บทเรียน 2ซามูเอล บทเรียนที่ 3

บทที่ 3: รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้า (2 ซามูเอล 2:1-5:5)

คำนำ

สิ่งที่ทำให้ผมต้องคอยนานและยากเย็นที่สุดในชีวิตคือการได้ขับรถ…อย่างถูกกฎหมาย ปัญหาคือผมเริ่มขับรถเป็นตั้งแต่อายุ 12 ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่น่าตื่นเต้น ต้องขอบอกก่อนว่าผมเกิดและเติบโตในถิ่นที่สามารถขับรถไปไหนมาไหนได้สะดวกโดยไม่ต้องใช้ทางด่วน ถึงอย่างไรก็ไม่ รู้สึกสนุกเท่าไรที่ได้ขับรถไปตามถนนสายหลักของเมืองเชลตัน เมืองที่มีประชากรแค่ 6,000 คน ผมรู้สึกว่าการรอคอยนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่และยากเย็นที่สุดในชีวิต เวลาที่นักเทศน์เทศนาเรื่องถูกรับขึ้นไป “และพระเยซูจะเสด็จกลับมาในไม่ช้า” ผมกลัวมาก — ไม่ใช่เพราะเป็นคนบาปหลงหายหรอกครับ — แต่เพราะผู้เชื่ออย่างผมกลัวว่าจะถูกรับขึ้นไปก่อนที่จะได้ใบขับขี่!

ต้องยอมรับว่านิสัยขี้เกียจรอยังติดตัวมาจนทุกวันนี้ ขณะที่เขียนคำเทศนาบทนี้ ผมใช้คอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วพอสมควร (แต่ยังไม่เร็วอย่างที่พอใจ — อยากได้เครื่องใหม่ที่ไวกว่า) เพราะชิพทำงานเร็วจนระบบอื่นๆบางตัวทำไม่ทัน ทำให้ต้องเกิดการ “คอยกัน” ขึ้น การ “คอยกัน” นี้ (ตามความรู้อันน้อยนิดของผมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์) ก็เหมือนกับต้องแลก “บัตรผ่าน” เวลาเล่มเกมส์ เมื่อซื้อแรมมาใส่ มันไม่รับทำตามที่ผมต้องการ แปลว่า “ต้องคอย” ต่อไปอีก ช้าไปอีกประมาณสองสามวินาที

เมื่อบอกไปแล้วว่าผมไม่ชอบคอย คุณหลายคนก็ไม่ชอบคอยเหมือนกัน ทำไมเราถึงต้องมี “ฟาสต์ฟู้ด” หลายสาขา? ทำไมเราถึงใช้ไมโครเวฟฟ์อุ่นอาหาร? เพราะเราขี้เกียจรอ หลายปีมาแล้วมีบางคนเกิดความคิดอยากช่วยแก้ใขปัญหาจราจรบนทางด่วนด้านทิศเหนือ นำระบบคอมพิวเตอร์มาควบคุมการจราจร  เพิ่มด่านเก็บเงินขึ้นทางด่วน ทางเชื่อมเข้าทางด่วนมีรถค่อนข้างน้อย และไฟจะเป็นสีเขียวเมื่อคุณได้รับอนุญาตให้เข้าไปทางด่วนได้ ไม่เกี่ยวกับว่าท่างด่วนมีรถมากหรือเปล่า แต่เพราะคอมพิวเตอร์คิดว่าคุณน่าจะเข้าไปได้ เดี๋ยวนี้ไฟนั้นหายไปแล้ว เป็นด้วยหลายสาเหตุ เช่นซ่อมถนน แต่ผมเชื่อว่าเป็นเพราะคนขี้เกียจจอดรอมากกว่า ถ้าเห็นถนนโล่งแต่ไฟยังแดงอยู่ คนก็ขับเข้าไปอยู่ดี จะรอทำไม ยอมรับเถิดครับว่าเราเป็นประชากรของชนชาติที่ไม่ชอบรอ

เมื่อศึกษาชีวิตของดาวิด ผมพบว่าท่านใช้เวลาในการรอคอยค่อนข้างมาก คอยนานถึง 15 ปี จากที่ซามูเอลเจิมตั้งจนได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เหนือยูดาห์ (ตามที่เราเรียนไป) และนับไปอีก 7 ปี กว่าจะได้ขึ้นครองทั่วอิสราเอล หมายความว่าท่านต้องใช้เวลาในชีวิตรอคอยกว่า 20 ปีที่จะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ดาวิดใช้เวลาแห่งการรอคอยเกินกว่าสองทศวรรษนี้อย่างไร? คือเรื่องราวที่เราจะศึกษากันในวันนี้ ชีวิตของดาวิดในช่วงเวลาเหล่านี้สอนเรามากมายถึงการ “รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้า”

บทเรียนสองบทที่ผ่านมาพูดถึงผู้นำสำคัญสองคน : (1) อับเนอร์ ลูกพี่ลูกน้องของซาอูล เป็นผู้คุมกองทัพอิสราเอล คุมอิชโบเชทบุตรของซาอูล ก็เหมือนคุมอิสราเอลไปในตัว ; และ (2) โยอาบ หลานของดาวิด น้องของอาบีชัย พี่ของอาสาเฮล เป็นผู้คุมกองทัพของดาวิด และแน่นอนกองทัพของยูดาห์ บทเรียนตอนนี้พูดถึงดาวิดในช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่แสนนานและหักเหกว่าจะได้ขึ้นไปสู่บัลลังก์อิสราเอล ท่าทีและการปฏิบัติตัวของท่านในระหว่างการรอคอยนี้ บทเรียนก่อนหน้าครอบคลุมบทที่ 2 และ 3 ของ 2 ซามูเอล บทนี้ก็เช่นกัน แต่พูดถึงดาวิดแทน ผมเพิ่มเติมเข้าไปอีกหนึ่งบท — บทที่ 4 — บวกกับ 5 ข้อแรกของบทที่ 5 ที่เพิ่มเข้าไปนี้รวมเหตุการณ์ที่ดาวิดได้ขึ้นครองเหนืออิสราเอลทั้งหมด

จากคอกแกะที่เบธเลเฮมไปสู่เมืองเฮโบรน :
สรุปย่อของพระธรรม 1 ซามูเอล 15:1—2 ซามูเอล 1:27

พระเจ้ายุติเรื่องของซาอูลลง ท่านฝ่าฝืนคำสั่งแม้นาทีสุดท้าย อาณาจักรของท่านจบสิ้นและเมื่อพระเจ้าส่งซามูเอลไปที่เบธเลเฮมเพื่อเจิมตั้งผู้ที่จะมาแทนซาอูล เมื่อซามูเอลไปถึงดาวิดยังแทบไม่มีตัวตน ไม่มีใครคิดฝันว่าดาวิดคือผู้อยู่ในข่ายจะได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์ ท่านกำลังทำในสิ่งที่เด็กๆในวัยท่านต้องทำ — ดูแลฝูงแกะฝูงเล็กๆให้บิดา (1ซามูเอล 16:11; 17:28) เมื่อซามูเอลสั่งให้เรียกดาวิดมาและเจิมตั้งให้เป็นกษัตริย์ ดาวิดคงสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเวลาจะมาถึงเมื่อไร คำตอบคือนานกว่าที่ท่านคิดได้ และยากเย็นยิ่งกว่า

เมื่อเราอ่าน 1ซามูเอล 16 เราอ่านเรื่องดาวิดได้รับเลือกให้เล่นดนตรีถวาย และเป็นผู้ถือเครื่องอาวุธให้ซาอูล (16:14-23) ตอนนั้นท่านอาศัยอยู่ที่ในวังของกษัตริย์ ดูเหมือนบัลลังก์อิสราเอลอยู่ใกล้แค่เอื้อม ดาวิดยังเด็กเกินกว่าจะออกไปสู้กับฟิลิสเตียที่แนวหน้า จึงต้องทำหน้าที่บรรเลงเพลงขับกล่อมซาอูลสลับกับดูแลฝูงแกะให้บิดา เมื่อฟิลิสเตียมาโจมตีอิสราเอล โกลิอัทนักรบคนเก่งออกมาท้าทายคนอิสราเอลให้มาสู้แบบตัวต่อตัว ถ้าใครชนะก็จะชนะขาดเลย ดาวิดรับคำท้าและฆ่าโกลิอัทสำเร็จ ทำให้ท่านกลายเป็นวีรบุรุษของอิสราเอลในพริบตา ทุกคนรักดาวิด รวมทั้งกษัตริย์ด้วย (16:21; 19:5) ถ้าดนตรีของดาวิดทำให้จิตใจของซาอูลสงบลงได้ ดนตรีอีกแบบเกี่ยวกับดาวิดต่างหากที่ทำให้ซาอูลหลุดโลกไปเลย เมื่อดาวิดมีชัยเหนือโกลิอัท พวกผู้หญิงออกมาร้องรำทำเพลงว่า :

“ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ ดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ” (1 ซามูเอล 18:7)

ตอนแรกซาอูลเก็บความแค้นนี้ไว้ในใจ หาทางฆ่าดาวิดโดยทำให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ พุ่งหอกใส่ สร้างภาพให้ประชาชนเห็นว่า “เป็นบ้าไปชั่วขณะ” ต่อมาท่านส่งดาวิดไปรบโดยหมายให้ตายในสงคราม 19 ท่านแต่งตั้งดาวิดให้เป็นผู้บังคับกองพัน (18:13) หวังว่าความกล้าของดาวิดที่พิชิตโกลิอัทจะทำให้กล้าทำในสิ่งที่ “เกินตัว” ออกไปที่สนามรบและถูกฆ่าตาย ทุกสิ่งที่ซาอูลทำต่อดาวิดกลับทำให้ดาวิดได้รับความนิยมและมีอิทธิพลมากขึ้น ซาอูลเสนอมอบธิดาให้แลกกับที่ดาวิดสามารถนำปลายหนังองคชาติของชาวฟิลิสเตียมาให้ได้ 100 คน แทนที่ดาวิดจะถูกฆ่า กลับฆ่าคนฟิลิสเตียตายถึง 200 คน ได้ภรรยาที่รักท่านมาครอง (รักมากกว่าบิดาของนางอีก) เหนือกว่านั้น ท่านได้รับการยอมรับจากผู้คนมากมายเว้นซาอูล

ต่อมาความอิจฉาของซาอูลเริ่มปิดไม่มิด ผู้คนเริ่มรู้ จึงสั่งให้โยนาธานและมหาดเล็กของท่านไปฆ่าดาวิด (19:1) โยนาธานร้องขอความเมตตาจากบิดา และได้รับแต่เพียงชั่วขณะ (19:2-7) เมื่อดาวิดออกไปรบกับฟิลิสเตียอีกครั้ง ท่านประสบความสำเร็จอย่างสูง ซาอูลโกรธ จงใจพุ่งหอกใส่ดาวิดอีก หวังปักให้ตายติดผนัง (19:8-10) ท่านส่งคนออกไปจับดาวิดที่บ้าน แต่ก็ล้มเหลวเพราะฝีมือธิดาของท่านเอง (19:11-17) นับแต่นั้น ดาวิดหนีห่างไปจากซาอูล ไปพึ่งพิงซามูเอลก่อน (19:18-24) หลังจากนั้นจึงไปหาโยนาธาน (20:1-42)

ดาวิดเริ่มเห็นชัดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะคืนดีกับซาอูล ไปอยู่ไกล้หรือไปคอยรับใช้ แต่ต้องหนี และกลายไปเป็นผู้ลี้ภัย พระเจ้าทรงเข้ามาแก้ใข ดาวิดหนีไปที่เมืองโนบก่อน ได้รับความช่วยเหลือจากอาหิเมเลขปุโรหิต (21:1-9) ความเมตตาของอาหิเมเลขทำให้ตนเองต้องเสียชีวิต รวมถึงปุโรหิตคนอื่นๆและครอบครัวทั้งสิ้นของพวกเขาที่อยู่ในเมืองโนบด้วย (22:6-19) ดาวิดหนีต่อไปยังเมืองกัท ไปอาศัยอยู่ที่ถ้ำอดุลลัม โดยมีครอบครัวของท่าน เพื่อนๆและคนอื่นๆที่ไม่พอใจซาอูลหนีตามไปอยู่ด้วย (22:1-5) ดาวิดเกือบจะเผชิญหน้ากับซาอูลหลายครั้ง แต่พระเจ้าทรงช่วยให้พ้นจากเงื้อมมือของซาอูลได้ ในช่วงเวลาเหล่านั้นดาวิดเสี่ยงตายไปขอคืนดีกับซาอูลถึงสองครั้ง แม้ซาอูลยอมกลับใจชั่วขณะ แต่ก็ไม่ยอมล้มเลิกการตามฆ่าศัตรูอย่างดาวิด ท่านทำผิดสัญญาที่ให้ดาวิดทุกครั้งไป แต่ดาวิดกลับรักษาทุกคำพูดที่ท่านลั่นวาจาไว้กับซาอูล:

16 อยู่มาเมื่อดาวิดทูลคำเหล่านี้ต่อซาอูลแล้ว ซาอูลตรัสว่า “ดาวิดบุตรของ ข้าเอ๋ย นั่นเป็นเสียงของเจ้าหรือ” ซาอูลก็ทรงส่งเสียงกันแสง 17 พระองค์ตรัส กับดาวิดว่า “เจ้าชอบธรรมยิ่งกว่าข้า เพราะเจ้าตอบแทนข้าด้วยความดี ในเมื่อ ข้าได้ตอบแทนเจ้าด้วยความร้าย 18 เจ้าได้ประกาศในวันนี้แล้วว่า เจ้าได้กระทำ ความดีต่อข้าอย่างไร ในการที่เจ้ามิได้ประหารข้าเสีย ในเมื่อพระเจ้าทรงมอบข้า ไว้ในมือของเจ้าแล้ว 19 เพราะว่าผู้ใดพบศัตรูของตน เขาจะยอมให้ปลอดภัยไป หรือ ดังนั้นขอพระเจ้าทรงกระทำดีแก่เจ้า สนองการที่เจ้าได้กระทำแก่ข้าในวันนี้ 20 บัดนี้ ดูเถิด ข้าประจักษ์แล้วว่า เจ้าจะเป็นพระราชาแน่ และราชอาณาจักร อิสราเอลจะสถาปนาอยู่ในมือของเจ้า 21 เพราะฉะนั้นจงปฏิญาณให้แก่ข้าในพระ นามของพระเจ้า ว่าเจ้าจะไม่ตัดพงศ์พันธุ์ของข้าเสียเมื่อข้าตายไป และเจ้าจะไม่ ทำลายชื่อของข้าเสียจากพงศ์พันธุ์บิดาของข้า” 22 ดาวิดก็ปฏิญาณให้แก่ซาอูล แล้วซาอูลก็เสด็จกลับพระราชวัง และดาวิดกับคนของท่านก็ขึ้นไปยังที่กำบังเข้มแข็ง (1 ซามูเอล 24:16-22)

เราอาจคิดว่าเมื่อดาวิดพยายามหนีซาอูล ท่านคงไม่สามารถทำหน้าที่ที่มีต่อประชาชนได้ แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ดาวิดช่วยชาวเคอีลาห์ให้พ้นจากการโจมตีของพวกฟิลิสเตีย (23:1-5) ในช่วงเวลาที่ท่านอาศัยอยู่ที่ศิกลาก ท่านออกไปปล้นสดมภ์จากพวกศัตรูของอิสราเอล  นำของที่ริบมาได้แบ่งให้กับพี่น้องชาวยูดาห์ (27:1-12; 30:26-31) จึงไม่น่าประหลาดใจที่ชาวยูดาห์ยินยอมรับท่านเป็นกษัตริย์ของพวกเขา

ในขณะที่ดาวิดเหมือนกำลังไปต่อสู้ให้ชาวฟิลิสเตียโดยรบกับประชากรของท่านเอง พระเจ้าดึงท่านออกได้ทันท่วงที (29:1-11) ดาวิดกลับไปที่ศิกลากเพื่อพบว่าเมืองถูกปล้น ภรรยาและครอบครัวถูกลักพาไป ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ถูกขโมยไปสิ้น ทำให้ท่านต้องมุ่งลงใต้ไปจัดการกับพวกอามาเลข ช่วยคนของท่านกลับมา พร้อมทั้งนำทรัพย์สมบัติกลับคืนมาได้หมด เหตุการณ์นี้นำท่านลงไปทางทิศใต้ ไกลจากสงครามที่อิสราเอลกำลังสู้อยู่กับฟิลิสเตียทางเหนือ การรบครั้งนี้ อิสราเอลแพ้ยับเยิน ซาอูลและบุตรทั้งสามถูกฆ่าตาย (30:1—31:13)

เมื่อดาวิดและคนของท่านกลับไปที่ศิกลากได้สองวัน หนุ่มชาวอามาเลขมาขอพบด้วยท่าทีที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาจากค่ายทหารของอิสราเอล หนีมาจากพวกฟิลิสเตีย เขารายงานดาวิดถึงความพ่ายแพ้ของอิสราเอล และโศกนาฏกรรมของซาอูลกับโยนาธาน เมื่อดาวิดซักถามรายละเอียด เขาอ้างว่าเป็นผู้ลงมือจัดการซาอูลให้พ้นทุกข์ด้วยความ “เมตตา” เขานำเอามงกุฎและกำไลของซาอูลมามอบให้ดาวิด หวังว่าดาวิดจะพอใจและตกรางวัลให้อย่างงาม หลังจากที่ดาวิดและคนของท่านไว้อาลัยให้กับซาอูลและความพ่ายแพ้ของอิสราเอลแล้ว ดาวิดสั่งให้ฆ่าชายคนนี้ทันที เพราะบังอาจแตะต้องผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้ (2 ซามูเอล 1:1-16) ดาวิดแต่งบทเพลงไว้อาลัยให้ซาอูล ท่านพูดว่าทั้งซาอูลและโยนาธานเป็นวีรบุรุษของชาติ เป็นบทเพลงที่ต้องสั่งสอนและถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานของยูดาห์ เพื่อทุกคนจะให้เกียรติแก่กษััตริย์และบุตรของท่าน โยนาธาน (1:17-27)

การตอบสนองของดาวิดต่อเหตุการณ์ใน 2 ซามูเอล 2:1—5:5

เมื่อดาวิดได้รับเลือกให้มาดำรงตำแหน่งแทนซาอูล — กษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล — เป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนบทเรียนนี้ถึง 15 ปี ดาวิดไต่เต้าขึ้นมาจากเด็กเลี้ยงแกะที่ต่ำต้อย มีหน้าที่ดูแลฝูงแกะสองสามตัวให้บิดา มาเป็นทองแผ่นเดียวกับครอบครัวของซาอูล เป็นนักรบที่เก่งกล้าและมีตำแหน่งทางทหาร แต่เวลาจบลงของซาอูลและการขึ้นครองของดาวิดยังมาไม่ถึงในทันที ซาอูลเริ่มไม่พอใจดาวิด เพราะท่านวางใจในพระเจ้า มีความสัตย์ซื่อต่อกษัตริย์ และประสบความสำเร็จแทบทุกเรื่อง ดาวิดไม่ได้เป็น “ดาวเด่น” ในอิสราเอลที่ใครๆอยากอยู่ใกล้อีกต่อไป ท่านกลายไปเป็นผู้ลี้ภัยที่คนอิสราเอลไม่กล้าคบหาและไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเพราะกลัวอาชญาของซาอูล ดาวิดต้องเจอกับประสบการณ์ที่หลายหลาก ทำให้ท่านแข็งแกร่งและพร้อมจะเป็นกษัตริย์ที่ดีต่อไปในอนาคต ตอนนี้ท่านพร้อมแล้วที่จะขึ้นรับตำแหน่ง แต่พระเจ้ายังไม่พร้อมจะแต่งตั้ง ดาวิดเหมือนยาโคบอยู่หลายประการ มีความชื่นชมยินดีหลังจากทำงานหนักให้ลาบันเพื่อแลกภรรยา แต่กลับพบว่าต้องคอยต่ออีกเจ็ดปีกว่าจะได้ตามที่หวัง  แม้ดาวิดได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองเหนือยูดาห์ ท่านต้องคอยอีกเจ็ดปีกว่าจะได้ขึ้นปกครองทั่วอิสราเอล ให้เรามาพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆที่นำไปสู่การเจิมตั้งที่สมบูรณ์ของซามูเอลเมื่อหลายปีที่แล้ว และดูว่าดาวิดเรียนรู้ “การรอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้า” ได้อย่างไร

หลังรอคอยมา 15 ปี คอยหลบหนีซาอูล ดาวิดเรียนรู้ถึงข่าวการสิ้นชีวิตของซาอูลและบุตรทั้งสาม หลังพิธีไว้อาลัยผ่านไป ดาวิดทูลถามพระเจ้าว่าท่านควรทำอย่างไรเมื่อซาอูลสิ้นชีวิตแล้ว พระเจ้านำดาวิดและคนของท่านกลับไปที่เมืองเฮโบรนในแผ่นดินยูดาห์ ที่นี่เองที่ประชาชนชาวยูดาห์มาเจิมตั้งท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ของยูดาห์ (2 ซามูเอล 2:1-4ก)

มีคำอธิบายถึงการขึ้นทำหน้าที่กษัตริย์เป็นครั้งแรกของดาวิดใน 2:4ข-7 ดาวิดพยายามสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับการรบในครั้งนั้นของซาอูลที่ทำให้ท่านต้องเสียชีวิต ดาวิดได้รับรายงานเรื่องชาวยาเบชกิเลอาดแสดงความกล้าหาญ นำศพของซาอูลกลับมาฝังอย่างถูกต้องตามพิธี ดาวิดทำหน้าที่อย่างกษัตริย์พึงกระทำ ท่านสั่งประหารชายอามาเลขที่เอื้อมมือไปแตะต้องผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้ ท่านยกย่องการกระทำของชาวยาเบชกิเลอาดที่ปฏิบัติต่อซาอูลโดยไม่กลัวอันตราย สิ่งที่ท่านทำเหมือนกับประธานาธิบดีมอบเหรียญกล้าหาญให้กับการกระทำอย่างกล้าหาญและสมควรได้รับการยกย่อง

ผมต้องชี้ให้เห็นว่าข้อความที่ดาวิดส่งไปยกย่องการกระทำของชาวยาเบชกิเลอาดนั้น มีข่าวแจ้งให้รู้ว่าท่านได้รับการเจิมตั้งจากชาวยูดาห์ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วย (2:7) สิ่งนี้อาจเป็นการบอกทางอ้อมว่าท่านพร้อมที่จะขึ้นปกครองอิสราเอลเช่นกัน ผมสงสัยว่าชาวยาเบชกิเลอาดและคนอื่นๆในอิสราเอลรู้สึกอย่างไร (ยกเว้นอับเนอร์ — ดู 3:17-19) แต่ดาวิดก็ไม่ได้พยายามผลักดันในเรื่องนี้ และที่จริงก็ยังไม่อะไรเกิดขึ้น

สาเหตุที่ดาวิดยังไม่สามารถขึ้นปกครองเหนืออิสราเอลได้เป็นเพราะอับเนอร์ ลูกพี่ลูกน้องของซาอูลและเป็นแม่ทัพของอิสราเอล (2:8-11) การกระทำของอับเนอร์ไม่โปร่งใส เขารู้ดีว่าพระเจ้าเจิมตั้งดาวิดให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล และประชาชนก็ต้องการเช่นนั้น (3:8-10, 17-19) อับเนอร์จงใจหลีกเลี่ยงหรือยับยั้งการขึ้นครองแทนซาอูล (และบุตรของท่าน) ให้ล่าช้าออกไป อับเนอร์ตั้งอิชโบเชท ให้ขึ้นมาแทนที่ซาอูล คงไม่มีใครกล้าเถียงเพราะเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ใกล้ที่สุด แถมยังมีกองกำลังอยู่ในมือด้วย ใครจะกล้าขัดขวางอับเนอร์และอิชโบเชท?

1 ทุกคนจงยอมอยู่ใต้บังคับของผู้ที่มีอำนาจปกครอง เพราะว่าไม่มีอำนาจ ใดเลย ที่มิได้มาจากพระเจ้า และผู้ที่ทรงอำนาจนั้น พระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น 2 เหตุฉะนั้นผู้ที่ขัดขืนอำนาจนั้น ก็ขัดขืนผู้ซึ่งพระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น และ ผู้ที่และผู้ที่ขัดขืนนั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ (โรม 13:1-2)

คงไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่าอิชโบเชทขึ้นเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอลเพราะประชาชนเรียกร้อง หรือเพราะอับเนอร์จัดการโดยไม่สนคำครหา อับเนอร์กำลังหาผลประโยชน์ใส่ตัวด้วยการแต่งตั้งอิชโบเชทขึ้นเป็นกษัตริย์ ถึงอย่างไรดาวิดยอมรับความจริงว่าทุกสิ่งเป็นมาจากพระเจ้า พระ องค์ต้องการให้ท่านอยู่ในตำแหน่งนี้ด้วยพระประสงค์บางอย่าง ท่านจะไม่ต่อต้านกษัตริย์ของอิสราเอล หรือต้องสละตำแหน่งก็ตาม นอกจากนั้น ดาวิดเคยลั่นวาจาไว้กับซาอูลว่าจะไม่ตัดวงศ์วานของท่านออกไป ไม่ทำลายชื่อของท่านออกจากบรรพบุรุษ ดาวิดจะไม่ปลดอิชโบเชทลง ท่านทำไม่ได้เพราะขัดกับสัญญาที่ให้ไว้กับซาอูล ท่านเป็นผู้ที่เคารพกฎกติกา เป็นผู้ที่ยินดีรอคอยอีกเจ็ดปีเพื่อรักษาสัญญา ท่านกำลังรอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้า

ดาวิดดูจะหายไปจาก 2:12—3:11 แม้จะมีเอ่ยถึงบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร บุคคลที่สำคัญสำหรับตอนนี้คืออับเนอร์แม่ทัพของอิสราเอล และโยอาบคนของดาวิดผู้คุมกองกำลังทั้งหมดของยูดาห์ ทั้งคู่ตกลงให้มีการ “ประลองกัน” ซึ่งนอกจากจะทำให้มีคนตายถึง 24 คนแล้ว ยังจุดชนวนสงครามระหว่างอิสราเอลและยูดาห์ให้เกิดขึ้น ทุกอย่างเป็นเพราะการท้าทายกันด้วยเรื่องไร้สาระ แสดงความอวดดีของทั้งสองฝ่าย อับเนอร์และโยอาบ สงครามนี้ยืดเยื้อทำให้อิสราเอลแตกแยก ยิ่งกว่านั้น มีคนล้มตายมากมายและหลายคนต้องเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น และนำไปสู่โยอาบที่ทำฆาตกรรมอับเนอร์

จะมองดูมุมไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องแย่มาก ทั้งสองฝ่ายมาประลองกำลังกัน  มีการเสียเลือดเนื้อ และนำไปสู่สงคราม ในการสู้กันครั้งนี้ อาสาเฮลน้องชายของอาบีชัยและโยอาบ เกิดเลือดร้อนไล่ตามอับเนอร์ไปแบบไม่ลดละ อับเนอร์ไม่ได้อยากฆ่าอาสาเฮล แต่รู้ดีว่าเด็กคนนี้คงไม่ยอมล้มเลิกง่ายๆ ในที่สุดเมื่อไม่มีทางพูดให้อาสาเฮลเปลี่ยนใจ อับเนอร์จึงฆ่าเขา นี่ไม่ใช่เป็นการฆาตกรรม แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสงคราม น่าจะเป็นการป้องกันตัว แต่โยอาบไม่ยอมรับ เขาต้องการแก้แค้น

ปัญหาคือดาวิดและอับเนอร์ยุติสงคราม อับเนอร์ทำในสิ่งที่กล้ามากขึ้นทุกที หลังจากที่บงการอยู่เบื้องหลัง ในที่สุดก็เลิกสนใจ แต่ไปนำเอาสนมของซาอูลมาเป็นของตน ทำเช่นนี้เป็นการประกาศกลายๆว่าเขากำลังจะมาแทนที่ซาอูล (ดู 1พกษ. 2:13-25; เทียบกับปฐมกาล 35:22; 49:3-4) อิชโบเชทเห็นว่าเรื่องนี้เกินไป จึงรวบรวมความกล้าพูดกับอับเนอร์ พออับเนอร์ถูกอิชโบเชทตำหนิ ก็ระเบิดเป็นฟืนเป็นไฟทันที ต่อว่าอิชโบเชทและสอนให้สำนึกในบุญคุณ และเตือนให้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นใหญ่ เขาถือโอกาสนี้แปรพักตร์ ตอนนั้นวงศ์วานของดาวิดเริ่มมั่นคงขึ้นกว่าวงศ์วานของซาอูล (3:1); ในความคิดอับเนอร์ น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะย้ายข้าง เขาประกาศกับอิชโบเชทว่าจะไปสนับสนุนดาวิด และให้ดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ อับเนอร์นายหน้าหากษัตริย์ ตั้งอิชโบเชทขึ้นเป็นกษัตริย์ และตอนนี้คิดจะตั้งดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ อิชโบเชททั้งกลัวและกดดัน เป็นครั้งสุดท้ายที่เขากล้าคิดไปพูดเตือนอับเนอร์ (3:6-11)

อับเนอร์ไปพบดาวิดพร้อมกับยื่นข้อเสนอให้เป็นกษัตริย์ อ้างว่ากำลัง “ทำหน้าที่” และแผ่นดินนี้ก็เป็นของเขา ถ้าดาวิดยอมตกลงกับอับเนอร์เขาจะเข้ามาจัดการที่เหลือให้ เขาสัญญาจะนำอิสราเอลมามอบให้ดาวิด ดูเหมือนถ้าอับเนอร์มีชีวิตอยู่ คงทำตามที่พูดไว้แน่ ก่อนตายอับเนอร์พบกับผู้นำทั้งสองฝ่าย เป็นการตกลงกันตามหลักการ เหลือแต่ลงมือทำให้เกิดขึ้นเท่านั้น

ตาย “ก่อนเวลาอันควร” ทำให้ทุกสิ่งหยุดชะงักในทันที สิ่งที่อับเนอร์สัญญากับดาวิด และเหมือนน่าจะทำได้ต้องยุติลงเพราะความตายของเขาเอง อับเนอร์มาหาดาวิดพร้อมกับคณะ มีการตกลงเจรจา มีการประกาศสงบศึก สงครามระหว่างอิสราเอลและยูดาห์จบลงอย่างเป็นทางการ สองครั้งในพระธรรมตอนนี้ที่พูดว่าอับเนอร์จากไป “โดยสวัสดิภาพ” (3:22, 23) ผมเข้าใจว่าคำนี้หมายความว่าสงครามยุติลงแล้ว แปลว่าโยอาบไม่อาจฆ่าอับเนอร์ได้อย่างถูกกฎหมายต่อไป ถ้าจะฆ่าอับเนอร์ในตอนนี้ก็เท่ากับเป็นการฆาตกรรม เพราะเป็นเวลาสงบ ปลอดจากสงคราม (ดู 1พกษ. 2:5)

ในขณะที่ดาวิดเจรจาเรื่อง “สันติภาพ” กับอับเนอร์ โยอาบออกไป “ทำสงคราม” และเพิ่งกลับจากไปปล้นสดมภ์มา เราไม่รู้ว่าไปปล้นใคร แต่มีทางเป็นได้ว่าโยอาบไปปล้นสดมภ์จากชาวอิสราเอล เมื่อกลับมาถึง มีคนบอกว่าอับเนอร์มาพบกับดาวิด และกลับไปโดยสวัสดิภาพ โยอาบโกรธจัด ทำไมดาวิดถึงทำอะไรโง่ๆแบบนี้ ไม่จับตัวอับเนอร์ไว้ รู้หรือไม่ว่านี่เป็นการเล่นตลกของอับเนอร์? ดาวิดไม่เชื่อโยอาบ และเมื่อโยอาบกลับออกไป เขาส่งคนไปจับตัวอับเนอร์กลับมาอย่างลับๆ พาไปในสถานที่ที่จะจัดการได้ และในที่สุดก็ฆ่าอับเนอร์ทิ้ง

เมื่อดาวิดรู้เรื่องที่โยอาบฆ่าอับเนอร์ ท่านตัดสินใจทำบางสิ่งทันที ประกาศไม่เห็นด้วยกับการกระทำของโยอาบ โยอาบไม่มีข้อแก้ตัว ดาวิดกล่าวโทษการฆาตกรรมและขอให้พระเจ้าลงโทษโยอาบและพงศ์พันธ์ของท่าน (3:28-29) ดาวิดจัดพิธีไว้อาลัยให้อับเนอร์ และจัดพิธีฝังศพให้อย่างสมเกียรติ ถึงแม้จะตายอย่างไม่สมเกียรติก็ตาม (ตายเหมือนคนโง่) ดาวิดไม่เพียงแต่เดินตามขบวนศพเท่านั้น ท่านร้องไห้เสียงดังและคร่ำครวญให้อับเนอร์ และอดอาหารหนึ่งวัน เป็นการชัดเจนว่าดาวิดไม่มีส่วนรู้เห็นกับการตายของอับเนอร์ ทุกคนรู้และเข้าใจอย่างดี (3:31-39) ประชาชนเริ่มชื่นชอบดาวิดมากขึ้นทุกที

ผมอดคิดไม่ได้ว่าพระเจ้าจัดการย้ายอับเนอร์ออกไปเพื่อดาวิดจะยังไม่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ต้องขอบใจอับเนอร์ นายหน้าหากษัตริย์ แต่ต้องขอบพระคุณองค์พระผู้จัดเตรียม ของเราด้วย การที่อับเนอร์เปลี่ยนค่ายจากอิชโบเชทมาเป็นดาวิดนั้นเป็นเรื่องน่าสงสัย ที่อับเนอร์มาหาดาวิด เป็นวิธีการที่ใกล้เคียงกับที่มารมาหาองค์พระเยซูคริสต์ในระหว่างสี่สิบวัน (มัทธิว 4:1-11; ลูกา 4:1-12) เช่นเดียวกับมาร อับเนอร์อ้างว่าอาณาจักรที่นำมามอบให้นั้นเขาเป็นเจ้าของ (เทียบกับ 2 ซามูเอล 3:12; ลูกา 4:5-7) อับเนอร์ต้องการให้ดาวิดทำสัญญากับเขา (2 ซามุเอล 3:12) แต่เมื่อดาวิดได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล ท่านทำพันธสัญญากับพวกเขา (ประชาชน) “ต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า” (2 ซามูเอล 5:3) อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าสิ่งที่อับเนอร์เสนอนั้นเป็นทางลัดและทางสะดวกจากพระประสงค์ของพระเจ้าที่เตรียมไว้ให้กับดาวิด ถ้าเช่นนั้น ที่อับเนอร์ตายและเป็นเหตุทำให้การขึ้นครองต้องล่าช้าออกไป จึงเป็นเรื่องสมควร

ดาวิดรับข้อเสนอของอับเนอร์ด้วยเงื่อนใขหนึ่งข้อ คือต้องนำภรรยาของท่าน มีคาลมาคืน (2 ซามูเอล 3:13-15) เมราบบุตรสาวคนโตถูกเสนอให้ดาวิดก่อน แต่ดาวิดไม่รับข้อเสนอ แต่ยอมรับเมื่อซาอูลเสนอบุตรสาวคนที่สองมีคาลให้ สตรีนางนี้ถูกมอบให้ดาวิดแล้ว และมีการแต่งงานเป็นทางการ แต่เมื่อดาวิดไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของซาอูลและต้องหนีเตลิดไป ซาอูลกลับไปนำมีคาลไปมอบให้ชายชื่อว่าลาอิชแทน (ดู 1ซามูเอล 25:44)

ทำไมดาวิดจึงยืนยันที่จะให้นำภรรยาคนนี้กลับคืนมา? สิ่งแรกและสำคัญที่สุดผมเชื่อว่านางเป็นภรรยาของดาวิด ดาวิดไม่ได้พาหนีไปด้วยเมื่อหลบหนีจากซาอูล แต่เป็นคนที่ดาวิดแต่งงานด้วยและใช้ชีวิตฉันสามีภรรยามาก่อน แม้ซาอูลจะนำนางไปมอบให้เป็นภรรยาคนอื่นแล้วก็ตาม สำหรับดาวิดนางยังเป็นภรรยาของท่าน ดาวิดเชื่อในความมั่นคงของการแต่งงาน เชื่อว่านางยังเป็นภรรยาและต้อง การได้นางคืนมา ประการที่สอง ดาวิดต้องการให้อิชโบเชทนำมีคาลกลับมามอบให้ท่าน เพราะซาอูลผู้เป็นบิดาได้พรากมีคาลไป ให้คนที่ขึ้นมาปกครองแทนซาอูลได้แก้ใขและทำในสิ่งที่ถูกต้อง ประการที่สาม เมื่อ “การประลอง” กันระหว่างคนของอับเนอร์ 12 คน และคนของโยอาบ 12 คน เป็นตัวจุดชนวนสงคราม การที่ดาวิดและมีคาลได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง จึงเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมเป็นทองแผ่นเดียวกันระหว่างพงศ์พันธ์ของดาวิดและพงศ์พันธ์ของซาอูล ดาวิดต้องการได้มีคาลกลับคืนมาเพราะเป็นภรรยาของท่าน ท่านรักนาง และต้องการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชากรของท่าน

เมื่ออับเนอร์ตายลงด้วยฝีมือของโยอาบ อิชโบเชทหมดกำลังใจเพราะสู้อับเนอร์ไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องพูดเรื่องสู้กับดาวิด ตอนนี้อิชโบเชทไม่เหลือใคร และรู้ด้วยว่ามีการตั้งดาวิดให้ขึ้นมาปกครองแทน ตามที่ผู้เขียนอธิบาย อิชโบเชท “กลัวจนหัวหด” (ตามที่เราชอบพูดกัน) และคนอิสราเอลเริ่มทุกข์ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

ผู้ชายสองคนคิดว่าตัวเองมีคำตอบ ทั้งคู่เป็นคนเผ่าเบนยามิน เป็นผู้คุมกองปล้นของอิสราเอล (4:2) ทั้งคู่มีชื่อว่าบาอานาห์ และเรคาบ เป็นบุตรของริมโมน พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าอิชโบเชทเป็นเด็กอ่อนหัด ไม่สามารถปกครองประเทศได้ อับเนอร์จัดเตรียมให้ทุกอย่าง ทั้งสมองและแรงงาน (ทหาร) กษัตริย์ผู้นี้เป็นเพียงหุ่นให้คนข้างหลังชักเล่น แต่บัดนี้กษัตริย์ตัวจริงเป็นเพียงชายที่อ่อนแอ ปกครองประเทศที่กำลังอ่อนแรง ดาวิดถูกแต่งตั้งให้ขึ้นมาปกครองเหนืออิสราเอล ทุกคนรู้ดี แต่ไม่มีใครรู้ว่าควรทำอย่างไรเพื่อ พลิกสถานการณ์นี้ให้เกิดขึ้น ดังนั้นผู้นำกองปล้นทั้งสองมาพบกษัตริย์ที่วังในตอนบ่าย ทำทีว่ามาขนข้าว กษัตริย์กำลังนอนพักผ่อนอยู่ที่ในวัง ชายทั้งสองเข้าไปฆ่าตายทั้งๆที่ยังหลับอยู่ พวกเขาตัดศีรษะของ กษัตริย์และเดินทางทั้งคืน เพื่อนำไปมอบให้กับดาวิดที่เฮโบรนด้วยความภาคภูมิใจ ที่เป็นผู้ฆ่าบุตรของ ซาอูล “ศัตรูของดาวิด” ลงเสียได้

พวกเขาไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจเรื่องการยอมจำนนกับพระเจ้าของดาวิด และการที่ท่านปฏิเสธไม่ยอมยื่น มือออกแตะต้องผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้ (หรือคนที่ไม่สมควรขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองแทน) พวกเขาไม่เข้าใจใน ความรักที่ดาวิดมีต่อซาอูล คำสัญญาที่ท่านจะปกป้องลูกหลานของซาอูล และไม่ทำให้นามของวงศ์ตระกูล นี้เสื่อมเสีย (1 ซามูเอล 24:16-22) พวกเขาไม่ได้เรียนรู้เรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านมา ว่าดาวิดไม่ได้กระหาย ที่จะได้ราชบัลลังก์ และท่านพร้อมที่จะจัดการกับใครก็ตามที่บังอาจฆ่าคนที่พระเจ้าเจิมไว้

9 แต่ดาวิดตรัสตอบเรคาบและบาอานาห์พี่ชายบุตรของริมโมนชาวเบเอโรทว่า “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด คือพระองค์ผู้ทรงไถ่ชีวิตของเราจากบรรดา ความทุกข์ยาก 10 เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดบอกเราว่า ‘ดูเถิด ซาอูลสิ้นพระชนม์แล้ว’ และคิดว่าตนนำข่าวดีมา เราก็จับคนนั้นฆ่าเสียที่ศิกลาก ซึ่งเป็นรางวัลที่เรา ให้แก่เขาสำหรับข่าวนั้น 11 ยิ่งกว่านั้นเท่าใดเมื่อคนอธรรมได้ฆ่าคนชอบธรรม ที่ในบ้านและบนที่นอนของคนชอบธรรมนั้น เราจะไม่ลงโทษเจ้าทั้งสองเพราะ ความตายของเขาหรือ และทำลายเจ้าเสียจากพิภพ” 12 และดาวิดก็ทรงบัญชา คนหนุ่มของพระองค์ และเขาทั้งหลายก็พาเขาทั้งสองไปฆ่าเสีย ตัดมือตัดเท้า ออก แขวนศพนั้นไว้ที่ข้างสระที่เมืองเฮโบรน แต่เขานำพระเศียรของอิชโบเชท ไปฝังไว้ ณ ที่ฝังศพของอับเนอร์ในเมืองเฮโบรน (2 ซามูเอล 4:9-12)

นับเป็นอีกครั้งที่ดาวิดไม่ได้ฉกฉวยโอกาสใดก็ตามที่ผ่านมา เพื่อให้ได้ราชบัลลังก์มาเป็นของตนตามที่ พระเจ้าได้สัญญาไว้ หรือท่านไม่ได้ทำเป็นไม่เห็นเมื่อมีคนทำชั่ว เพื่อปูทางให้ท่านได้ขึ้นเป็นกษัตริย์โดย สะดวก ดาวิดเป็นบุรุษที่เข้าใจว่าการเป็นกษัตริย์ของพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร :

คำตัดสินอันมาจากพระเจ้าอยู่ที่ริมฝีพระโอษฐ์ของพระราชา พระโอษฐ์ ของพระองค์ไม่บาปในการพิพากษา (สุภาษิต 16:10)

พระราชาผู้ประทับบนบัลลังก์พิพากษา ย่อมทรงฝัดความชั่วออกด้วยพระ เนตรของพระองค์ (สุภาษิต 20:8)

พระราชาที่ฉลาดย่อมฝัดคนชั่วร้าย แล้วทรงขับกงจักรทับเขา (สุภาษิต 20:26)

จงไล่คนชั่วร้ายออกไปเสียจากพระพักตร์พระราชา และพระที่นั่งของ พระองค์จะสถาปนาไว้ด้วยความชอบธรรม (สุภาษิต 25:5)

ห้าข้อแรกของพระธรรม 2 ซามูเอล 5 ดาวิดได้รับการเจิมตั้งเป็นกษัตรยิ์ทั่วทั้งอิสราเอลในที่สุด หลังจาก รอคอยมานานแสนนาน ! มันเริ่มหลายปีก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ดาวิดยังเป็นเด็กวัยรุ่น 20 ดาวิดทำให้ทั้งครอบ ครัวประหลาดใจที่ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล 15 ปีผ่านไปกว่าที่ท่านจะได้ขึ้นปก ครองจริงเหนือยูดาห์ และอีก 7 ปีกว่าจะได้ขึ้นปกครองอิสราเอลทั้งประเทศ ในที่สุดดาวิดก็ได้เป็นกษัตริย์ ในตอนท้ายของบทเรียนนี้ ผมขอถอยกลับไปหน่อย ออกจากรายละเอียดพวกนี้ก่อน กลับไปมองในมุม กว้างอย่างที่ผู้เขียนพระธรรม 1 ซามูเอล 16 ถึง 2 ซามูเอล 5 ต้องการให้เราเห็น

บทเรียนที่เราได้รับจากการรอคอยของดาวิดกว่าจะได้ขึ้นครอง

(1) เราควรเริ่มโดยดูว่า พระสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้กับอิสราเอลและดาวิด (เริ่มเมื่อซามูเอลเจิมตั้ง ดาวิด) นั้นใช้เวลานานกว่าจะเป็นจริง กว่าดาวิดจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลนั้นกินเวลานานมาก และเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่หักเห วกวน เรื่องราวทั้งสิ้นถูกบันทึกอยู่ใน 1 ซามูเอล 16:1—2 ซามูเอล 5:5 เวลาในช่วงชีวิตของดาวิดนี้อาจสรุปเรียกได้เป็นสองคำว่า: “เวลา” และ “ปัญหา”

(2) ความล่าช้ากว่าที่ดาวิดจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอลนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติ แต่เป็นวิธีการของ่พระเจ้าที่จะทำพระสัญญาและพระประสงค์ของพระองค์ให้สำเร็จ พูดให้ชัดๆ ก็คือพระ เจ้าไม่ได้รีบร้อน พระเจ้ามีเวลาเหลือเฟือ ที่จริงพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าเวลา พระองค์ไม่ได้ถูก ควบคุมหรือจำกัดโดยเวลา ตลอดในพระคัมภีร์ ผมพบว่ามนุษย์ต้องรอคอยเสมอกว่าจะได้รับตาม พระสัญญา :

  • พระเจ้าสัญญาจะประทานบุตรให้กับอับราฮัมและนางซาราย พวกเขาต้องรอถึง 25 ปี
  • พระเจ้าบอกกับโนอาห์เรื่องน้ำท่วมโลก แต่ก็เป็นเวลานานกว่าจะเกิดขึ้นจริง
  • พระเจ้าให้ยาโคบคอยถึง 14 ปี กว่าจะได้รับผู้หญิงที่เขารักมาเป็นภรรยา 21
  • โยเซฟต้องคอยนานมากกว่าจะได้พบบิดาและครอบครัวอีกครั้ง และไม่ได้กลับไปบ้าน จนเมื่อตายไปแล้ว (พวกเขานำกระดูกของท่านกลับไปที่ดินแดนแห่งพันธสัญญา)
  • ชาวอิสราเอลต้องรอถึง 430 ปีในอียิปต์ ก่อนที่จะได้กลับคืนสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา
  • ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูบอกเราว่าธรรมิกชนในพระคัมภีร์เดิมยังต้องคอยพวกเรา (คนต่างชาติ?) ก่อนที่จะได้เห็นอาณาจักรแห่งพันธสัญญา (ฮีบรู 11:39-40)
  • 2,000 ปีกว่าแล้ว ที่ธรรมิกชนทั้งหลายต้องรอคอยการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและ อาณาจักรของพระองค์

การรอคอยเป็นวิธีการของพระเจ้า การรอคอยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นน้ำพระทัย

(3) ในระหว่างที่รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้านี่แหละที่ความเชื่ออาจล้มเหลว และการเชื่อฟังจบสิ้นลง การรอคอยเป็นเหมือนภัยพิบัติ เป็นการทดสอบความเชื่อและความอดทน

13 คนเหล่านั้นได้ตายไปขณะที่มีความเชื่อเต็มที่ และไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรง สัญญาไว้ แต่เขาก็ได้เห็นและได้เตรียมรับไว้ตั้งแต่ไกล และรู้ดีว่าเขาเป็น คนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก 14 เพราะคนที่พูดอย่างนี้ก็แสดงให้เห็น ชัดแล้วว่า เขากำลังแสวงหาเมืองที่จะได้เป็นของเขา 15 ถ้าเขาคิดถึงบ้าน เมืองที่เขาจากมานั้น เขาก็คงจะมีโอกาสกลับไปได้ 16 แต่ความจริงเขา ปรารถนาที่จะอยู่ในเมืองที่ประเสริฐกว่านั้น คือเมืองสวรรค์ เหตุฉะนั้นพระ เจ้าจึงมิได้ทรงละอาย เมื่อเขาเรียกพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าของเขา เพราะ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมเมืองหนึ่งไว้สำหรับเขาแล้ว (ฮีบรู 11:13-16)

20 เพราะจะเป็นความดีความชอบอย่างไรถ้าท่านทำความชั่ว และท่านถูก เฆี่ยนเพราะการกระทำชั่วนั้น แม้ท่านจะอดทนต่อการถูกเฆี่ยนด้วยความอด กลั้น แต่ว่าถ้าท่านทั้งหลายกระทำการดีและทนเอาเมื่อตกทุกข์ยาก เพราะ การดีนั้น ท่านก็จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า (1 เปโตร 2:20)

ความล้มเหลวทั้งหลายที่เราเห็นในพระคัมภีร์ ส่วนมากเกิดจากการรอคอย ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งนี้ เป็นมาตั้งแต่เมื่อแรกเริ่ม กับอาดัมและเอวา ยิ่งผมคิดเรื่องความล้มเหลวนี้มากเท่าใด ผมยิ่งเข้าใจมาก ขึ้นว่า การทดลองและการทำบาปนั้นคือการหาหนทางลัดไปสู่สิ่งที่ดีกว่า การรู้เรื่องผิดชอบชั่วดีไม่ใช่ เรื่องชั่วร้าย ถ้าอาดัมและเอวาจะเป็น “เหมือนพระเจ้า” ที่รู้เรื่องผิดชอบชั่วดีดีที่สุด ถ้าเช่นนั้นแล้วการรู้ เรื่องผิดชอบชั่วดีเสียหายตรงไหน? การเป็นเหมือนพระเจ้าไม่ดีที่ตรงไหน? สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำ ให้เกิดขึ้นในตัวเรามิใช่หรือ? เปลี่ยนเราให้เป็นตามพระฉายของพระบุตร (โรม 8:29)? เราจะไม่ “เป็น เหมือนพระองค์” หรือ ในเมื่อเรา “เห็นแล้วว่าพระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น” (1 ยอห์น 3:2)? ดาวิดถูกเรียก ว่าเป็นผู้ “ประจักษ์ความดีและความชั่ว” (2 ซามูเอล 14:17) ซาโลมอนทูลขอสติปัญญา เพื่อจะแยก แยะใน ความผิดแผกระหว่าง “ดีและชั่ว” (1 พกษ. 3:9) คริสเตียนที่เชื่อฟังพระคำของพระเจ้า “ได้รับ การฝึกหัดอบรมให้สามารถรู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว” (ฮีบรู 5:14) ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่า พระเจ้าต้องการ ให้อาดัมและเอวาเรียนรู้เรื่องผิดชอบชั่วดี แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีเรียนลัดตัดตอน โดยการขโมยผลไม้ต้องห้าม การเรียนรู้แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ใช่เรื่องผิด แต่ที่ผิดคือ ไปเลือกใช้วิธีที่พระเจ้าสั่งห้าม ผมเชื่อว่าพระเจ้า มีวิธีที่ดีกว่า ให้ค่อยเป็นค่อยไป แต่พวกเขากลับไปเลือกทางลัด พวกเขาปฏิเสธการรอคอยองค์พระผู้เป็น เจ้า เพื่อที่จะได้รับความรู้นั้น

อับราฮัมและซาราห์ต้องคอยกว่าจะได้บุตรตามพระสัญญา ความล้มเหลวของพวกเขามาจากขาดความ อดทนที่จะรอคอยจนกว่าพระสัญญาจะเป็นจริง เหตุนี้ทำให้อับราฮัมเอ่ยถึงเอลีเยเซอร์ชาวเมืองดามัสกัส ว่าจะเป็นผู้รับมรดกหรือเปล่า (ปฐมกาล 15:2)? เหตุนี้ทำให้อับราฮัมยอมทำตามคำแนะนำของนางซาราห์ ที่จะมีทายาทโดยทางนางฮาการ์ผู้เป็นหญิงรับใช้หรือเปล่า (ปฐมกาล 16:1-2)?

ชาวอิสราเอลทำบาปสร้างรูปวัวทองคำขึ้นมานมัสการตามที่บันทึกอยู่ในพระธรรมอพยพ 32 เป็นเพราะ ล้มเหลวที่จะคอย 40 วัน เพื่อให้โมเสสกลับจากยอดเขาซีไนหรือ? ที่ซาอูลทำบาปใน 1 ซามูเอล 13 เป็น เพราะล้มเหลวที่จะรอคอยให้ซามูเอลมาถึงหรือ? พวกสาวกคอยถามว่าพระราชอาณาจักรจะมาถึงเมื่อไร และคอยเร่งเวลาให้เกิดเร็วขึ้นหรือเปล่า? สาวกทั้ง 11 คนและคนอื่นๆล้มเหลวในการเลือกมัทเธียสให้ขึ้นมา แทนที่ยูดาส ในเมื่อพระเยซูตรัสสั่งให้คอย “รับตามพระสัญญาของพระบิดา” หรือไม่ (กิจการ 1:4)?

คริสตจักรในเมืองโครินธ์มีปัญหามากมาย หนึ่งในปัญหานั้นก็คือการรอคอย พวกเขาทนคอยให้พระเจ้า เข้ามาจัดการเรื่องความยุติธรรมไม่ได้ จึงมีการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล (1 โครินธ์ 6) พวกเขาไม่อยากรอ พี่น้องคนอื่นๆ จึงรับประทานอาหารก่อน หมุกมุ่นแต่เรื่องกินและดื่ม ทำให้การเลี้ยงอาหารขององค์พระผู้ เป็นเจ้าได้รับการดูหมิ่น (1 โครินธ์ 11) พวกเขารอคอยพระสัญญาเรื่องจิตวิญญาณไม่ไหว พวกเขาจึงไป ยึดถือตามคำสั่งสอนของทางโลก ใครดีใครได้ — มือใครยาวสาวได้สาวเอา

จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า พระเยซูคริต์ทรงอุทิศเวลาและให้ความใส่ใจมากมายกับการสั่งสอนสาวกของพระองค์ ให้ปฏิบัติตนอย่างไรในขณะที่รอคอยพระองค์เสด็จกลับมา :

40 ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมด้วย เพราะในโมงที่ท่านไม่คิด ไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” 41 ฝ่ายเปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์ เจ้าข้าพระองค์ได้ตรัสคำเปรียบนั้นแก่พวกข้าพเจ้าหรือ หรือตรัสแก่คนทั้ง ปวง” 42 องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ใครเป็นคนต้นเรือนสัตย์ซื่อและฉลาด ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกคนใช้สำหรับแจกอาหารตามเวลา 43 เมื่อนายมา พบเขากระทำอยู่อย่างนั้น บ่าวผู้นั้นก็จะเป็นสุข 44 เราบอกความจริงแก่ท่าน ทั้งหลายว่า นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลบรรดาข้าวของของท่าน 45 แต่ถ้าบ่าว นั้นจะคิดในใจว่า ‘นายของข้าคงจะมาช้า’ แล้วจะตั้งต้นโบยตีบ่าวชายหญิง และกินดื่มเมาไป 46 นายของบ่าวผู้นั้นจะมาในวันที่เขาไม่คิด ในโมงที่เขาไม่รู้ และจะทำโทษเขาถึงสาหัส ทั้งจะขับไล่เขาให้ไปอยู่กับคนที่ไม่สัตย์ซื่อ 47 บ่าวนั้นที่ได้รู้ใจนายและมิได้เตรียมตัวไว้ มิได้กระทำตามใจนาย จะต้องถูก เฆี่ยนมาก 48 แต่ผู้ที่มิได้รู้ แล้วได้กระทำสิ่งซึ่งสมจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยน น้อย ผู้ใดได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากผู้นั้นมากและผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากผู้นั้นมาก (ลูกา 12:40-48)

(4) พวกมารมักจะโจมตีเรื่องการล่าช้าขององค์พระผู้เป็นเจ้า พวกมารพยายามใส่ความคิดลงไปใน ผู้เชื่อว่าการที่พระเป็นเจ้าทรงล่าช้านั้น แสดงให้เห็นว่าพระองค์อาจไม่รู้้ หรือไม่สนใจเมื่อเราทำบาป :

1 ดูก่อนพวกที่รัก นี่เป็นจดหมายฉบับที่สองที่ข้าพเจ้าได้เขียนถึงท่าน ทั้งหลาย และในจดหมายทั้งสองฉบับนั้น ข้าพเจ้าได้สะกิดใจอันซื่อ สัตย์ของท่านให้ระลึก 2 เพื่อท่านทั้งหลายจะได้จดจำถ้อยคำทั้งหลาย ี่พวกผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ได้กล่าวไว้เมื่อก่อน และพระบัญญัติของ งค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดโดยบรรดาอัครทูต 3 จงรู้ข้อนี้ ก่อนคือ ในกาลสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้น และประพฤติตาม ใจปรารถนาของตน 4 และจะถามว่า “คำที่ทรงสัญญาไว้ว่าพระองค์จะ เสด็จมานั้นอยู่ที่ไหน เพราะว่าตั้งแต่บรรพบุรุษหลับล่วงไปแล้ว สิ่งทั้ง วงก็เป็นอยู่เหมือนเป็นอยู่ตั้งแต่เดิมทรงสร้างโลก” (2 เปโตร 3:1-4)

มารแอบทำลายความเชื่อและการเชื่อฟังในประชากรของพระเจ้าโดยหลอกว่าพระเจ้ามักทำการล่าช้าเสมอ ผมเชื่อว่ามันทำอย่างนี้กับอาดัมและเอวาที่ในสวน ผมเชื่อว่าการที่มันทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าในขณะที่ พระองค์เริ่มงานพันธกิจบนโลกนี้เป็นหัวใจทั้งหมดของเรื่อง มันพูดกับพระองค์ว่า “แน่นอน เรารู้ว่าท่าน เป็นจอมกษัตริย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จะปฏิเสธตัวเองไปทำไม (โดยการเชื่อฟังพระเจ้า อดอาหารถึง 40 วัน) ทำไมไม่ทำตัวตามสบายเล่า? ทำไมไม่กิน? ทำไมต้องแสวงหาอาณาจักรของตนเองด้วยการทนทุกข์ ทรมาณ? มานมัสการเราดีกว่า เราจะมอบอาณาจักรทั้งหมดให้เดี๋ยวนี้เลย” นี่คือวิธีที่พวกมารมันคิดและ ปฏิบัติ ใช่หรือไม่?

ในเวลาแห่งการรอคอย พวกมารต้องการให้เราสงสัยว่าพระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงแน่หรือ มันกระตุ้น ให้เราทำการบางอย่างด้วยตัวเองเพื่อจะให้ได้มาตามพระสัญญา มากกว่าการรอคอยจนกว่าพระเจ้าจะประ ทานให้ มันทำให้เราสงสัยในความดีของพระเจ้า ว่าพระองค์ถ่วงเวลาในการประทานของดีให้กับเราทำไม มันทำให้เราเริ่มขาดความวางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระวจนะคำของพระองค์ มันทำให้เราไม่อยากเชื่อ ฟังพระเจ้า และทำตามความรู้สึกของเรา มันทำให้เราฉกฉวยโอกาสที่จะใช้ความสงสัยนี้ ใช้วิธีการต่างๆ ให้ได้มาตามที่ใจเราปรารถนา

(5) การรอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการที่พระเจ้ากระทำให้ความเชื่อของเรายืดจนถึงที่สุด และความไกล้ชิดกับพระองค์เพิ่มพูนจนเต็มเปี่ยม คุณเคยสังเกตุไหมว่า บทสดุดีหลายบทถูกเขียน ขึ้นในระหว่างการรอคอย? คำถามก็คือ “นานแค่ไหน…?” การ “รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้า” มีอยู่มากมาย ในพระธรรมสดุดี ดาวิดเขียนเรื่อง “การรอคอย” นี้ไว้หลายบท การรอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งดี สำหรับเรา ช่วยให้เรามีความอดทนและอดกลั้น เรียกร้องให้เรามีความเชื่อในพระสัญญา และทำตามพื้น ฐานที่พระองค์ตรัสไว้ มากกว่าทำตามที่ตาเราเห็น การรอคอยช่วยเพิ่มความกระหายในสิ่งดีที่พระเจ้า เตรียมไว้ การรอคอยทำให้เราปฏิเสธที่จะทำตามตัณหาของเนื้อหนัง และปัดเรื่องหาทางลัดทิ้งไป การรอคอยคือ “การรับเอากางเขน และแบกตามพระองค์ไป”

(6) การรอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความบริสุทธิทางเพศ มีการพูดถึงเรื่องการ “มี เพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย” มากมายในปัจจุบัน แต่พูดเรื่องการยับยั้งชั่งใจค่อนข้างน้อย เป็นเพราะว่ารอ คอยการมีเพศสัมพันธ์หลังแต่งงานเป็นเรื่องเชยบรม การยังเป็นพรมจารีถือว่าเป็นเรื่องถูกสาป แทนที่จะ ถือว่าเป็นของขวัญที่จะมอบให้แก่คู่ครอง การรอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อความสุขในการมีเพศสัมพันธ์ หลังแต่งงานทำให้การรอคอยนี้คุ้มค่า เมื่อถึงเวลาเหมาะสมที่พระเจ้าประทานให้ ประเด็นที่ผมต้องการพูด ตอนนี้ก็คือความบริสุทธิในเรื่องเพศเป็นเรื่องของการรอคอย การรอคอยเป็นสิ่งดีในชีวิตคริสเตียน อย่าให้ เราคิดว่าการรอคอยเป็นการที่พระเจ้าแกล้งไม่ให้ของดีกับเรา แต่ให้คิดว่าเป็นของขวัญที่เรายินดีคอยจน กว่าพระเจ้าเห็นเหมาะสมที่จะประทานให้ เพื่อเราจะได้มีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมและไม่รู้สึกผิดประการใด จากการรอคอย

(7) การรอคอยบางทีก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของความศรัทธา กี่ครั้งกันที่เรามัวแต่รอคอยแทนที่จะทำงาน และมัวแต่บ้างานจนลืมเรื่องรอคอย รอคอยไม่ทำในสิ่งที่รู้ว่าถูก สิ่งที่พระเจ้าสั่งให้เราทำ ไม่ใช่เป็นเรื่อง ศรัทธาหรอกครับ แต่เป็นบาป (ยากอบ 4:17) รอคอยที่จะรับเอาความรอด รับเอาการอภัยในองค์พระเยซู เป็นเรื่องอันตรายที่สุด (ฮีบรู 3:12-15) การรอคอยที่จะทำให้เป็นที่พอพระทัย คือการรอคอยพระสัญญา ที่เราไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นเองได้ นอกจากจะไปเร่งทำเองโดยขาดความเชื่อและขาดการเชื่อฟังพระองค์

(8)การรอคอยไม่จำเป็นที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านไป คุณเคยสังเกตุไหมครับว่าผู้คนมีวิธีใช้เวลาคอย อย่างไร? บางคนไม่ทำอะไรเลย แต่ผมเห็นบางคน (ไม่ใช่แต่ผู้หญิงเท่านั้น) ถักไหมพรมหรือเย็บปักถักร้อย ในขณะที่รอ มีหลายอย่างที่ทำให้เป็นประโยชน์ได้ขณะรอคอย ดาวิดรอมา 20 ปี กว่าที่จะได้ขึ้นปกครอง ประเทศอิสราเอล แต่นับเป็นเวลาคอยที่ยุ่งวุ่นวายที่สุด ดาวิดทำมากกว่าหนีเอาชีวิตรอด ดาวิดช่วยกู้ ประชากรชาวเคอีลาห์ (1 ซามูเอล 23:1-5) ท่านทำดีกับประชาชนยูดาห์ (1 ซามูเอล 30:26-31) สิ่งหนึ่ง ที่เราสามารถทำในขณะที่รอคอยคือการสรรเสริญและอธิษฐานกับพระเจ้า อย่างที่ดาวิดและคนอื่นๆกระทำ ในบทเพลงสดุดี ในขณะที่เราไม่อาจทำในสิ่งที่เราอยากทำที่สุดได้ เราสามารถทำในสิ่งที่พระเจ้ามอบ หมายให้เราทำในขณะที่รอคอยพระสัญญาและพระประสงค์ของพระองค์เป็นจริงได้

(9) การรอคอยเป็นส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตของเรา เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมคอยแทบไม่ไหวที่จะ อายุ 16 เร็วๆ เพื่อจะได้ขับรถอย่างถูกกฎหมาย ผมแทบไม่อยากคอยจนกว่าจะได้มีอิสระเสรีทำอย่างที่ ผู้ใหญ่เขาทำกัน เมื่อผมหมั้นหมาย ผมอดทนรอคอยให้ถึงวันแต่งงานจนแทบไม่ไหว เราทุกคนมีเรื่องที่ ต้องรอคอยหลายเรื่อง ขอผมเอ่ยถึงสักสองสามเรื่อง

  • เด็กของเรารอคอยวันที่จะเติบโตและมีสิทธิเสรีภาพ มีส่วนในความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่บ้าง ความก้าวร้าวของวัยรุ่น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ล้วนแล้วแต่เป็นทางลัดที่จบลงอย่าง เจ็บกว่าถูกไฟลัดวงจรช็อทเอาเสียอีก
  • คู่สมรสบางคู่คอยการมีบุตร กว่าจะได้เป็นพ่อแม่คนต้องคอยถึงเก้าเดือน แต่พ่อแม่บางคู่ต้อง คอยนานกว่านั้น
  • หลายคนรอคอยที่จะได้การยอมรับและบำเหน็จของงานที่กระทำไป ในขณะที่บางคนหาทางลัด เพื่อที่จะแซงหน้าไปก่อน
  • คริสเตียนแทบทุกคนมีความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาณซ่อนอยู่ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง รอคอยเวลา ที่จะได้รับความช่วยเหลือ
  • คริสเตียนทุกคนมีผู้ที่เรารักและยังไม่ได้รับความรอด ญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆ พวกเขารอคอยความ รอดจากที่ใดกัน?
  • เราพบว่าเรามัวแต่คอยให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงคนไกล้ตัว และบางทีอาจเป็นคนที่เรารัก
  • เราทุกคนรอคอยการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและอาณาจักรของพระองค์
  • น่าแปลกใจนะครับ มีธรรมิกชนหลายคนรอคอยความตาย มีหลายคนไม่ยอมให้ถึงเวลาขององค์ พระผู้เป็นเจ้า เลือกการฆ่าตัวตายเพื่อจะหลีกหนีความเจ็บปวด บางคนทนไม่ได้ที่จะเห็นคนที่ตน รักทนทรมาณ และเลือกทำการุณยฆาตให้ เราทุกคนคุ้นเคยกับสถานการณ์ที่เราหวังว่าพระเจ้าจะ “นำเขาไป” หรือ “นำเราไป” เสียที แต่พระเจ้าปรารถนาให้เรารอคอย

(10) ท้ายที่สุด ขอให้แน่ใจเถิดว่าพระเจ้าจะประทานให้คุ้มค่าสมกับที่รอคอยเสมอ ถ้าคุณต้องรีบกิน คุณก็ไปที่ร้านแมกโดนัลด์และซื้อ “ชุดสุดคุ้ม” กินได้ แต่ถ้าคุณต้องการอาหารหรู คุณรู้ว่าคงต้องคอย เพราะอาหารดีไม่ได้ทำได้ง่ายๆและรวดเร็ว ไม่ว่าโฆษณาในโทรทัศน์จะพูดว่าอย่างไร ผมยังไม่เคยเห็น หรือได้ยินเลยว่าการทำอาหารโดยใช้โครเวฟ จะอร่อยกว่าอาหารที่ทำจากเตาอบหรือปรุงร้อนๆจากหม้อดิน ที่เราใช้ไมโครเวฟเพราะเราอยากกินอย่างเร่งด่วน เราใช้เตาอบเพราะเราอยากกินอาหารดีๆและอร่อย พระ ประสงค์และพระสัญญาของพระเจ้าเป็นคนละแบบกับไมโครเวฟ พระเจ้าค่อยๆปรุงแผนการและประชากร ของพระองค์ เพื่อจะเคี่ยวจนได้ดีที่สุด คุณสามารถวางแผนการตามความจริงที่ว่าพระเจ้าต้องการให้คุณ คอยเพื่อจะให้ได้ในสิ่งทีดีที่สุด พระเจ้าไม่เคยสาย และแทบจะไม่เคยด่วน แต่จากสิ่งเหล่านี้ผมขอบอกให้ คุณมั่นใจได้เลยว่า : เมื่อพระเจ้ามีแผนการให้คุณรอ พระองค์จะประทานให้คุ้มค่าสมกับที่รอคอย

ให้เราเรียนรู้จากดาวิดว่า การรอคอยเป็นส่วนหนึ่งและเป็นเรื่องปกติในชีวิตคริสเตียน เราจะถูกทดลองให้ หาทางลัดโดยไม่ต้องรอ สิ่งนี้เป็นบาป มีหลายคนอยากช่วยเราให้หาทางลัด ขอให้เราซึมซับลงไปในใจให้ เหมือนดาวิด ผู้รอคอยให้พระเจ้าทำตามพระประสงค์และพระสัญญา ในเวลาของพระองค์ ให้เรามั่นใจว่า ขณะที่รอคอย พระเจ้ากำลังทำงานในเรา เตรียมเราให้พร้อมสำหรับสิ่งดีที่คอยอยู่เบื่องหน้า อย่าให้เรา เกิดความสงสัย แต่ให้เราทุ่มเททำในสิ่งดีที่เรารู้ว่าควรทำ และรู้ว่าเราทำได้ ในขณะที่รอคอย

_________________________________________________

19 ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่า ดาวิดวางแผนฆ่าอุรียาห์โดยลอกเลียนแบบที่ซาอูลพยายามฆ่าท่านหรือเปล่า

20 อยู่ดีๆผมก็คิดออก ถึงจะสายไปหน่อย แต่บางทีอาจจะดีกว่า อย่างที่เราชอบพูด มาสายดีกว่าไม่มา ผม เคยสงสัยว่าทำไมซาอูลโกง ไม่ทำตามสัญญาครั้งแรกที่จะมอบบุตรสาวให้กับผู้ที่สามารถเอาชนะโกลิอัทได้ ผมนึกว่าเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของท่าน เป็นไปได้ไหมว่าสาเหตุที่ซาอูลไม่ยอมยกบุตรสาวให้ เพราะดาวิดยังเด็กเกินกว่าที่จะแต่งงาน? ต่อมา ซาอูลเสนออีก โดยเฉพาะเจาะจงให้ดาวิด และดาวิดก็เต็มใจที่ จะรับมีคาล เพราะใครก็ตามที่จะฆ่าคนฟิลิสเตียได้ถึง 200 คน คงต้องทั้งตัวใหญ่และแข็งแรง (ผมว่าคง ไม่มีใครยอมสละหนังองคชาติให้ไปง่ายๆหรอกครับ) ตอนนั้นดาวิดคงเป็นผู้ใหญ่พอที่จะแต่งงานได้แล้ว

21 ผมยังจำได้สมัยที่เรียนอยู่ในโรงเรียนพระคริสตธรรม มีนักวิชาการบางคนพยายามจะแสดงให้เห็นว่า ยาโคบไม่จำเป็นที่จะต้องคอยถึงเจ็ดปีเต็ม เพื่อจะได้ราเชลมา ความพยายามของเราที่จะช่วยร่นเวลา รอคอยให้ยาโคบ แสดงให้เห็นถึงความไม่อดทนของตัวเรา หรือไม่อดทนที่เห็นคนอื่นต้องคอย ถึงอย่าง ไรก็ตาม ยาโคบก็ยอมคอยไปแล้วอีกเจ็ดปีเพื่อจะได้ราเชลมาเป็นภรรยา

 

จัดเตรียมโดย: Robert L (Bob) Deffinbaugh

Pastor/teacher and elder at Community Bible Chapel in Richardson, Texas, USA

ลิขสิทธิของ 2016 Bible.org

(แปล: อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)

(Cr.ภาพ My treasure box)