบอกถึงพระดำรัสของพระเจ้า พระองค์รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า “เจ้าเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดแก่เจ้าแล้ว 8 จงขอจากเราเถิด และเราจะมอบบรรดาประชา ชาติให้เป็นมรดกของเจ้า ตลอดทั้งแผ่นดินโลกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า 9 เจ้าจะ ตีเขาให้แตกด้วยกระบองเหล็ก และฟาดให้แหลกเป็นชิ้นๆ ดุจภาชนะของช่างปั้นหม้อ” 10 เพราะฉะนั้น ข้าแต่กษัตริย์ทั้งหลาย จงฉลาดเถิด ข้าแต่นักปกครองแห่งแผ่นดินโลก จงรับคำเตือนเถิด 11 จงปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความยำเกรง และจง เกษมเปรมปรีดิ์จนเนื้อเต้น 12 จงนมัสการพระองค์ด้วยใจจริง เกลือกว่าพระองค์จะทรงพระพิโรธ และเจ้าต้องพินาศจากทางนั้น เพราะพระพิโรธของพระองค์นั้นจุดให้ลุกได้รวดเร็ว ความสุขเป็นของคนทั้งหลายผู้เข้ามาลี้ภัยในพระองค์ (สดุดี 2:1-12)

สดุดีตอนนี้เป็นคำพยากรณ์ถึงวันที่พระเจ้าจะจัดตั้งกษัตริย์ของพระองค์คือพระเยซูคริสต์เหนือบัลลังก์ของพระองค์ ศัตรูของพระเจ้าจะรวมตัวกันเพื่อต่อต้านและโค่นล้มการปกครองของพระคริสต์ในฐานะกษัตริย์ เห็นได้ชัดว่าการต่อต้านเช่นนี้เป็นความโง่เขลาและเป็นอันตราย เมื่อพระเจ้าแต่งตั้งกษัตริย์ของพระองค์เหนือราชบัลลังก์ จะไม่มีผู้ใดสามารถต่อต้านหรือโค่นลงได้ ใครก็ตามที่ทำเช่นนั้นจะถูกขยี้ มีหนทางที่ถูกอยู่ทางเดียวในการเสด็จมาของกษัตริย์ของพระเจ้า นั่นคือถ่อมใจลงน้อมรับพระองค์ เพราะนี่เป็นพระพร อันยิ่งใหญ่ (ข้อ 10-12).

ดาวิดเป็นภาพขององค์พระเยซูคริสต์ในฐานะกษัตริย์ของพระเจ้า กษัตริย์ที่ในสดุดี 2 กล่าวถึงคนที่ต่อต้านดาวิดในที่สุดถูกบดขยี้ ใครที่ยอมรับ ก็ได้รับพระพร เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จลงมาบนโลกเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเจ้าสำแดงให้เห็นชัดเจนว่าพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นจอมกษัตริย์ของพระองค์:

1 ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์น น้องของยากอบขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง 2 แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา พระพักตร์ของพระองค์ก็ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์ ฉลอง พระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง 3 โมเสสและเอลียาห์ก็มาปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น กำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์ 4 ฝ่ายเปโตรทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดี ถ้าพระองค์ต้องพระประสงค์ ข้าพระองค์ จะทำเพิงสามหลังที่นี่ สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง” 5 เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำ ก็บังเกิดมีเมฆสุกใสมาปกคลุมเขาไว้ แล้วมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก จงเชื่อฟังท่านเถิด” 6 ฝ่ายพวก สาวกเมื่อได้ยินก็ซบหน้ากราบลงกลัวยิ่งนัก (มัทธิว 17:1-6)

9 ต่อมาพระเยซูเสด็จมาจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี และได้ทรงรับ บัพติศมาจากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน 10 พอพระองค์เสด็จขึ้นมาจากน้ำ ในทันใดนั้นก็ทรงเห็นท้องฟ้าแหวกออก และพระวิญญาณดุจนกพิราบลงมาสู่พระองค์ 11 แล้วมีพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” (มาระโก 1:9-11)

30 แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า “มารีย์เอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะ เธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว 31 ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และ คลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู 32 “บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ และ จะทรงเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระเจ้าจะทรงประทานพระ ที่นั่งของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน” (ลูกา 1:30-33)

47 พระเยซูทรงเห็นนาธานาเอลมาหา พระองค์จึงตรัสถึงเรื่องของตัวเขาว่า “ดูเถิด ชนอิสราเอลแท้ ในตัวเขาไม่มีอุบาย” 48 นาธานาเอลทูลถามพระองค์ว่า “พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ได้อย่างไร” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ก่อนที่ฟีลิปจะเรียกท่าน เมื่อท่านอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อนั้น เราเห็นท่าน” 49 นาธานาเอลทูลตอบพระองค์ว่า “รับบี พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล” (ยอห์น 1:47-49; ดูมัทธิว 2:1-6ด้วย)

แม้จะมีหลักฐานชัดเจนทุกอย่าง พวกผู้นำศาสนาในสมัยนั้นเลือกที่จะปฏิเสธว่าพระเยซูคือพระเมสซิยาห์ พวกเขาหาหลักฐานที่ไม่มีสาระมาพิสูจน์ว่าพระองค์ไม่มีทางเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า แต่ทุกอย่างที่ทำกลับล้มเหลว พวกเขาคิดว่ามีชัยเหนือพระเยซูเมื่อพวกเขานำพระองค์ไปตรึงกางเขน แต่เมื่อพระเจ้าทำให้พระองค์ฟื้นคืนพระชนม์จากความตาย จึงเป็นเรื่องชัดเจนว่าพระองค์เป็นฝ่ายมีชัย

พระเยซูคริสต์เป็นจอมกษัตริย์ของพระเจ้า ครั้งแรกเมื่อพระองค์เสด็จลงมาบนโลกนี้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ในสภาพมนุษย์ที่ปราศจากตำหนิ เมื่อมีการประกาศว่าพระองค์เป็นจอมกษัตริย์ของพระเจ้า พระองค์ถูกปฏิเสธ และถูกบรรดาคนบาปนำไปตรึงกางเขน พระประสงค์ในการเสด็จมาครั้งแรกไม่ใช่เพื่อตั้งอาณาจักรใหม่โดยโค่นอาณาจักรโรมันลง แต่มาเพื่อตายไถ่บาปมนุษย์ เพื่อเปิดหนทางให้สามารถเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้ โดยการมาวางใจในพระองค์ รับการอภัยบาป และรับของขวัญแห่งชีวิตนิรันดร์ที่คอยอยู่เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาในครั้งที่สอง ในอนาคตครั้งนี้ พระองค์จะมีชัยเหนือศัตรู และจะจัดตั้งราชบัลลังก์ของพระองค์บนโลกนี้ ผู้ใดที่ปฏิเสธว่าพระองค์เป็นจอมกษัตริย์ของพระเจ้าจะถูกกำจัดออกไป เช่นเดียวกับบรรดาศัตรูของดาวิด ไม่มีเรื่องใดสำคัญไปกว่าการเข้ามามีส่วนในสัมพันธภาพกับองค์พระเยซูคริสต์ จอมกษัตริย์ของพระเจ้าอีกแล้ว คนที่เป็นมิตรกับพระองค์จะได้ครองร่วมกับพระองค์ คนที่เป็นศัตรูจะถูกทำลาย หวังว่าคุณทุกคนจะเป็นเหมือน กษัตริย์ฮีรามแห่งเมืองไทระ ไม่ใช่เป็นเหมือนพวกฟิลิสเตียที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับดาวิดและศัตรูกับพระเจ้า

5 ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6 ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7 แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8 และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน 9 เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ 10 เพื่อเพราะพระนามนั้น ทุกเข่า ในสวรรค์ ที่แผ่นดินโลก ใต้พื้นแผ่นดินโลก จะคุกลงกราบพระเยซู 11 และเพื่อ ทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฟีลิปปี 2:5-11)

_________________________________________________

22 ที่จริงในพระคัมภีร์พูดแต่เพียงว่า “เพราะฉะนั้นเขาจึงว่ากันว่า ‘อย่าให้คนตาบอดและคนง่อยเข้ามาใน พระนิเวศ’” คำที่พวกเขากล่าวดูจะต่างกับที่ดาวิดกล่าว ในข้อ 8 ผมสงสัยจริงๆว่าคำว่า พวกเขา อาจหมาย ถึงคนเยบุสก็ได้ ซึ่งก็หมายความว่าพูดถึงคนอิสราเอล ถ้าจะคิดจากประสพการณ์ บวกกับคำตอบของดาวิด ประชาชนคงคิดเอาว่า ‘คนตาบอดและคนง่อย’ จะไม่ได้รับอณุญาติให้เข้าไปในเมืองนี้ และแน่นอนเข้าไปใน พระราชวัง

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ pinterest.com)